อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 8 วันที่ 12 ธ.ค. 58

อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 8 วันที่ 12 ธ.ค. 58

หลังจากใช้หนี้พนันให้น้องชายแล้ว ธาราพาเขามาที่บ้านวิศรุต ตั้งใจมาขออาศัยชั่วคราวแล้วจะส่งกลับบ้านนอกให้ไปบวชล้างซวย เมื่อวิศรุตถามถึงเรื่องเรียน ธาราตอบด้วยความโมโหว่า

“มันไม่ได้ไปเรียนมาตั้งเกือบปีแล้วค่ะ ก็ปล่อยให้ มันไปโง่เป็นวัวเป็นควายไถนา จับกุ้งหอยปูปลาไปแล้วกัน”

“ไถนาจับปลาก็ไม่จำเป็นต้องโง่นี่ ฉันว่าถ้าเป็นไปได้ก็เรียนซะให้จบ ขอแค่อย่าโง่กลับไปหาการพนันอีกเท่านั้นแหละ”

“เข็ดแล้วครับ คุณวิศรุตให้ผมอยู่ที่นี่ด้วยคนเถอะนะครับ ผมไม่อยากบวช ไม่ชอบ”



“ทำไมไม่บวช” ธาราแว้ดใส่อธิป ขณะที่วิศรุตพูดอย่างใจเย็นว่า

“คนมันไม่ศรัทธาในศาสนา ให้ไปบวชก็ไม่เรียนธรรมะหรอก วัดมัวหมองเปล่าๆ อยู่นอกวัดเป็นคนดีให้ได้ก่อน แล้วค่อยว่ากัน”

“อยู่นอกวัดจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้คุณวิศรุตล่ะ ถ้ามันบวชยังพอได้เงินทำบุญติดกัณฑ์เทศน์สะสมมาผ่อนหนี้”

“หยุด ถ้าคิดแบบนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้นะธารา มันเรื่องอะไรคิดเอาเงินศาสนามาเป็นของตัว คนที่เขาศรัทธาทำบุญ เขาไม่ได้มีหน้าที่ส่งเสียครอบครัวของพระสงฆ์นะ”

“ก็เห็นเขาทำกัน ออกจะร่ำรวย”

“รวยบนไฟนรกน่ะสิ เหมือนไปเล่นการพนันน่ะ รวยมั้ยล่ะ”

ธาราจ๋อย หันไปมองอธิปดุๆ วิศรุตเห็นริชาร์ดกับจอห์นนี่นั่งสัปหงก รู้ว่าเหนื่อยกันมากบอกให้ไปนอนพัก พอเช้าวันใหม่ สโรชาเจอธาราก็ถูกซักถามเรื่องขาเจ็บและวิศรุตนำใบพลับพลึงมารักษาอาการปวดบวม ธารารู้สึกสงสัยว่าเจ้านายกับลูกน้องคู่นี้ชักจะยังไงๆเสียแล้ว

วิศรุตไปรับพระองค์หญิงออกจากโรงพยาบาลไปส่งที่วังเทวาสถิตย์และได้สนทนากันเรื่องที่ดินอีกครั้ง ซึ่งพระองค์หญิงยังไม่ขาย รับสั่งเหมือนแกล้งวิศรุตว่าให้มาบ่อยๆ จนกว่าท่านจะอยากขาย

เสร็จธุระ วิศรุตกลับมาที่บ้านเห็นพวกธารากำลังสาละวนกับการทำปุ๋ยภายในสวน ส่วนสโรชาเก็บผักแถวบึงน้ำอย่างสนุกเพลิดเพลิน วิศรุตเดินไปทักเธอว่าขาหายดีแล้วหรือ สโรชาปลื้มที่เขาเป็นห่วง ตอบฉะฉานว่า

“หายแล้วค่ะ เห็นพวกผู้ชายกับธาราชวนกันทำสวน เลยมาช่วยเก็บผัก นี่ถึงไม่มีแขกมาพัก คนทำโฮมสเตย์ก็ไม่อดตายนะคะเนี่ย”

“ใช่ ถ้ารู้จักพอเพียง คนเราถ้าไม่มีหนี้ซะอย่างเดียว สบายล่ะ”

“แต่ตอนนี้คุณมีหนี้แล้วใช่ไหมคะ น้องของธาราทำยุ่งนี่”

