อ่านละครเรื่อง เจ้าบ้านเจ้าเรือน ตอนที่ 10 วันที่ 18 มี.ค. 59

อ่านละครเรื่อง เจ้าบ้านเจ้าเรือน ตอนที่ 10 วันที่ 18 มี.ค. 59

“จะบ้าเหรอ..หมอวิกรมนี่เขารักษาพี่มาแต่ไหนแต่ไหน จะไม่ไป เกิดลูกตายขึ้นมา..ดิวจะรับผิดชอบไหมล่ะ”
ท็อปร้องไห้แรงขึ้นๆ
“ไม่เอา ดิวยอมให้มันตาย ดีกว่ายอมให้ตรวจดีเอ็นเอ”
“นี่ดิว..ปัญญาอ่อนเหรอ ดิวจะฆ่าลูกใช่ไหม ไม่รักลูกใชไหม“
ดิวทำหน้างอแง พัสกรเข้ามาแย่งท็อป ดิวยื้อๆไปมา แต่ลูกร้องหนัก ในที่สุด พัสกรแย่งได้ แล้วอุ้มลูกวิ่งลิ่วๆไปที่จอดรถ ดิววิ่งตาม ละล้าละลัง สติแตก

คุณนายแถบทิพย์และเขมินีที่หันมามองลุ้นๆสาโรจน์ที่เดินโทรศัพท์อยู่ แล้วพอพูดจบ ก็กดวาง แล้วหันมา ดีใจ
“คุณหมอวิกรมบอกว่า...คุณพัสกรพาเด็กไปถึงแล้วครับ ผมคุยกับคุณหมอวิกรมเรียบร้อยแล้ว หมอจะทำการรักษา แล้วก็เก็บเนื้อเยื่อสำหรับไปตรวจดีเอ็นเอเลยครับ งั้นผมจะเอาเอกสารไปให้คุณหมอก่อนนะครับ คุณเขมไม่ต้องห่วง”


“ขอบคุณมาก สาโรจน์ ขอบคุณจริงๆ “
“ผมไปนะครับ” สาโรจน์รีบไหว้ แล้วรีบออกไป
คุณนายแถบทิพย์ยิ้มพอใจ จับมือกับประไพด้วยอาการลุ้น
“สำเร็จซะทีค่ะ”
เขมินีพูดกับตัวเอง “ได้เวลาลากไส้แกออกมาดูแล้ว นังดิว “

เรือนแพรขาวกลางคืน เสียงเพลง ม่านไทรย้อยดังขึ้นจากมือถือของแพรขาว ชมพูนอนหลับปุ๋ย แพรขาวกำลังนั่งอ่านนิยายอยู่
ไรวินท์ปรากฏตัวขึ้น ยืนเท่ ตรงระเบียง “วันนี้ ดูเธออารมณ์ดีเป็นพิเศษ”
“ฉันเหรอคะ”
“ใช่ สงสัยเป็นเพราะเอาฉันไปนินทา”
“อ่อ เครื่องรับสัญญาณดีเชียว รับได้ไกล๊ไกล “
“ว่ายังไง แม่ปากโทรโข่ง สนุกไหม”
“ฉันไม่ได้นินทา แค่เล่าสู่กันฟังต่างหาก “
“อ๋อ เหรอ”
“คุณโชคดีนะ ที่อย่างน้อยภรรยาคุณสองคนก็ออกไปจากชีวิตคุณ โดยที่ไม่กระทบกับครอบครัวคุณเลย”
“นั่นสิ แต่ฉันก็ยังต้องไปช่วยคุณมาลาตีเรื่องมรดกอีก ต้องเทียวไปเทียวมาทั้งบ้านคุณมาลาตีแล้วก็บ้านคุณสุดสวาท”
แพรขาวปิดวิทยุจากเครื่องมือถือ ปิดนวนิยาย ด้วยความหมั่นไส้ “เล่ามาเลยค่ะ เล่ามาเลย.. “

