อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 9 วันที่ 14 ธ.ค. 58

อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 9 วันที่ 14 ธ.ค. 58

หลังจากตกใจเสียงฟ้าผ่าจนกอดกันแน่นอยู่พักหนึ่ง วิศรุตกับพลับพลึงค่อยๆผละออกจากกันด้วยท่าทีเก้อเขิน แล้วชวนกันกลับเพราะฝนซาเม็ดและท้องฟ้าเริ่มสว่าง

แต่พอลุกขึ้นเดินได้แค่สองก้าว สโรชากรีดร้องพร้อมพุ่งเข้าใส่วิศรุตด้วยความตกใจสุดขีด คิดว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นคืองู!

ที่แท้มันคือซากคราบงูที่ลอกคราบทิ้งไว้ สโรชา ค่อยๆเพ่งมองใหม่แล้วยิ้มเขินๆ รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยในอ้อมกอดเขา ตัดสินใจในนาทีนั้นหอมแก้มเขาหนึ่งทีก่อนจะผละออก


“เดี๋ยว พลับพลึง...อย่าทำแบบนี้กับใครอีก เข้าใจมั้ย สัญญาสิ”

สโรชายิ้มเจื่อน พยักหน้าแทนคำตอบ วิศรุตดึงเธอ เข้ามาใกล้ พูดเบาๆแต่ได้ยินชัดว่า

“ทำได้กับฉันคนเดียวเท่านั้น” จบคำก็โน้มหน้าเข้าหา...สโรชารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถึงกับหลับตาพริ้ม

อีกแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ริมฝีปากจะแตะกันและกันอยู่แล้ว ตะวันวิ่งพรวดเข้ามาตะโกนเรียกวิศรุต หนุ่มสาว ผละออกจากกันทันใด ตะวันมองอย่างรู้ทันว่าสองคนรักกัน...

อีกวันถัดมาพวกวิศรุตรับฟังความต้องการของชาวบ้านบนเกาะ ก่อนได้ข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกัน พอถึงเวลาเดินทางกลับ ตะวันถามวิศรุตอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

“ตกลงว่าคุณวิศรุตจะกลับไปรายงานท่านว่าไม่ให้สร้างใช่ไหมครับ”

“ผมคิดว่าจะเรียนท่านอย่างนั้น ที่สำคัญคือที่ดินบางส่วนมันอยู่ในเขตอุทยาน เราก็ไม่ควรจะรุกล้ำสร้างอะไรที่ทำลายสภาพแวดล้อมทางทะเลอยู่แล้ว”

“แต่ก็อย่างที่สรุปในที่ประชุมนะครับ ถ้าวางแผนดี ไม่ทำลายทะเลให้เสียหาย พวกเราก็ยินดีเปิดบ้านต้อนรับแขกครับ”

“แล้วก็ติดป้ายบอกทางซะด้วยนะ อย่าให้ใครหลงเข้าไปในป่าแบบสองคนนี้อีก” ธาราสำทับสีหน้าเคืองๆตะวัน

“ครับ เดินทางปลอดภัยทุกคนนะครับ คุณวิศรุต คุณธารา คุณสุทิศ แล้วก็คุณ...”

“ฝน...” ป้าแป้นส่งเสียงเข้ามาพร้อมชูถุงใส่ปลาแห้ง ในมือ “เอาปลาไปด้วย”

“เขาชื่อพลับพลึงครับป้าแป้น”

“เออ พลับพลึง อุตส่าห์ไปช่วยตาก แดดเดียวกำลังอร่อย”

สโรชาขอบคุณป้าแป้นก่อนรับถุงปลามา ตะวันยิ้มแย้มพูดอย่างสุขใจว่า

“ฝนอยู่บนสวรรค์ มองลงมาเห็นคุณก็คงอมยิ้มนะครับที่มีคนหน้าเหมือน แล้วก็เป็นคนจิตใจดีด้วย โลกมันตลกจริงๆ ขอให้มีความสุขกับความรักอย่างยั่งยืนนะครับ...พลับพลึง”

