อ่านละครเรื่อง เจ้าบ้านเจ้าเรือน ตอนที่ 12/4 วันที่ 22 มี.ค. 59

อ่านละครเรื่อง เจ้าบ้านเจ้าเรือน ตอนที่ 12/4 วันที่ 22 มี.ค. 59

แพรขาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด “มา เรื่องร้ายๆอะไร..เชิญมากันให้หมด แพรขาว สาวแกร่งคนนี้ พร้อมแล้ว ใครจะไปกลัว ในเมื่อมีคุณเทียดไรวินท์อยู่ด้วยทั้งคน”
ไรวินท์ดุขำๆ “เจ็บขนาดนี้ หล่อนยังคะนองปากได้โขอยู่”
แพรขาวเห็นร่างของไรวินท์ค่อยๆ จางหายไป แพรขาวเปลี่ยนสีหน้าจากยิ้มมาเป็นมองออกไปไกลๆ ที่ทั้งเหนื่อย ทั้งสู้
นลินเปิดประตูออกมา มองแพรขาวในสภาพยับเยินด้วยความตกใจ “พี่แพร เกิดอะไรขึ้น!”

ลลิตถือปืนไปมา ด้วยความหัวเสีย เหมือนคนประสาทแตก มองที่ศพที่นอนอยู่ที่พื้น สักครู่มาตาถือแก้ววิสกี้มาให้ ลลิตดื่มไปพรวดเดียว แล้วปาแก้วทิ้ง ลลิตร้องอ๊าก ระบายความกดดัน
มาตาเดินเข้าไปกอดลลิตไว้แนบอก ทำเสียง ชู่ววว.. พร้อมใช้มือตบหลังลลิตเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ “ไม่เป็นไรค่ะ ลลิต แล้วทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย อีนั่นมันต้องโดน!” ลลิตปล่อยตัวในอ้อมกอดมาตา มาตามองออกไปไกลแสนไกล ดวงตาโหด นึกถึงแพรขาว



ที่เรือนยายเกสร คนอื่นๆ ที่ฟังแพรขาวเล่าแล้วหวาดเสียว
ยายเกสรตบอก “โอย..ฟังแล้วอยากจะเป็นลม”
“ไปแจ้งความเถอะพี่แพร ไปทั้งสภาพยังงี้แหละ จะได้เป็นหลักฐานให้เห็นชัดๆ ว่าเขาทำร้ายเรา” ว่าแล้ว นลินก็ลุกไปหยิบมือถือ มาถ่ายภาพแพรขาวไว้ ในบริเวณที่โดนทำร้ายต่างๆ
ป้าสมพรกังวล “จะดีเหรอ รอดมาได้ก็ดีแล้วนะ ไหนๆเราก็ลาออกแล้ว ให้มันจบแบบเงียบๆไปไม่ดีเหรอ”
เนยไม่เห็นด้วย “แบบนั้นก็เท่ากับเราปล่อยให้คนชั่วลอยนวลสิคะ”
ยายเกสรเห็นพ้อง “ถ้าเราไม่ไปซะก่อน เกิดมันไปก่อน แล้วหาว่าหนูแพรไปขโมยของมีค่า หรืออะไรอีกก็ไม่รู้ล่ะ”
ป้าสมพรยังลังเล “..ถ้ามันขู่จริงๆ เราค่อยแฉกลับก็ได้มั้งว่ามันทำร้ายหนูแพร”
นลินทักท้วง “ถึงตอนนั้น แผลที่เนื้อตัวพี่แพรคงหายไปหมดแล้ว เราจะหาหลักฐานจากที่ไหนล่ะ แม่“
ยายเกสรสรุป “งั้นก็ต้องไปทั้งๆ สภาพแบบนี้ สินะ ว่าไง หนูแพร ไปไหวไหมลูก”

แพรขาวโทรศัพท์หาต๊อกด้วยมือถือนลิน แต่โทรเท่าไหร่ๆ ก็ไม่มีคนรับสาย มีแต่เสียงรับฝากข้อความไว้ “ต๊อกจ๋า ถ้าต๊อกว่างเมื่อไหร่ โทรกลับพี่แพรด่วนที่สุดนะจ๊ะ”
นลิน ที่เปลี่ยนจากชุดนอนมาเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมง ที่นั่งอยู่ตำแหน่งคนขับ ในรถของแพรขาว ถอยรถมารอ แพรขาวมองโทรศัพท์ด้วยความเป็นห่วงต๊อก แต่ก็หักใจ รีบขึ้นรถ
“หวังว่าต๊อกจะปลอดภัยดีนะ อ่า นลิน คืนโทรศัพท์..” แพรขาวส่งโทรศัพท์คืนนลิน นลินกำลังตั้งลำรถ จะขับออกไป
จู่ๆ ไรวินท์ก็ปรากฏตัวขึ้น มายืนส่งแพรขาว รถค่อยๆ เคลื่อนไป แพรขาวกับไรวินท์มองกันและกันเงียบๆ ต่างส่งความปรารถนาดีในฐานะเพื่อนรักให้แก่กันและกัน