ริมหน้าต่างบ้านสุดสวาท เสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงดังแว่วคลอ ได้บรรยากาศโรแมนติค เชิงเทียนที่สุดสวาทไล่จุดทีละแท่งบนโต๊ะห้องรับแขก
“วันพระคุณแม่ถือศีลแปด ไปค้างในวัด ดิฉันก็เลยเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีผู้ชาย แล้วบ่าวที่เกินความจำเป็นหลายคน ดิฉันก็ให้ออกไป หลังจากคุณพ่อเสีย..บ้านนี้ก็เลยเงียบเหงาอย่างนี้ละค่ะ”
ไรวินท์มายืนมองเหม่อคิดถึงเรื่องมาลาตีอยู่ หน้าแจกันดอกไม้บนโต๊ะที่มีดอกไม้ฝรั่งแซมด้วยมะลิ กุหลาบหนู ไรวินท์ใจลอย เอามือแตะที่ดอกมะลิเบาๆ สุดสวาทเดินไปยืนค้นๆเลือกแผ่นเพลงอยู่มุมหนึ่ง หันมาเห็นไรวินท์จับดอกไม้ในแจกัน
“ดอกไม้ไทยนี่ยังไงก็ หอมเย้ายวนกว่าดอกไม้ฝรั่งนะครับ โดยเฉพาะ.”.มือไรวินทร์จับที่ดอกมะลิ
“เราเต้นรำกันดีกว่า.. รอดิฉันเดี๋ยวนะคะ ฉันหาแผ่นเพลงที่คุณไรวินท์ซื้อมาให้ไม่เจอ..น่าจะอยู่ที่ห้อง”
“หา..ครับ เชิญครับ..เอ แต่ผมว่าเอาไว้..คือผมกำลังจะ..” ไรวินท์จะห้ามว่าไม่ต้องไปหรอกจะกลับแล้ว
สุดสวาทผละออกจากห้องไปเสียก่อน ไรวินท์ห้ามไม่ทันถอนใจเหลือบมองดูเวลาที่นาฬิกา ใจก็อยากจะรีบออกไปเต็มแก่ ครู่หนึ่งไฟเกิดดับพรึบทั้งบ้าน
“ว้ายๆๆ..ช่วยด้วย ช่วยด้วยค่ะ”
“คุณสุดสวาท!” ไรวินท์รีบหันไปคว้าเทียนที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ แล้ววิ่งออกไป

ไรวินท์วิ่งมาในบ้านที่มืด ตามเสียงสุดสวาทที่ร้องอยู่ “คุณสุดสวาท! เป็นอะไรครับ! คุณสุดสวาท!”
“ว้ายๆๆ”
ไรวินท์วิ่งมาถึงห้องนอนสุดสวาทที่มืดตื๋อ “คุณสุดสวาท! คุณสุดสวาท!” ไรวินท์ส่ายไฟหาไปทั่ว
พลันสุดสวาทก็โผพรวดมากอดอย่างขวัญเสีย “คุณไรวินท์!”
“มีอะไรครับ เกิดอะไรขึ้นครับคุณสุดสวาท!” ไรวินท์ส่องเทียนดูรอบๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรที่ผิดปกติ
“อยู่ดีๆไฟก็ดับค่ะ ดิฉันกลัวค่ะ ดิฉันกลัว” สุดสวาทตัวสั่นกอดไรวินท์แน่น
ไรวินท์ถอนใจ นึกว่าจะมีอะไรร้ายแรงซะอีก “ไม่มีอะไรนี่ครับ แค่ไฟดับ”
“นั่นละค่ะ ดิฉันกลัว ดิฉันไม่เคยอยู่คนเดียวแล้วไฟดับแบบนี้”
“ผมก็อยู่นี่ไงครับ”
สุดสวาทชะงัก เงียบนิ่ง ใจไหวระรัว ไรวินท์ใจเต้นตุบๆ ยกมือนึงขึ้นตบบ่า ปลอบๆสุดสวาทเบาๆ มือไรวินท์ที่ลูบหลังสุดสวาท ชักเคลิ้ม ทำท่าว่าจะลูบต่อไป ตาทั้งสองสบกันในแสงเทียน หน้าทั้งสองกำลังจะเคลื่อนเข้าหากัน แต่พลันไฟก็กระพริบ แล้วกลับมาสว่างเป็นปกติ
“..ไฟมาแล้วครับ” ไรวินท์ปล่อยมือลง
สุดสวาทจำต้องยอมปล่อยจากตัวไรวินท์ “เอ่อ ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ”
“แผ่นเพลงคุณ..ฉันว่าฉันเอาวางไว้แถวนี้” สุดสวาทหันรีหันขวาง ก่อนตรงไปที่มุมหนึ่งค้นๆหาแผ่นเพลงที่ว่าแก้เก้อ
ไรวินท์แอบถอนใจเบาๆด้วยความโล่งใจ