ตะวันหลิ่วตาให้เธอ วิศรุตจ้องไม่ชอบใจ แต่พอตะวันหันไปสบตาด้วย วิศรุตก็ทำไม่รู้ไม่ชี้จนสโรชาลอบยิ้มขำๆ

ooooooo

คุณหญิงประสงค์สมกับคุณชายพิริยพงษ์โต้เถียงกันเรื่องใครขโมยของไป คุณชายท้าคุณหญิงให้ไปเฝ้าท่านย่าด้วยกัน เพื่อพิสูจน์ว่าท่านย่าไว้วางพระทัย หลานชายอย่างตนด้วยเหรือเปล่า

“ถ้าชายยืนยันว่าไม่ได้เอาไป ย่าก็จะเชื่อชาย” พระองค์หญิงทรงก้าวออกมาขัดขึ้น

“ท่านย่า!! ท่านย่าไม่ได้ทรงคิดว่าชายเป็นขโมยเสียเอง...ใช่ไหมกระหม่อม”

“ย่ารังเกียจการที่จะต้องมาสอบสวนลูกหลานใน เรื่อง...เรื่อง...การลักขโมย ก็อย่างที่หญิงประสงค์สมพูดนั่นแหละ คนเรา...ใครทำย่อมรู้แก่ใจ...ถ้าชายไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องเดือดร้อนอะไรหรอก...หญิงโทร.ตามพ่อวิศรุต บอกว่าย่ามีเรื่องตัดสินใจแล้วจะบอกให้รู้”

ตรัสเสร็จพระองค์หญิงทรงดำเนินไป คุณหญิงมองหน้าพี่ชายแล้วเดินไปอีกคน

“ตัดสินพระทัยแล้ว?!” คุณชายพิริยพงษ์ทวนคำอย่างสงสัย

เพียงไม่นานวิศรุตก็มาถึง พระองค์หญิงทรงขอโทษที่เรียกมากะทันหันเพราะทรงตัดสินพระทัยแล้วเรื่องที่ดินที่ใครๆก็อยากได้รวมทั้ง “นายพลตัวดีนั่นด้วย” วิศรุตถามว่าพลโทวินิต ราชโยธิน คนนั้นใช่ไหม

“ใช่...ใช้ลูกสาวเข้ามาขอซื้อไม่ได้ก็ให้พิริยพงษ์ ช่วยคนเป็นกลาง ไม่ได้สำนึกเลยว่าตัวเองเป็นที่รังเกียจขนาดไหน...พอดีกันนั่นแหละ ว่าที่พ่อตากับว่าที่ลูกเขย วิศรุต...เราไม่อยากเก็บที่ดินไว้ให้คนที่ไม่รู้ค่า แต่ก็อยากได้ผู้ซื้อที่คิดจะสร้างอะไรใหม่ๆให้เป็นประโยชน์ต่อผู้คน ไม่ใช่ซื้อไปเพื่อเก็บไว้สร้างบารมี”

พระองค์หญิงรับสั่งอีกว่า ให้ทนายสองฝ่ายคุยกัน ราคาไม่ใช่ปัญหา เสนอตัวเลขที่ขี้เหร่นัก พระองค์ท่าน ก็จะจัดการเรื่องโอนที่ให้ วิศรุตก้มกราบที่พื้น พระองค์หญิงทอดพระเนตรด้วยความเมตตาจนเกือบจะเอื้อมหัตถ์มาแตะศีรษะ

ผู้ที่ดีใจที่สุดคือพิสิฐ เผลอชมตัวเองว่าเก่งที่เลือกวิศรุตมาทำงานนี้ พอนึกได้ก็ชมวิศรุตว่าเยี่ยม! เยี่ยมมาก วิศรุตถามว่าเขาจะเข้าเฝ้าได้เมื่อไร ตนจะได้ทูลนัดพระองค์หญิง

