อ่านละครวัยแสบสาแหรกขาด ตอนที่ 12 วันที่ 25 มี.ค.59

อ่านละครวัยแสบสาแหรกขาด ตอนที่ 12 วันที่ 25 มี.ค.59

“ไม่มี” ดุจฤทัยตอบทันที ทำเอาภูทองสะดุ้งโหยง โชกุนเดินผ่านห้องบำบัด สงสัยว่าพ่อกับแม่คุยอะไรกับครูทรายเลยแอบฟัง ได้ยินทรายถามพ่อว่า

“แล้วคุณภูล่ะคะ คุณดุจมีข้อดีไหม?”

ดุจฤทัยยืนกอดอกตั้งกำแพงเตรียมโดนว่าเต็มที่ ภูทองนิ่งคิดนิดหนึ่งแล้วพูดอย่างจริงใจว่า

“มีครับ ดุจเขาเป็นคนที่รักลูกมาก ถึงจะมากเกินไปบ้าง แต่เขาก็รักลูกมาก ถ้าตัดเรื่องความจู้จี้ออกไป เขา ก็ถือว่าเป็นแม่ที่ดีมากคนหนึ่ง ถ้าเทียบกับผมแล้ว ผมเป็นพ่อที่แย่มาก”



ดุจฤทัยชะงักอึ้งที่เตรียมตั้งกำแพงต้านก็อ่อนลง ฟังภูทองพูดสะเทือนใจจนน้ำตาคลอ แต่กลั้นน้ำตาไว้ฟังภูทองพูด

“โชกุนมีกิริยามารยาทที่ดี ก็เพราะเขาเป็นคนดูแล ความเนี้ยบของเขาก็มีข้อดีเหมือนกันนะผมว่า เวลาผมพาลูกไปบ้านเพื่อน เพื่อนผมชมโชกุนตลอด ถ้าผมเลี้ยงเองคงไม่ได้แบบนี้ เขาเป็นแม่ที่ดีจริงๆ”

ดุจฤทัยฟังภูทองแล้วกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ส่วนโชกุนแอบฟังแล้วอึ้ง หัวใจตีบตื้น รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย...โชกุนค่อยๆถอยออกไป เมื่อรู้ว่าไม่ควรแอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน

แต่พอทรายขอให้ดุจฤทัยพูดข้อดีของภูทองบ้าง ดุจฤทัยยังไม่กล้าที่จะเปิดใจ บอกทรายว่าไม่มี นึกไม่ออก ทรายพยักหน้าอย่างเข้าใจ บอกว่าถ้านึกไม่ออกให้ลอง ย้อนไปตอนที่เพิ่งรู้จักกัน เคยรู้สึกดีๆต่อกัน อะไรที่ทำให้รักกัน สะกิดให้คิดว่า

“คู่รักหลายคู่อยู่ด้วยกันนานๆ เห็นข้อเสียกันมากขึ้น จนลืมมองข้อดีอีกฝ่าย แต่ไม่เป็นไรค่ะ เรามีเวลา ช่วงที่ทรายไปต่างจังหวัด คุณสองคนลองคิดถึงข้อดีและข้อเสียของกันและกัน และก็อย่าลืมนะคะ คุณมีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำให้โชกุนกลับมาพูดให้ได้นะคะ”

ooooooo

ทรายเคลียร์ปัญหาของเด็กในโครงการทีละคน ปัญหาของหวาย ทรายประสานกับเป็นสุข เล่าการปรับพฤติกรรมของหวายจากการเล่นกีฬา ทำให้หวายมีสมาธิควบคุมอารมณ์ดีขึ้น เป็นสุขรับปากว่าถ้าพ่อของหวายอารมณ์ดีขึ้นตนก็จะเล่าให้ฟัง

“ทรายจะไม่อยู่สองสามวัน แต่บอกทางเทรนเนอร์ที่ดูแลหวายให้ดูแลตามปกติ กลับมาจะประเมินผลอีกทีค่ะ”

เป็นสุขยิ้มอย่างสบายใจเมื่อเห็นแนวโน้มที่ดีของหวาย

ส่วนตังเมทรายพานวลสราญไปพบเอินนักจิตวิทยาสาวท่าทางอบอุ่นที่ให้คำปรึกษาเฉพาะผู้ที่ประสบเหตุการณ์ร้ายแรงในชีวิตที่ทำให้เครียด เอินพูดถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่ทำให้เกิดเครียดในรูปแบบต่างๆให้ฟัง แล้วสรุปว่า

“เมื่อเรารู้แล้ว เราก็ปลดปล่อยมันออกไป เมื่อเราฝึกอยู่กับปัจจุบันบ่อยๆเข้า จะทำให้เราปล่อยสิ่งที่ทำร้ายจิตใจเราออกไปได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น จนวันหนึ่งมันจะทำอะไรเราไม่ได้อีกต่อไป คล้ายๆกับหลักของพุทธศาสนา...รับรู้และปล่อยวาง...ปล่อยวางทุกข์ได้ ความทุกข์ที่กดทับตัวเราก็จะหมดลง”

