อ่านละครดอกไม้ใต้เมฆ ตอนที่ 6 วันที่ 4 ม.ค. 59

อ่านละครดอกไม้ใต้เมฆ ตอนที่ 6 วันที่ 4 ม.ค. 59

เหมยถามว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ตนต้องกลับไปหาป๊า พลางลุกจะออกไป เจ้าชายธาวินบอกว่าเธอออกไปไม่ได้ เธอต้องอยู่ที่นี่ ตนอนุญาตให้อยู่ ยังความงุนงงและว้าวุ่นใจแก่เหมยมาก คาดคั้นให้ธาวินเล่าความจริงให้ฟัง

เมื่อเจ้าชายธาวินดรนให้ฟังและพูดความจำเป็นที่ตนต้องปลอมเป็นเด็กเชิดสิงโตในคณะเฮียโชค เหมยโกรธมากหาว่าเขาโกหกตนกับป๊าและคงแอบหัวเราะเยาะตนกับป๊ามาตลอดที่ดูไม่ออกว่าเขาเป็นใคร เหมยจะถอดสร้อยออก เจ้าชายรีบห้ามบอกว่าเธอสัญญาแล้วว่าจะใส่ไว้ใกล้หัวใจที่สุด เหมยโต้ว่าตนสัญญากับธาวินเด็กเชิดสิงโตไม่ใช่เจ้าชายธาวินดรน

เหมยถอดสร้อยออกจนได้ พูดอย่างเสียใจและโกรธมากว่า “ฉันเกลียดที่สุดคือคนโกหก ไม่จริงใจ คำโกหกถึงแม้คำเดียวมันก็ไม่ต่างอะไรกับยาพิษ คนระดับคุณคงเข้าใจเรื่องที่ฉันพูดได้ไม่ยาก...เจ้าชายธาวินดรน”



ธาวินเสียใจอย่างที่สุด ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปทันทีที่ฐานะเจ้าชายของตนเปิดเผยออกมา

ที่วังใต้เมฆนี่เอง บูรพาสมิงตำหนิระมิงค์เมืองที่โทร.ขอชีวิตเจ้าชาย ระมิงค์เมืองบอกว่าตนแค่ไม่อยากให้พี่ใจร้อนจนเสียเรื่อง บูรพาสมิงดักคอว่า ดูท่าน้องจะห่วงเจ้าชายมากเกินไปแล้ว ระมิงค์เมืองอ้างว่าตนแค่ห่วงงาน

“ไม่ว่าจะเหตุผลไหน จำไว้ ตระกูลเจ้าสัตยาแย่งทุกอย่างของตระกูลเราไป ทั้งสมบัติ อำนาจ แล้วก็บัลลังก์เวียงพะเนิน คนที่ต้องเป็นเจ้าชาย เจ้าหญิงคือเราสองคนพี่น้อง ไม่ใช่ธาวินดรน” บูรพาสมิงตอกย้ำเสียงเข้ม

ฝ่ายเฮียโชคคอยการกลับมาของเหมย เครียดจนต้องเข้าโรงพยาบาล จำปากับหมิงได้แต่กลุ้มใจที่ไม่รู้จะติดต่อเหมยได้อย่างไร

ooooooo

เมื่อเหมยยืนยันจะกลับบ้าน ธาวินบอกว่าตนจะทำตามที่เธอต้องการ แล้วบอกพวกทหารว่าตนอยากเยี่ยมแทนและกามินเดี๋ยวนี้ เมื่อได้พบกัน กามินย้ำว่าเจ้าชายอย่าตกลงอะไรกับนายพลเจ้าเล่ห์นั้นเด็ดขาด

เจ้าชายรับปากว่าจะถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด แทนย้ำว่าจนกว่าคนของเราจะพร้อม

หลังจากเหมยยื่นคำขาดกับธาวินแล้ว เมื่อใจเย็นลง เธอก็นึกเห็นใจว่า “เจ้าชายธาวิน คุณต้องเจอกับอะไรที่นี่บ้าง?”