“วันนี้ไหม ให้เจ้าลิลลี่ไปด้วย” แต่พิสิฐพูดไม่ทันขาดคำ เลขานวลก็โผล่มาบอกว่า คุณลิลลี่ไม่ไป ขอพักก่อน แขกเข้าโรงแรมเยอะ คุณลิลลี่เลยอยู่ฝั่งโรงแรม ไม่เข้าออฟฟิศ พิสิฐตัดบทอย่างหงุดหงิดรำคาญว่า “เออ...ๆ คุณทูลพระองค์หญิงว่าผมกับลูกจะเข้าเฝ้ามะรืนเลยนะ วันนี้ให้ทนายเราคุยกับทนายของวังก่อน เรื่องสัญญาซื้อขาย การจ่ายเงินอะไรน่ะ คุณนวลเดี๋ยวเรียกผู้จัดการฝ่ายการเงินและบัญชีมาให้ผม...แหม...คุณวิศรุต คุณนี่ยอดๆๆ!”
เลขานวลออกไปแล้ว พิสิฐหันมองรูปสโรชาที่วางไว้หลังโต๊ะทำหน้าหมายมาดแบบว่า...ได้เห็นดีกันล่ะ!

ooooooo

ทันทีที่น้ำมนต์ได้รับโทรศัพท์จากพิสิฐ เธอลิ่วไปโทรศัพท์ที่ใกล้บ้านวิศรุตล่อให้สโรชาที่ยังอยู่ในคราบพลับพลึงออกมา พอได้จังหวะก็ลากแขน
ขึ้นรถไปทันที

สโรชาพยายามที่จะขอเวลา อ้างว่ายังไม่ทันตั้งตัวบ้างล่ะ วิศรุตจะขาดคนทำงานบ้างล่ะ ไม่ว่าจะอ้างเหตุผละอะไรพิสิฐยืนกรานคำเดียวว่า หมดเวลาเล่นสนุกแล้ว ย้ำชัดว่า

“ที่สำคัญคือพระองค์หญิงทรงขายที่ให้เราแล้ว และรับสั่งให้เราไปรับโอนที่ดิน ป๊าให้ฝ่ายกฎหมายจัดการเอกสารไว้แล้ว และโครงการนี้ป๊าให้ลูกดูแล ลูกต้องเซ็นชื่อเป็นผู้ซื้อ เจ้าหน้าที่เขานัดที่วังเทวาสถิตย์”

“เข้าวังเหรอคะ?” สโรชาคิดถึงสิ่งที่ตั้งใจจะทำ ก็ลุกขึ้นยิ้ม ตอบรับทันที พึมพำเบาๆว่า จะได้เข้าไปดูอะไร บางอย่างแล้วคิดจะต่อรองเรื่องออกจากโฮมสเตย์ แต่พอ เอ่ยปากเท่านั้น ก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงเด็ดขาดดุดันทันที

“ไม่ได้!! พอแล้ว หมดเวลาฝึกงานแล้ว พ่อไม่ยอมให้ลูกแต่งตัวกะเร้อกะรังพิลึกคนแบบนี้อีกต่อไปแล้ว กลับบ้าน...ทำงาน!”

สโรชาหน้ามุ่ยมาหาน้ำมนต์หวังจะให้ช่วย แต่น้ำมนต์กลับทำไม่รู้ไม่ชี้ซะงั้น พอออกมาหน้าโรงแรม สโรชาต่อว่าที่เพื่อนที่ไม่ช่วย น้ำมนต์บอกว่าตนก็ถูกคุณป๊าดุตั้งกะบุงโกยที่ให้ไปลากตัวเองมาตั้งนานแล้วมัวแต่ตามใจกันอยู่ แล้วทำหน้าอำถามว่า “ถามจริง แกไปโรแมนติกอะไรกับคุณวิศรุตที่เกาะนั่นบ้างเปล่า” สโรชา ด่า บ้า หน้าแดงแล้วเดินจ้ำหนี

แก้วกิริยาที่วิ่งตามมาจะเอาเอกสารให้น้ำมนต์เซ็น เห็นน้ำมนต์เดินตามสโรชาไปก็บ่น

“ว้า...ไม่ทัน คุณน้ำมนต์ไปกับใครนะ” แก้วกิริยาบ่นเพราะจำสโรชาในคราบพลับพลึงไม่ได้

ระหว่างนั่งกินอาหารกัน น้ำมนต์พูดเรื่องรายงานของสโรชาว่า “ฉันชอบเรื่องงูที่เกาะว่ะ ตกลงแกกับงูนี่ คุณวิศรุตเขากลัวอะไรมากกว่ากัน” พอเพื่อนด่าไอ้บ้าเขินๆ น้ำมนต์ดักคอว่า “เอ๊ะ! หรือว่าเป็นแกนั่นแหละที่เอาคราบงูไปวางให้คุณวิศรุตตกใจ”