หลังจากคุยกับเอินแล้ว นวลสราญสมัครใจที่จะทำทุกอย่างเพื่อบำบัดตัวเอง ทรายจึงส่งรายละเอียดของนวลสราญให้เอินรับผิดชอบต่อไป

คนสุดท้ายคือ ปิ๊กปิ๊ก...ทรายโทรศัพท์คุยกับตรีทิพย์ แม้ตรีทิพย์จะกังวลแต่ยังไม่ยอมเปิดใจ ยืนยันมั่นใจว่าตนเป็นแม่ ตนจัดการได้ไม่ต้องห่วง

เพราะตรีทิพย์ปดปิ๊กปิ๊กว่าดอกแคไปเยี่ยมญาติที่ป่วย แต่วันหนึ่งปิ๊กปิ๊กได้ยินสำรวยคุยกับคนใช้อีกคนว่าดอกแคติดคุก ปิ๊กปิ๊กรับไม่ได้ที่แม่ปดตน ร่ำร้องจะไปอยู่กับดอกแค ตรีทิพย์หลอกล่อว่าแม่จะพาไปเที่ยวที่อื่น หนูอยากได้อะไรแม่จะซื้อให้หมดเลย

“ไม่เอา อยู่กับคุณแม่ คุณแม่ก็ไม่สนใจ ไม่เคยพาไปไหน ไม่เคยรู้ว่าปิ๊กปิ๊กชอบอะไร แม่ไม่เคยสนใจ ไม่เคยรักปิ๊กปิ๊กเลย ฮือๆๆ” ปิ๊กปิ๊กร้องไห้จะไปหาแต่พี่ดอกแค จนตรีทิพย์ช็อกคิดไม่ถึงว่าลูกจะรักดอกแค มากกว่าแม่ ทำให้ฉุกคิดถึงความเป็นแม่ของตัวเองขึ้นมา...

ooooooo

ถึงวันเดินทางไปดูสถานที่ น้ำทิพย์เตรียมของว่างให้มากมายไว้กินระหว่างทาง ทรายกับปาล์มช่วยกันขนกระเป๋าและสัมภาระมารอกรที่หน้าบ้าน ไม่นานกรก็มาถึง กรแต่งตัวลุยๆ แต่เท่ดูดีไปอีกแบบจนทรายกับปาล์มมองอึ้ง

กรขับรถโดยมีทรายเป็นคนบอกทาง มุ่งสู่หมู่บ้านที่อยู่บนดอยทุรกันดารเล็กน้อย

เวลาเดียวกัน โรงเรียนเปี่ยมคุณ อำนาจเข้าไปคุยกับนพลักษณ์เรื่องหาครูมาแทนครูที่ลาออก อำนาจฉวยโอกาสตำหนิกรว่าบริหารงานไม่เป็นมืออาชีพ เหตุที่ครูหัวหน้าภาคยกขบวนลาออกเพราะไม่ศรัทธา ครูส่วนใหญ่มั่นใจตน ถ้าให้ตนทำโดยแบ่งการถือหุ้นให้ 30 เปอร์เซ็นต์ ความน่าเชื่อถือของโรงเรียนก็จะกลับมา ตนสามารถดึงตัวหรือซื้อตัวครูเหล่านั้นกลับมาได้ และเร่งให้รีบตัดสินใจเพราะอีกไม่นานก็จะเปิดเทอมแล้ว ตนจะรอฟังคำตอบ

นพลักษณ์รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ให้คนตามกรมาพบตนด่วน จึงรู้ว่ากรไม่อยู่ นพลักษณ์สงสัยว่า กรไปไหน?

กรพาทรายและปาล์มมาถึงหมู่บ้าน “ดอยแสนฟ้า” ที่มีป้าแมวเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มากแม้แต่สัญญาณอินเตอร์เน็ตก็ไม่มี ถ้าจะใช้โทรศัพท์ก็ต้องไปที่ “ต้นโทรศัพท์” ตรงที่มีสัญญาณโทรศัพท์ดีที่สุด

ป้าแมวจะพาชมหมู่บ้านมีจักรยานเก่าๆสองคัน ปาล์มบอกว่าตนขี่จักรยานไม่เป็นขอซ้อนป้าแมวไป ทรายจึงต้องซ้อนท้ายกรไป ระหว่างทางกรแกล้งขี่เป๋ๆ ส่ายไปมา ทรายตกใจกอดเอวเขาแน่น กรได้ใจยิ่งแกล้งแล้วแอบยิ้ม

ooooooo

เมื่อภูทองกับดุจฤทัยตัดสินใจที่จะทำทุกอย่างเพื่อโชกุน ความไม่พอใจขัดใจกันส่วนตัวจึงเป็นเรื่องรอง ภูทองปรึกษาดุจฤทัยว่าถึงเวลาที่เราต้องพูดความจริงกับลูกเสียที แม้ดุจฤทัยจะรวนๆตามประสาแต่เพื่อลูกจึงไปหาโชกุนด้วยกัน