เมื่อเจ้าชายได้พบนายพบภูผา ก็บอกว่าตนต้องการพบท่านพ่อ

“ได้ หวังว่าคงจะคุยเรื่องที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง อย่าคิดจะวางแผนสู้กับกองกำลังของเรา เพราะนั่นเท่ากับเจ้าชายเร่งให้เจ้าสัตยาต้องตายอย่างทรมาน”

แต่นายพลภูผาหารู้ไม่ว่า ในขณะที่ตนมุ่งแย่งชิงบัลลังก์จากเจ้าสัตยานั้น ในครอบครัวกำลังเกิดคลื่นใต้น้ำระหว่างดาราเลิศภรรยาคนที่สองกับระมิงค์เมืองลูกสาว เพราะต่างก็หมายตาตำแหน่งเจ้าหญิงแห่งเวียงพะเนิน

เมื่อดาราเลิศเข้าไปคุกคามดูถูกเหมยว่า เพื่อนเธอคือเจ้าชายไร้บัลลังก์ ธาวินดรนกำลังกลับมาหาที่ตายเหมือนพ่อ เหมยจึงรู้ว่าดาราเลิศเป็นฝ่ายกบฏ

“ยังไงเธอก็ไม่ได้กลับบ้านง่ายๆ ที่นี่สามีฉันนายพลภูผาคือผู้นำ เป็นคนชี้เป็นชี้ตายทุกคน วังใต้เมฆไม่ใช่ที่ของธาวินดรนกับเจ้าสัตยาอีกแล้ว” ดาราเลิศสั่งให้ทหารและนางกำนัลพาเหมยออกไป

ทันทีที่เหมยออกไป ระมิงค์เมืองที่แอบฟังอยู่ก็ปรากฏตัว ดาราเลิศตำหนิว่าระมิงค์เมืองแอบฟัง ไม่มีใครสั่งสอนหรืออย่างไร เธอโต้ว่าตนยังไม่อยากเผยตัวเพราะงานยังทำไม่เสร็จ ดาราเลิศเย้ยว่าทำเป็นฉลาด

“คุณเป็นแม่เลี้ยงฉัน เราไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด อย่าอวดดีมาสั่งสอนหรือดูถูกฉันเป็นอันขาด” ระมิงค์เมืองจ้องหน้าดาราเลิศอย่างไม่หวั่นเกรงแล้วสะบัดออกไป ดาราเลิศจิกตามองตาม พึมพำ

“คิดว่าจะได้ขึ้นเป็นเจ้าหญิงระมิงค์เมืองล่ะซิ” ดาราเลิศยิ้มร้าย พูดอย่างหมายมาด “บนบัลลังก์เวียงพะเนินต้องมีฉันเป็นเจ้าหญิงคนเดียว”

ooooooo

ขุนพลนำเจ้าชายธาวินดรนไปพบเจ้าสัตยาที่คุกชั้นบน คำแรกที่เจ้าสัตยาถามเจ้าชายคือ พวกมันทำร้ายลูกหรือเปล่า เจ้าชายทุกข์ระทมใจแสนสาหัสเมื่อเห็นสภาพของท่านพ่อ เอ่ยน้ำตาคลอว่าท่านพ่อลำบากกว่าลูกมากเหลือเกิน

ขุนพลเร่งว่าเวลาเยี่ยมมีไม่มาก รีบพูดสิ่งที่ต้องการพูดเสีย

“ไม่ต้องห่วงชีวิตพ่อ หน้าที่ของลูกคือ จงรักษาแผ่นดินเวียงพะเนินไว้ให้ประชาชน” ขุนพลปรามว่าอยากตายต่อหน้าลูกหรือเจ้าสัตยา เจ้าชายสวนขุนพลไปอย่างไม่พอใจว่า

“ถ้าเจ้าแตะต้องท่านพ่อ เจ้าจะไม่มีวันได้สิ่งที่เขาต้องการที่สุด ไอ้คนทรยศ”