วารีเดินเรียกปาวๆออกมาที่หน้าระเบียงเรือนเล็ก “หวีหวีเอ้ย..ได้หรือยัง! นี่มันไปเอาถึงไหน..หวีหวี!” วารีมองไปที่บริเวณหน้าเรือนใหญ่เห็นสีนวลยืนเหม่อ ชะเง้ออยู่ที่ระเบียงเรือนใหญ่ หันมองไปที่ประตูรั้วเป็นระยะๆก่อนเดินอุ้ยอ้ายท้องโย้ กลับเข้าเรือนไป “ตาย..นี่ตาวินยังไม่กลับอีกเหรอเนี่ย” วารีถอนใจ คิดๆบางอย่าง

แผ่นเสียงหมุนๆ เล่นเพลงจังหวะเต้นรำแบบสวิงแจ๊สออกมา เสียงเพลงดังก้องบ้าน สุดสวาทอ่านปกแผ่นเสียงอยู่
“ดิฉันช้อบชอบ..ชอบทุกเพลงเลยค่ะ”
ไรวินท์เหลียวมองนาฬิกาอีกคำรบ “ไม่รู้ที่บ้านผมไฟจะดับด้วยหรือเปล่า ชักเป็นห่วงเสียแล้ว..เอาอย่างนี้สิครับคุณสุดสวาท”
“คะ?”
“เดี๋ยวผมจะไปบอกเด็กให้ขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนคุณคืนนี้ ตัวผมก็จนใจจริงๆ แม่ก็แก่แล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นจะมานอนเฝ้าประตูหน้าบ้านให้ก็ยังดี เออ..แล้วเรื่องยุ่งยากเกี่ยวกับมรดกนั่นล่ะครับ ตกลงคุณทำยังไงต่อไป ผมก็เป็นห่วง เผื่อจะได้ช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้”
พลันสุดสวาทสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที ไรวินท์ถึงกับสะดุด “ดิฉันบอกทนายความไปแล้ว ว่าเราจะสู้..ว่าจดหมายฉบับนั้นเป็นของปลอม”
“อ้าว! ทำไมละครับ พิสูจน์ว่าอะไรจริงอะไรปลอม มันไม่ใช่เรื่องทำกันง่ายๆ ใช้เวลาไม่น้อยเชียว”
“ดิฉันมีจดหมายลายมือคุณพ่ออยู่ตั้งหลายฉบับ เอามาเทียบกันได้ว่ามันไม่ใช่แน่ๆค่ะ”
“นี่ก็เป็นแค่ความเห็นนะครับ คุณมีพยานยืนยันหรือ?”
“มีสิคะ ก็คุณไรวินท์นี่ไง” ไรวินท์ชะงัก “คุณเคยทำงานกับคุณพ่อ เห็นลายมือท่านมาก็หลายปี จะมาเป็นพยานไม่ได้เชียวหรือคะ?”
“ผม..” ไรวินท์อึ้ง อึดอัดลำบากใจขึ้นทันที

สุดสวาทเดินมาส่งไรวินท์ที่มีสีหน้าอึดอัดมาที่รถที่จอดอยู่หน้าบ้าน
“อย่างที่ผมบอกว่าปลอมหรือไม่ปลอม ผมคงไม่ได้สังเกตละเอียดขนาดนั้น” ไรวินท์รีบเดินจนแซงสุดสวาทไปโดยไม่รู้ตัว “ทำไมคุณสุดสวาทไม่จัดการให้เรื่องมันจบๆลงไปอย่างที่ผมเคยบอกล่ะครับ”
สุดสวาทสีหน้าตึงขึ้นมาทันที “ตกลงเพื่อแบ่งครึ่งมรดกกับแม่มะลิน่ะหรือคะ..หึ ไม่มีวันซะละค่ะ”
“ผมเป็นห่วง..ถ้ายืดเยื้อกันเป็นปีๆ คุณจะต้องเสียค่าทนายความอีกมากแล้วคุณจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย”
สุดสวาทส่ายหน้าอย่างดื้อดึง “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะเรื่องนั้น ต่อให้คดียืดเยื้อไปถึงสิบปี ดิฉันกับแม่ก็ขายทองกินได้ไม่อดตายหรอกค่ะ”
ไรวินท์ถึงกับเงียบอึ้งไปชั่วครู่