ภูทองขอโทษโชกุน บอกว่าเรื่องวันนั้น “โชกุนไม่ผิดเลย ที่เลือกไม่ได้ว่าใครผิด เพราะพ่อกับแม่ผิดทั้งคู่” บอกโชกุนว่าไม่ต้องตอบอะไรทั้งนั้น ต่อไปพ่อกับแม่จะไม่ถามเรื่องนี้กับลูกอีก แต่โชกุนก็ยังไม่พูดจนภูทอง อ้อนวอน...

“โช...พูดกับแม่เขาสักคำนะลูก แม่เขาเป็นห่วงโชมากเลยนะ โกรธพ่อคนเดียวก็ได้ พูดกับแม่นะลูกนะ พ่อขอโทษจริงๆ พ่อมันไม่ได้เรื่อง พ่ออยากเป็นพ่อที่ดี กว่านี้ โชให้โอกาสได้ไหมลูก” ภูทองน้ำตาไหลพูดเสียงเครือ “พ่อขอโทษ”

“พ่ออย่าร้องไห้นะครับ” โชกุนเช็ดน้ำตาให้พ่อ แต่ตัวเองพูดทั้งน้ำตาว่า “โชรักพ่อ โชก็รักแม่ด้วยครับ”

“แม่รักโชที่สุดรักมากๆเลยนะลูก” ดุจฤทัยโผกอดโชกุนร้องไห้พูดจากหัวใจของผู้เป็นแม่

ภูทองมองด้วยความซาบซึ้งสะเทือนใจ บอกตัวเองว่า “นี่คือครอบครัว...และเราต้องทำเพื่อครอบครัวให้มากกว่านี้”

ooooooo

ดูสภาพหมู่บ้านและต้นโทรศัพท์แล้ว ทรายบอกว่าก่อนสามพ่อแม่ลูกจะมาเราต้องยึดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ให้ทั้งสามหลบมาอยู่ที่นี่พอจิตใจเข้าที่แล้วค่อยกลับไปเจอความเป็นจริง

กรแกล้งขี่จักรยานส่ายไปมาจนป้าแมวกับปาล์มไปไกลแล้ว ทรายไม่ยอมซ้อนจักรยานอีกบอกว่าจะเดินไป กรจึงอาศัยรถอีแต๋นของชาวบ้านมา ระหว่างทางกรถามว่าทรายอยากมีลูกไหมทำเอาทรายอึ้งตอบไม่ถูก เขาจึงเล่าว่า แม่ปลูกฝังให้เขารักเด็กนักเรียนหลายพันคนในโรงเรียนเสมือนลูก ทุกวันนี้ตนก็คิดแบบนั้นได้โดยไม่รู้ตัว

เอินอ่านข้อมูลของนวลสราญแล้ว เมื่อมาหาวันนี้ นวลสราญจึงให้ตังเมนั่งวาดรูปเล่นอยู่ข้างนอก แล้วเอินก็ให้นวลสราญเล่าเรื่องของเธอให้ฟังอีกครั้ง

นวลสราญเล่าอย่างมีอารมณ์ราวกับเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นสดๆไม่กี่วันนี้เอง เธอเล่าว่าหลังจากถูกเสี่ยพาเข้าโรงแรมแล้วเธอทั้งอับอาย เสียใจ และแค้นใจจนจะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อรู้ว่าท้องเธอจึงอยู่เพื่อลูก เธอบอกว่าตังเมเป็นคนช่วยชีวิตตนไว้แต่ก็เสียใจที่ตนไม่เคยสนใจลูกเลย กลับสนใจแต่ตัวเอง นวลสราญพูดด้วยความสำนึกสะเทือนใจว่า

“ฉันน่าจะรักและสนใจเขามากกว่านี้ ตังเมคือคนที่ช่วยชีวิตฉันไว้ เขาช่วยฉันไว้จริงๆ”

เมื่อออกมาหาตังเมที่วาดรูปรออยู่ข้างนอก นวลสราญเข้ากอดตังเมด้วยความรัก พร่ำบอกว่า

“แม่ขอบคุณนะลูก...ขอบคุณที่มาเกิดเป็นลูกแม่...ขอบคุณมาก”