เพียงครู่เดียวนายพลภูผาก็บอกว่าหมดเวลาครอบครัวแล้ว เจ้าชายบอกเจ้าสัตยาว่าลูกจะมาอีกเจ้าสัตยาเตือนเจ้าชายว่าให้ระวังตัวด้วย เมื่อเจ้าชายออกไปแล้ว เจ้าสัตยาพึมพำอย่างเชื่อมั่นและภูมิใจว่า

“ธาวินดรน สายเลือดของฉันจะไม่มีวันยอมแพ้คนชั่ว”

ส่วนนายพลอินทรีก็แยกไปหว่านล้อมเหมยว่า “เรารู้เรื่องที่เจ้าชายไปอาศัยอยู่ที่บ้านเธอ คณะเชิดสิงโต” อ่อยว่า “เจ้าชายธาวินดรนควรจะมีชีวิตวัยหนุ่มที่ยาวนานมีความสุข ไม่ต้องแบกรับหน้าที่หนักอึ้ง”

เมื่อเหมยบอกว่าธาวินเป็นคนรับผิดชอบ เขาต้องเป็นเจ้าชายที่อยากดูแลบ้านเมืองของตัวเอง

“เวียงพะเนินต้องการเปิดประเทศ ต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง ฉันคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าเจ้าชายยอมเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายที่นี่ เลือกไปใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา มีชีวิตสนุกสนานที่เมืองไทย มีชีวิตคู่กับเธอ”

เหมยบอกว่าตนตัดสินใจแทนธาวินไม่ได้ ถามว่าพวกเขาจะฆ่าธาวินหรือ นายพลอินทรีบอกว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องถึงขึ้นนั้น ถ้าเจ้าชายจะเชื่อฟังคนอื่นบ้าง นายพลอินทรีหลอกล่อเหมยก่อนเดินออกไปว่า

“ฉันรู้ว่าเธอเป็นเด็กฉลาด แล้วก็เป็นห่วงเจ้าชายมาก เหมยถ้าเธอช่วยเปลี่ยนใจเจ้าชาย เธอจะได้กลับบ้านเร็วขึ้น”

เมื่อธาวินกลับมา เหมยถามว่าไปไหนมาตนเป็นห่วง ธาวินบอกเหมยว่าเธอยังกลับบ้านตอนนี้ไม่ได้ เหมยบอกว่ารู้พวกที่จับเขามาคงไม่ปล่อยตนกลับไปง่ายๆคนเดียว เหมยเรียกธาวินว่าเจ้าชาย ธาวินขอให้เรียกเขาเหมือนเดิม

“ไม่ได้หรอก ที่นี่เธอคือเจ้าชายไม่ใช่คนงานในคณะ เจ้าชายคะ ป๊าต้องเป็นห่วงฉันมาก ฉันอยากติดต่อป๊า”

เหมยกับเจ้าชายไปขอโทรศัพท์กับดาราเลิศและนายพลภูผา นายพลถามเจ้าชายว่ามีใครในวังใต้เมฆบ้างที่จงรักภักดีกับเจ้าสัตยา เจ้าชายบอกว่าไม่รู้ นายพลภูผาเอาปืนจ่อบอกว่าหนึ่งชื่อแลกกับการโทรศัพท์ เหมยบอกว่างั้นตนไม่โทร. เจ้าชายท้าว่าถึงยิงตนตรงนี้ ก็จะบอกได้คำเดียวว่าไม่รู้

“อย่าให้เลือดตกต้องท้องพระโรง มันจะเป็นอาเพศ” ดาราเลิศขัดขึ้น นายพลภูผาจึงลดปืนลง ดาราเลิศส่งโทรศัพท์ให้เหมยบอกว่า “รีบโทร. รีบวาง ถ้าพูดอะไรที่เกี่ยวกับที่นี่ เธอจะโดนตัดลิ้น”

เหมยรับโทรศัพท์มองหน้าเจ้าชาย เจ้าชายพยักหน้าเหมยจึงกดถึงเฮียโชค หมิงเป็นคนรับสาย รีบส่งต่อให้เฮียโชคด้วยความตื่นเต้น เหมยรีบบอกว่า ตนสบายดี มาเที่ยวกับธาวินและแทน เฮียโชคเร่งให้รีบกลับป๊าคิดถึง

