อ่านละครเรื่อง ปดิวรัดา ตอนที่ 9/5 วันที่ 29 ม.ค. 59

อ่านละครเรื่อง ปดิวรัดา ตอนที่ 9/5 วันที่ 29 ม.ค. 59

รื่นค้นสมบัติในกระเป๋าใบเก่า เอาของเทออกมา ลงพื้นจนได้รูปใบหนึ่งที่เป็นพระพิจารณ์ธุรกิจตอนหนุ่ม ยืนกับเรียงแม่ของรินตอนสาว ถ่ายรูปในร้านถ่าย มือจับกันไว้
“รูปคุณพ่อ….”
“จับมือกันด้วยดูสิ คนนี้แหล่ะ นังเรียง เมียพ่อคุณ”
“เรื่องมันเป็นยังไง เล่ามาให้หมดนะ”
รื่นถอนหายใจ “อยากเจอนังเรียงไหมล่ะ ฉันจะพาไป”
ชรัตน์ยิ้มออกมามีหวัง “จะพาไปหรือ เขาอยู่เชียงใหม่นี่หรือ”
รื่นพยักหน้า

ในวัด รื่นพาชรัตน์เข้ามา ชรัตน์มองไปรอบๆ “แม่เรียงอยู่ที่นี่หรือ นี่มันวัดนะ หลอกอะไรฉันอีกหรือเปล่าเนี่ย”
รื่นนั่งลงคุย ที่โต๊ะสนาม ชรัตน์นั่งตาม “นังเรียงเขาเป็นเพื่อนสนิทของฉัน เราสองคนเป็นชาวป่าชาวดง เราลงมาในเมืองทำงานรับจ้างทั่วไป สุดท้ายก็มาช่วยงานร้านอาหารอยู่ใกล้ๆกับสำนักงานปางไม้ของพ่อคุณนั่นแหล่ะ นังเรียงเขาหน้าตาสวย ในที่สุดก็เค้าตกเป็นเมียพ่อของคุณ”



ในอดีต เรียงจัดอาหารให้ ปิกนิกริมน้ำตก พระพิจารณ์ธุรกิจจับมือให้มาป้อนตน เรียงเขินอายตามประสาหญิงชาวบ้าน น้ำตกสวยงามตามประสาคู่รัก ทั้งสองเดินจับมือ คุยกันไปตามลำธาร พระพิจารณ์ธุรกิจชี้ชมนก เรียงพยักหน้าอายอย่างเดียว ไม่ค่อยพูด ทั้งสองมองกันด้วยความรัก เอนนอนลงไป จูบกันลงไปที่ริมลำธารนั้นเอง

ร้านถ่ายรูป พระพิจารณ์ธุรกิจกับเรียงทั้งสองเป็นคู่รักกันแล้ว พระพิจารณ์ธุรกิจสวมใส่สร้อยพระประดับพลอยให้เรียง เรียงยกมือไหว้ขอบคุณ ช่างภาพเดินมา ทั้งสองยืนขึ้นถ่ายรูปจับมือกัน

