อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 8 วันที่ 13 ธ.ค. 58

อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 8 วันที่ 13 ธ.ค. 58

“แล้วพวกน้าว่าคุณวิศรุตที่มาบ่อยๆน่ะ เราไว้ใจได้มั้ย” อัศดงตั้งคำถาม

“เออ คนนี้ข้าชอบว่ะ เป็นคนมีน้ำใจ ครั้งที่ข้ารถเสียอยู่กลางฝน เขาก็ลงไปช่วย” สายัณห์พูดปลื้มๆ

“ตั้งแต่คุณคนนี้มาเฝ้าบ่อยๆ พระองค์หญิงก็ดูทรงมีชีวิตชีวากว่าแต่ก่อน เมื่อตะกี้ยังมีรับสั่งกระเซ้าเพื่อนคุณวิศรุต เมื่อก่อนไม่เค้ย”

“นั่นสิ โจรเข้าวัง พวกเราอกสั่นขวัญแขวนกัน ก็คิดว่าจะทรงเครียด แต่กลับทรงมีพระสติ ยิ่งพอคุณวิศรุตมาเฝ้าปั๊บ ทรงพระสรวลได้แน่ะ”



“หรือจะทรงโปรดให้เป็นหลานเขย” อัศดงพูดโพล่ง ...ทิวา ราตรี และสายัณห์ถึงกับร้องเฮ้ยขึ้นมาพร้อมกัน อัศดงรู้ตัวว่าไม่ควรพูด แก้ตัวว่าตนคิดดังไปหน่อย

ราตรีอดนึกถึงท่านหญิงกิรติโสภณไม่ได้ ท่านเคยวิวาห์ล่ม จึงไม่อยากให้เหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นกับคุณหญิงประสงค์สม เพราะผู้ชายน่ะรู้หน้าไม่รู้ใจสักคน

“ใช่ ถ้ารู้ใจคงไม่อยู่บนคานค้างเติ่งอย่างนี้หรอก” สายัณห์บุ้ยใบ้ไปทางทิวาและราตรี สองสาวใหญ่เลยทำหน้าจะเอาเรื่อง สายัณห์ยิ้มแหะๆ กลับลำว่าล้อเล่น แล้วว่าคนเราทำบุญมาไม่เท่ากัน ถ้าไม่มีคนที่มีบุญเท่าเราก็อย่าไปแสวงหาให้เสียเวลา

“ดี พูดดี รอดตัวไป” ทิวาค่อยหายเคือง

“พูดถึงคนมีบุญนะน้า คุณชายพิริยพงษ์น่ะมีบุญจริงจริ๊ง คนเขาวุ่นวายทั้งวัง คุณชายไม่เห็นต้องมาดูแลอะไรเลย เที่ยวเช้า เที่ยวกลางคืน ไม่รู้ร้อนรู้หนาว”

อัศดงบ่น

“ก็สมแล้วไง ที่พระองค์หญิงจะทรงระอาพระทัย เป็นพระญาติห่างไกลปลายแถว แต่อุตส่าห์ทรงเมตตารับมาเลี้ยง คุณหญิงน้องน่ะน่ารักเหลือเกิน แต่คุณชายพี่เกเรซุกซนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ฉันน่ะอยากจะรอดูนักว่า ถ้าทายาทตัวจริงโผล่มา แล้วคุณชายพิริยพงษ์ยังเหลวไหลนะ จะได้ไหมมรดกที่หวังน่ะ”

“ทายาทตัวจริงอะไรของน้า” อัศดงถามด้วยความสงสัย ทิวาที่พูดออกไปเมื่อครู่ถึงกับหน้าไม่ดี ปฏิเสธว่าไม่มีอะไร แค่คิดดังไปหน่อย แต่อัศดงไม่เชื่อ คาดคั้นทิวาว่ารู้อะไรเยอะแน่ๆ บอกมาเดี๋ยวนี้