สุ่นรับใช้ลีโอมาเลียบเคียงถามจำปาว่าเฮียโชคอยู่โรงพยาบาลไหน แล้วลีโอกับเสี่ยอ๊อดก็พากันไปหา รุมกันขู่ว่าเหมยหายตัวไปไม่กลับมาทำงานภายในสามวันตนจะฟ้องเรียกค่าเสียหายสิบล้าน ขู่แล้วลีโอรีบชวนกลับก่อนที่เฮียโชคจะช็อกตาย

ooooooo

ธาวินขอโทษเหมยที่ทำให้เธอต้องจากบ้านจากคนที่รักมา เหมยบอกว่าตนจากป๊าเดี๋ยวก็ได้เจอกัน แต่เจ้าชายกับพ่อ...เหมยพูดทิ้งไว้แค่นั้น ธาวินซึ้งใจมากบอกเหมยว่าตนต้องช่วยท่านพ่อออกมาให้ได้

เหมยคิดถึงคำหว่านล้อมของนายพลอินทรี ตัดสินใจชวนเจ้าชายกลับกรุงเทพฯ ไปใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา ได้รับคำตอบที่เด็ดเดี่ยวจากเจ้าชายว่า

“ผมเกิดที่นี่ ประชาชนของผมอยู่ที่นี่นะเหมย”

“แต่เจ้าชายต้องเสี่ยงมาก ถ้าคิดจะสู้กับพวกนายพลภูผา”

“ผมยอมตาย แต่จะไม่ยอมยกแผ่นดินให้คนขายชาติ” ธาวินน้ำเสียงจริงจัง แววตามุ่งมั่น เหมยมอง

อย่างห่วงใยกลัวธาวินจะเป็นอันตราย

ooooooo

ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกันของธาวินกับเหมยนับวันมากขึ้นจากการฝ่าฟันความยากลำบากและอันตราย แต่แล้วก็มีเหตุต้องขัดใจกันเมื่อระมิงค์เมืองเข้ามาแทรก

วันนี้ขณะทั้งสองเดินคุยกัน เหมยเงยหน้าเห็นระมิงค์เมืองยืนดูอยู่ที่ระเบียง เธอบอกธาวิน ธาวินบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่ระมิงค์เมืองจะมาที่นี่ เหมยยืนยันว่าตนเห็นจริงๆ ฉุกคิดได้ถามว่า หรือระมิงค์เมืองจะเกี่ยวกับพวกนายพลภูผา

“อย่าพูดแบบนี้เหมย คุณระมิงค์เมืองเป็นคนดี”

“เจ้าชายหมายความว่าฉันใส่ร้ายคุณระมิงค์เมืองหรอ ถ้าคิดว่าฉันใส่ร้ายคนดีของเจ้าชาย ก็อย่ามาเสียเวลาคุยกัน” เหมยงอนเดินหนีไปทำเอาธาวินร้อนใจ

ขณะเหมยวิ่งมา ถูกระมิงค์เมืองมาขวางหน้า เหมยถามว่าเธอมาที่นี่ได้ยังไง ระมิงค์เมืองย้อนถามว่าทำไม เวียงพะเนินก็เป็นของตน

“คุณ...คุณเป็นพวกเดียวกับนายพลภูผา คุณตีสนิท หลอกเจ้าชายมาตลอด ทำไมคุณร้ายกาจอย่างนี้ ฉันต้องบอกเจ้าชาย” ระมิงค์เมืองกระชากผมเหมยเหวี่ยงไปอัดกำแพงจนจุก ขู่ว่า

“ถ้าอยากให้พ่อกับคณะของเธอรอด ก็หยุดพูดเรื่องที่เจอฉัน” เหมยตกใจถามว่าจะทำอะไรป๊าตน “ตราบใดที่เธอไม่พูด เธอก็จะได้กลับไปหาพ่อ แต่ถ้าฉันรู้ว่าเธอเปิดปากแม้แต่คำเดียว ฉันจะให้คนไปยิงกบาลพ่อเธอ”