ค่ำนี้เอง ทรายโทรศัพท์คุยกับนวลสราญที่ต้นไม้โทรศัพท์ เธอแสดงความยินดีกับนวลสราญขอให้เธออดทนและพยายามต่อไปตนเอาใจช่วย เพื่อตังเม... คุยแล้วทรายวางโทรศัพท์อย่างมีความสุข

ooooooo

ทรายได้ข่าวดีของนวลสราญเธอเดินไปบอกกรที่อยู่อีกบ้านหนึ่ง กรนึกสนุกเอาเทียนไว้ใต้คางทำผีหลอก ทรายตกใจนึกว่าผีหลอก กรถามว่าเธอกลัวผีแต่ไม่กลัวตนใช่ไหม ทรายบอกให้เขาไปแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนตนมีเรื่องจะคุยด้วย

คุยเสร็จทรายกลับไปบ้านพัก ปาล์มทักว่ายิ้มแบบนี้แสดงว่ารายงานเรียบร้อยดี ทรายบอกว่าก็ดี

“ดีเลเวลไหน? เต็มสิบ”

“ก็...เลเวล...ยังมีสติ ยับยั้งชั่งใจได้”

“โอเค จะได้ไม่ต้องห่วง ถ้าเกินเลเวลนี้เมื่อไหร่ อยากให้เตือนก็บอกแล้วกัน บอกตามตรง ไม่อยากเห็นแกเจ็บ”

“อือ...ถ้าเริ่มเจ็บแล้วจะบอก”

ทรายตอบแล้วภาพกรยิ้มสดใสก็แว่บเข้ามาในห้วงคิด แต่ทรายพยายามสะบัดทิ้ง บอกตัวเองว่า “ไม่คิดๆๆๆ” แล้วเข้านอน พยายามหลับ...

ooooooo

ยอดยุทธจับได้ว่าหวายปดว่าไปติวที่แท้ไปฝึกปีนผา เพื่อความแน่ใจยอดยุทธตามไปดูถึงที่ฝึกจนรู้แน่ชัด

หวายฝึกเสร็จก็ไปหาเป็นสุข ขณะแม่ลูกคุยกัน ยอดยุทธพรวดเข้าไปตบหวายอย่างแรง ตะคอกถามว่า

“นังครูนั่นมันเป็นคนบอกให้มึงไปใช่ไหม มึงยังอยู่ในโครงการเด็กบ้านั่นใช่ไหม กูห้ามมึงแล้ว ทำไมมึงไม่ฟังกล้าขัดคำสั่งกู!”

เมื่อหวายเงียบก็ยิ่งโมโหฟาดหัวผัวะ! ลูกหว้ากับเป็นสุขร้องห้าม แต่ยอดยุทธก็ไม่หยุด เป็นสุขพยายามจับมือยอดยุทธไว้ ร้องขอว่า

“อย่านะพี่ อย่าทำอะไรลูก ฉันเป็นคนอนุญาตให้มันอยู่ในโครงการของครูทรายเอง ที่ฉันยอมเพราะฉันไม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนพี่”

ยอดยุทธยิ่งโมโหถามว่า เป็นอย่างตนแล้วเป็นไง ตนทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว

ส่งเรียน อยากได้อะไรก็ให้ แล้วยังจะเอาอะไรอีกโทษว่าที่หวายเป็นแบบนี้เพราะเป็นสุขยุให้เกลียดตนเพื่อจะได้รักตัวเองคนเดียว แล้วพุ่งเข้าตบเป็นสุขอย่างแรง ลูกหว้าร้องไห้บอกพ่ออย่าทำแม่ ยอดยุทธตามไปจะตบซ้ำอีก

“หยุดดดดด! อย่าทำแม่กู!!” หวายตะโกนลั่น คว้าเก้าอี้เหวี่ยงไปที่ยอดยุทธเฉียดไปนิดเดียว เก้าอี้กระแทกผนังโครมหักยับเยิน ทุกคนตะลึง ไม่มีใครคิดว่าหวายจะกล้าทำกับพ่ออย่างนี้ โดยเฉพาะยอดยุทธมองหวายอย่างไม่อยากเชื่อ

เป็นสุขรีบลุกขึ้นไปยืนกั้นหวายไว้เพราะคิดว่ายอดยุทธต้องเล่นงานหวายหนักแน่

“อย่าทำลูกนะพี่ ลูกทำเพราะความโกรธ อย่าทำอะไรลูกเลยนะ” เป็นสุขละล่ำละลักอ้อนวอนน้ำตาอาบหน้า

หวายยืนตัวสั่น ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ ผิดหวังในตัวเอง สับสนไปหมด น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

ยอดยุทธมองหน้าหวาย มองหน้าเป็นสุขที่เอาตัวเข้าปกป้องลูก มองลูกหว้าที่ก้มหน้าร้องไห้ด้วยความกลัว นาทีนี้ยอดยุทธรู้สึกละอายอยู่ลึกๆ ค่อยๆถอยออกไป

