อ่านละครเรื่อง ปดิวรัดา ตอนอวสาน[4] วันที่ 2 ก.พ. 59

อ่านละครเรื่อง ปดิวรัดา ตอนอวสาน[4] วันที่ 2 ก.พ. 59

ศรัณย์พารินมาแอบหลังต้นไม้ใหญ่ มาแอบดูพวกโจรที่ยังดื่มกิน ตีเกราะเคาะไม้ เมาๆอยู่ ศรัณย์กระซิบริน ชี้ไปที่ถ้ำธารลอด “หล่อนต้องวิ่งไปที่จุดนั้น ว่ายน้ำข้ามไป”
“ว่ายน้ำหรือคะ”
“ว่ายเป็นไหม ไม่เป็นก็ต้องเป็นวันนี้แหล่ะ”
“พอได้ค่ะ”
ศรัณย์มองไปที่ลานที่พวกมันนั่งอยู่ จากตรงนี้เดินผ่านทางโล่งไปที่ธารลอดยากมากที่จะไม่มีใครหันมาเห็น
“ตรงนี้อันตรายที่สุด เราต้องไม่ให้มันรู้ตัว ต้องค่อยๆไป”

“ข้างหน้าอันตราย กลัวคนเห็น แล้วข้างหลังล่ะคะ” รินพยักเพยิดให้ศรัณย์ดูข้างหลังห่างไป
สมุนหญิงคนหนึ่งถือจานอาหาร ยืนตะลึงมองมาที่ทั้งสองคนด้วยความงุนงงว่ามาจากไหนวะ ศรัณย์สะดุ้ง ต่างฝ่ายต่างงง ศรัณย์ยิ้มกว้างให้เพราะไม่รู้จะทำอะไรดีกว่านั้น


สมุนหญิงเดินหนีไปสองสามก้าว พึมพำไป “ไม่มีหล่อๆอย่างนี้แน่นอน อย่างกับพระเอกหนังขนาดนี้ ไม่มีแน่ๆ”
ในที่สุด สมุนหญิงทิ้งจานข้าวแล้วตะโกน วิ่งไปหาเสือขาว “อร๊ายยยย คนนอกเข้ามาในค่าย คนนอกกกก !”
“โธ่โว้ย” ศรัณย์หยิบปืนและอาวุธออกมา วงอาหารแตกทุกคนหยิบปืนสั้นของตน กระโดดเข้าที่กำบังเปิดฉากยิงกันทันที ศรัณย์และรินปักหลักยิงต่อสู้อยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ศรัณย์หยิบระเบิดมาโยนใส่พวกมัน เปรี้ยง กลุ่มหนึ่งตายคาที่
เสือขาวแค้นมาก “มันหาทางเข้าเจอได้ยังไงวะ”
ในค่ายโจรห่างไป พู่เอาเด็กๆ หลบออกมาจากวงปะทะมาเข้าที่กำบัง เสียงปืนยิงกันไปมายังดังต่อเนื่อง “มานี่ มาหลบตรงนี้ มาเร็ว”
เสือขาวตะโกนบอกเปิ่นและสมุน “ระเบิด ไปเอาระเบิดมา กูจะฆ่ามันให้ตาย”
เปิ่นและสมุนวิ่งไปทั้งสองเข้าไปในกระท่อมคลังอาวุธ ศรัณย์เห็นดังนั้น จุดชนวนโยนระเบิดไปที่กระท่อมคลังอาวุธ ระเบิดตูม เปิ่นและสมุนส่วนหนึ่ง ตายในเพิง ไฟลุกท่วม “มือระเบิด ก็ต้องตายเพราะระเบิดมึงนั่นแหล่ะ”
เสือชินที่ยิงต่อสู้อยู่มุมหนึ่งโวยวาย “ไอ้ชั่วเอ๊ยมาคนเดียว คนกูหายไปครึ่งค่าย”
เสือขาวสั่ง “ทุกคนตั้งสติไว้ ท่องคาถา”
ฝั่งของเสือขาวหยุดยิงพร้อมกัน ทั้งหมดเริ่มท่องมนต์บางอย่างพร้อมกัน ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์ สิ้นเสียงปืนเหลือแต่เสียงงึมงำ ระงมไปทั่วค่ายโจร เกิดหมอกควันปกคลุมทั้งค่ายตามคาถากำบังตนของพวกเสือขาว
“หมอก หมอกมาจากไหนคะ”
โดยเฉพาะที่ตัว ศรัณย์และริน เหมือนเกิดเป็นหมอกหนารอบตัว มองอะไรไม่เห็น ทำให้ศรัณย์ หยุดยิงไปด้วย “มองอะไรไม่เห็นเลย ยิงปืนไม่ได้ ปาระเบิดก็ไม่ได้ เดี๋ยวโดนชาวบ้าน”
โชติพาตำรวจที่กลับมาแล้ว ล่องมาด้วยแพและเทียน เข้ามาในธารลอด หมอกจากค่ายโจรลอยเข้ามา ตำรวจงง “หมอกมาจากไหนไม่รู้ครับ ข้างหน้ามีทางออกหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“มุ่งหน้าต่อไป มุ่งไป คุณปลัดต้องอยู่ในนี้แน่”