ระมิงค์เมืองจ้องหน้าจนเหมยตกใจ เป็นห่วงป๊าจับใจ

ooooooo

ธาวินเดินไปใกล้ห้องขังแทน แอบวางแผนแหกคุกกัน บอกเส้นทางเข้าออกและกองกำลังที่จะเข้ามาช่วย ธาวินให้แทนพาเหมยออกไปจากเวียงพะเนิน กำชับว่า

“พาเหมยออกไปให้ได้ แล้วผู้พันก็ไปส่งเหมยให้ถึงคณะเฮียโชค ดูแลเหมยแทนเราจนกว่าจะแน่ใจว่านายพลสมชาติช่วยกันไม่ให้พวกมันมารังควานคณะเฮียโชค เราจะหนีตามแผน แต่ถ้าไม่รอด เราอยากแน่ใจว่าท่านพ่อกับเหมยจะปลอดภัย”

ธาวินแววตาแน่วแน่ แต่แทนแววตากังวลใจ

แต่ฝ่ายนายพลภูผาก็อ่านใจฝ่ายตรงข้ามออก นายพลภูผาคุยกับดาราเลิศ บูรพาสมิงและระมิงค์เมืองว่า ธาวินดรนใจแข็ง ฉลาดกว่าที่เราคิด บูรพาสมิงเสมอให้ใช้วิธีเดียวกับธาวิน ดาราเลิศติงว่าสองพี่น้องคงไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น ไล่ยิงกันกลางเมืองเหมือนคราวก่อน บูรพาสมิงว่าแผนของตนโหดสะใจกว่านั้นคือ “จะบีบธาวินดรน ก็ต้องบีบลงที่ตรงหัวใจของมัน”

จากนั้นบูรพาสมิงพาเหมยไปขังเดี่ยว ขู่เธอว่าให้ทำทุกอย่างตามที่ตนสั่ง ถ้ายังอยากมีลมหายใจกลับไปเจอพ่อ

ดาราเลิศก็ไปเชิญธาวินไปงานเลี้ยงเพื่อถ่ายรูปให้คนภายนอกเห็นว่าไม่มีอะไรร้ายแรงในเวียงพะเนิน ธาวินไม่ไป

“คงไม่ได้ เพราะตอนนี้ผู้หญิงของเจ้าชายอยู่กับฉัน ฉันให้คนของฉันดูแลแต่งตัวเหมย ถ้าเจ้าชายไม่มาร่วมงานเลี้ยงคืนนี้ ฉันก็ไม่รับรองว่า เจ้าชายจะได้เห็นหน้าเหมยคนสวยอีกหรือเปล่า”

ธาวินร้อนใจถามแทนกับกามินว่าเราจะลงมือเมื่อไร กามินบอกว่าหลังงานเลี้ยง แทนเล่าว่า

“คนของเราบางส่วนแทรกซึมเข้ามาในนี้แล้ว เราจะลงมือตามแผนเช้ามืดพรุ่งนี้”

ooooooo

ในงานเลี้ยง นายพลภูผา นายพลอินทรี และขุนพลสร้างภาพความปรองดอง ถ่ายรูปกับเจ้าชายธาวินดรนอย่างใกล้ชิด นายพลภูผาวาดหวังว่าเมื่อภาพนี้แพร่ออกไป คณะทูตานุทูตและสำนักข่าวต่างประเทศก็จะไม่มีใครเชื่อว่าเวียงพะเนินมีพวกกบฏ

ในงานเหมยบอกธาวินว่าตนถูกพวกนั้นจับ ธาวินปลอบใจว่าไม่ต้องกลัวตนอยู่ที่นี่ และพรุ่งนี้เราจะจากที่นี่ไป แทนจะรับเธอไป ส่วนตนต้องแยกหนีเพื่อให้เหมยปลอดภัย แล้วค่อยไปพบกันที่กรุงเทพฯ ธาวินขอร้องเหมยให้ใส่สร้อยหัวสิงโตคู่เส้นนั้นไว้ใกล้หัวใจเหมือนเดิม เหมยรับสร้อยไปใส่ ยิ้มและย้ำกับธาวินว่า