“อย่ามาเซ้าซี้ เรื่องของเจ้านาย เป็นเด็กเป็นเล็ก...ไป ไปทำงาน ป่านนี้คุณหญิงเรียกหาแล้ว” ทิวาไล่ตะเพิดกลบเกลื่อน อัศดงยังลังเล หันมาทางราตรีกับสายัณห์ สองคนไม่ยอมพูดเหมือนกัน เดินเลี่ยงไปอีกทาง ชวนให้ยิ่งสงสัย

ooooooo

หลังจากขโมยของมีค่าในวังท่านย่ามาได้สองชิ้น คุณชายพิริยพงษ์นำไปขายให้ฉมชบาเพราะร้อนเงิน ฉมชบารับซื้อไว้และขอให้เขาช่วยดูแหวนที่ถ่ายรูปมาเผื่อจะรู้จักผู้หญิงที่อยู่ตรงหัวแหวน

คุณชายพิริยพงษ์เห็นแล้วอึ้งครู่หนึ่ง ก่อนซักถามฉมชบาว่าแหวนวงนี้เป็นของใคร

“ดิฉันบอกคุณชายไม่ได้หรอกค่ะ”

“แต่นี่เป็นรูป...รูปญาติผู้ใหญ่ของผมนะ”

“เขาอาจจะได้มาจากคนแบบคุณชายก็ได้นะคะ สมบัติผลัดกันชมไงคะ”

คำตอบของฉมชบาสร้างความไม่พอใจให้คุณชายพิริยพงษ์ กลับออกไปด้วยความข้องใจ...ต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือเจ้าของแหวน

วันเดียวกัน สโรชาตื่นเต้นเมื่อทราบจากฉมชบาว่ารูปผู้หญิงในแหวนคือราชนิกุลในวังเทวาสถิตย์ เธอแอบนัดน้ำมนต์มาพบเพื่อไปสืบต่อในวัง วิศรุตน่าจะเกี่ยวข้องกับผู้หญิงในแหวน เขาถึงใช้นามสกุลมรุพงษ์

น้ำมนต์แย้งว่าเขาอาจจะเป็นแค่นักสะสมของเก่า ถ้าเขาเป็นเชื้อสายวังนั้นจริงทำไมเขาไม่ไปแสดงตัว

“แต่ฉันว่า...เขาต้องเป็นอะไรกับวังนั้นแน่ๆ”

“แล้วมันหน้าที่แกเหรอ ที่จะไปสะเออะเปิดในเรื่องที่เขาไม่อยากเปิดน่ะ”

“แกว่าฉันสะเออะ”

“เออสิ แกอย่าลืมนะว่าตอนนี้แกเป็นนังพลับพลึงสาวน้อยร้อยเอ็ดตกยากมาอาศัยอยู่บ้านเขา แล้วถ้าเกิดคุณวิศรุตเขารู้ความจริงว่าแกเป็นคุณหนูสโรชา แถมยังเอาแหวนที่เขาจำนำไว้ไปเที่ยวเร่สืบหาเจ้าของ เขาจะรู้สึก ยังไง คิดสิ”

“แกดับฝันฉันมากเลยนะน้ำมนต์ ฉันนึกว่าฉันน่ะเป็นเชอร์ล็อค โฮล์ม ไขปัญหาแหวนปริศนาได้แล้วเชียว”

“และฉันก็เป็นด็อกเตอร์วัตสัน คู่กัดแกเหรอ เอาน่า ใจเย็นๆ ฉันว่าตอนนี้แกหาเวลาเอาแหวนวงนั้นไปคืนป๊าแกไว้ซะดีกว่า”

“แกกลัวอะไร กลัวฉันเอาไปทำหายเหรอ”

“ไม่กลัวทำหายหรอก กลัววางๆอยู่ในบ้านนี้แล้วใครมาเห็นเข้าสิ แกจะตอบว่าไง”

“ฉันเก็บไว้ติดตัวตลอดเวลา แกอย่าห่วงเลย”

น้ำมนต์กำลังจะดุเพื่อนรักอีกรอบ แต่เสียงธาราตะโกนเรียกหาพลับพลึงดังขึ้นขัดจังหวะ

“พลับพลึง แม่พลับพลึงสีชมพูหายไปไหนจ๊ะ มาช่วยเก็บผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม พรมเช็ดเท้าเข้าไปจัดห้องพักแขกด้วยเร้ว”