“มันเป็นถ้ำงูจริงๆเว่ย คุณตะวันเขาบอกว่า เขากับคนรักก็เคยเข้าไปเจองู แต่คงเป็นงูใจดีเลยไม่กัดคน พูดแล้วแปลกดีนะ ที่ฉันไปหน้าเหมือนคนรักเขาที่ตายไปน่ะ”

น้ำมนต์ถามว่าตะวันไม่ได้จีบเธอใช่ไหม พอสโรชา บอกว่าเปล่า น้ำมนต์ก็พูดอย่างโล่งใจว่าดีแล้ว จะได้ไม่ยุ่ง แล้วก็อดคิดถึงเรื่องรักซ้อนของตัวเองไม่ได้ สโรชาสังเกตเห็นถามว่า “แกมีอะไรหรือเปล่าวะ...น้ำมนต์”

“ไม่มี๊...จะมีอะไร ฉันแค่กำลังคิดว่า แกจะทำยังไงกับพลับพลึง จะหนีออกจากบ้านกลางดึก ทิ้งจดหมายลาออกไว้ หรือว่าไปสารภาพเขาตรงๆ”
น้ำมนต์มองหน้ารอคำตอบ สโรชากอดอกถอนใจ

ครู่หนึ่งก็ยิ้มออกมาอย่างมีแผน

ooooooo

สโรชาบอกวิศรุตว่าพ่อยื่นคำขาดให้กลับบ้านถ้าไม่กลับจะตัดพ่อตัดลูกกัน วิศรุตถามว่าแล้วทำไมต้องไปคืนนี้ ไปกลางวันไม่ได้หรือ เธออ้างไปเรื่อยเปื่อยว่าพรุ่งนี้ที่บ้านจะมีงานบุญใหญ่ พ่อต้องการให้กลับถึงบ้านให้ได้

วิศรุตจะโทร.ไปบอกพ่อให้ก็ไม่ยอม จะขับรถไปส่งก็ไม่ยอมอีก อ้างให้ดูดีว่างานเขาเยอะ ตนเก็บกระเป๋าแล้วคืนนี้ไปรถเที่ยวดึกพอดี วิศรุตหงุดหงิด โน่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่เอา เขาตัดบทเสียงดุว่า

“ฉันจะไปส่ง!!”

วิศรุตไปส่งที่ท่ารถ ถามอย่างห่วงใยอาลัยอาวรณ์ว่า เธอจะไปจริงๆน่ะหรือ? ไปคนเดียวได้ไหม? แล้วจะกลับมาอีกไหม? สโรชาพูดไม่ออกได้แต่พยักหน้า หลบตา เมื่อเขาบอกว่า ต้องการความช่วยเหลืออะไรก็บอก

เบอร์โทรศัพท์มีใช่ไหม เธอพยักหน้า ยกมือไหว้บอกว่า “เราจะต้องเจอกันอีกค่ะ” วิศรุตประคองมือเธอไว้

อยากทำมากกว่านั้นแต่คนมากเหลือเกิน

พอวิศรุตเดินกลับไปจนลับสายตาแล้ว สโรชาก็คว้ากระเป๋าวิ่งลงจากรถ น้ำมนต์ที่คอยท่าอยู่แล้วคว้ามือหมับพาวิ่งไปอีกทางทันที บ่นอุบอิบ “ยุ่งจริงละแกเนี่ย!!”

ooooooo

การซื้อขายที่ดินเป็นไปอย่างราบรื่น พระองค์หญิงยิ้มพอพระทัย ตรัสกับวิศรุตว่า

“คุณวิศรุต แม้ว่าคุณจะหมดหน้าที่การเป็นตัวแทนการซื้อขาย แต่อย่าลืมว่าคุณเป็นเพื่อนของวังเรา จะเข้ามาอีกเมื่อไรก็ได้ ไม่ว่าจะในฐานะอะไร เรายินดีต้อนรับ”

“เป็นพระกรุณา ขอบพระทัยฝ่าบาท”

คุณหญิงประสงค์สมแอบมอบวิศรุต พอเขาสบตาก็ยิ้มเขิน สโรชาเห็นพอดีแอบค้อนวิศรุตอย่างหมั่นไส้

ที่ศาลาริมสวนนั่นเอง สโรชาเดินตามมาหยุดยืนใกล้ๆวิศรุต เธอถามเบาๆว่า ได้เงินค่านายหน้าแล้วจะเอาไปทำอะไรปรับปรุงเรือนพลับพลึงหรือขยายกิจการสวนผัก หรือว่า...

