อ่านละครเรื่อง ปดิวรัดา ตอนที่ 11 วันที่ 30 ม.ค. 59

อ่านละครเรื่อง ปดิวรัดา ตอนที่ 11 วันที่ 30 ม.ค. 59

“รินเป็นน้องของแก หมายความว่า” ศรัณย์ หันมามองหน้าริน ศรัณย์ลุกขึ้นยืนและปล่อยมือจนรินตกใจมองมือนั้น นาทีนี้เป็นนาทีสำคัญมาก รินไม่เข้าใจความคิดที่อยู่ในหัวของศรัณย์ตอนนี้
ดวงสวาทไม่ยอมเชื่อ “เป็นไปไม่ได้ คุณเอาเรื่องโกหกอะไรมาพูด นี่มันนังคนใช้ นังคนใช้ชัดๆ”
อรุณฤกษ์ชอบใจ “รพิพันธ์เลยหรือ เอาแล้ว เอาหล่า....”

“ตลกใช่ไหม เรื่องรายละเอียดเอาไว้ค่อยคุยกัน แต่ถ้าทุกคนในที่นี้จะพูดกันไปเรื่องของริน ผมขอให้จบนิทานอันพิสดารนี้ให้ถูกต้อง รินไม่ใช่คนใช้! รินมีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีสิทธิ์ที่ใครจะมาดูถูก!”


ชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องต่างอึ้งไปด้วยจนนายอำเภอต้องลุกขึ้นยืน ปรบมือเรียกทุกคนให้กลับมา “เอาล่ะครับ เรื่องในครอบครัวของเขา ให้เขาไปคุยกันเอง ผมว่าจบกันแค่นี้นะครับ คนอื่นๆ ขอเชิญรำวงกันต่อครับ”
โชติรีบวิ่งไปบอกเจ้าหน้าที่ “เพลงรำวงขึ้นเลยครับ ขึ้นเลย” ดนตรีขึ้น “เอ้า เชิญครับเชิญ รำวงครับรำวง เอ้า รำวงสนุกกว่านะครับ เร้วๆ” โชติมาเร่งเร้าทุกคนออกมารำ
ชาวบ้านนอกจากครอบครัวนี้เลยออกมา บรรยากาศเข้าสู่ปกติ ทุกคนบนโต๊ะนั่งนิ่งช็อก ไม่มีใครพูดอะไร
จนผู้ว่ากระซิบกับคุณหญิงพิม “นิทานเรื่องนี้ พิสดาร กว่าลิเกข้างนอกจริงด้วย”

ที่ว่าการอำเภอ ห้องรับแขกใหญ่ ทั้งหมดย้ายกันมานั่งคุยกันในห้องที่เป็นส่วนตัว อยู่พร้อมหน้ากันทั้งหมด
ชรัตน์คุยกับเจ้าคุณบำรุงและคุณหญิงเพ็ญแข “สร้อยเส้นนี้ทำมือ มีเส้นเดียวในโลก ถ้าเจ้าคุณและคุณหญิงยืนยันว่าเป็นของคุณรินจริง ก็แสดงว่าคุณรินเป็นน้องสาวที่หายไปของผม อ้อ มีรูปแม่ของรินด้วยครับ”
รินตกใจ “รูปแม่หรือคะ” ริน คุณหญิงเพ็ญแขมองรูปเรียงที่ชรัตน์เอาให้ดู
“ผู้หญิงคนนี้ ฉันเคยเจอนี่”
“แม่เรียงครับ แม่ของรินชื่อเรียงครับ คุณหญิงรู้จักด้วยหรือครับ”

20 กว่าปีที่แล้ว คนขายอาหารขายข้าวแกงตักอยู่ เรียงอุ้มทารกริน สภาพซอมซ่อป่วยหนักมาก เดินมายกมือไหว้เจ้าของร้านอาหาร “ขอข้าวกินสักจานได้ไหมจ๊ะ ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”
“มาขงมาขออะไร ออกไป๊ สกปรก เดี๋ยวลูกค้าไม่เข้าร้าน”
คุณหญิงเพ็ญแขเดินมาซื้อของ เดินผ่านเรียงเห็นเจ้าของร้านอาหารกำลังไล่เรียงที่ไอโขลกๆ ก็สงสาร เดินเข้าไปหาเรียงกับเจ้าของร้าน “ไม่ต้องไล่เค้าแล้ว เอานี่ ฉันจ่ายเงินให้เอง ตักข้าวให้เขากินเถอะจะได้มีน้ำนมให้ลูก”
“งั้นไปกินไกลๆโน่นเลยนะ”
เรียงพยักหน้ายกมือไหว้คุณหญิงเพ็ญแข คุณหญิงเพ็ญแขยิ้มให้อย่างเมตตา คนขายตักข้าวแกงให้ เรียงรับไปนั่งที่พื้นอีกมุมตามคำสั่ง กินไปมองคุณหญิงเพ็ญแขซาบซึ้ง คุณหญิงเพ็ญแขเดินเข้าไปร้านขายยา เรียงมองตามไม่วางตาคิดว่าคนมีเมตตาอย่างนี้ที่จะเลี้ยงรินได้