“แกต้องเชื่อฉันนะ อย่าเอาแหวนเขาไปเที่ยวเร่ให้คนอื่นดูอีกเชียว มันจะยุ่ง”

สโรชาพยักหน้ารับส่งๆ ไล่น้ำมนต์ออกไปทางด้านถนนแล้วตัวเองรีบวิ่งเข้ามาทางรั้วบ้านอย่างเร็วจี๋

ooooooo

คุณชายพิริยพงษ์ร้อนใจเรื่องแหวน แจ้นมาถามคุณหญิงจริยาเรื่องทายาทตัวจริงของพระองค์หญิง แล้วเลียบเคียงโดยยังไม่ยอมเล่าเรื่องแหวนให้ฟัง

จริยาเคยพูดแล้วเรื่องหลานตัวจริงของพระองค์หญิงที่ติดท้องกิรติโสภณไป แต่ครั้งนี้ให้ข้อมูลเพิ่มว่าชื่อ วิศรุต

“มิน่าล่ะ ท่านย่าถึงทรงเปิดวังต้อนรับมันซะดิบดี แต่ถ้ามันเป็นลูกท่านอากิรติ ป่านนี้มันต้องแสดงตัวแล้วสิ”

“มันคงไม่ใช่น่ะสิคะ ไม่งั้นมันก็น่าจะมีอะไรติดตัวมายืนยันซักหน่อย ไม่ใช่อยู่ๆเดินเข้ามาบอกว่า ท่านย่าครับ ผมเป็นหลานท่านย่าครับ แบบนั้นน่ะพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีผู้ถือองค์คงไม่เชื่อง่ายๆหรอกค่ะ”

“คุณอาว่ามันน่าจะมีอะไรเป็นหลักฐานได้บ้าง”

“ก็อาจจะเป็นสร้อยคอ ล็อกเกต หรือจดหมายอะไรสักฉบับของแม่กิรติ นี่ถ้าฉันเป็นคุณชายนะคะ ฉันคงไม่ใจเย็นรอให้ใครโผล่มาชุบมือเปิบเอาสมบัติทั้งวังไปหรอกค่ะ”

“หมายความว่ายังไงครับ”

“แหม ผลประโยชน์ของคุณชาย คุณชายก็ต้องคิดเองสิคะ”

“คุณอาครับ ผลประโยชน์ของผมก็คือผลประโยชน์ของวินิตาด้วยแน่นอนครับ”

“เอาเถอะค่ะ ขอให้คุณชายเชื่อดิฉันอย่างนึงว่าในฐานะภรรยาของพลโทวินิต ราชโยธิน ดิฉันย่อมไม่อยากให้ไอ้เด็กนั่นมีตัวตนมาเป็นหนามยอกอกเหมือนกัน”

“ผมเชื่อครับ”

“งั้นคุณชายต้องเล่ามาว่าคุณชายไปเจออะไรมาถึงได้มาหาดิฉันถึงที่นี่ ดิฉันอาจจะมีแผนช่วยคุณชายให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ และเราจะได้ประโยชน์ร่วมกันค่ะ”

คุณชายคล้อยตาม...มีจุดประสงค์เดียวกับจริยาคือไม่ต้องการให้หลานของพระองค์หญิงมีตัวตน

ooooooo

วิศรุตไปประชุมที่หัวหิน สโรชาเล่าให้คุณหญิงประสงค์สมฟังแล้วเผลอชวนขับรถตามไป คุณหญิง

มีบ้านพักอยู่ที่นั่นจึงสนับสนุนเต็มที่ ก่อนจะมาขออนุญาตท่านย่าและฝากฝังบรรดาสาวใช้ช่วยกันดูแลท่านให้ดี

ต่อมาเมื่อคุณชายพิริยพงษ์ทราบเรื่องจึงชวนวินิตาตามไปเพราะเธอกำลังต้องการเจรจากับสโรชาเรื่องซื้อที่ดินของพระองค์หญิง ซึ่งนายพลวินิตบิดาของเธอยังต้องการที่ผืนนั้นอยู่

แต่ก่อนจะออกจากวัง คุณชายได้เลียบเคียงถามเรื่องอาหญิงกิรติโสภณที่ว่ามีลูกชายคนหนึ่ง เขาคงเป็นคนที่ท่านย่าอยากพบ