“ทันทีที่ได้รับ อย่างแรกคือผมจะเอาไปไถ่แหวนคืนจากคุณพ่อคุณ เพราะผมไม่อยากเอาเปรียบให้ท่านต้องเก็บรักษาของของผมไว้นานๆ”
สโรชากอดกระเป๋าไว้เพราะแหวนวงนั้นอยู่ในกระเป๋า ก็พอดีคุณหญิงประสงค์สมออกมาเชิญไปรับของว่าง วิศรุตขอตัวบอกว่ามีงานรออยู่ เพราะช่วงนี้

แขกแยะและคนงานมีน้อยต้องไปช่วยกัน คุณหญิงจึงเชิญสโรชา เธอตอบรับทันทีว่า

“แน่นอนค่ะ ได้เข้าวังแล้ว ไม่กลับง่ายค่ะ”

วิศรุตไปถึงหน้าวังก็ได้รับโทรศัพท์จากแนนซี่โทร.จากโนวาสโกเทีย ถามว่าเขาได้เข้าวังเทวาสถิตย์หรือยัง พอวิศรุตบอกว่าเข้าแล้ว แนนซี่ตื่นเต้นมากถามว่า

“แล้ว...พระองค์หญิงว่าอย่างไรบ้าง ทรงเชื่อไหมว่าวิศรุตเป็นหลาน ต้องเชื่อสินะ เพราะหลานมีแหวนของท่านหญิงกิรติ...”

“ป้าแนนซี่ครับ เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟัง บางทีอะไร... อะไรมันก็ไม่เป็นอย่างที่เราคิดครับ”

พอดีเดินถึงรถ วิศรุตขึ้นรถไปพลางคุยต่อ คุณชายพิริยพงษ์กลับมาพอดีเห็นรถกำลังแล่นออกไป จึงถามสายัณห์ว่าเขามาทำอะไรกัน สายัณห์บอกว่าตนก็ไม่ทราบเห็นรถคุณทนายเพิ่งกลับไปตะกี้นี้เอง คุณชายสังหรณ์ใจว่าต้องเป็นเรื่องซื้อขายที่ดิน จึงรีบเดินอ้อมไปทางหลังตึก

ทิวากับราตรีคุยกันเรื่องพระองค์หญิงขายที่ดินให้วิศรุตเพราะทรงพอพระทัยเขาเอามากๆ คุณชายได้ยินจิกตาพึมพำ

“ขายให้ไอ้วิศรุตนั่นงั้นเหรอ?” แต่เมื่อคิดถึงคำพูดของจริยาที่ว่า “เรื่องที่ดินน่ะ ใครจะซื้อได้ก็ช่างมันเถอะ เรื่องมรดกทั้งหมดสำคัญกว่าเยอะ” คิดแล้วก็มองไป

ทางตัวตึก หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องจัดการตามที่ตกลงกับจริยาไว้

ooooooo

ขณะคุณหญิงประสงค์สมไปเตรียมของว่าง สโรชาจิบน้ำชารอพลางมองภาพวาดพระองค์เจ้ามรุพงษ์ แอบชำเลืองมองขึ้นข้างบน

ขณะนั้นเองคุณชายพิริยพงษ์เข้ามาทักจากข้างหลังว่า ชอบภาพวาดเหรอ บรรพบุรุษของตน พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ สโรชาบอกว่าดูไม่ออกว่าท่านดุหรือว่าพระทัยดี คุณชายไม่ตอบแต่มองที่นิ้วเธอถามว่า