ไรวินท์ขับรถเรื่อยมาตามทาง ครุ่นคิดกังวล ไม่สบายใจ จนรถมาจอดนิ่งอยู่ที่หน้าบ้านมาลาตี ที่ประตูรั้วปิดมิดชิดเรียบร้อยแล้ว ไรวินท์เหม่อมองเข้าไป รู้ว่ามาลาตีคงปิดบ้านนอนแล้ว จอดมองอยู่ครู่หนึ่ง กำลังทำท่าจะออกรถกลับ
พลันประตูรั้วก็เปิดออกมา มาลาตีเยี่ยมหน้ามาดู “อ้าวพี่วิน! มาลาตีคิดว่าพี่ไม่มาแล้ว เพิ่งจะเดินมาปิดบ้านประเดี๋ยวนี้เอง เชิญสิคะ”
“ไม่ต้องๆมาลาตี มันดึกแล้วพี่รู้..ทีแรกพี่ก็คิดว่าจะมาทัน แต่งานมันยุ่งมาก ขอโทษที แค่อยากจะแวะมาเห็นหน้าบ้านสักนิดพี่ก็พอใจแล้ว”
“พี่วิน..” มาลาตีทำท่าเหนียมอาย ไรวินท์ยิ้มชื่นใจ
แพรขาว ไรวินท์ยืนอยู่มุมหนึ่งหน้าบ้านไม่ไกล มองทั้งสองที่คุยกันอยู่หน้าประตู
“เฮ้อ”แพรขาวส่ายหน้ารับไม่ได้
“อะไรอีกละแม่คุณ”
“คุณคงหลงนางมากซินะ ขนาดภรรยาท้องโย้รออยู่ที่บ้านดึกดื่น ก็ยังตระเวนมาหา ไม่มีซะหรอก..ที่จะรีบกลับ”
ไรวินท์ยิ้มสมเพชและเศร้าสลด “เพราะฉันไม่เคยรู้สึกว่ามีสีนวลอยู่ตรงไหนเลยน่ะสิ ฉันกับสีนวลห่างเหินกันมาก....มากจนฉันแทบไม่รู้สึกว่าหล่อนเป็นภรรยาของฉัน”
“อะไรนะคะ! นี่คุณ! แล้วใครล่ะที่นั่งอุ้มท้องรอคุณอยู่ที่บ้าน นั่นไม่ใช่แม่ของลูกคุณหรือ? หรือคุณจะบอกฉันว่าที่สีนวลท้องไม่ได้เกิดมาจากความตั้งใจของคุณเลย”
ไรวินท์หน้าฉุน “นี่เธอ..ฉันไม่เคยแม้แต่ออกปากตำหนิอะไรสีนวลเลยนะ ทะนุถนอมเขาออก เกรงว่าจะกระเทือนไปถึงลูกในท้อง ฉันระวังทุกอย่าง ที่จะไม่ให้เมียที่บ้านลำบาก”
“ระวังทุกอย่างหรือคะ..ระวังที่จะไม่ให้เมียที่บ้านรู้มากกว่ามั้ง”