ศรัณย์ยังตกในวังวนหมอกควัน หลังต้นไม้ใหญ่
“ทำไงดีคะ มองไม่เห็นอะไรเลย” รินตื่นตระหนก
“มาทางนี้” ศรัณย์จะออกไป แต่ก็ต้องตกตะลึง เสือขาว เสือชิน สมุนโจรเกือบสิบคนเดินหลุดฝ่าหมอกเข้ามาล้อมศรัณย์และริน ทุกคนจ่อปืนมาที่สองคน ศรัณย์กับรินตะลึงมองไปรอบๆ ทุกคนหน้ากระเหี้ยนกระหือรือมาล้อมกรอบตน ด้วยปืนนับสิบกระบอก ศรัณย์บอกริน “เอาล่ะ เราได้ตายเคียงข้างกัน สมใจหล่อนแล้วทีนี้”
รินด่าทอ “ไอ้พวกชั่ว ต่อให้เหลือแต่วิญญาณ ฉันก็ไม่มีวันก้มหัวให้พวกแก”
เสือขาวเยาะ “ยังมีหน้ามาทำปากเก่ง ปืนกี่กระบอกนับดูสิ หน้าหล่อๆสวยๆของพวกแก คงเละเป็นชิ้นๆ”
เสือชินกระเหี้ยนกระหือรือ “ไอ้ศรัณย์ ชีวิตในคุก มึงต้องชดเชยให้กูอย่างสาสม”
“ไอ้พวกโจรชั่ว พวกแกต่างหากที่ต้องตาย” โชติตะโกน ตำรวจทั้งหมดระดมยิงมาเปรี้ยงๆ
วงของเสือขาวแตกฮือหาที่กำบัง เปิดฉากยิงกับกลุ่มตำรวจ ศรัณย์กับรินฉวยโอกาสนั้นแยกย้ายกันสู้ ตีวงฝ่าออกมา การปะทะยิงดุเดือดของตำรวจนำโดยโชติและพวกโจรนำโดยเสือขาว ในค่ายห่างไป พู่ ผู้หญิงและเด็กหลบซ่อนกันอยู่
“ท่องคาถาไว้ ท่องไว้อย่าหยุดท่อง” เสือชินสั่ง
ปากพวกโจรยังท่องคาถาไป ยิงไป หมอกยังหนาปกคลุมไปทั่ว ศรัณย์จูงมือรินออกห่างไปจากวงนี้ เสือขาวมองตาม วิ่งตามไป
“มันเล่นของ มองไม่เห็นพวกมันเลย” โชติกับตำรวจมองหน้ากันอึดอัดเพราะยิงไม่ถนัด พยายามหาทางยิงต่อสู้ต่อไป

ศรัณย์วิ่งมาที่ม้า กระโดดขึ้นไป รินยังยิงต่อสู้อย่างกล้าหาญ ศรัณย์ขี่ม้ามารับรินกระโดดขึ้นม้าตามขึ้นไป ทั้งสองขี่ม้าขึ้นเขาหวังออกจากวงล้อมการต่อสู้ เสือขาวเห็นดังนั้นกระโดดตามขึ้นม้าตามไปอีกคน