“แหวนวงสวยนั่น คุณเอาไปคืนเพื่อนหรือยังครับ” สโรชาบอกว่ายัง ถามว่าทำไมหรือ “ถามดูเฉยๆน่ะครับ ของสวยๆก็ต้องมีคนอยากได้ เก็บไม่ดี อาจหายนะครับ” พูดพลางมองกระเป๋าถือที่สโรชากุมไว้แน่นอย่างรู้ว่าของอยู่ในนั้น แล้วเดินผละไป

สโรชามองซ้ายมองขวาเห็นว่าไม่มีใครแล้วจึงขึ้นชั้นบนตรงไปที่ห้องหม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณ ผลุบเข้าไปในห้อง แต่ขณะกำลังเอาแหวนออกมาเปิดหัวแหวน

เพื่อเทียบกับรูปหม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณนั้น ก็ถูกมือลึกลับเอาผ้าโปะจมูกปากจนหน้าหงายและความรู้สึกก็ดับวูบลง

เมื่อคุณหญิงประสงค์สมทำขนมตาลเสร็จจึงมาเชิญสโรชาไปชิม เดินหามาเจอสโรชาเพิ่งได้สติลุกขึ้นยืนหาวหวอด สงสัยว่าตัวเองมานอนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร อายที่ตนมาเผลอหลับตรงนี้ คุณหญิงพูดให้สบายใจว่า

“ไม่ต้องอายค่ะตรงนี้เป็นทางลม นี่ไงคะพัดมาเย็นๆ ใครง่วงล่ะก็เสร็จ...ไปค่ะ ไปรับของว่างกันหญิงทำขนมตาลไว้”

สโรชาได้แต่รู้สึกอาย แต่ไม่เฉลียวใจว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้แม้กระทั่งแหวนสำคัญวงนั้นได้หายไปแล้ว!

จนกระทั่งมาเล่าให้น้ำมนต์ฟังแล้วถามเพื่อนว่าเป็นไปได้ไหมว่าตนจะโดนโปะยาสลบ น้ำมนต์ถามว่าเป็นไปได้ไงที่จะโดนโปะยาสลบในวัง โปะทำไม ปล้ำหรือ ข้าวของหายไปบ้างหรือเปล่า สโรชาค้นกระเป๋าดูจึงรู้ว่าแหวนหายไป!

ขณะนั้นเองนารีมาเคาะประตูบอกว่าท่านประธานเชิญ ที่ห้อง สโรชาใจหายคาดว่าป๊าคงจะทวงแหวนคืนแน่เลย

แต่แล้วก็โล่งใจเมื่อพิสิฐเรียกไปเพื่อบอกว่าในวันแถลงข่าวโครงการห้างสรรพสินค้านั้นจะถือโอกาสโชว์ตัวลูกสาวคนเดียวด้วยเลย เพื่อในอนาคตจะได้ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น พิสิฐพูดอย่างภูมิใจว่า

“ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ที่ดินก็ซื้อได้ งานก็เดินหน้า ลูกสาวก็กลับบ้านซะที ดีใจจริงจริ๊ง...”

พอสโรชาเดินออกจากห้องพิสิฐไม่ทันไร ก็ต้องหน้าเสียเมื่อเห็นวิศรุตกำลังเดินไปที่ห้องพิสิฐ เธอรีบเข้าไปบอกว่าป๊าไม่สบาย เขาไม่ควรเอางานไปรบกวนท่าน วิศรุตหลงเชื่อ บอกว่าถ้าท่านไม่สะดวกเอาไว้ตนมาใหม่ก็ได้

สโรชาถอนใจเหมือนรอดตายไปอีกครั้ง

ooooooo

วันนี้สโรชาเรียกประชุมแผนกต่างๆในโรงแรมเพื่อตรวจสอบและแบ่งงานกันเพราะวิศรุตลาออก แต่เขาก็ได้ดูแลงานไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตลอดเวลาสโรชาเครียดหนัก

เมื่อประชุมเสร็จน้ำมนต์ถามว่าจะเครียดอะไรนักหนากับการลาออกของวิศรุต

“ฉันไม่ได้เครียดเรื่องนี้ ดีใจซะอีกที่ไม่ต้องเจอหน้า ฉันมีเรื่องอื่นที่คิดหนัก แล้วก็ด่วนกว่าเรื่องงาน”