ดึกสงัดดวงดาวระยิบเต็มท้องฟ้า ไรวินท์ แพรขาว เดินมาคุยอยู่แถวสนามหน้าศาล
“ผู้หญิงยุคสมัยเธอวาจาเสียดสีเหน็บแนมอย่างนี้ มิน่าเล่าผู้ชายถึงทนไม่ไหว”
แพรขาวสวนทันที “แล้วผู้หญิงที่หุบปากสนิทอย่างคุณสีนวลทำให้สามีหันมารักขึ้นได้อย่างนั้นน่ะซิคะ ผู้ชายเจ้าชู้แบบคุณไม่เคยรักใครนอกจากตัวเองอยู่แล้ว และที่พวกเขาชอบก็คือผู้หญิงที่ตอบรับความต้องการของพวกเขาได้ ถูกไหมคะ?”
“คงจริงของเธอทั้งสองอย่าง..สีนวลไม่เคยทำให้ฉันรักขึ้นมาได้เลยไม่ว่าจะทำตัวดีอย่างไร แต่ฉันก็รักผู้หญิงที่..เธอใช้คำว่าอะไรนะตอบรับงั้นหรือ? ฉันใช้คำว่า..สนองความพอใจของฉันได้”
แพรขาวถึงกับจุกมาถึงลิ้นปี่แย้งต่อไม่ออกเงียบไปครู่ เธอระบายลมหายใจเบาๆ “ก็เคราะห์ดี..ที่ฉันไม่ได้ไปเกิดในยุคสมัยที่ต้องมีหน้าที่สนองความพอใจของพวกผู้ชายไม่เป็นอันต้องคิดทำอะไรอื่น นับว่าชีวิตฉันยังดีกว่าคุณสีนวล”
“ดีกว่า? ชีวิตเธอน่ะหรือเธอทำงานหัวไม่วางหางไม่เว้น เลี้ยงลูกคนเดียวราวกับแม่ม่ายผัวตาย เพราะถ้าเธออยู่กับสามีอย่างไรเขาก็เลี้ยงเธอได้”
“ฮึ! ก็ฉันไม่ใช่คนขี้เกียจ หากต้องแลกกับอิสรภาพที่ไม่ต้องมีสามีเป็นเจ้านาย ดีจะตายไป ดีกว่านั่งนอนเป็น คุณนาย แต่ต้องทนๆๆ ทนลูกเดียว”
“ถ้าสีนวลคิดอย่างเธอได้ ก็อาจจะดีกว่านี้”
“ป่านนี้คุณสีนวลอาจจะไปเกิดเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ที่หักอกผู้ชายทิ้งเป็นว่าเล่นแล้วก็ได้ เธออาจไม่ต้องมีกรรมให้ต้องมาติดตังอยู่ระหว่างภพภูมิแบบคุณ“ แพรขาวเชิดใส่
ไรวินท์อึ้งเริ่มโกรธบ้างเหมือนกัน
ห้องเก็บของชั้นสองเรือนใหญ่ หน้าต่าง เปิดอยู่ มีแสงสว่างคล้ายจากโคมตะเกียงส่องลอดรำไรออกมา พลันมีลมกรรโชกวูบใหญ่ สั่น พุ่มไม้บริเวณนั้นให้ไหวเอนไปมา

ไฟสีนวลหน้าบ้านมาลาตียามเย็นย่ำถูกเปิดขึ้น ไรวินท์กำลังคุยเพลิดเพลินหลังมื้อข้าวเย็น กับมาลาตีและมะลิ อยู่ที่โต๊ะอาหารแม่บ้าน กับสาวใช้ทะยอยเก็บจานออกไป
มะลิเล่า “ดิฉันเคยจะพาเขาไปเข้าคณะละครร้องที่ดิฉันเคยไปเล่น แต่คุณท่านไม่อนุญาต ให้ฝึกร้องเองที่บ้านให้ดิฉันสอน แล้วไปร้องให้คุณท่านฟัง คุณท่านก็ช่วยติช่วยชมตลอด”

อ่านละครเรื่อง เจ้าบ้านเจ้าเรือน ตอนที่ 10 วันที่ 18 มี.ค. 59

ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน บทประพันธ์โดย แก้วเก้า
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน บทโทรทัศน์โดย ปราณประมูล
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน กำกับการแสดงโดย รัญญา ศิยานนท์
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน ผลิตโดย บริษัท ฮู แอนด์ ฮู จำกัด
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน ควบคุมการผลิตโดย วรายุฑ มิลินทจินดา
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน เริ่มตอนแรกวันพุธที่ 2 มีนาคม 2559
ที่มา ไทยรัฐ