ภายในรถแพรขาวหันกลับมามองทางไปข้างหน้า นลินเหลือบมองแพรขาวด้วยความเห็นใจ ที่คอนโซลรถ มีดอกกุหลาบขาววางอยู่หนึ่งดอก แพรขาวมองไปเห็น ชะงัก หันไปดูนลิน นลินกำลังขับรถ ไม่ได้สนใจอะไร แพรขาวถือกุหลาบนั้นขึ้นมา เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ยายเกสรกำลังไหว้ศาลเจ้าบ้านอยู่ มีป้าสมพร และเนยนั่งไหว้อยู่ด้วย
“ท่านเจ้าขา โปรดปกป้องคุ้มครองทุกคนในบ้านหลังนี้ ให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวงด้วยนะคะ”
ไรวินท์ปรากฏตัวขึ้น มองลงมาที่ยายเกสร “แม่เกสร สบายใจเถอะ ฉันจะปกป้องทุกคนอย่างเต็มกำลัง”
ลมพัดมาที่ยายเกสร ป้าสมพร เนย ยายเกสร รู้ว่าเป็นสัญญาณตอบรับจากไรวินท์ ยกมือไหว้ท่วมหัว ป้าสมพรก็ทำตามด้วย แต่เนยเกิดจะกลัวขึ้นมา ขนลุกซู่
“โอ๊ย จบคำคุณยายปุ๊บ ลมก็พัดมาปั๊บ ขนของเนยนี่ลุกเลยครัช บรื๊อส์!”
ป้าสมพรหันมาตีเนยเบาๆ เป็นเชิงปราม ยายเกสรมองที่ศาลอย่างเลื่อมใสศรัทธา
ที่หน้าต่างเปิดออกสีนวล มองลงมาที่ไรวินท์ มองลงบริเวณศาลของไรวินท์ “ถึงกับยอมฝืนกฎส่งบุญบารมีออกไปปกป้องคุ้มครองนังนั่นเชียวหรือ ...เหอะ ส่งได้ก็ส่งไป แต่อย่าหวังเลยว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ พี่วิน”

ที่รั้วบ้าน ไรวินท์ปรากฏตัวขึ้น เดินผ่านบ้านหรือต้นไม้ ได้อย่างสบายๆ จากนั้นมองไปที่ประตูรั้ว ไรวินท์พยายามจะเดินผ่านรั้วออกไป แต่สะท้อนกลับ ไม่สำเร็จ ไรวินท์มองรั้วที่เหมือนกรงขังเขาไว้ แล้วมองไปด้านนอกอย่างผิดหวัง