ชรัตน์มองรูปในมือ “แล้วตอนนี้ แม่เรียงอยู่ที่ไหน” รื่นชี้ไปที่ช่องที่กำแพงวัดมีรูปของเรียงอยู่ ชรัตน์ตกใจมาก ค่อยๆเดินไปดูใกล้ๆ “ตายไปแล้วหรือ” ชรัตน์เอารูปไปเทียบดู เป็นเรียงจริงด้วย “ตายไปแล้วจริงๆหรือ”
“พอสัมปทานหมด พ่อคุณก็กลับพระนคร นังเรียงมันถึงรู้ตัวว่ามันท้อง”
“เด็กผู้หญิงหรือผู้ชายครับ”
“ผู้หญิง”
“ผู้หญิง! น้องสาว” ชรัตน์ดีใจ
รื่นพยักหน้า “พ่อคุณแอบส่งเงินมาให้เรียงมันทุกเดือน แต่พอเด็กคลอดได้ไม่นาน พ่อคุณก็หยุดส่ง แล้วก็หายไปจากชีวิตของนังเรียง”
“ตอนนั้นพ่อประสบอุบัติเหตุรถคว่ำครับ ท่านเจ็บออดแอดๆ มาตลอด ในที่สุดก็เป็นอัมพาต”
“ป่วยหนักอย่างนี้นี่เอง นังเรียงมันก็นึกว่าถูกทิ้งแล้ว”
“คุณปู่กับคุณแม่เข้ามาดูแลกิจการค้าไม้แทน คุณพ่อคงไม่กล้าบอกใคร คุณแม่ผมเป็นคนดุและขี้หึงมากครับ ท่านคงคิดว่าพอรักษาตัวหายก็จะกลับมาหาแม่เรียงได้ แต่ท่านไม่เคยหายเลยครับ เข้าออกโรงพยาบาลมาตลอด”
รื่นเล่าเรื่องต่อ “เฮ้อ ชีวิตนังเรียงมันอาภัพ...ตอนนั้น พอไม่มีปางไม้ แถวนี้ ก็ไม่มีงานให้ทำ”
อดีต ที่สถานีรถไฟพระนคร เรียงหอบลูกเด็กทารกลงรถไฟ มองหาและเดินไปอย่างไร้จุดหมาย
“อดอยากมากเข้า นังเรียงมันก็หอบลูกไปตามหาบ้านของพ่อคุณที่พระนคร พระนครก็ใหญ่โตออกขนาดนั้น คนบ้านนอกอย่างมันตามยังไงก็ไม่มีทางเจอ จนมันล้มป่วยคิดว่าต้องตายแล้วแน่ๆ เรียงมันก็เลยตัดสินใจเอาลูกไปยกให้เศรษฐีเพราะคิดว่าถ้ามันตายไป ลูกก็ยังอยู่ได้ดีกว่าตายทั้งแม่ทั้งลูก”
“แล้วคุณรู้มั้ย แม่เรียงเอาลูกไปให้ใคร”
“ฉันรู้ที่ไหนล่ะ พอยกให้เขาเสร็จ มันก็ไม่สบายหนัก อยู่โรงพยาบาลเป็นเดือน มันเขียนจดหมายหาฉันให้ไปรับมัน”
“จดหมายบอกไหมครับ ว่าเอาลูกไปไว้ไหน”
“เราเป็นชาวป่าชาวดงนะคุณ เราไม่รู้หนังสือมากนักหรอก เข้าใจว่ามันให้คนเขียนให้ บอกมาแค่ชื่อโรงพยาบาล ตอนนั้นฉันมีเงินอยู่บ้างก็เลยลงไปหามัน”
อดีต โรงพยาบาลในกรุงเทพ เรียงป่วยหนักอยู่บนเตียงอนาถา มีผู้ป่วยอื่นนอนบนเตียง ดูหนาแน่น
รื่นมาหา “นังเรียงๆ ฉันมาแล้ว”
“ลูก…อยู่บ้านเศรษฐี ที่ ที่....” เรียงคอพับลงหลับตา เรียงสิ้นลมไป
“เรียงๆ โธ่ นังเรียง” พยาบาลวิ่งเข้ามาดู รื่นร้องไห้

ในวัด ชรัตน์มองรื่น รื่นเล่าต่อ “เรียงพูดได้แค่นั้นมันก็สิ้นลม”
“เศรษฐี เศรษฐีคำเดียวเลยหรือครับ มันน่าจะมีคำอื่นบ้าง คิดดีๆสิครับ”
“ถึงฉันจะขี้เมาแต่ความจำฉันยังดี มันพูดได้แค่นี้จริงๆ”
รื่นยืนยันหนักแน่น ชรัตน์ตัวเหี่ยวลง แทบหมดแรง “โธ่ อาภัพเหลือเกินน้องพี่”
“ช่วงนี้ฉันเจ็บออดๆแอดๆ วันนั้นฉันเข้าไปที่สำนักงาน ที่จริงว่าจะไปหาของเก่าพวกเศษกระดาษจะเอามาขายน่ะ”

อดีตในสำนักงาน รื่นกำลังแอบดู แอบฟังชรัตน์คุยกับกำนัน
“ไม่เจออะไรเลย คงต้องเข้าไปในหมู่บ้านถามคนแล้วล่ะ”
“ถามหาเมียอีกคนของพ่อคุณ อืม แล้วเราจะเริ่มถามชาวบ้านยังไงล่ะครับ”

“ฉันเห็นคุณบอกว่าจะมาหาเมียของคุณหลวง ฉันอยากรู้ว่าคุณเป็นใครก็เลยตามดูคุณ”
“พอเห็นผมคาดคั้นหนักเข้า ด้วยความโลภก็เลยอยากได้เงินผม”
รื่นยิ้มแห้งละอาย พยักหน้า “ฉันจะเอาเงินไปรักษาตัว นี่ซื้อยามากิน ถึงดีขึ้นนะนี่ ถือว่าทำบุญแล้วกันนะ”
“พอกินยาหาย ก็กินเหล้าเลยใช่ไหม”
รื่นหน้าเสีย “ยาดองน่ะ กินบำรุงไง”
ชรัตน์ส่ายหน้า “ทีหลังขอดีๆก็ได้ไม่ต้องมาโกหกหลอกลวงกันแบบนี้ มันน่านัก”
“ก็คุณน่ะมาคาดคั้นฉันเอง”
“ยัง ยังมาโทษกันอีก เฮ้อ แล้วเด็กคนนั้น ป่านนี้จะอยู่ไหนนะ บ้านเศรษฐีแถวไหนก็ไม่รู้ ผมจะเริ่มค้นหาน้องสาวผมได้ตรงไหนบ้างล่ะนี่”
“ฉันไม่รู้หรอก ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ” ชรัตน์เซ็ง