“ถ้ามันจะแก้นิสัยให้คนหลงผิดกลายเป็นคนดีได้สักคนนึง มันก็คุ้มนะ ว่าแต่เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นหนี้ ฉันไม่ได้บอกใครซะหน่อยว่ายืมเงินคนอื่นมา”

สโรชานิ่งคิดนิดหนึ่ง แต่ไม่ยากเกินกว่าไหวพริบที่จะกลบเกลื่อน “ก็เดาเอาค่ะ คุณวิศรุตจะมีเงินเยอะขนาดนั้นเหรอ ช่วงนี้โฮมสเตย์ก็ไม่ค่อยมีแขกเข้า เงินสดหมุนเวียนไม่น่าถึงสามแสน คุณก็ต้องหาแหล่งเงิน”

“ฉันไปยืมเจ้านายมา”

“โอ๊ย คุณพิสิฐเขาใจดีค่ะ” พูดไปแล้วเห็นเขาจ้องหน้าเลยนึกได้ “อ๋อ เดาเอาอีกล่ะค่ะ ถ้าไม่ใช่คนดี คุณวิศรุตจะไปทำงานกับเขาได้ไง จริงไหมคะ”

“ก็ใช่ แต่ฉันไม่ได้เอาเงินเขามาฟรีๆหรอกนะ ฉันเอาของสำคัญในชีวิตฉันไปเป็นประกันฝากไว้”

“ของสำคัญ สำคัญมากแค่ไหนคะ”

“มาก...ตีราคาเป็นเงินไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นฉันต้องหาทางทำเงินให้ได้พอที่จะไปไถ่คืนให้ได้ไวๆ เธอต้องช่วยฉันนะ เป็นกองกำลังแข็งขันให้เรือนพลับพลึงด้วย”

“ได้สิคะ ก็ที่นี่ชื่อเรือนพลับพลึง มันก็เหมือนเป็นของพลับพลึงเอง จริงไหมคะ”

“โอ้โห ยังไม่ทันไร พูดเหมือนจะยึดกิจการฉันซะงั้น...เอา...ยึดก็ได้ ถ้าสบายใจนะ”

สโรชายิ้มหน้าบาน หันไปรวบผักที่เก็บไว้ วิศรุตยื่นมือให้เหนี่ยวลุกเดินกลับบ้านพร้อมกัน

ooooooo

เรื่องแหวนของวิศรุตที่นำไปจำนำไว้กับพิสิฐทำให้สโรชาเกิดความสงสัยว่ารูปผู้หญิงในหัวแหวนต้องเป็นใครสักคนที่สำคัญกับวิศรุต

วันต่อมา สโรชาเรียกน้ำมนต์มารับก่อนให้พาไปที่บ้านพ่อเพื่อเอาแหวนวงนั้น แต่วิศรุตมาพบพ่อของเธอก่อน รายงานความคืบหน้าเรื่องที่ดิน เธอจึงรอให้เขากลับก่อนแล้วค่อยเข้าไปยืมแหวนจากพ่อ พิสิฐกำชับลูกสาวต้องรักษาแหวนวงนี้ดีๆ เสร็จแล้วให้เอามาคืนภายในสองวัน แลกกับการที่สโรชาต้องมาทำงานให้ลูกน้องเห็นหน้าบ่อยๆ

เช้าวันเดียวกัน แก้วกิริยาเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทในเครือโรงแรมของพิสิฐ วินิตดีใจและเป็นกำลังใจให้ลูกสาวที่คิดดี เรียนจบแล้วอยากหางานทำ

เมื่อไปถึงโรงแรม แก้วกิริยาเจอสุทิศ สองคนเคยเจอกันมาแล้วครั้งหนึ่งในร้านส้มตำ ท่าทางสุทิศปิ๊งเธอถึงกับแอบถามตัวเองว่าอย่างนี้เขาเรียกบุพเพสันนิวาสไหมเนี่ย?