เป็นสุขโล่งอก กอดหวายด้วยความเป็นห่วง หวายร้องไห้ออกมาอย่างสับสนและรู้สึกผิดอย่างมากมาย...

ooooooo

ยอดยุทธกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานหน้าตาเคร่ง-เครียด แล้วเขาก็ยิ่งเครียดจนเส้นโลหิตในสมองแตกโกรธที่ลูกน้องทำงานส่งลูกค้าผิดสเปกถ้าไม่เอาของใหม่ไปเปลี่ยนก็จะเอาเงินคืน

ขณะเป็นสุขกับหวายกำลังช่วยกันเก็บข้าวของที่กระจายเกลื่อนกลาดนั้น ก็ได้รับโทรศัพท์จากลุงพลแจ้งว่า

ยอดยุทธเข้าโรงพยาบาล หวายช็อกลุกขึ้นชกกำแพงพลั่ก! เป็นสุขกับลูกหว้าตกใจช่วยกันจับหวาย เป็นสุขกอดหวายไว้ร้องห้ามว่า

“พอหวาย พอแล้ว ลูกไม่ผิด อย่าโทษตัวเองนะ ลูกนะ”

หวายเครียด อัดอั้น น้ำตาไหลพราก

เมื่อพากันไปที่โรงพยาบาล เป็นสุขกับลูกหว้ารีบเข้า ไปในห้อง แต่หวายรู้สึกตัวเองผิดที่ทำให้พ่อเป็นอย่างนี้ไม่กล้าเข้าไปสู้หน้าพ่อ ถอยกลับมานั่งเศร้าที่หน้าห้อง

ทรายโทรศัพท์คุยกับเป็นสุขรู้ว่าหวายไม่กล้าเข้าไปสู้หน้าพ่อก็บอกว่าไม่ต้องกังวลตนกำลังจะกลับแล้ว ขณะเดียวกันกรก็กำลังคุยกับแปมที่นพลักษณ์ให้ตามกรไปพบแต่กรไม่อยู่ กรบอกแปมว่าตนจะรีบกลับไปอธิบายกับแม่เอง

เมื่อทั้งทรายและกรมีเรื่องด่วนที่ต้องรีบกลับ กรตัดสินใจจะบินกลับกับทราย และจะให้คนมาเอารถกลับพร้อมปาล์ม

“แกรู้แล้วนะว่าต้องทำอะไรบ้าง มีอะไรโทร.หาฉันได้ตลอด ดูแลตัวเองด้วย” ทรายบอกปาล์มก่อนไปขึ้นเครื่อง

“โอเค แกไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจะคอยรายงานแกนะ”

ooooooo

หวายนอนหลับอยู่ที่เก้าอี้หน้าห้องคนไข้ เขาสะดุ้งตื่นเมื่อจู่ๆก็มีน้ำหยดลงที่หน้า ลืมตาดูเห็นปุ่นถือน้ำแตงโมปั่นกับปาทองโก๋มาให้ บอกให้กินเสียปาท่องโก๋กับน้ำแตงโมปั่นเข้ากันดีออก

หวายถามว่ารู้ได้ไงว่าตนอยู่ที่นี่ ปุ่นบอกว่าศักดิ์ชายบอก ถามว่าพ่อเป็นไงบ้าง หวายบอกว่าหนัก ปุ่นถามว่าหนักขนาดยังเยี่ยมไม่ได้หรือ หวายชะงักไม่กล้าบอกความจริงว่าตนไม่กล้าเข้าไป เลยเฉไฉบ่นปุ่นว่าถามอะไรเยอะแยะ เป็นหมอหรือ ปุ่นอยากบอกว่าเป็นห่วงแต่ไม่กล้าพูด บอกหวายว่ามีอะไรให้ช่วยบอกก็แล้วกัน

เป็นสุขกับลูกหว้าออกมาจะไปซื้ออาหาร หวายจึงแนะนำปุ่นให้รู้จักกับแม่และลูกหว้าว่าเป็นเพื่อนที่ห้อง เป็นสุขบอกว่ากำลังจะไปซื้ออาหารชวนปุ่นอยู่กินด้วยกัน

“ไม่เป็นไรค่ะ พอดีหนูนัดกินข้าวกับพ่อไว้ ต้องไปแล้วค่ะ ไว้แวะมาใหม่นะคะ สวัสดีค่ะ”

พอปุ่นไปลูกหว้าต่อว่าพี่ชายว่ามีแฟนไม่ยอมบอกกันเลย หวายบอกว่าเพื่อนแต่ลูกหว้าไม่เชื่อ เป็นสุขชวนหวายไปด้วยกัน หวายขอรอแม่ตรงนี้ก็แล้วกัน แล้วก็นั่งเครียดอยู่คนเดียว

ooooooo

พีรดาจะพามินนี่ออกจากโรงพยาบาล แต่เจอกองทัพนักข่าวมาดักรออยู่หน้าโรงพยาบาลเต็มไปหมด พยาบาลอาสาพาหลบออกไปทางประตูหลัง จึงหนีรอดนักข่าวไปได้