หน้าบ้านเจ้าคุณบำรุง คุณหญิงเพ็ญแขนั่งสามล้อมา สาวใช้วิ่งมาเปิดประตู เรียงแอบตามคุณหญิงเพ็ญแขมา มองไปที่สนามเห็นรถเข็นเด็กตั้งอยู่สองคัน มีพี่เลี้ยงกำลังอุ้มเด็กหญิงวัยใกล้เคียงกับรินลูกสาวเรียงอยู่สองคน คุณหญิงเพ็ญแขเดินเข้าไปหาลูกกอดหอมอย่างคิดถึง เรียงมองภาพตรงหน้าอย่างใช้ความคิดก่อนจะไอโขลกๆ

ใกล้ฟ้าสาง เรียงเดินอุ้มลูกน้อยกลับมาหน้าบ้านเจ้าคุณบำรุง มองเด็กน้อยในอ้อมอกที่หลับสนิท เรียงร้องไห้ไปไอไป ป่วยหนักจนร่างกายแทบไม่ไหว“รินจ๋าเราลากันตรงนี้นะลูก ถ้าแม่ไม่ทิ้งลูกไว้ที่นี่ แม่เป็นอะไรไปเราสองคนก็อาจจะตายพร้อมกันแต่ถ้าลูกแม่อยู่ที่นี่ อยู่กับคนจิตใจดี มีเมตตา แม่เชื่อว่าเค้าจะเลี้ยงดูลูกอย่างดี” เรียงร้องไห้ เอากระดาษที่เขียนชื่อรินและสร้อยทองซุกไว้ในผ้าอ้อม ก่อนจะเดินจากไป
คุณหญิงเพ็ญแขเล่าให้ทุกคนฟัง “ดิฉันน่ะไม่ได้นึกถึงเลย หลายครั้งที่คิดว่าใครเอาเด็กมาทิ้งไว้ ก็ไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้ จนมาเห็นรูปนี้ก็เลยจำเค้าได้ พอหลังจากคุยกันวันรุ่งขึ้น เราสองคนก็เจอเด็กรินอยู่หน้าบ้าน”

เจ้าคุณบำรุงและคุณหญิงเพ็ญแขเจอเด็กทารกที่เรียงเอามาทิ้งหน้าบ้าน
“เอ๊ะ สร้อยทองนี่”
เจ้าคุณบำรุงเอากระดาษที่ซุกอยู่ในผ้าอ้อมออกมาอ่าน ลายมือเหมือนคนไม่รู้หนังสือเขียน “ริน ระพีคงเป็นชื่อเด็ก รีบเอาเข้าไปข้างในก่อนตากน้ำค้างมากี่ชั่วโมงแล้วก็ไม่รู้ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