“เจ้าชายสัญญาแล้วนะ เราต้องพบกันอีก”

เจ้าสัตยาได้รับข้อความจากกระดาษเล็กๆที่เขียนแล้วซ่อนไว้ในจานข้าวว่า “ก่อนแสงแรกของตะวัน”

เช้ามืด...ก่อนแสงแรกของตะวัน กองกำลังของกามินก็ลักลอบเข้ามา กำจัดทหารของนายพลภูผาแล้วเอากุญแจไปเปิดประตูคุกปล่อยกามินกับแทน กามินเร่งให้รีบไปช่วยเจ้าสัตยา แต่ถูกทหารของนายพล ภูผาสิบคนเอาปืนมาจ่อหัวทั้งสองทันที

เจ้าสัตยาถูกจับเป็นตัวประกันบังคับให้เจ้าชายธาวินดรนเซ็นมอบอำนาจ เจ้าสัตยาบอกเจ้าชายไม่ให้เซ็นก็ถูกยิงที่ท้องเลือดทะลัก เมื่อเจ้าชายยังไม่เซ็นก็ยิงที่หัวไหล่ แล้วเอาปืนจ่อหัวบอกว่านี่คือนัดต่อไปถ้ายังไม่เซ็น ทรมานเจ้าสัตยาจนเจ้าชายธาวินดรนทนไม่ได้ยอมเซ็นให้ท่ามกลางเสียงตะโกนของเจ้าสัตยาว่า

“อย่ายกแผ่นดินให้คนโกง”

เมื่อได้ลายเซ็นมอบอำนาจแล้ว นายพลภูผาจะฆ่าทิ้งทั้งหมด แต่เปลี่ยนใจไม่อยากให้ตนได้ชื่อว่าผู้นำมือเปื้อนเลือด จึงสั่งให้ส่งกลับไปใช้ชีวิตในเมืองไทย ชีวิตที่ไม่มีวันเกี่ยวข้องกับเวียงพะเนินอีก

ธาวิน เหมย แทนและกามิน ถูกคุมตัวลงเรือจากเวียงพะเนินแผ่นดินที่รักและหวงแหนทั้งน้ำตา...

ooooooo

แต่ความขัดแย้งภายในทำให้นายพลภูผาสั่งให้นำตัวทั้งหมดกลับมา เพราะบูรพาสมิงเห็นการปล่อยเจ้าชายไปเหมือนปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยปลาลงน้ำ เจ้าชายอาจไปซ่องสุมกำลังกลับมาเล่นงานเรา

เมื่อนำตัวทั้งหมดกลับมาแล้ว นายพลภูผาสั่งให้เอาแทนและกามินไปขังไว้ในกองบัญชาการทหาร

ฝ่ายดาราเลิศมั่นใจว่านายพลภูผาไม่ฆ่าเจ้าชายแน่จนกว่าจะได้สมบัติทั้งหมด ระมิงค์เมืองโต้ว่าครอบครัวตนมีทรัพย์สินมากอยู่แล้ว คนที่ไม่รู้จักพอคือเธอต่างหาก ทั้งคู่โต้เถียงกันรุนแรงเพราะระมิงค์เมืองเกลียดชังแม่เลี้ยงคนนี้ และดาราเลิศก็ถือว่านายพลภูผารักและหลงตน ดาราเลิศพูดอย่างถือไพ่เหนือกว่าว่า

“ก็คอยดู ว่าพ่อเธอจะเชื่อลูกหรือเชื่อเมีย ต่อไปนี้ ผู้หญิงของธาวินดรนอยู่ในความดูแลของฉัน ห้ามเธอทำร้ายมันจนกว่าฉันจะรู้ว่าสมบัติทั้งหมดของเจ้าสัตยาซ่อนอยู่ที่ไหน”