ศรัณย์กับรินบนหลังม้า ควบม้ามาตามทาง หมอกควันยังปกคลุมโดยรอบ
“มองไม่เห็นทางเลย ระวังนะคะ”
ม้าวิ่งควบไปทั้งที่มองอะไรก็ไม่ค่อยเห็น แล้วร้องฮี้ขึ้น ยกสองขาหน้า จนรินและศรัณย์เกือบหงายร่วงจากม้า เพราะตรงนี้คือหน้าผาสูงชัน รินเห็นหน้าผาแล้วตกใจมาก ม้าหยุดทันตรงริมหน้าผาพอดี หินหลายก้อนร่วงกรูลงหน้าผาไปแทน “กรี๊ด ระวัง”
ศรัณย์บังคับม้ากลับมาเผชิญหน้าเสือขาว เพราะไม่มีทางไป เสือขาวขี่ม้าตามมาถึงประจันหน้ากัน
“วันนี้วันตาย มึงไม่ตายกูตาย กูตายมึงไม่ตาย” เสือขาวหยิบระเบิดน้อยหน่าออกมา ดึงสลักออกโยนไป
ศรัณย์และรินมองเห็นแล้วว่าระเบิดมาตกข้างม้าของตน ทั้งสองกระโดดจากหลังม้า ระเบิดเปรี้ยงออก ม้าร้องฮี้กระโดดแล้ววิ่งหนีไป ทั้งสองในสายหมอกกระเด็นไปตกที่พื้นคนละมุม ไม่ห่างกัน สลบไปทั้งคู่ ไม่มีใครรู้ว่าคนไหนจะรอด คนไหนจะตาย ทั้งคู่มีบาดแผลแรงระเบิดที่หน้าที่ตัวคนละนิดละหน่อย
เสียงคำพูดของแก้วดังก้อง “คู่ที่ใกล้ชิดและรักกันมากๆ จะมีความกลัวชนิดหนึ่งอยู่ในใจ ....กลัวว่าใครจะตายก่อน ! และส่วนใหญ่ ขอเป็นคนตายก่อนทั้งนั้น”
“จริงหรือครับ”
“ตายก่อนก็ไม่ต้องทรมานถือว่าโชคดี คนที่เหลืออยู่นี่สิ ชีวิตเหมือนถูกสาปให้จมกับความเหงาสุดหัวใจ….”
เสือขาวหัวเราะร่าลงจากม้ามาสบายๆ “คาถาอาคมของกูไม่มีใครเทียบแล้ว กูไม่มีวันตาย แต่มึงน่ะต้องตายวันนี้”
ศรัณย์แกล้งนอนตาย ท่องบ่นในใจของศรัณย์ ศรัณย์ก็มีมนต์คาถาของตัวเองเหมือนกัน “พระพุทธคุณจงมาปกเกศอยู่เหนือเกล้า บิดา มารดา ผู้เป็นที่รัก จงมาอยู่เบื้องหลัง”
หมอกกำลังจางลง เพราะการตั้งจิตอธิษฐานของศรัณย์
โชติตะโกนบอก “คาถาอาคมมันจางลงแล้ว”
ตำรวจฮึกเหิมขึ้นเพราะมองเห็นชัดขึ้น เริ่มยิงใส่โจรตายลง เริ่มชนะ เสือขาวยังไม่รู้เรื่องไม่สังเกต เดินมาถึงศรัณย์ จ่อปืนลงไปที่หัวศรัณย์ ศรัณย์ยังคงตั้งจิตในใจต่อเนื่อง “ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา จงมาอยู่เบื้องข้าง”
ตำรวจเริ่มยิงโจรตายหลายรายมากขึ้นๆ โชติยิ้มตะโกนบอกทุกคน “อาคมของมันไม่มีจริง ศรัทธาของเราต้องชนะมัน อย่าไปกลัวมัน”
โชติยิงเสือชินตาย กลางอกหลายนัด เสือขาวปลดล็อคปืนเตรียมเหนี่ยวไก ปากพร่ำบ่นคาถาของตน ขณะจะยิงตรงหัวศรัณย์ เสียงอธิษฐานของศรัณย์ยังต่อเนื่อง “ดวงวิญญาณผู้เสียชีวิต ดวงจิตผู้ทนทุกข์ จงมาอยู่เบื้องหน้า”
ดวงตาศรัณย์ ลืมตาขึ้น ศรัณย์ลุกและกระโดดตัวลอย เตะปืนทิ้งไปอย่างสวยงาม แล้วใช้ปืนของตัวเองยิงที่ช่วงอกของเสือขาวเปรี้ยงๆๆ หลายนัด เสือขาวสะดุ้งสะเทือนตามแรงยิง ถอยไปหลายก้าว
เสือขาวอึ้งมองร่างตัวเองที่ไม่มีอะไรผิดปรกติ ยิ้มร่าออกมา “ฮะฮะฮ่า คาถาคงกระพัน ยิงไม่เข้าโว้ย ฮะฮะฮ่า”
ศรัณย์ท่องมนต์สุดท้ายของตนออกมาเสียงดังฟังชัด “สิ่งดีงามทั้งปวง จงพร้อมหน้ามาต่อสู้ ขอให้อาคมอันเสื่อมทราม จงวิบัติฉิบหาย”
หมอกจางควันหายวับเกลี้ยงแบบฉับพลัน ช่วงอกเสือขาวที่ถูกยิงเมื่อครู่ เลือดค่อยๆซึมออกมา จากนั้นเลือดค่อยๆออกมาเรื่อยๆ ออกจากปาก จนเสือขาวสำลัก ศรัณย์กระโดดตัวลอยถีบเสือขาวล้มลง สิ้นใจจมกองเลือด!
ที่ค่ายโจร ตำรวจ ยิงโจรคนสุดท้ายตาย เสียงปืนสงบลง โชติมองไปรอบๆ
พู่มองไปรอบๆเช่นกัน ตะโกนออกมาทั้งน้ำตา “พวกมันตายหมดแล้ว เราได้กลับบ้านแล้ว เราชนะแล้ว”
โชติและตำรวจทั้งหลายลุกขึ้นมองไปรอบๆค่ายที่มีไฟไหม้บางจุด ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบ
ศรัณย์พุ่งมาหารินที่ยังสลบไม่ได้สติมาตลอด “รินๆ อย่าเป็นอะไรนะ รินๆ” ศรัณย์ประคองรินขึ้นมากอดไว้ สีหน้าเครียด