แต่ก็ไปเจอกองทัพนักข่าวดักรออยู่ที่หน้าบ้าน พีรดาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงโทร.บอกฉัตร ฉัตรให้ใจเย็นๆ ตนมีวิธี

วิธีของฉัตรคือให้พีรดาจอดรถรอ ตนจะไปรับมินนี่มา แล้วพีรดาก็รับหน้านักข่าวเล่นบทแม่นางเอกที่น่าสงสาร อย่าปรี๊ดแตก อย่าร้าย ดังนั้น เมื่อรถตู้มาจอดที่หน้าบ้าน จึงมีพีรดาลงจากรถคนเดียว นักข่าวแปลกใจชะโงกดูในรถก็ไม่มีมินนี่!

“มินนี่ไม่ได้มาค่ะ ตอนนี้เขายังไม่พร้อมเจอใคร พี่ส่งไปอยู่ที่อื่นสักพัก น้องๆอย่าเสียเวลาเลยนะคะ พี่ขอนะคะ ขอให้เข้าใจน้องหน่อย” พีรดาขอร้องอย่างนุ่มนวล นักข่าวผิดหวังแต่ก็ยังจ่อไมค์ถามเรื่องมินนี่กินยาฆ่าตัวตายเพราะภาพหลุดจริงหรือเปล่า พีรดาพยายามทำหน้านิ่งๆ ทั้งที่ไม่พอใจมาก บอกนักข่าวว่า “ขอให้เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวนะคะ”

แต่นักข่าวไม่ยอมหยุด ยังจิกคุ้ยต่อ ถามว่ามินนี่ทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ เพื่อสร้างกระแสหรือเปล่า พีรดาอึ้งแทบจะกลั้นอารมณ์ไม่อยู่จนเกือบจะร้องไห้ แต่ก็นึกถึงคำเตือนของฉัตร พยายามข่มอารมณ์ ถามนักข่าวว่า

“คุณมองเด็กอายุ 16-17 ในแง่ร้ายไปหรือเปล่า น้องยังเด็กนะคะ อาจจะทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง แต่พี่เลี้ยงลูกมาเองกับมือ ลูกพี่ไม่ได้เป็นอย่างที่น้องบอกแน่นอน ส่วนเรื่องยาพี่ขอไม่ตอบค่ะ ขอให้น้องเห็นใจคนเป็นแม่บ้าง ทุกวันนี้เห็นลูกเจ็บคนเป็นแม่เจ็บมากกว่า ไม่มีแม่คนไหนอยากเอาความเจ็บปวดของลูกมาพูดให้คนอื่นฟังหรอกค่ะ เข้าใจพี่ด้วยนะคะ พี่ขอล่ะค่ะ ขอความเป็นส่วนตัวให้ลูกพี่ด้วยนะคะ”

พีรดาตีบทแตกกระจายร้องไห้อย่างน่าสงสารจนนักข่าวจุก ถามไม่ออก

ฉัตรรับมินนี่ไปที่คอนโด บอกให้อยู่เหมือนบ้านตัวเอง ขณะนั้นคิมเอาน้ำผลไม้สองแก้วกับขนมขบเคี้ยวมาให้บอกมินนี่ว่ามาเหนื่อยๆ ดื่มน้ำผลไม้กินขนมก่อน อวดว่าร้านนี้อร่อยนะ แล้วหยิบแก้วหนึ่งให้ฉัตร บอกเขาว่าตนจะออกไปอยู่กับเพื่อนสักพัก ไม่ต้องห่วง อยู่กับลูกตามสบายได้เลย ฉัตรขอบคุณซึ้งน้ำใจของคิม

มินนี่เห็นพ่อกับคิมส่งสายตากันก็รู้สึกแปลกๆ เลยเดินหนีอย่างรับไม่ได้

ฉัตรหุงข้าวต้มมาปะเหลาะให้กินก็ไม่กิน บอกว่าไม่หิว ไม่อยากกิน อยากนอน ถามว่าจะให้ตนนอนที่ไหน

ฉัตรให้นอนที่โซฟาในห้องนั่งเล่น มินนี่ถามว่าทำไมไม่ให้นอนในห้อง ฉัตรบอกว่านอนข้างนอกดีแล้วมินนี่ทำอะไรพ่อจะได้เห็น มินนี่ทิ้งตัวลงนอนอย่างขัดใจ เหลือบเห็นแท็บเล็ตวางอยู่บนหลังตู้ก็อยากเล่น บอกฉัตรว่าตนจะนอนแล้ว ฉัตรบอกก่อนเดินออกไปว่าอยากได้อะไรก็บอกพ่อนะ