พอกลับมาที่เวียงพะเนิน เจ้าชายบอกบูรพาสมิงว่าอยากพบท่านพ่อ ถ้าเขาอยากได้อะไรก็จะให้ บูรพาสมิงบอกว่าเจ้าสัตยาหมดลมเมื่อไรได้พบแน่ แล้วหัวเราะเยาะจนเหมยทนไม่ได้ ถามว่าเอาพวกตนกลับมาต้องการอะไรจากเจ้าชายอีก

“กองกำลังที่ช่วยแก พวกมันอยู่ไหน” นายพลภูผาจ้องหน้าธาวินดุดัน

ที่แท้กองกำลังที่นำโดยกันต์ มีผ้าพันคอสีฟ้าเป็นสัญลักษณ์ ซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบและแต่งตัวเป็นชาวบ้านเมื่อมาประสานงานกับกองกำลังในเมืองที่เป็นพ่อค้ารับทั้งปืนและระเบิดไปสะสมกำลัง แต่ธาวินบอกนายพลภูผาว่ากองกำลังของพวกตนก็มีเท่าที่เห็น บูรพาสมิงตัดบทว่าจะมัวถามทำไม ฆ่าให้ตายเสียทุกอย่างก็จบ

“พอได้แล้ว วังใต้เมฆไม่ใช่ลานประหาร ที่นี่คือวัง คือความศักดิ์สิทธิ์ของเวียงพะเนิน” นายพลอินทรีขัดขึ้น นายพลภูผาก็เรียกปรามลูกชาย แล้วนายพลอินทรีก็ให้ทหารพาตัวเจ้าชายออกไป

พอทหารพาเจ้าชายออกไป นายพลอินทรีด่าบูรพาสมิงว่าสิ้นคิด บูรพาสมิงสวนว่ามากไปแล้ว เพราะตนไม่ใช่คนโง่ นายพลอินทรีว่าแต่ก็ไม่ฉลาดพอที่จะปกครองคนทั้งแคว้น บูรพาสมิงด่าว่าทำไมต้องเชื่อคนแก่ไม่กี่คน ในเมื่อคนแก่คือใบไม้แห้งที่รอวันหลุดจากขั้ว

“บูรพาสมิง!! ออกไป พ่อจะจัดการเรื่องเจ้าชายเอง”

“ถ้าหยุดลูกชายของท่านไม่ได้ก็อย่าคิดจะปกครองคนทั้งเวียงพะเนิน” นายพลอินทรีเอ่ยเมื่อบูรพาสมิงฮึดฮัดออกไป

ฝ่ายบูรพาสมิงพอถูกพ่อไล่ออกไป ก็คำรามระบายแค้น

“นายพลอินทรี...ไม้แก่อย่างแกมันหมดประโยชน์ไปนานแล้ว ฉันต่างหากที่จะเปลี่ยนแปลงที่นี่”

ooooooo

ดาราเลิศอ้างว่าไม่มีห้องจึงให้เหมยอยู่ห้องเดียวกับธาวิน แล้วไปยั่วระมิงค์เมืองว่าเธอน่าจะเห็นธาวินกอดปลอบเหมย และถ้าธาวินรู้ว่าเธอเป็นลูกสาวนายพลภูผา เขายังจะยิ้มกับเธอได้สนิทใจไหม

“เธอคงไม่ได้ยิ้มเหมือนกันถ้าพูดว่าฉันคือใคร ฉันยังมีงานต้องจับตาธาวินดรน พ่อไม่มีวันให้นางบำเรอชั้นสูงอย่างเธอมาทำลายงานของพ่อ” ดาราเลิศจะตบ ระมิงค์เมืองยกแขนขึ้นกันอย่างมีวิชาการต่อสู้ “รู้ไว้คนอย่างระมิงค์เมืองไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ผู้หญิงหน้าไหน”

ดาราเลิศได้แต่มองระมิงค์เมืองที่เดินไปอย่างเจ็บใจ

แม้จะถูกดาราเลิศแกล้งให้ธาวินกับเหมยนอนห้องเดียวกัน แต่ความเป็นสุภาพบุรุษของธาวินยิ่งทำให้เหมยเชื่อใจและซึ้งใจที่เขาดูแลเธออย่างดี ไม่มีทีท่าจะฉวยโอกาส ธาวินขอบคุณเธอที่อดทนเพื่อตน เหมยยิ้มให้กำลังใจว่า