นั่นคือการตามหาแหวนวงนั้น สโรชาคิดจะกลับไปหาที่วังเทวาสถิตย์ น้ำมนต์ถามว่าคุณหญิงประสงค์สมเกี่ยวไหม สโรชาว่าไม่น่าเกี่ยวเพราะคุณหญิงไม่เคยเห็นแหวนวงนั้น แต่คุณชายพิริยพงษ์เคยเห็นและทำท่าสนใจมากด้วย น้ำมนต์เชื่อว่าถ้าถามคุณชายตรงๆ เขาคงไม่ตอบ เผลอๆจะฟ้องหมิ่นประมาทเอาด้วย

“ฉันถึงอยากรีบกลับเข้าไปในวังอีกที เผื่อว่าจะเจอแหวนร่วงหล่นอยู่ หรือไม่ ถ้าเจอคุณชายก็อาจจะถามตรงๆ แมนๆอย่างแกว่าแหละ...เป็นไงก็เป็นกัน!”

ตัดสินใจแล้ว สโรชาบอกน้ำมนต์ให้ลูกน้องไปเอามาการองเก๋ๆในเบเกอรี่ จัดพิเศษมากล่องหนึ่ง ตนจะหาเรื่องไปเฝ้าพระองค์หญิงวันนี้เลย

แต่ไปถึงวัง ปรากฏว่าพระองค์หญิงเสด็จไปวัด ส่วนคุณหญิงประสงค์สมไปซื้อเครื่องการฝีมือ สองสาวมองหน้าเชิงปรึกษากันว่าจะเอาอย่างไรดี สโรชาถามอัสดงว่าคุณหญิงจะกลับเมื่อไร อัศดงบอกว่าปกติคุณหญิงไปไหนมาไหนไม่นานคงไม่กลับค่ำแค่ น้ำมนต์จึงขอให้อัศดงพาไปห้องน้ำ เปิดโอกาสให้สโรชาแผล็วขึ้นไปที่ห้องหม่อมเจ้ากิรติโสภณ

เมื่อเข้าไปในห้องหาเท่าไรก็ไม่เจอ ทันใดประตูเปิดออก สโรชาสะดุ้ง หันไปเห็นคุณหญิงประสงค์สมยืนมองอยู่

เมื่อพากันไปนั่งที่โถงวัง คุณหญิงพูดอย่างเข้าใจว่าไม่แปลกที่เธอประทับใจรูปท่านอาหญิง ท่านงามมาก สโรชาถามว่าคุณหญิงคงไม่โกรธที่ตนละลาบละล้วง

“ไม่โกรธหรอกค่ะ คุณสโรชาเป็นเพื่อนหญิงนะ”

พอดีน้ำมนต์กลับมากับอัสดง บ่นว่ามาถึงก็ท้องไส้ไม่ดี ชวนสโรชากลับกันดีกว่า สโรชารับมุกทันที ทำเอาคุณหญิงร้องอ้าว จับต้นชนปลายไม่ถูก

ooooooo

พระองค์หญิงไปวางดอกไม้แจกันใหญ่ที่หน้าสถูปเจดีย์ นายหมากรายงานว่าตนเคยเห็นคนหนุ่มๆ คนหนึ่งมาวางดอกไม้กราบท่าน แต่ไม่ทราบว่าใครเพราะอยู่ไกลมองไม่เห็นหน้า

“คราวหน้าถ้าเจอ นายหมากถามเขาเลยว่าเป็นใคร บางทีอาจจะเป็นคนที่ฉันรอก็ได้” พระองค์หญิงรับสั่งและรำพึงท้ายประโยคเบาๆ

อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 9 วันที่ 14 ธ.ค. 58

ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู บทประพันธ์โดย ศรีทอง ลดาวัลย์
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู บทโทรทัศน์โดย พิมบงกช
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู กำกับการแสดงโดย ชุติกุล สุตสุนทร
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ผลิตโดย บริษัท กัสท์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ควบคุมการผลิตโดย พอฤทัย ณรงค์เดช และ ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ออกอากาศทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
ที่มา ไทยรัฐ