“ใช่...แต่ย่าก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นตายร้ายดียังไงแล้ว”

“ถ้ายังอยู่ เขาก็คงอายุไล่เลี่ยกับชาย ใช่ไหมกระหม่อม”

“จะมากน้อยกว่ากันก็คงไม่กี่เดือน”

“ดีจริงๆ ชายจะได้มีพี่น้องอีกคนมาช่วยชายกับน้องหญิงถวายการดูแลท่านย่า แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะหาลูกของท่านอาหญิงได้ยังไง แล้วถ้าเราเจอ เราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นตัวจริง ไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎมาหลอกเราคะท่านย่า”

“ก็คงต้องมีอะไรสักอย่างของหญิงกิรติมาแสดงให้เราดูนั่นแหละ แต่ย่าว่าสมบัติอะไรที่หญิงกิรติเอาติดตัวไป ก็คงจะขายกินหมดแล้วล่ะ ไม่เหลืออะไรมายืนยัน ยกเว้นแต่แหวนวงนึง ย่าเชื่อว่าหญิงกิรติคงไม่ขายหรอก เพราะในแหวนมีรูปของเขาอยู่ เขารักของเขามาก”

คุณชายพิริยพงษ์นิ่งอึ้ง นึกถึงแหวนวงนั้นที่มีรูปหม่อมเจ้ากิรติโสภณที่เพิ่งได้ดูจากโทรศัพท์มือถือของฉมชบาแล้วใจคอร้อนรุ่ม ทูลลาท่านย่าแล้วบึ่งรถไปรับวินิตาพาไปหัวหินอย่างเร่งด่วน

ooooooo

วิศรุตไปทำงานให้พิสิฐและถือโอกาสนำคณะทัวร์ของตนไปเที่ยวด้วย โดยให้ประพันธ์คอยดูแล พอสโรชากับคุณหญิงประสงค์สมมาสมทบทำให้บรรยากาศยิ่งสนุกสนาน โดยเฉพาะเมื่อสโรชาโทร.ชวนน้ำมนต์มาร่วมวงปิ้งย่างบาร์บีคิวกินกัน

แต่แล้วงานกร่อยลงทันใด เมื่อคุณชายพิริยพงษ์มาพร้อมวินิตา คุณชายพยายามหาโอกาสเจรจากับวิศรุตให้เลิกเป็นนายหน้าซื้อที่ดินของท่านย่าแต่ไม่สำเร็จอีก ขณะที่วินิตาก็เข้าทางสโรชา บอกตรงๆว่าบิดาของตนอยากได้ที่ดินผืนนั้นมาก อยากให้นายพิสิฐถอนตัวไป แต่สโรชาไม่ยอมแน่ๆ เธอต่อปากต่อคำด้วยเหตุผลจนวินิตาพูดไม่ออก

ฝ่ายน้ำมนต์กับประพันธ์พอมาเจอกันที่หัวหินก็ลับฝีปากกันพอสมควร แต่ตกกลางคืนประพันธ์ทำให้น้ำมนต์รู้สึกประทับใจ เขาเสี่ยงอันตรายเข้ามาช่วยเธอขณะมีชายสองคนจะเข้ามาลวนลาม

วินิตากับคุณชายพิริยพงษ์บังเอิญเห็นแหวนที่สโรชานำติดตัวตลอดเวลา...ทันทีที่กลับจากหัวหินคุณชายพิริยพงษ์จึงมีความคืบหน้าเรื่องแหวนมาเล่าให้จริยาฟังว่า เจ้าของน่าจะอยู่ในเมืองไทยและกำลังจะกลับมาทวงสิทธิ์

“ผมไม่อยากให้ใครหน้าไหนมาแย่งของของผมหรอก ถ้าคุณอาเคยบอกว่ามันเป็นหนามยอกอกคุณอา ตอนนี้มันก็เป็นหนามยอกอกผมเหมือนกัน”

“แล้วคุณชายเคยได้ยินไหมคะ ว่าหนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง”

“หมายความว่ายังไงครับ”