ที่สถานีตำรวจ กลางคืน ไฟเปิดสว่างไสว แพรขาวกำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ร้อยเวรฟัง ร้อยเวรกำลังจดบันทึกไปด้วยฟังไปด้วย นลินคอยนั่งจับมือให้กำลังใจแพรขาวที่พยายามเล่า อย่างประคองสติที่สุด แพรขาวเริ่มมีอาการตัวร้อนรุมๆ
มือแพรขาวข้างนึง กำกุหลาบขาวไว้ “หลังจากได้ยินเสียงปืน 3 นัด ดิฉันก็ตกใจ พอดีเห็นนายลลิตถือปืน ตะโกนเรียกชื่อดิฉัน ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงดี พอดีคุณมาตาแฟนของคุณลลิตก็เปิดประตูอัตโนมัติ เข้ามาพอดี ฉันเลยอาศัยจังหวะนั้น หนีไปทางท่าน้ำ...”
พอดีกับเสียงมาตาดังขัดเข้ามาจากด้านหลัง “นังโกหก” แพรขาวไปทางมาตา กับลลิต ที่แต่งตัวภูมิฐานเดินเข้ามา หยุดมองจ้องแพรขาว “นั่นไง มันอยู่นั่น จับตัวมันเลยค่ะ”
แพรขาวลุกขึ้นยืน “อะไรกัน”
ลลิตด่า “แกบุกรุกจะเข้ามาขโมยสร้อยลูกปัดโบราณของฉันไง นังตัวดี “
ตำรวจปราม “เอ่อ ผมว่า พวกคุณใจเย็นๆ ก่อนนะครับ “
“ใจเย็นยังไงไหวล่ะ คุณตำรวจ ก็เห็นขโมยนั่งตัวเป็นๆ อยู่เนี่ย”
แพรขาวมองหน้านลิน งง
“ผมเป็นเจ้าของลลิตสปาครับ ผมรู้จักกับท่านผู้กำกับท่านดี หรือสารวัตรคนไหนก็ได้ผมรู้จักหมด ผมขอแจ้งความว่า” ลลิตชี้ไปที่แพรขาว “ผู้หญิงคนนี้กับ พวกอีกคน เป็นโจรบุกเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านของผม”
แพรขาวเริ่มปวดหัวมากขึ้น พยายามรวบรวมกำลัง ลุกขึ้นชี้หน้าลลิตกลับไป “โกหก” แพรขาวบอกกับตำรวจ “นี่แหละค่ะ นายลลิต ที่ดิฉันมาแจ้งความว่าพยายามข่มขืนและพยายามฆ่าดิฉันกับนายต๊อก คนทำสวนที่เข้ามาช่วยดิฉันไว้”
ลลิตหัวเราะเยอะใส่หน้าแพรขาว จ้องหน้าแพรขาวราวปีศาจ แพรขาวเห็นว่าตาของลลิตเปลี่ยนเป็นตาเสือร้าย จ้องเธอ อย่างน่ากลัว “ปากดีไปเถอะ อีกเดี๋ยวแกต้องเข้าไปอยู่ในคุกแน่”
แพรขาวซีด เซถอยไป พอมองอีกทีตาของลลิตก็กลับมาเป็นปกติ
สารวัตรได้ยินเสียงเอะอะ เลยโผล่ออกมาจากห้อง ร้อยเวรยืนทำความเคารพ ลลิตตรงเข้าไปหายกมือไหว้อย่างคุ้นเคย “อ้าว ท่านสารวัตรอยู่เหรอนี่ ดีจริง วันนี้พี่มีเรื่องต้องมาแจ้งความ” ลลิตหันไปทางแพรขาว “พี่ถูกปล้น โจร 2 คน คนร้ายกับนางนกต่อ คนนั้น” ลลิตชี้หน้าแพรขาว
แพรขาวแค้นใจหน้าซีด ปล่อยกุหลาบขาวในมือร่วงพื้น

ลมแรงพัดจนแจกันกุหลาบขาวคว่ำ กุหลาบกระจาย ไรวินท์หันมา เงยขึ้นมองไปทางต้นทางของทิศทางลม
ที่ริมรั้วท่าน้ำ ต๊อกยืนเกาะประตูอยู่ ทันใด ปรากฏร่างไรวินท์ขึ้นตรงหน้าต๊อก “มาทำไม ไปให้พ้น”
“ไปช่วยพี่สาว ไปเดี๋ยวนี้!!” ไรวินท์อึ้ง เงียบไป ต๊อกตาลุกเป็นสีแดง “ไปสิ ไปช่วยพี่สาว”
“ไปไม่ได้”
“ไปไม่ได้??? ทำไมจะไปไม่ได้”
ไรวินท์ไม่ตอบ ขมขื่นใจ ต๊อกคำรามอย่างโกรธ แล้วสะบัดตัว หายวับไป