อรุณฤกษ์เอ่ย “เขารู้ว่าคุณน้ามีเมตตายังไงก็ไม่ทิ้งขว้างลูกเค้าแน่ ก็เลยสะกดรอยตามคุณน้ามาจนถึงบ้าน ต้องเป็นแบบนี้แน่”
ชรัตน์อธิบาย “แม่เรียงตอนนั้นป่วยมากครับ เพื่อนของแม่เรียงบอกว่าแม่เรียงไม่รู้หนังสือ เพราะเป็นแค่ชาวป่าชาวดง พอมีลูกด้วยกันก็ระหกระเหินมาตามหาพ่อผมที่พระนคร ที่ทิ้งเด็กไว้คงเพราะรู้ว่าตัวเองป่วยหนัก หอบหิ้วกันไปสองแม่ลูกก็คงไม่ไหว หลังจากนั้นไม่ถึงอาทิตย์แม่เรียงก็ตายอย่างคนไข้อนาถาที่โรงพยาบาล”
รินตกใจมาก “แม่ดิฉันตายแล้วหรือคะ ดิฉันนึกมาตลอดว่าแม่เป็นแค่ผู้หญิงใจง่ายที่ไม่อยากเลี้ยงลูก ฉันไม่น่าคิดอะไรแบบนั้นเลย”
“แม่ถึงบอกรินตลอดไงว่าแม่เขาไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเป็นคนเห็นแก่ได้ก็คงไม่เอาทองทิ้งไว้ด้วย สร้อยทองแท้ๆ ลำบากปางตายขนาดนั้น ยังไม่ยอมขายกิน”
รินน้ำตาคลอ ลูบคลำรูป “แม่ รินขอโทษ รินไม่น่าน้อยใจอะไรแบบนี้เลย”
“เขามีกระดาษเขียนชื่อทิ้งไว้ด้วยนะ เขียนว่า ริน ระพี เราสองคนเลยตั้งชื่อรินตามนั้น”
“พ่อตามสืบนามสกุลระพีมาตลอดแต่ก็ไม่พบเบาะแสอะไร คงเพราะไม่รู้หนังสือ ถึงเขียนนามสกุลผิดจากรพิพันธ์ เหลือแค่ระพีเฉยๆ ทำให้ตามหากันไม่เจอ”
ดวงสวาทลุกขึ้นยืน โวยวาย หงุดหงิดมาก “นี่มันนิยายน้ำเน่าอะไรกันเนี่ย ฉันขี้เกียจฟังแล้ว”
บุรณีกับบารนี ยิ้มเยาะดวงสวาท
บุรณีแขวะ “หวังจะให้เขาได้อาย ที่เป็นแค่คนใช้ ไปๆมาๆ เขากลับเป็นลูกสาวมหาเศรษฐี”
บารนีร้ายกาจกว่า เดินไป ย้ำทีละคำ ถึงหน้าดวงสวาท “สม...น้ำ...หน้า”
ดวงสวาทยกมือจะตบ “หนอย”
สองสาวพุ่งเข้ามาหา รวมกันเป็นสามสาวยืนเรียงหน้ากระดานทันที รินไม่ยอม “ลองแตะพี่น้องฉันดูสิ !”
ดวงสวาทมองสาวทั้งสามที่ยกมือขึ้นพร้อมกัน ยอมเลิกรา เดินถอยออกไปโวยกับศรัณย์ เกาะแขนศรัณย์ “ถึงยังไงเขาก็ไม่ใช่บำรุงประชากิจ เขาหลอกคุณนะคะศรัณย์” ดวงสวาทบอกคุณหญิงแก้ว “คุณน้าคะ คุณน้าต้องจัดการนะคะ ศิวะเวทย์มีเกียรติยศเหมือนกัน จะยอมให้ถูกหลอกง่ายๆหรือคะ”
คุณหญิงเพ็ญแขกับเจ้าคุณบำรุงมองคุณหญิงแก้วขอความเห็นใจ
คุณหญิงแก้วคิดหนัก ก่อนจะมองไปที่ศรัณย์ “ศรัณย์ ลูกคิดยังไงลูก”
“เลิกค่ะ การแต่งงานจะต้องเป็นโมฆะใช่ไหมคะรัณย์”
ศรัณย์มองหน้าริน รินลุ้นว่าศรัณย์จะตอบยังไง “ผมมึนไปหมด คืนนี้หนักหนาสำหรับทุกคนแล้ว แยกย้ายกันก่อนเถอะครับ” ศรัณย์ลุกออกไปทันที
ดวงสวาทโวยตามไป “คุณศรัณย์ คุณจะไปไหนคะ เดี๋ยวสิ เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะทิ้งไปเฉยๆแบบนี้ไม่ได้นะคะ”
ทุกคนอึ้งต่อ นั่งมองกัน เรื่องยังไม่จบแค่นี้