วันใหม่ ในโรงพยาบาล รินอยู่บนเตียงหลังผ่าตัด มีผ้าพันแผลเต็มตัวไม่ได้ตาย แต่อาการสาหัส ศรัณย์เดินมาหา นั่งลงข้างๆ

บ้านพิจารณ์ธุรกิจ ช้องนางวิ่งร้องไห้เข้ามา “ชรัตน์อยู่ไหนลูก ชรัตน์”
ชรัตน์เดินออกมาหา “คุณอา มีอะไรครับ”
“รินอยู่โรงพยาบาล บาดเจ็บจากการปะทะกับเสือขาว”
ชรัตน์ช็อก “น้อง น้องหรือครับ”
“ศรัณย์โทรมาบอก รินอาการสาหัส ยังไม่ได้สติเลยลูก”
ชรัตน์ตกใจมาก

วันต่อมา รินนอนหลับเหมือนเดิมยังไม่ฟื้น เจ้าคุณบำรุง และทุกคนล้อมรอบ สีหน้าเครียด
เจ้าคุณบำรุงเดินเข้าไปลูบที่หัวอย่างรักใคร่ “ลูกของพ่อ ตื่นขึ้นมาเสียทีนะ เราทุกคนรอเจ้าอยู่”
ทุกคนมองริน ห่วงใย

บ้านพิจารณ์ธุรกิจ พระพิจารณ์ธุรกิจรู้ข่าวแล้ว หน้าซีดร้องไห้ หัวใจสลายอยู่บนเตียง