แก้วกิริยาได้รับเลือกมาเป็นลูกน้องของน้ำมนต์ที่กำลังต้องการคนมาช่วยงาน ส่วนประพันธ์ก็ยังตามตื๊อเพื่อขายสินค้าให้น้ำมนต์ ทั้งที่ความจริงเขารู้สึกชอบผู้หญิงคนนี้เข้าเสียแล้ว

เพราะความสงสัยเรื่องแหวนของวิศรุต...สโรชาให้น้ำมนต์ติดต่อผู้เชี่ยวชาญเรื่องของโบราณมาดูแหวน ปรากฏว่าประพันธ์มีคนรู้จัก เขาแอบได้ยินสองสาวคุยกันจึงเข้ามาอาสาช่วยเหลือ

ที่วังเทวาสถิตย์ วิศรุตมาเยี่ยมพระองค์หญิงและพูดคุยกับคุณหญิงประสงค์สมอย่างกันเอง คุณชายพิริยพงษ์แอบฟังอยู่ไม่ไกล รู้สึกหมั่นไส้ทั้งท่านย่าและน้องสาวที่ดูสนิทสนมกับวิศรุตเสียยิ่งกว่าญาติ

ไม่ทันข้ามวัน น้ำมนต์พาฉมชบาผู้เชี่ยวชาญเรื่องของโบราณมาพบสโรชา เธอเห็นแหวนแล้วบอกว่าหายากมาก ตัวเรือนน่าจะสั่งทำมาจากยุโรป

“แล้วมันน่าจะเป็นของดีมีสกุลไหมคะ หรือว่าแค่แหวนเก่าๆธรรมดาวงนึง”

“มันอยู่ที่ว่าสุภาพสตรีในนี้เป็นใคร ดูไม่น่าจะเป็นสามัญชน ต้องไปเทียบรูปดูในสมุดภาพสมาชิกราชสกุลต่างๆ”

“เอาไปไม่ได้ค่ะ ไม่ได้”

“ดิฉันไม่เอาไปหรอกค่ะ ของแบบนี้หายขึ้นมารับผิดชอบไม่ไหว”

“แล้วจะทำยังไงล่ะคะ”

ฉมชบาไม่ตอบ แต่หยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปแหวนไป

ooooooo

สุทิศไม่ได้กลับบ้านวิศรุตหลายวัน พอรู้ว่าธาราพาน้องชายที่เล่นการพนันจนเสียการเรียนมาอยู่ด้วยก็เลยเล่าประสบการณ์ชีวิตของตนที่ไม่เคยบอกใครเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้อธิปว่า

“เรามาจากบ้านที่พ่อแม่ลุงป้าติดการพนันเป็นหนี้จนต้องฆ่าตัวตาย ปล่อยให้เราต้องปากกัดตีนถีบอยู่คนเดียว”

“เออเนอะ ฉันไม่ยักคิดว่าคนที่ตลกไปวันๆอย่างแกจะมีเรื่องเบื้องหลังสุดระทม”

“ก็ไม่ใช่เรื่องต้องประกาศนี่ คนเราต้องก้าวไปข้างหน้า เราแก้อดีตไม่ได้ เราต้องสร้างอนาคต เข้าใจมั้ย” พูดแล้วสุทิศทำตาลอยเคลิ้มฝัน ธาราเขม้นมองเดินมาจ้องใกล้ๆอย่างสงสัย

“ทำท่าเหมือนคนมีความรัก แกจะสร้างอนาคตกับใคร”

สุทิศยิ้มหวาน แทบไม่ได้ยินที่ธาราถาม...

โฮมสเตย์ของวิศรุตกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากทุกคนช่วยกันพัฒนาอย่างตั้งอกตั้งใจ นักท่องเที่ยวมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ทุกคนชื่นชอบอาหารไทยและขนมไทยที่วิศรุตภูมิใจนำเสนอ โดยสโรชานำสูตรขนมชาววังมาทำร่วมกับธาราที่มีฝีมือทางนี้อยู่แล้ว

คุณชายพิริยพงษ์กำลังคิดจะเลิกเป็นหุ้นส่วนผับเพราะนับวันมีแต่แย่ ไม่เหมือนไปบ่อนที่เล่นพนันได้เงินมาทีละมากๆ แต่แล้ววันหนึ่งที่เขากลับไปเล่นมีแต่เสียกับเสียโดยไม่รู้ว่ามันเป็นเล่ห์กลของชัยบดี ที่ถึงเวลาเอาคืนจากเขาแล้ว

เมื่อคุณชายเล่นเสียจนหมดตัว ชัยบดีจึงพามาแนะนำให้รู้จักเฮียฮงแหล่งเงินทุนรายใหญ่ เฮียฮงให้ยืมในวงเงินเต็มที่แต่ต้องทำสัญญาเงินกู้ คุณชายได้ฟังถึงกับตวาดอย่างอารมณ์เสีย

“ทำไมต้องทำสัญญาด้วย เดี๋ยวพอมีก็คืนอยู่ดี เชื่อใจกันบ้าง ผมเป็นใคร?”