ศรัณย์เดินออกมา ตามด้วยดวงสวาท และคนที่เหลือทุกคน
“เขาหลอกคุณ เขาดูถูกคุณนะคะ ทั้งครอบครัวรวมหัวกันหลอกแบบนั้น รัณย์ยอมได้ยังไงคะ”
คุณหญิงแก้วตัดสินใจได้แล้ว “แต่พ่อศรัณย์แต่งงานกับหนูบราลีแล้ว มันซับซ้อนเกินกว่าที่จะมาเลิกรากันแล้วนะแม่ดวงสวาท”
อรุณฤกษ์ยืนยันหนักแน่น “ผมในฐานะที่โตมากับครอบครัวนี้ ขอยืนยันกับคุณศรัณย์อีกคน ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงเลี้ยงดูรินเป็นลูกหลานไม่ใช่คนใช้ ที่สำคัญคุณกับรินแต่งงานกับมาเกือบปีแล้ว ทะเบียนสมรสก็จดแล้วด้วย อย่าลืมนะครับ”
รินอธิบาย “ดิฉันไม่เคยคิดเรื่องแม่ เรื่องชาติกำเนิด ชีวิตของฉันมีแต่ครอบครัวนี้ ไม่ว่าแม่แท้ๆของฉันจะเป็นเศรษฐีหรือชาวป่าชาวดงก็ไม่มีความหมาย ชีวิตที่บ้านบำรุง ชีวิตกับคุณศรัณย์ต่างหากที่สำคัญ”
ศรัณย์หันมามองสายตารินที่ส่งความรักมาให้ แต่สายตาศรัณย์ยังมีแต่ความเหวอ งง
ดวงสวาทต่อว่า “หน้าด้าน โกหกเขาแล้วยังมีหน้ามาพูดว่าไม่ได้โกหก”
“คุณต่างหากที่หน้าด้าน”
“ฉันทนไม่ไหวแล้ว ตายเป็นตาย” ดวงสวาทบุกไปหาริน
ดวงสวาทเข้าไปตบ แต่โดนรินจับล็อคคล่องแคล่วเพราะเรียนมาจากศรัณย์ แล้วผลักออกไป จนดวงสวาทหน้าคะมำไปหาชรัตน์
ชรัตน์ช่วยรับไว้ “โห คล่องแคล่วสมเป็นเมียปลัดนักบู๊”
“นี่ แก ... แก” ดวงสวาทชี้หน้าด่าเร่าๆ
“เลิกยุ่งกับชีวิตคู่ของคนอื่น หันไปสนใจชีวิตคู่ของตัวเองเสียทีเถอะค่ะ คุณจมอยู่กับความอิจฉาริษยาจนหาชีวิตตัวเองไม่เจอแล้ว”
“เคยได้ยินไหมสำหรับบางคน ความแค้นคือลมหายใจ ฉันสนุกที่จะอยู่ตรงนี้ สนุกที่ได้สั่งสอนหล่อน”
“สนุกที่ได้เอาชนะฉันใช่ไหม ฉันไม่ยอมแพ้คุณหรอก และคุณก็จะไม่มีวันได้สนุกด้วย”
“คนที่จะตัดสินว่าใครแพ้หรือชนะ สนุกหรือไม่คือคุณศรัณย์ ดูหน้าเขาสิ ฉันคบกับเขามาสิบปี สีหน้าของเขาตอนนี้ฉันเดาออก ว่าหล่อนไม่มีวันได้ศรัณย์กลับคืนไปหรอก”
ทุกคนมองหน้าศรัณย์ที่หันไปมองทางอื่นมาพักหนึ่งแล้ว ดวงตาฉายแววสับสน วุ่นวายระคนเจ็บปวดเห็นได้ชัด
“คุณศรัณย์” รินตกใจที่เห็นสีหน้านั้น
คุณหญิงแก้วจับมือศรัณย์ เพราะตกใจสายตานั้นเหมือนกัน “ศรัณย์...”
ศรัณย์มองคุณหญิงแก้วด้วยสายตาเหวอ ช็อค เหมือนเดิม ไม่ดีขึ้น ทุกอย่างแสดงออกที่สายตาของศรัณย์ จนดวงสวาทหัวเราะเยาะ “ในที่สุดฉันก็ชนะ วันนี้สำหรับฉันช่างสนุกจริงๆ นับจากนี้ความรู้สึกของศรัณย์ที่มีต่อหล่อนจะไม่มีวันเหมือนเดิม ฉันรับประกัน” ดวงสวาทหัวเราะอีกครั้ง เดินออกไป
“อะไร เห็นชีวิตคนอื่นพังไปต่อหน้าต่อตาแล้วมีความสุขงั้นหรือโรคจิตชัดๆ” บุรณีด่า
“โอ๊ยคันมือ อย่าให้เจออีกนะ นังแม่มด” บารนีอาฆาต
รินเดินมาหาศรัณย์ “คุณโกรธฉันหรือคะ”
“ศรัณย์ แม่ก็โกรธนะลูก โกรธทุกๆคน”
คุณหญิงเพ็ญแขตกใจ “คุณหญิง”
เจ้าคุณบำรุงยืนยัน “ผมยืนยันศรัณย์เป็นหลานผม นายศักดิ์เป็นเพื่อนรักผม ผมคิดดีแล้วเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ศรัณย์แล้ว”
คุณหญิงเพ็ญแขสำทับ “รินได้รับการเลี้ยงดูให้การศึกษาอย่างดี เขาไม่ใช่คนงานในบ้าน ถ้าไม่ได้รักเหมือนลูก ฉันคงไม่เลี้ยงเขามาขนาดนี้”
คุณหญิงแก้วใจอ่อน “ฉันยอมรับค่ะเรื่องความดีของริน สิ่งที่รินทำให้ศรัณย์ ทำให้ฉันยอมแพ้”
รินจับแขนศรัณย์ “รัก เชื่อใจ เข้าใจ ... เอาใจเข้าไปในใจ”
ศรัณย์ดีขึ้นเล็กน้อย “กลับบ้านเถอะ ผมเหนื่อยแล้ว” ศรัณย์ดูช็อกจนน่าสงสาร