พอฉัตรเดินออกไป มินนี่ก็ลุกพรวดหยิบแท็บเล็ตเปิดเข้าเว็บไซต์อยากรู้ฟีดแบ็กว่าคนอื่นคิดอย่างไร กดที่เฟซบุ๊กปรากฏว่าเข้าไม่ได้เพราะไวไฟถูกล็อกรหัสไว้ มินนี่เซ็งมาก พลันก็ได้ยินเสียงฉัตรมาบอกว่า

“เครื่องนั้นพ่อใส่ E-book ไว้ ถ้าเบื่อก็อ่านได้”

มินนี่เซ็งมากที่พ่อรู้ทันวางแท็บเล็ตแล้วนอนทันที ฉัตรยิ้มอย่างรู้ทันแล้วเดินออกไป มินนี่ถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกหมด ทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่หงุดหงิด ครู่หนึ่งก็เศร้า เครียด คิดถึงสิ่งที่ทำไปแล้วก็เสียใจ นอนร้องไห้...

ooooooo

หวายนั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าห้องยอดยุทธ ทีวีเปิดอยู่เป็นรายการพระกำลังเทศน์สอนญาติโยม...

“...คนเราก่อนจะทำสิ่งใด จำเป็นต้องหยุดคิดเสียก่อน เพื่อรวบรวมสติให้ตั้งมั่น จิตใจสว่างแจ่มใส เพราะถ้าทำโดยไม่คิด จะต้องเสียใจภายหลัง แก้ไขอะไรก็ไม่ทันแล้ว... การกระทำ ไม่ว่าจะเป็นความคิด คำพูด และการกระทำทางกาย ต่างเป็นกรรม เมื่อทำไปแล้ว จะมีวิบากผล ดังนั้นต้องรอบคอบก่อนจะเริ่มคิดทำกรรมนั้นๆ”

หวายหลับตานั่งฟังพระเทศน์จากทีวี ระหว่างนั้นก็นึกถึงตอนที่ตนปาเก้าอี้ไปที่พ่อ...หวายน้ำตาไหลรู้สึกผิด ไม่น่าทำอย่างนั้นเลย ขณะนั้นเอง ทรายมาเรียก หวายสะดุ้งลืมตาเห็นทรายถือกระเป๋าและสัมภาระเข้ามาเพราะเพิ่งลงจากดอยก็มาหาหวายเลย ทรายกับหวายขึ้นไปคุยกันที่ระเบียงดาดฟ้า หวายพูดอย่างผิดหวังว่า

“ไหนครูบอกฝึกแล้วจะดีไง ผมฝึกตั้งนานไม่เห็นจะมีอะไรดีเลย”

“มันต้องใช้เวลา ถ้าไม่ฝึกหวายอาจจะแย่กว่านี้อีก วันนี้หวายปาเก้าอี้เพราะอยากให้พ่อหยุด ถ้าไม่ได้ฝึก หวายอาจจะปาใส่พ่อ พ่ออาจจะแย่กว่านี้ก็ได้” เห็นหวายฟังนิ่ง ทรายให้กำลังใจว่า “หวายอย่าเพิ่งท้อนะ ครูเชื่อว่ามันจะดีขึ้น เหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่า ถ้าวู่วามจะเกิดผลเสียยังไง ต่อไปจะได้ไม่ทำอีก แล้วก็เข้าไปเยี่ยมพ่อเขาด้วยนะ”

หวายมองหน้าทรายถามว่าครูรู้? ทรายพยักหน้าบอกหวายว่า “หมดเวลาโทษตัวเองแล้ว หวายเลิกรู้สึกผิด การหนีปัญหาไม่ได้ช่วยอะไร เป็นห่วงพ่อก็เข้าไปเยี่ยมท่านนะ” ทรายคุยกับหวายอย่างเข้าใจและสงสาร

หวายลุกขึ้นค่อยๆผลักประตูห้องเข้าไป เห็นยอดยุทธนอนนิ่ง ดูโทรมไม่ดุหรือเกรี้ยวกราดอย่างที่เคยเป็น มีสาย ระโยงระยางอยู่ตามตัว หวายเข้าไปนั่งข้างเตียง จับมือพ่อไว้ เอ่ยอย่างสำนึกผิด

“พ่อ...ผมขอโทษ...ผมขอโทษ...ฮืออออ...”