“เฮียครับ ผมว่าไม่ต้องให้เซ็นกู้ก็ได้ครับ ระดับหม่อมราชวงศ์พิริยพงษ์”

“นี่เพราะเอ็งนะ ไม่งั้นไม่ให้หรอก” ว่าแล้วเฮียฮงหันไปสั่งสมุนเอาชิปให้คุณชายหนึ่งแสน

สมุนรับทราบแล้วปฏิบัติตามทันที ชัยบดียิ้มเอาใจคุณชาย แต่ลอบส่งสายตาให้เฮียฮงอย่างรู้กัน หลังจากนั้นชัยบดีก็ประกบคุณชายไปอีกทาง ทำทีเป็นเตือนด้วยความหวังดีว่า

“คุณชายครับ ทีหลังถ้าเงินหมดก็เพลาๆบ้างนะครับ ผมช่วยคุณชายไม่ได้บ่อยๆ”

“มีเงินโว้ย แค่ต้องรอหน่อย แสนสองแสน อย่าคิดเป็นบุญคุณ เพราะเดี๋ยวฉันก็คืนให้”

คุณชายพิริยพงษ์เสียงแข็งแล้วเดินหนีไปหาที่เล่น จริยาอยู่ใกล้ได้ยินเต็มสองหู เดินเข้ามาเฉียดชัยบดี

“นี่หมดตัวขนาดต้องยืมเงินบ่อนเลยเหรอ แย่นะ”

“คุณชายพิริยพงษ์น่ะดวงขึ้นๆลงๆครับ แต่ไม่มีปัญหานะครับ ที่นี่เฮียเขาใจดี”

“ใจดีตอนให้ยืม ตอนทวงคงไม่ใจดีล่ะมั้ง เธอล่ะ อยู่ที่นี่เล่นกับเขาบ้างรึเปล่า”

“ไม่หรอกครับ ผมชอบบริการมากกว่า กลัวเล่นแล้วติดใจ เลิกไม่ได้”

“ฟังดูเป็นคนฉลาดนะเนี่ย”

ชัยบดีตีหน้าซื่อแสนดี จริยามองอย่างสนใจ คิดว่าน่าจะคบไว้

ooooooo

หลังจากวันนั้น คุณชายพิริยพงษ์กลับมาที่วังแล้วพรางตัวเป็นขโมยลักของเก่าของท่านย่าในค่ำคืนหนึ่ง พระองค์หญิงเห็นขโมยจึงบอกบ่าวไพร่แต่ไม่มีใครตามจับขโมยคนนั้นได้

“แสดงว่าวังของเราหละหลวมเรื่องความปลอดภัย นี่พี่ชายก็ไม่อยู่”

“เอ๊ะ แต่รถคุณชายก็อยู่นี่กระหม่อม” สายัณห์ท้วงขึ้นมา

ท่านย่ากับหลานมองหน้ากันแปลกใจ พอดีคุณชายพิริยพงษ์เข้ามาจากประตูหน้า มองคนทั้งวังอย่างงงๆ เสยผมปกปิดพิรุธ จ้องหน้าสายัณห์แวบหนึ่ง

“เกิดอะไรขึ้นครับท่านย่า โกลาหลเชียว เปิดไฟอย่างกับกลางวัน”

หลังจากนั้นตำรวจมาตรวจสอบ ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็เสร็จสิ้น

“เท่าที่ตรวจดูไม่มีร่องรอยการบุกรุกนะกระหม่อม พวกนี้อาจจะเก่งมาก ยังไงก็ตาม ขอให้ทรงระมัดระวัง ปิดประตูรั้ว และทั้งด้านนอกด้านในให้แน่นหนา”

“ค่ะ...สายัณห์ จำไว้นะ ทุกคนช่วยกันด้วย”

“เราจะเพิ่มจุดตรวจมาที่หน้าวัง จะได้ป้องกันได้อีกหน่อย”

“น่ารำคาญตาย มีตำรวจมาจดๆๆอะไรไม่รู้ แล้วก็ไป” คุณชายพิริยพงษ์บ่นไม่เห็นด้วย ต่างจากท่านย่าที่พอใจ

“ขอบคุณคุณตำรวจนะคะ ถ้ามีพวกคุณมาบ่อยๆ เราก็อุ่นใจขึ้น”

“เรายินดีปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิทักษ์สันติราษฎร์ครับ”