รินอยู่บนเตียง ศรัณย์เดินมาหาช้าๆ สีหน้าเศร้ามากเพราะรินไม่ฟื้นเสียที ศรัณย์คิดถึงอดีตอันหวานชื่นตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน ศรัณย์นั่งลงข้างๆ ศรัณย์ใช้มือจับแบบประสานนิ้วลงไปที่มือของริน “นับถึงวันนี้ 50 วันพอดี 50วันแล้วที่เราแยกกันอยู่ฉันไม่ชอบเลย ชีวิตที่อยู่ในความมืด หาดวงตะวันไม่เจอ ฉันไม่มีความสุขเลยจริงๆ หล่อนตื่นขึ้นมาเสียทีเถอะ”
ภาพหวานชื่นยังเข้ามาในหัวของศรัณย์ต่อเนื่อง ศรัณย์คอตกก้มหน้าลงที่ขอบเตียง มือยังคงจับกัน มือของรินค่อยๆ บีบขึ้นมาช้าๆ ตอบรับมือของศรัณย์ ศรัณย์สะดุ้งมองไป
รินลืมตาขึ้นงัวเงียมองไปรอบๆ “คุณศรัณย์” ศรัณย์ตกใจมาก น้ำตาเอ่อออกมาจนกลายเป็นนั่งร้องไห้ไม่มีคำพูด รินยิ้มให้ “คุณไม่พูดกับฉันอีกแล้ว”
ศรัณย์ส่ายหน้าพูดไม่ออก พูดไม่ได้แล้ว คราวนี้เพราะความดีใจ นั่งร้องไห้ต่อไปเงียบๆ รินมองไปรอบๆ ดีใจเช่นกัน
หมอมองผลเอ็กซเรย์ต่างๆ “ผลการตรวจ ทุกอย่างเรียบร้อยครับ ปลอดภัยแน่นอนแล้ว”
ศรันย์และชรัตน์ยิ้ม ถอนใจ ดีใจ ชรันต์ถาม “แล้วเรื่อง ขึ้นไปรักษาตัวต่อที่พระนคร”
“ไม่เป็นปัญหาครับ หมอจะทำเรื่องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลที่พระนครให้และคงต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลนั้นอีกสักพัก”
ชรัตน์กับศรัณย์ยิ้ม ชรัตน์ตบไหล่ศรัณย์ ทุกอย่างเรียบร้อย