วันใหม่ หน้าบ้านบ้านปลัด ไปรษณีย์ขี่จักรยานมาส่งโทรเลข รินเดินออกมาพอดีไปหยิบมาเอง เห็นจ่าหน้าซองมาถึงตน รินจึงเปิดออก
“มีเสื้อและข้าวของของศรัณย์ อยู่ในห้องนอนฉัน”
รินอึ้งไป ช็อก เสนอเดินมาหา “มีอะไรไหมครับคุณนาย”
รินเอาโทรเลขให้เสนออ่าน
“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ คุณหนูไม่เคยไปนอนกับคุณดวงสวาท คุณดวงสวาทส่งโทรเลขมาหาคุณนายใส่ร้ายคุณหนู เพราะอยากให้คุณหนูกับคุณนายทะเลาะกัน”
“เธอไม่ได้อยู่กับคุณหนูของเธอตลอดเวลานี่”
“งั้นเราไปถามคุณหนูกัน”
“แล้วถ้าคุณหนูของนายเหนอโกหก”
เสนอคิดแล้วมองไปทางบ้านดวงสวาท “งั้นก็เหลือวิธีเดียว มากับผมครับ” เสนอเดินนำรินไป

โถงบ้านดวงสวาท เสนอเดินนำรินย่องเข้ามาแอบดู จิ้มลิ้มนอนฟังวิทยุหลับไปกับพื้น “ไปครับ ขึ้นไปดูบนห้องกัน”
รินคิดเล็กน้อย “จะดีหรือ”
“นังนี่มันหลับทั้งวันแหล่ะ มาเถอะครับรับรองมันไม่รู้เรื่อง”

ห้องนอนดวงสวาท เสนอเข้ามาถึงรีบมาเปิดดูตู้เสื้อผ้า เปิดปั๊บปิดปุ๊บ เสนอสะดุ้งเพราะ เห็นเสื้อแขวนอยู่แล้ว รีบปิดประตูตู้ “ไหนครับ ไม่เห็นมีเลย บอกแล้วไงว่าคุณหนูของผมถูกใส่ร้าย ไปครับกลับบ้าน ไปกัน”
“ฉันเห็นแล้ว”
เสนอต่อประโยคกับรินต่อไปต่อมา รวดเร็ว ทันกัน “หรือนังจิ้มลิ้มหยิบผิด !”
รินประชด “หรือมันมีขาเดินมา !”
“หรือรักยมแกล้ง !”
“ผีบ้านผีเรือนมากกว่า !”
“นกยักษ์! นกยักษ์คาบมา” รินหยุดเล่น หน้าดุ “ตลกพอแระ เศร้าดีกว่า” เสนอก้มหน้าประดิษฐ์หน้าและท่าทางห่อเหี่ยวขณะ เปิดประตูตู้ออก หลีกทางให้รินเข้าไปดู มีเสื้อผ้าของศรัณย์เป็นชุดอยู่บ้านอยู่สองชุดจริงๆ
“ตกลงก็ไม่มีใครรู้ว่า มันมาได้ยังไงใช่ไหม”
ไม่มีใครรู้ว่าตอนที่รินกลับไปกรุงเทพ ดวงสวาทสั่งให้จิ้มลิ้มมาเก็บเสื้อผ้าข้าวของของศรันย์ไปไว้ที่บ้านตน รินมองเห็นสร้อยพระประดับพลอยวางอยู่ที่มุมหนึ่ง รินหยิบออกมา “สร้อยนี่ก็ของฉัน ฉันเป็นคนสวมคอให้คุณศรัณย์กับมือ”
เสนอกลืนน้ำลายลงคอ “เหนอหน้า ไม่น่าพามาเล้ย ฮือ ขอโทษนะครับคุณหนู”
รินมองสร้อยในมือ มองเสื้อที่แขวน เจ็บปวด