ตำรวจลากลับ คุณชายพิริยพงษ์ทำหน้ารำคาญ โดยไม่รู้ว่าท่านย่าลอบมองอย่างจับพิรุธ พลางนึกถึงแววตาของขโมยเมื่อสักครู่...แล้วพึมพำเหมือนมั่นใจในสิ่งที่คิด

“ฉันคงสั่งสอนลูกหลานไม่ดีพอ”

เช้าวันรุ่งขึ้น พระองค์หญิงเหมือนอยากจะพูดอะไรกับหลานสาว พอดีหลานชายแต่งตัวเรียบร้อยออกมาจากห้องก็เลยชะงักไป

“ทำไมวันนี้จึงตื่นก่อนเที่ยงได้ล่ะชาย เมื่อคืนก็กลับเข้ามาค่อนรุ่งมิใช่รึ”

“ค่ะ ชายมีนัดคุยธุระที่ต่างจังหวัดค่ะ อาจจะหลายวันนะคะท่านย่า”

“โจรเพิ่งจะเข้าสดๆร้อนๆ พี่ชายไม่ห่วงพวกเราเหรอคะ”

“ตำรวจเขาก็ว่าจะมาดูแลนี่นา หรือถ้าทรงกลัว ชายจะให้เพื่อนส่ง รปภ.มาสักห้าหกคน ช่วยเดินเวรยามรอบๆดีไหมคะ”

“รปภ.เป็นใครก็ไม่รู้จะให้มาเดินเล่นในวัง พี่ชายนี่”

“งั้นจะให้พี่ทำยังไงคะน้องหญิง”

“อย่าเถียงกันเลย จะไปทำงานก็ไปเถอะ พวกเราอยู่กันได้”

“เห็นมั้ย ท่านย่าพระทัยเข้มแข็งมาก งั้นชายทูลลาค่ะท่านย่า”

พอพี่ชายคล้อยหลัง คุณหญิงประสงค์สมก็เปรยอย่างปลงๆ “พี่ชายท่าจะธุระยุ่งจริงๆ คงหวังพึ่งไม่ได้ล่ะเพคะ”

พระองค์หญิงรับฟังแต่ไม่ว่ากระไร ทั้งที่หนักใจในตัวหลานชาย

ooooooo

วิศรุตได้รับแจ้งจากคุณหญิงประสงค์สมเรื่องขโมยเข้าวังเมื่อคืน เขาตกใจและเป็นห่วงพระองค์หญิง รีบผละจากงานที่บ้านไปทันทีโดยมีประพันธ์ติดตามไปด้วย

วิศรุตกับประพันธ์นำช่างมาติดกล้องวงจรปิดในจุดที่มองเห็นได้ทั่วภายในวัง สายัณห์เป็นลูกมือคอยดูอย่างสนใจ พระองค์หญิงกับคุณหญิงประสงค์สมยืนมอง ต่างก็ยิ้มปลื้มพอใจ ทิวากับราตรีพลอยชื่นใจไปด้วย

“คุณวิศรุตช่วยได้จริงๆนะเพคะท่านย่า เรื่องนี้พวกเรานึกไม่ถึงเลย”

พระองค์หญิงยิ้มรับ มองไปที่วิศรุตด้วยความเมตตาเปี่ยมล้น ครั้นเสร็จเรียบร้อย วิศรุตกับประพันธ์มารายงานท่านว่า

“ต่อไปนี้จะทอดพระเนตรเห็นทั่วบริเวณวังเลยกระหม่อม ต่อให้เป็นมุมอับสายตาแค่ไหน กล้องก็เห็นว่าใครไปใครมา แล้วภาพพวกนี้ก็บันทึกเก็บไว้ได้นาน”

“แบบนี้ก็ดีกว่าที่จะให้คนมาเดินยามนะเพคะ แหม ดูทันสมัยอย่างกับวังยุโรป”

“ขอประทานอนุญาต...กราบทูล ผมพูดถูกไหม” ประพันธ์ไม่คุ้นชินเข้าเจ้าเข้านาย เกริ่นอย่างระมัดระวัง “วังนี้กว้างมาก ที่ฝ่าบาทให้ติดกล้องเฉพาะจุดสำคัญน่ะก็สมควรแล้ว แต่หากว่าจะทรงให้ติดกล้องหลอกๆเพิ่มอีกบางจุด เพื่อขู่โจรก็ได้นะกระหม่อม”

“เข้าใจแนะนำนะ ว่าแต่ติดกล้องหลอกๆ แล้วเราจ่ายสตางค์หลอกๆได้ไหมจ๊ะ”