ที่วัด พวกชาวบ้านพาพู่ สมุนหญิงและเด็กๆ ทั้งหลายที่เคยอยู่ในค่ายมาหาหลวงพ่อที่วัดให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ ศรัณย์มาร่วมพิธีด้วย มีบาตรน้ำมนต์อยู่ตรงหน้าพระแล้ว ยังไม่ได้รด กำลังต่อรองบางอย่าง เสนอที่มีผ้าพันแผลเล็กน้อยแต่ให้เห็นว่าปลอดภัยแล้วก็มา
“ทุกคนเขาเชื่อสนิทใจว่าคุณปลัดมีคาถาอาคม” น้อยเมียกำนันคล้ายเกริ่น
“แต่ผมไม่มีนะครับ”
กำนันคล้ายอธิบาย “พวกนังพู่ที่ออกมาจากค่าย มันกลัวว่ายาสั่งของเสือขาวจะทำให้พวกมันตาย แต่พวกมันเชื่อในตัวคุณปลัด”
ศรัณย์มองโถน้ำมนต์ตรงหน้าพระสงฆ์ พู่ยังไม่ยอมให้รดง่ายๆ “แต่หน้าที่เสกน้ำมนต์เป็นหน้าที่ของพระนะครับ”
“ช่วยพวกหนูด้วยนะคะ ช่วยด้วย หนูกลัวเลือดออกทวารทั้งเจ็ดตายตามที่เสือขาวมันแช่งไว้”
กำนันคล้ายขอ “เอาเถอะน่าคุณ ไหนบอกว่าศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดไง”
“แต่ผมเสกน้ำมนต์ไม่เป็นนี่นา อ้อ ผมนึกออกแล้ว” ศรัณย์ถอดสร้อยพระของตนที่รินให้ไว้ออกมา “ฉันใส่พระองค์นี้ ตอนสู้กับเสือขาว” ศรัณย์หย่อนพระลงในขันน้ำมนต์
“สาธุ ไม่มีคาถาอาคมใดสู้พระพุทธคุณได้ดอก” พระแตะที่บาตรน้ำมนต์ท่องคาถาเชิญพุทธคุณ “เอ้ามา” พู่และทุกคนดีใจเข้ามาให้พระรดน้ำมนต์ที่หัวให้
พู่รดเสร็จถอยมาหาเปลี่ยนและเนื่อง พู่กราบที่ทั้งสอง “หมดเคราะห์ หมดโศกแล้วนะหลานป้า” เนื่องกอดพู่ได้หลานคืนมา
สมุนหญิงและเด็กๆ เข้าไปกอดครอบครัวตน
“ในที่สุดคุณก็ทำได้ ไอ้นุ้ย คงตายตาหลับเสียที” กำนันคล้ายชื่นชม
น้อยปลื้มใจ “ชาวบ้านจะนอนหลับสนิทแล้วต่อไปนี้ ขอบคุณคุณปลัดจริงๆ”
“คุณปลัดคนนี้ ช่วยให้ชาวบ้าน สงบสุข ยังสร้างความชื่นใจให้สาวๆ ด้วยนะ” เปลี่ยนเชียร์
ศรัณย์หันไปมอง แฟนคลับปลัดนั่งจับกลุ่มอยู่ห่างไป โบกมือให้ศรัณย์ ศรัณย์สะดุ้งยิ้มแห้งให้กลุ่มแฟนคลับ
“พิฆาตโจร พิฆาตนารีด้วย ฮิๆ” เสนอขำ
ศรัณย์ยิ้มแหยอายๆที่มีแฟนคลับเป็นป้าๆตามติด
ศรัณย์เดินมาที่มุมหนึ่งของวัด บรรยากาศร่มรื่น สุขสงบสะอาดตา เห็นแม่ชีหลายคน บางคนกวาดลานวัด บางคนทำสวน บางคนเดินจงกรม บางคนนั่งสมาธิ ศรัณย์เดินไปหาดวงสวาทที่นั่งสมาธิ ดวงสวาทบวชชีพรามณ์มาสักอาทิตย์แล้ว สวยงาม สงบในชุดขาว ศรัณย์นั่งลงข้างๆ ดวงสวาทลืมตาขึ้น ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร
“ไม่เคยนึกเลยจะเห็นภาพอย่างนี้”
“เมื่อก่อนแค่เข้าวัดยังหงุดหงิดเลย”
“นั่นสิ แล้วนี่ อยู่ได้ไหม”
“ที่นี่ ตอนนี้ ดีกว่าอยู่บ้าน ดีกว่าอยู่โรงพยาบาล ดีกว่าอยู่ที่กรุงเทพ ไม่เคยสุขสงบอย่างนี้เลย”
“สีหน้าคุณบอกอย่างนั้น ชัดเจนทีเดียว”
“เมื่อคืนดวงฝันถึงคุณชายนริศด้วย เขามาขอบคุณที่บวชให้”
“คุณชายนริศเหมือนพ่อผม คนดีที่ยอมแพ้อย่างไม่น่าเชื่อ”
“บาปกรรมที่ดวงทำกับเขาหนักหนา ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ก็คงอยู่ไม่ได้หรอก”
“แล้วนี่จะอยู่นานแค่ไหน”
“คงอีกสักพักใหญ่ค่ะ หลังจากนั้นก็จะบินไปหาพ่อกับแม่ที่อังกฤษ คงต้องช่วยท่าน ทำงานหาเงินมาใช้หนี้”
“หลังพ่อผมฆ่าตัวตาย ผมต้องไปอยู่วัด ตอนนั้นนึกว่าโชคร้าย เอาเข้าจริงผมว่านี่คือโชคดี ไม่งั้นผมก็คงเป็นแค่คุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไม่มีประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้”
“ฉันจะจำคำของคุณไว้”
“ไม่ว่าคุณไปอยู่ไหน โปรดเอาความปรารถนาดีของผมไปด้วย คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ความรักของคุณชายนริศและผมจะอยู่กับคุณเสมอ แค่มันเปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น”
ดวงสวาทพยักหน้าขอบคุณจากหัวใจ