“ดิฉันคิดเรื่องนี้ไว้แล้ว คุณชายหาทางเอาแหวนวงนั้นมาให้ได้ก็แล้วกันค่ะ”

แล้วสองคนก็ยุติการสนทนาเพราะวินิตาเยี่ยมหน้าเข้ามาอย่างร่าเริง

ooooooo

สโรชากลับมาที่บ้านวิศรุตในคราบของพลับพลึงหลังจากเขียนข้อความบอกธาราไว้ว่าลาหยุดหนึ่งวันไปรับญาติที่มาจากต่างจังหวัด แต่พอกลับมาเห็นพลับพลึงผิวคล้ำเหมือนไปทะเล ธารารู้สึกแปลกใจแต่ไม่ได้ซักถามจริงจังอะไร

กลับจากหัวหินได้แค่วันเดียว วิศรุตก็ต้องเดินทางไปดูเกาะแห่งหนึ่งเพราะพิสิฐอยากได้ไว้ทำสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งเกาะนี้พ่อของน้ำมนต์แนะนำมา วิศรุตถือโอกาสชวนธารากับสุทิศไปเที่ยว แต่สุทิศคะยั้น คะยอให้พลับพลึงพ่วงไปด้วยอีกคน

สโรชาหรือพลับพลึงโทร.ไปบ่นกับน้ำมนต์ว่าเพิ่งจะตัวดำกลับจากทะเลก็มีอันต้องไปทะเลอีกแล้ว น้ำมนต์เลยกระเซ้าว่าไปคราวนี้เธออาจจะได้เล่นบทนางเอกติดเกาะโรแมนติกกันก็ได้...

ด้านคุณชายพิริยพงษ์ที่พอรู้ว่าแหวนสำคัญวงนั้นอยู่กับสโรชาก็พยายามตีสนิทโดยจะผ่านทางน้องสาวที่รู้จักสนิทสนมกันเป็นอย่างดี คุณหญิงประสงค์สมเลยเข้าใจผิดว่าพี่ชายกำลังคิดจะจีบสโรชาทั้งที่มีวินิตาเป็นแฟนอยู่แล้ว

ที่เกาะ คณะของวิศรุตได้ลุงทับและครอบครัวคอยต้อนรับ ลุงทับมีลูกชายหนึ่งคนคือตะวันซึ่งเรียนจบปริญญาตรีด้านการประมง ตะวันรักเกาะนี้จึงไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่

เมื่อพบเห็นพลับพลึงที่มากับวิศรุต ตะวันคิดถึงฝนคนรักที่ตายจากเพราะพลับพลึงหน้าตาคล้ายฝนมาก วิศรุตเห็นทั้งคู่คุยกันถูกคอก็อดแอบหึงหวงพลับพลึงไม่ได้ ส่วนธารานั้นสนุกมากกับการมาเที่ยวทะเล

ขณะที่สโรชาไม่อยู่ น้ำมนต์ไม่สบายเป็นไข้หวัด ประพันธ์แวะเวียนมาพร้อมของเยี่ยม ทำให้น้ำมนต์รู้สึกดีกับเขายิ่งขึ้น ใจอยากให้มาบ่อยๆ แต่ไม่วายวางฟอร์มทำเป็นผลักไสเขาทุกครั้งไป

วันนี้ประพันธ์มาได้ครู่เดียวก็ต้องรีบกลับเพราะวิศรุตโทร.มาบอกให้ไปดูกล้องวงจรปิดที่วังเทวาสถิตย์ หลังได้รับแจ้งจากคุณหญิงประสงค์สมว่ามีขโมยเข้าวังอีกแล้วแต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันเหมือนเดิม ซึ่งความจริงแล้วทั้งคุณหญิงประสงค์สมและท่านย่าต่างก็พอจะรู้ว่าใครคือขโมยคนนั้น

ooooooo

ที่เกาะ สโรชาเผลอตัวคุยเรื่องทำธุรกิจกับตะวันโดยหลุดคำพูดภาษาอังกฤษออกมาหลายคำ จึงไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเป็นแค่ลูกจ้างของวิศรุต แต่สโรชาก็แก้ตัวไปได้อย่างแนบเนียน