“อูย...กระหม่อมไม่สามารถนำสินค้าออกจากบริษัทฟรีๆได้กระหม่อม ที่รีบพาช่างและของมาด่วนได้ในวันนี้ ก็เพราะเป็นธุระของเพื่อนกระหม่อม เขาเป็นห่วงฝ่าบาทมาก”

“เราเข้าใจล่ะ...ต้องขอบใจอีกครั้งนะคุณวิศรุต นี่ไงล่ะ ข้อดีของการมีเพื่อน ถึงคุณจะไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน แต่การมีกัลยาณมิตรน่ะอาจจะดีกว่าการมีพี่น้องอีกนะ จริงมั้ยหญิง”

“เพคะ หญิงก็คิดว่าหญิงโชคดีนะคะ ที่มีคุณวิศรุตเป็นเพื่อน”

“ผมต้องขอบคุณคุณหญิง ที่ลดตัวลงมานับผมเป็นเพื่อน”

“คุณวิศรุตอาจจะเหนื่อยหน่อยนะคะ ที่มีหญิงเป็นเพื่อนน่ะ ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะมีเรื่องอะไรต้องพึ่งเพื่อนอีก”

“กระหม่อมยินดีให้คุณหญิงเรียกใช้เสมอ ถ้าฝ่าบาททรงต้องการความช่วยเหลืออะไร อย่าได้ทรงเกรงใจกระหม่อม”

พระองค์หญิงยิ้มรับ...ประพันธ์แอบมองสายตาคุณหญิงประสงค์สมที่มองวิศรุตอย่างสังเกต พอคล้อยหลัง จากพวกเขามา ประพันธ์กระซิบวิศรุตว่า

“ท่าทางคุณหญิงประสงค์สมจะชอบคุณนะครับ”

“ผมคิดว่าเธอเป็นน้องสาวคนนึงเท่านั้นแหละ”

“น้องสาว? เมื่อกี้ยังบอกว่าเป็นเพื่อน”

“เพื่อนหรือน้องก็ได้ แต่ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้ ผมรับรอง” วิศรุตกล่าวหนักแน่นแล้วเดินไปขึ้นรถของตน ส่วนประพันธ์เดินไปขึ้นรถตู้ที่ช่างรออยู่

ooooooo

เมื่อภายในวังติดกล้องวงจรปิด อัศดงเดินกรีดกรายสวยงามจนทิวากับราตรีหันมองตามด้วยความสงสัย ทิวาร้องถามว่าจะสวยไปไหนแม่อาทิตย์อัศดง

“อ้าว...ต่อไปนี้เราต้องสวยตลอดทุกนาทีแล้วนะคะ เพราะว่าจะได้เป็นดาราค่ะ เดินไปทางไหนก็มีกล้อง”

“ใครเขาจะดูแก ที่เขาติดน่ะมันกล้องวงจรปิด ไม่ได้เอาไปเปิดฉายที่วิกไหน”

“อ้าวเหรอ” อัศดงยิ้มเก้อ ทิวาหมั่นไส้เขกหัวเข้าให้

สายัณห์เข้ามาสมทบ บอกว่าที่จริงก็ดี เป็นการล้อมคอกก่อนวัวหาย ที่ไหนๆเขาก็ติดกัน

“แต่วังเทวาสถิตย์ไม่เคยมีใครกล้าบุกเข้ามาเลยนะ แกว่าโจรมันมาจากไหน”

“จุ๊ๆๆ อาจจะมีหนอนอยู่ในนี้แหละ” ราตรีกระซิบกระซาบ

“ใครวะเป็นหนอน ถ้าข้ารู้จะแพ่นกบาลให้หัวแตกเลย กินบนเรือน ขี้รดหลังคา”

“คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ภาษิตจีนเขาว่าไว้”

“แล้วพวกน้าว่าคุณวิศรุตที่มาบ่อยๆน่ะ เราไว้ใจได้มั้ย” อัศดงตั้งคำถาม

อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 8 วันที่ 12 ธ.ค. 58

ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู บทประพันธ์โดย ศรีทอง ลดาวัลย์
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู บทโทรทัศน์โดย พิมบงกช
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู กำกับการแสดงโดย ชุติกุล สุตสุนทร
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ผลิตโดย บริษัท กัสท์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ควบคุมการผลิตโดย พอฤทัย ณรงค์เดช และ ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ออกอากาศทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
ที่มา ไทยรัฐ