บนรถไฟ ชรัตน์มองรูป เรียงและพระพิจารณ์ธุรกิจเห็นสร้อยที่คอเรียงเหมือนของริน ชรัตน์กำลังนั่งรถไฟกลับกรุงเทพสีหน้ากลุ้มว่ามีรูปใบเดียวจะหายังไงต่อดี
วันนี้ศรัณย์ ไม่นั่งรถเข็นแล้ว ใช้ไม้เท้ามาหัดเดิน รินเดินมาหน้าเครียด ตามด้วยเสนอ
“ไปไหนมา เรียกหาไม่ได้ยินรึ”
รินให้ดู“ ฉันเจอสร้อยแล้ว
ศรัณย์หยิบขึ้นมา ยิ้มกว้าง “ดีใจจริง เจอที่ไหนหรือ”
รินแย่งเสื้อจากมือเสนอ เอามาวาง “ที่ห้องคุณดวงสวาท และก็เสื้อผ้านี่ด้วย คุณคงลืมไว้ตอนไปค้างที่นั่น”
“ฉันไม่เคยค้าง”
“เราไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา จะรู้ได้ยังไงล่ะคะว่าคุณพูดจริง”
ศรัณย์ประจันสายตากับริน สีหน้ารินเสียใจมาก ศรัณย์มองหน้าครู่หนึ่งแล้วถอนใจ นั่งลง “ไม่รู้ ไม่มีทางรู้ … ต้อง เข้าใจ เอาใจของหล่อนเข้ามาในใจฉันว่าฉันเป็นคนยังไง เมื่อเข้าใจก็จะไว้วางใจเอาหัวใจของหล่อนวางไว้ในมือฉันและเชื่อใจฉัน ว่าฉันจะไม่ทำลายมัน”
รินกลุ้ม หัวใจร้าวรานไปหมด ยืนประจันหน้ากับศรัณย์อยู่ตรงนั้น

บ้านพระพิจารณ์ธุรกิจ ชรัตน์เร่งฝีเท้าเข้ามา เจอช้องนางนั่งดูแลพระพิจารณ์ธุรกิจอยู่
“พ่อชรัตน์เป็นไงบ้าง”
ชรัตน์รีบเอารูปออกมาให้พระพิจารณ์ดู “เจอแล้วครับ นี่ครับ คนนี้ใช่ไหม”
พระพิจารณ์ธุรกิจอ้อแอ้ออกมา “ชะ....ใช่ ใช่ ใช่”
“ชรัตน์ทำสำเร็จแล้ว”
“เสียใจด้วยครับพ่อ แม่เรียงป่วยตายไปหลายปีแล้ว”
พระพิจารณ์ธุรกิจตกใจ ส่งเสียงอ้อแอ้ เพื่อจะสื่อสารเรื่องลูก“เรื่องลูกใช่ไหมครับ แม่เรียงมีลูกสาวครับ ลูกสาวคนหนึ่งแต่แม่เรียงยกให้คนที่กรุงเทพนี่ไปแล้ว”
“ยกให้คนที่นี่ แล้วคนไหนจ๊ะ”
“ไม่มีใครรู้เลยครับ แกตายไปก่อนที่จะบอกใคร”
“โธ่ ยี่สิบกว่าปีแล้ว เด็กคนนั้นจะเป็นตายร้ายดียังไงล่ะเนี่ย”
“พระนครกว้างใหญ่ไพศาล หายากยิ่งกว่าที่เขาพยุงอีกครับ เราจะทำไงดีครับคุณอา คุณพ่อ”
ช้องนางเศร้า พระพิจารณ์ธุรกิจร้องไห้ น้ำตาไหลลงมา ห่วงลูก

โถงเรือนใหญ่ เสนอจัดสำรับสำหรับศรัณย์คนเดียว “คุณนายบอกว่า ให้คุณทานข้าวก่อน แกจะซ่อมเสื้อให้เสร็จ แต่ดูโน่นสิครับ ได้ทำที่ไหนกัน”
ทั้งสองมองไปที่สวน เห็นรินนั่งซึม คิดเรื่องดวงสวาท
“ถ้าเขากลับกรุงเทพ ฉันจะไม่ตามเขาอีก อยู่ที่นี่มีแต่เรื่องทุกข์ใจไหนจะเสือขาว ไหนจะดวงสวาท ชีวิตอย่างฉันคงไม่เหมาะกับผู้หญิงคนไหนจริงๆ” ศรัณย์นั่งซึมไม่ยอมทานข้าวไปอีกคน

อ่านละครเรื่อง ปดิวรัดา ตอนที่ 9/5 วันที่ 29 ม.ค. 59

ละครเรื่อง ปดิวรัดา บทประพันธ์โดย สราญจิตต์
ละครเรื่อง ปดิวรัดา บทโทรทัศน์โดย คิง สมจิต
ละครเรื่อง ปดิวรัดา กำกับการแสดงโดย สมจิต ศรีสุภาพ
ละครเรื่อง ปดิวรัดา ผลิตโดย บริษัท กู๊ด ฟีลลิ่ง จำกัด
ละครเรื่อง ปดิวรัดา ออกอากาศ ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.20-22.50 น.
ละครเรื่อง ปดิวรัดา เริ่มตอนแรกวันพุธที่ 13 มกราคม 2559 ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