บ้านปลัดกลางคืน ศรัณย์เดินนำรินและแก้วเข้าบ้านมา เดินปึงปังขึ้นบันไดไป
รินกังวลใจคอไม่ดี “ศรัณย์เขาเงียบมาตลอดทาง สีหน้าเขาเครียดมาก”
“ที่ศรัณย์พูดคำว่าไม่มีอะไร ... หนูอย่าเชื่อ”
“อะไรนะคะ”
“ชีวิตคู่ อย่าพูดคำว่าไม่มีอะไร ทั้งๆที่มี ...อย่าปล่อยให้ความโกรธอยู่ข้ามวัน มีอะไรต้องพูดกันให้จบ ทะเลาะกันให้จบ ยิ่งทะเลาะก็จะยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น ที่แม่พูดอย่างนี้หนูเข้าใจมั้ย”
รินพยักหน้าเข้าใจ เดินตามศรัณย์ไป

ในห้องนอน ศรัณย์เดินเข้ามาถอดชุด รินเข้ามาช่วยถอด ศรัณย์ ไม่ได้ขัดขืน
“คุณบอกว่าคุณรู้มาตลอดเรื่องฉัน”
ศรัณย์พยักหน้า “ฉันกับชรัตน์เจอกับบารนีก่อนเจอหล่อน”
รินย้อนคิดไปถึงอดีต ทบทวน “ที่คุณไม่พูด ไม่มองหน้าฉันเป็นเดือนๆ ไม่ใช่เพราะคุณดวงสวาท”
ศรัณย์ไม่พูดกับรินเข้าไปทักหมาไม่ทักริน “หน้าหวาน”
คุณหญิงแก้วนึกว่าชมริน “สวยใช่ไหมล่ะ”
ศรัณย์เดินไปอุ้มหมา “มาจากไหนก็ไม่รู้ .... น่ารัก น่ารักมาก”
ศรัณย์ยอมรับ “ไม่ใช่เพราะดวงสวาท แต่เพราะรู้ว่าหล่อนโกหกฉัน”
“แล้วทำไมถึงยอมแต่งงานกับฉัน ไม่ยกเลิกไปซะตั้งแต่แรก”
ศรัณย์พยายามคิด และตอบออกมาตามความรู้สึก ณ ขณะนี้ “อันนี้ ..... ฉันไม่รู้จริงๆ”
รินถอนใจ ยอมรับสภาพ “อยากต่อว่าอะไรฉันก็ต่อว่ามาเลยค่ะ”
ศรัณย์มองรินแล้วตัดใจพูดเรื่องอื่น “หล่อนเป็นยังไงบ้างกับความจริง เรื่องของแม่หล่อน”
“ชีวิตของฉันมีความสุขดีมาตลอด ฉันไม่เคยอยากรู้เรื่องของแม่ รู้หรือไม่รู้ แม่ก็ได้ตายไปแล้ว”
“แต่หล่อนยังมีพี่ชาย มีพ่อ ตระกูลรพิพันธ์ รวยติดอันดับประเทศเลยนะรู้ไหม”
“นาทีนี้มีแต่ความรู้สึกของคุณที่สำคัญสำหรับฉัน”
“ฉัน ... ฉัน” ศรัณย์แสดงสีหน้าเหวอ มึนออกมาอีก

อ่านละครเรื่อง ปดิวรัดา ตอนที่ 11 วันที่ 30 ม.ค. 59

ละครเรื่อง ปดิวรัดา บทประพันธ์โดย สราญจิตต์
ละครเรื่อง ปดิวรัดา บทโทรทัศน์โดย คิง สมจิต
ละครเรื่อง ปดิวรัดา กำกับการแสดงโดย สมจริง ศรีสุภาพ(แก้ไข)
ละครเรื่อง ปดิวรัดา ผลิตโดย บริษัท กู๊ด ฟีลลิ่ง จำกัด
ละครเรื่อง ปดิวรัดา ออกอากาศ ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.20-22.50 น.
ละครเรื่อง ปดิวรัดา เริ่มตอนแรกวันพุธที่ 13 มกราคม 2559 ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