บ้านเจ้าคุณบำรุง บรานีนั่งซึมๆ อยู่ แต่ดูดีกว่าเมื่อก่อน คุณหญิงเพ็ญแข เจ้าคุณบำรุงเดินมาหา
“เป็นอาทิตย์แล้ว ที่ลูกไม่ได้ออกไปเที่ยวเลย”
“ค่ะ รานีคงไม่ไปบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
“ดีมาก ที่เชื่อฟังกัน”
“แต่ลูกเบื่อเหลือเกิน ชีวิตเหมือนไม่มีความหมายอะไรกับใครทั้งนั้น”
“ถ้ามีชีวิตอยู่เพื่อ”รับ” ลูกก็จะมีแต่ความว่างเปล่า แต่ถ้ามีชีวิตอยู่เพื่อ “ให้” ลูกก็จะ”มี” จนล้นเหลือ”
“รานีไม่ใช่รินหรือยายบุ ฟังไม่เข้าใจหรอกค่ะ”
เจ้าคุณบำรุงยิ้ม จับหัวบรานีเอ็นดู “ลูกเข้าใจอยู่แล้ว พ่อรู้”
“รักพ่อแม่ รักเพื่อน รักในงานที่ทำ รักสัตว์ รักต้นไม้ รักการเต้นรำ รักการอ่าน รักของพวกนี้ หนูจะไม่มีวันอกหัก”
“ที่จริงพี่อรุณชวนบานีไปทำงานเก่าที่พี่เขาลาออกมา ที่กระทรวงต่างประเทศ เป็นข้าราชการ เหมือนคุณพ่อ”
“แล้วเราว่าไง”
บรานีตัดสินใจแล้ว สีหน้าสบายใจขึ้น “ชีวิตไม่สิ้น ต้องดิ้นต่อไป ลูกจะไปทำค่ะ”
เจ้าคุณบำรุง คุณหญิงเพ็ญแขยิ้ม “ดีมาก”
“เป็นผู้หญิงทำงาน แต่งตัวสวยๆ มีเกียรติ มีเงิน มันก็โก้ไม่หยอก ว่าไหมคะ”
เจ้าคุณบำรุง คุณหญิงเพ็ญแขยิ้ม โอบลูกเข้ามา ดีใจที่บารนีเข้าใจเสียที

โรงพยาบาลในพระนคร รินมารักษาตัวต่อที่พระนครแล้ว นอนพักบนเตียง บุรณีป้อนซุปอยู่
ชรัตน์หิ้วปิ่นโตเข้ามา “เอ้า ทานข้าวแล้วหรือ”
“คุณบุเอาซุปไก่มาฝากค่ะ”
ชรัตน์และบุรณี เจื่อนๆมองหน้ากันไม่ติด
“ที่บ้านเขาทำโจ๊กมาฝาก”
“วางไว้เถอะค่ะ คุณบุชอบทานโจ๊ก ยกให้คุณบุแล้วกัน” ชรัตน์กับบุรณีมองหน้ากันเจื่อนๆอีก“มีอะไรคะ ทะเลาะกันหรือ” รินถาม ทำให้ทั้งชรัตน์และบุรณีคิดถึงครั้งล่าสุดที่คุยกัน
“ถ้าฉันสอบชิงทุนได้ฉันจะหายไปหลายปีเลยนะ คุณควรจะหาผู้หญิงคนอื่นที่มีเวลาดูแลคุณ ไม่ใช่ผู้หญิงที่บ้าเรียนอย่างฉัน”
“พูดตรงตีเข้าแสกหน้าเลยทีเดียว”
“ดิฉันไม่อยากให้คุณเสียเวลา เสียประโยชน์ ผู้ชายอย่างคุณ มีคนดีๆ คนสวยๆ รอเข้าคิวมากมาย ให้ดิฉันเป็นน้องสาวคุณ เหมือนกับริน แบบนี้ดีแล้ว...ว่าไหมคะ”
“นี่เราโดนบอกเลิก ตั้งแต่ยังไม่คบเลยนะนี่”

ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกัน “เปล่าจ้ะ” ทั้งสองสะดุ้งหันมามองกันอีก
ชรัตน์บอกบุรณี “ผมออกไปหาช้อนนะครับ ผมก็ยังไม่ได้ทาน จะได้ทานด้วยกัน”
“ค่ะ” ชรัตน์ออกไป รินมองทั้งสอง สงสัย

อ่านละครเรื่อง ปดิวรัดา ตอนอวสาน[4] วันที่ 2 ก.พ. 59

ละครเรื่อง ปดิวรัดา บทประพันธ์โดย สราญจิตต์
ละครเรื่อง ปดิวรัดา บทโทรทัศน์โดย คิง สมจิต
ละครเรื่อง ปดิวรัดา กำกับการแสดงโดย สมจริง ศรีสุภาพ
ละครเรื่อง ปดิวรัดา ผลิตโดย บริษัท กู๊ด ฟีลลิ่ง จำกัด
ละครเรื่อง ปดิวรัดา ออกอากาศ ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.20-22.50 น.
ละครเรื่อง ปดิวรัดา เริ่มตอนแรกวันพุธที่ 13 มกราคม 2559 ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