“ฉันเชื่อนะ กำลังใจที่เข้มแข็งของเจ้าชายจะทำให้ ทุกอย่างดีขึ้น”

ฝ่ายลีโอยังบีบคั้นเอกเอื้อเรื่องเหมยยังไม่กลับมา ซ้ำหาว่าที่บ้านเหมยรู้เห็นเป็นใจให้เหมยหนีไปกับธาวิน ด่าเอกเอื้อว่าสั่งสอนเด็กยังไง ทีกับตนทำเป็นเล่นตัวแต่ทีกับคนงานหายไปข้ามวันข้ามคืน พ่อป่วยยังไม่กลับมาดู

ทั้งคู่แขวะกันไปมาจนเสี่ยอ๊อดตวาดให้พอ ให้คิดสิว่าศิลปินหายตัวไป อีเวนต์ งานโปรโมตทั้งหลายจะทำอย่างไร ยื่นคำขาดว่า ถ้าพรุ่งนี้เมญ่ายังไม่โผล่มาให้เตรียมเลิกสัญญาได้เลย ทำเอาเอกเอื้อตกใจ รีบโทรศัพท์บอกหมิงว่าเหมยไปเที่ยวกับธาวินที่ไหนให้รีบกลับมา เจ๊จะรับมือไม่ไหวแล้ว

ooooooo

ขุนพลถามนายพลภูผาว่าคิดจะกักตัวธาวินดรนไว้นานแค่ไหน นายพลภูผาบอกว่าจนกว่าจะได้ตัวกองกำลังลับของพวกเขา ขุนพลติงว่าถ้าเป็นกองกำลังลับไม่จำเป็นต้องรอให้ธาวินดรนบอก ให้คนของเราไปกวาดล้างเองก็ได้ ถามตรงว่า

“ท่านมีเหตุผลอะไรอีกถึงเอาตัวธาวินดรนกลับมา”

นายพลภูผาไม่ทันตอบ ธาวินก็เดินเข้ามาถามว่าทำอย่างไรตนถึงจะได้พบท่านพ่อ ขุนพลบอกว่าให้บอกกองกำลังลับก่อน ธาวินยืนกรานว่าไม่รู้ นายพลภูผาบอกว่าเรื่องนี้ตนจัดการเอง ขุนพลจึงออกไป ธาวินถามว่าไม่ใช่แค่กองกำลังลับเท่านั้นใช่ไหมที่ท่านอยากรู้ นายพลภูผาจึงเผยตัวถามว่าเจ้าสัตยาซ่อนสมบัติไว้ที่ไหน ทุกอย่างเป็นของเวียงพะเนินที่ต้องคืนให้หมด

“นึกแล้วว่าไม่ใช่เรื่องกองกำลังลับ” นายพลภูผาตั้งแง่ว่าธาวินจะได้เจอพ่อถ้ายอมคืนสมบัติ ธาวินยื่นไม้ตายว่า “ฉันต้องได้เจอท่านพ่อก่อน เพราะท่านพ่อเป็นคนเดียวที่จะบอกว่าทุกอย่างอยู่ที่ไหน”

นายพลภูผานิ่งไปกับไม้ตายของธาวิน

ooooooo

อ่านละครดอกไม้ใต้เมฆ ตอนที่ 6 วันที่ 4 ม.ค. 59
ละคร ดอกไม้ใต้เมฆ บทประพันธ์โดย สิริพิรี
ละคร ดอกไม้ใต้เมฆ บทโทรทัศน์โดย ณ รัก สราญอารมณ์
ละคร ดอกไม้ใต้เมฆกำกับการแสดงโดย นพพล โกมารชุน, ราชิต กุศลคูณสิริ
ละคร ดอกไม้ใต้เมฆ ผลิตโดย บริษัท เป่า จิน จง จำกัด
ละคร ดอกไม้ใต้เมฆ ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