วิศรุตเห็นสองคนใกล้ชิดสนิทสนมกันรวดเร็ว อีกทั้งตะวันยังทำเหมือนชอบพลับพลึงเพราะเธอหน้าตาเหมือนคนรักเก่าก็ยิ่งหวง เอาตัวเองเข้าไปเป็นก้างขวางคอก่อนพาพลับพลึงออกมาด้วยท่าทีหงุดหงิดโมโห

สโรชาหน้าตูม แกล้งเดินช้าๆตามหลังวิศรุตมา แล้วเธอก็หยุดเดินเสียดื้อๆ วิศรุตเลยต้องหันมากระตุกมือให้เดินต่อ

“เมื่อกี้ทำไมคุณวิศรุตต้องดุพลับพลึงด้วย”

“ก็เพราะเธอเดินมาไกลโดยไม่บอกใครน่ะสิ นี่มันไม่ใช่บ้านนะ ถึงแม้ว่าคนที่เราเจอจะเป็นคนดี แต่ใครจะรู้ว่าในท่ามกลางคนดีๆจะมีคนไม่ดีอยู่ด้วยหรือเปล่า”

“แต่เรามาเพื่อเรียนรู้ไม่ใช่เหรอคะ”

“ใช่ มาเพื่อเรียนรู้ แต่ต้องระวังตัวด้วย ไม่ใช่เห็นเขาดีแล้วเราจะต้องไป...”

“พลับพลึงไม่ได้อ่อยนะ”

“รู้เหรอ...ว่าฉันจะพูดว่าอะไร”

“รู้สิ ไม่ได้โง่”

“ต่อปากต่อคำดีนัก”

“ก็มาหาว่าพลับพลึงอ่อย”

“แล้วจริงมั้ย บอกมาตรงๆ”

“ไม่จริงค่ะ ไม่เชื่อเหรอ งั้นถ้าพลับพลึงอ่อยคุณตะวันนะ ขอให้...ว้าย!!!”

สโรชาร้องลั่น เห็นฟ้าแลบตามด้วยเสียงร้องครืนๆ เธอกระโดดเข้าใกล้วิศรุต พอฟ้าร้องอีกครั้ง ฝนก็ตกเปาะแปะลงมาทันใด

“นั่นไง ไว้ใจอากาศได้ที่ไหนล่ะ วิ่งเลย เดี๋ยวคงตกแรงขึ้น ไปด้านในน่ะ มีร่มไม้ อย่าวิ่งในที่โล่งเลย”

สองคนเดินแกมวิ่งไปตามทางเดินในป่านอกหาด ยิ่งไกลก็ยิ่งรก แถมฝนตกหนัก ฟ้ามืดครึ้มลงรวดเร็ว

“เร็วหน่อย อะไรกันเนี่ย อยู่ๆฟ้าก็มืด”

“ทำไมมาทางนี้ล่ะคะ ไม่ใช่ทางกลับซะหน่อย”

“อ้าว จริงเหรอ ไม่เป็นไร เกาะเล็กแค่นี้ไม่ผิดทางหรอก วิ่งต่อ เลี้ยวซ้ายมั้ย”

สโรชาหันตัวอย่างไว สะดุดพื้นที่มีรากไม้ล้มลงจนลุกไม่ขึ้น วิศรุตเลยต้องอุ้มเธอไปหลบตรงถ้ำเล็กๆ ขณะที่ฝนยังคงกระหน่ำ ฟ้ามืดเหมือนกลางคืน

“นี่มันเหมือนหนังที่เคยดูตอนเด็กๆเลยนะเนี่ย”

“เป็นยังไง หนังไทยฉันไม่เคยดู”

“ก็ถ้ามีฝน มีน้ำหยดแบบนี้...มันจะไม่ค่อยปลอดภัยน่ะสิคะ”

“ใคร? เธอเหรอ ฉันรับรองเลยว่าปลอดภัย”

สโรชาแอบค้อนแล้วบ่นอุบว่า “ทะเลเป็นอย่างนี้เหรอคะเนี่ย อยู่ๆฝนก็ตกลงมาเฉยๆ ไม่มีการเตือน ป่านนี้คุณตะวันจะช่วยป้าแป้นเก็บปลาทันมั้ยเนี่ย”