หวายร้องไห้อย่างอัดอั้นทั้งรู้สึกผิดและเป็นห่วงพ่อ...

ooooooo

ที่บ้านดุจฤทัย...บรรยากาศของครอบครัวดีมาก ทั้งภูทองและดุจฤทัยดูแลโชกุนอย่างใส่ใจใกล้ชิด โชกุนกระโดดอยู่บนแทรมโพลีนที่พ่อกับแม่เพิ่งไปซื้อมาให้อย่างสนุกสนาน โดยมีพ่อยืนเชียร์อยู่ใกล้ๆ

ดุจฤทัยเอาไอศกรีมมาให้โชกุนกิน โชกุนกระโดดไป กินไอศกรีมไป จังหวะหนึ่งพลาดทำไอศกรีมหกเลอะแทรม–

โพลีน ดุจฤทัยเห็นพอดีบ่นว่าหกเลอะเทอะหมด ใครให้กินไปโดดไปแบบนี้ โชกุนกลัวถูกดุโกหกโดยสัญชาตญาณว่า

“โชไม่ได้กินนะครับ โชเอามาวางเฉยๆ แล้วลมพัดแรงมันเลยหกเอง โชไปเอาอันใหม่นะคร้าบบบ...” ว่าแล้วลงจากแทรมโพลีนวิ่งเข้าบ้านไป ดุจฤทัยกับภูทอง มองหน้ากันเครียด

“เราคงต้องคุยกับครูทรายอีกทีแล้วล่ะ” ดุจฤทัยเอ่ยขึ้นอย่างผิดหวังที่ลูกยังโกหกอีก

ออกจากหวายทรายรู้สึกหิวจึงแวะหาอะไรรองท้อง ระหว่างนั้นก็ได้รับโทรศัพท์จากนวลสราญเล่าอย่าง

ดีใจว่าการวาดรูปทำให้ตังเมดีขึ้นมากเลย ตังเมดูสบาย ผ่อนคลายและยังมีเรื่องกลับมาเล่าให้ฟังตลอดเลย ทรายดีใจด้วยบอกว่าพรุ่งนี้จะแวะไปหาจะได้คุยกันเพิ่มเติม

นวลสราญกำลังสบายใจ จู่ๆชัยภูมิก็เอากุญแจรถเข้ามาวางบอกว่าเอารถของเธอกลับมาเสีย นวลสราญบอกว่าตนไม่จำเป็นต้องใช้รถแล้ว ถูกชัยภูมิปรามว่าอย่ารั้น แล้วถามหาตังเม นวลสราญบอกว่าไปเรียนศิลปะ

“ศิลปะ! ไปเรียนทำไม เปลือง เธอนี่ดีแต่ส่งเสริมลูกผิดๆ แทนที่จะให้เรียนคอมฯ เรียนเทนนิส กอล์ฟ จะได้หาเงินได้กลับส่งไปเรียนอะไรไร้สาระ!”

นวลสราญจี๊ดขึ้นมา เผลอจะเก็บกดอีก ดีที่นึกถึงที่ครูเอินบอกว่า

“ตามตัวเองให้ทันนะคะ ตามว่าเราคิดอะไร แล้วเราจะรู้ตัว ความรู้สึกลบๆ จะค่อยๆจางลง จนเป็นปกติ”

นวลสราญคุมสติทำตามที่ครูเอินบอก อารมณ์ค่อยๆ ผ่อนคลาย พูดกับชัยภูมินิ่งๆว่า

“เสี่ยคะ ต่อไปฉันจะไม่ให้ตังเมไปบ้านโน้น ฉันจะดูแลลูกเอง ส่วนรถนี่ฉันขอคืนให้เสี่ยค่ะ”

“ทำเป็นยโส จะดูแลลูก จะคืนรถ เก่งนักก็เลิกใช้เงินฉันด้วยสิ” นวลสราญบอกว่าต่อไปตนจะไม่ใช้แล้ว จะหางานทำ “เออ! จะหยิ่งก็หยิ่งให้มันสุด อย่าเก่งแต่ปาก ฉันจะคอยดูว่าใครจะเอาคนโง่ๆอย่างเธอทำงาน ทุกวันนี้แค่ให้เลี้ยงลูกยังเอาไม่รอด อวดดีจะหาเงินเอง ไม่เจียมตัว!”

“แล้วแต่เสี่ยจะคิด อะไรที่ฉันอยากพูด ก็พูดไปหมดแล้ว ตามนั้น จบนะคะ”

อ่านละครวัยแสบสาแหรกขาด ตอนที่ 12 วันที่ 25 มี.ค.59

ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด บทประพันธ์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล/กุศลิน เมฆวิภาต/ชญานิน/สายขิม/วาณี/กัลยาณมิตร
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด กำกับการแสดงโดย ศุภฌา ครุฑนาค
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด ผลิตโดย บริษัท มาสเตอร์ วัน โปรดักชั่น จำกัด
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด ควบคุมการผลิตโดย ณิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุล
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด เริ่มออกอากาศตอนแรกใน วันเสาร์ที่ 5 มี.ค.59 ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