“ยังจะห่วงคนอื่น” วิศรุตพึมพำ สโรชามองหน้าเขาอย่างจับสังเกต ใจนึกอยากจะให้น้ำเสียงหมั่นไส้ของวิศรุตแปลว่าหวงหรือหึง
ชายหนุ่มสบตาแล้วเมินไป สโรชามองหน้าเรียบๆ เฉยๆนิ่งๆของเขาอย่างพิจารณา ครู่หนึ่งจึงกล้าเอ่ยออกไป

“คุณวิศรุตคะ ถ้าพลับพลึงไม่ใช่เด็กในบ้าน คุณวิศรุตจะชอบพลับพลึงไหมคะ ถ้าที่นี่ไม่ใช่เรือนพลับพลึง ไม่ใช่ที่ทำงาน ไม่ใช่บ้าน...มีแค่เรา”

“พูดอะไรน่ะพลับพลึง”

“คุณวิศรุตอย่าโกรธนะคะ ถ้าพลับพลึงจะสารภาพว่า...ว่าพลับพลึงชอบคุณตั้งแต่วันแรกที่เจอ คุณใจดี ทำให้คนพลัดบ้านอย่างพลับพลึงไม่อยากจากไปไหน”

วิศรุตคาดไม่ถึง มองหญิงสาวตรงหน้าเต็มตา ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้ ช่วยปัดผมที่เปียกโชกปรกใบหน้าให้เธอ

“เคยได้ยินคนพูดกันว่าสมภารจะไม่กินไก่วัด แปลว่าคุณวิศรุตเห็นว่าพลับพลึงเป็นลูกจ้าง ก็ย่อมไม่อยากลดตัวลงมาหาพลับพลึง งั้นถ้าวันนึงพลับพลึงจะไม่อยู่เป็นลูกจ้าง คุณวิศรุตจะคิดยังไงกับพลับพลึงคะ”

“ฉันก็...เห็นเธอเป็นเด็กกะโปโลอยู่ดี”

“จริงเหรอคะ”

“จริงสิ ถ้าไม่จริงนะ...”

พูดไม่ทันจบ ฟ้าผ่าเปรี้ยงที่ใดสักแห่ง สโรชาสะดุ้งร้องว้ายพร้อมกับกระโดดกอดวิศรุตแน่น!

เวลานั้น ธารากับสุทิศอยู่ในบ้านพัก ธารายืนชะเง้อบ่นกระปอดกระแปดด้วยความเป็นห่วง

“นี่ฝนตกอย่างนี้ แม่พลับพลึงไปหลบอยู่กับชาวบ้านบ้านไหนเนี่ย คุณวิศรุตอีกคน”

“ทะเลนี่ก็แปลก อยู่ดีๆฝนก็ตก อ้าวนั่นนายตะวันนี่”

ตะวันเดินแกมวิ่งถือถุงพลาสติกห่อปิ่นโตอาหารฝ่าสายฝนมาถามว่า

“อยู่กันที่นี่ครบทุกคนไหมครับ ป้าแป้นกลัวอาหารไม่พอกิน ให้ผมเอามาให้อีก”

“ครบอะไรล่ะคะ พลับพลึงกับคุณวิศรุตไปติดฝนอยู่ที่ไหนไม่รู้”

“อ้าว...ก็เมื่อกี้ก่อนฝนตกเขาก็เดินมาด้วยกัน สงสัยหลงทางเข้าไปในป่า คนไม่คุ้นทางจะหลุดเข้าไปในถ้ำงู”

“ถ้ำงู!!!!” ธารากับสุทิศอุทานเป็นเสียงเดียวกันด้วยความตกใจ

ooooooo

อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 8 วันที่ 13 ธ.ค. 58

ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู บทประพันธ์โดย ศรีทอง ลดาวัลย์
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู บทโทรทัศน์โดย พิมบงกช
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู กำกับการแสดงโดย ชุติกุล สุตสุนทร
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ผลิตโดย บริษัท กัสท์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ควบคุมการผลิตโดย พอฤทัย ณรงค์เดช และ ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ออกอากาศทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
ที่มา ไทยรัฐ