แพรขาวก้าวเข้าไปอย่างลืมตัว มองจ้องลลิตด้วยความโกรธ แล้วหันไปหาสารวัตร “ฉันถูกนายจ้างพยายามข่มขืนและพยายามฆ่าค่ะ คนร้ายคือเจ้าของสปาที่ฉันทำงานอยู่ คนนั้น” แพรขาวชี้หน้าลลิตบ้าง ลลิตกับแพรขาวมองตากัน เขม็ง
นลินตามมาประคอง กระซิบกับแพรขาว “สุดยอดพี่แพร”
มาตาแถเข้ามา ก้าวเหยียบกุหลาบขาวที่ตกอยู่ “ตอแหล อย่าไปเชื่อมันค่ะ นังนี่กับไอ้ต๊อกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดมันเข้ามาทำร้ายพี่ลลิต”
“แกว่าต๊อกเข้าไปทำร้ายแกงั้นเหรอ งั้นทุกคนดูหน้าตาเสื้อผ้าดิฉันซิ คุณคิดว่า ใครทำร้ายใครกันแน่” แพรขาวด่าใส่หน้าลลิต “ไอ้เลว ถ้าต๊อกไม่เข้ามาช่วย แกก็ข่มขืนฉันไปแล้ว”
ลลิตหัวเราะเยาะใส่หน้า “แกพูดดีๆ นะ แกต่างหากที่ให้ท่าฉันอยู่ทุกวี่ทุกวัน ฉันปฏิเสธแกแบบสุภาพกี่ครั้งแล้ว แกก็ยังไม่เลิก”
“ไอ้ทุเรศ พูดแบบนี้ออกมาได้ไง”
“ฉันจะต้องลากแกเข้าคุกให้ได้ นังแพรขาว”
“แกต่างหากที่จะต้องเข้าคุกไม่ใช่ฉัน แกพยายามข่มขืนฉัน แกพยายามฆ่าต๊อก เคราะห์ดีที่เขารอดมาได้ เขาจะมาเป็นพยานให้ฉันเอง ทุกคนจะได้รู้ว่าความจริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“พูดเพ้อเจ้ออะไรวะ ไอ้ต๊อกตายแล้ว”
“ไม่มีทาง..เขาหนีแกออกมาได้ แล้วเขายังพายเรือมาส่งฉันที่บ้านด้วย เดี๋ยวฉันจะโทรเรียกให้เขามาเป็นพยานคอยดู”
“อีบ้า ไอ้ต๊อกมันตายโหงตายห่าไปแล้วโว้ย ก็เพราะมันเสือกตายนี่ไง ไม่งั้นพี่ลลิตคงไม่ต้องเดือดร้อนมาแจ้งความนี่หรอก”
แพรขาวตัวแข็งทื่อตกใจ “โกหก ต๊อกจะตายได้ยังไง เขาพายเรือมาส่งฉัน หรือว่า.. พวกแกฆ่าเขาหลังจากที่เขากลับไป ใช่ไหม”
“เอ๊ะ อีนี่ หาเรื่องเหรอ“ มาตาจะเข้าไปตบแพรขาว
นลินเข้ามาขวาง ผลักมาตาออกไปเต็มแรง “อย่ามาทำร้ายพี่แพรนะ”
ตำรวจห้าม “หยุด หยุดทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ อย่ามาวิวาทกันบนโรงพัก “
จู่ๆ แพรขาวก็ทรงตัวไม่ไหว กุมท้อง แล้วทรุดตัวลงไปกองกับพื้น
“พี่แพร พี่แพร” นลินตกใจ เข้าไปดูแล
ลลิตมองแพรขาวอย่างได้เปรียบ จ้องราวกับปีศาจ

เขมินีนั่งหัวโต๊ะ ขมวดคิ้ว วางส้อมจากการกินผลไม้ ทุกคนยังนั่งประชุมกันที่โต๊ะ พลางกินผลไม้ และเครื่องดื่มต่างๆกัน
“ผมอยากให้คุณสาโรจน์ลองไปเจรจากับตัวแทนคนงานต่างชาติหน่อยครับ..เรื่องที่..”
สาโรจน์รับโทรศัพท์มือถืออยู่ปลายโต๊ะ “คุณนลิน..มีอะไรครับ อะไรนะ..เป็นอะไรมากไหมครับ คุณนลินแน่ใจนะครับ ครับ..” ทุกคนพากันมอง สาโรจน์ตอบโทรศัพท์เบาๆ แต่เครียดๆ “ได้ ได้ เข้าใจแล้วครับ คุณนลิน ผมจะไปเดี๋ยวนี้” เขมินีมอง งงๆ “ขอโทษนะครับ..คือ..ผมมีเรื่องด่วน”
“อ้าว..แต่ที่พวกเราต้องมาประชุมดึกวันนี้ เพราะกำลังมีปัญหาเร่งด่วน “
“ผมต้องไปแล้วจริงๆครับ แล้วผมจะกลับมาตามงานพรุ่งนี้นะครับ คุณเขมครับ เกิดเรื่องแล้วครับ” เขมินีสงสัย

เขมินีเดินคุยมากับสาโรจน์ เขมินีตกใจมาก “แพรขาวโดนเจ้าของสปาข่มขืน!!”
สาโรจน์กระซิบตอบ กลัวคนอื่นมาได้ยิน ไม่พอใจ ลืมตัวตวาดเขมมินี “ไม่ใช่ครับ..แค่ทำร้ายร่างกาย แล้วหนีออกมาได้ แต่ตอนนี้ไอ้ลลิตมันมาแจ้งความกลับ ว่าคุณแพรขาวขโมยของ”
“ไอ้ลลิต?? เธอรู้จักด้วยเหรอ”
สาโรจน์โกรธจนลืมคุมบุคลิก “คุณแพรขาวก็ประมาทเกินไป..ผู้หญิงอะไร ดื้อมากๆ.. โชคดีแค่ไหน ที่รอดมาได้ ไม่งั้นอาจจะถึงตาย..” เขมินีมองหน้าด้วยความแปลกใจ ที่สาโรจน์ดูหลุดอารมณ์ความรู้สึกจนผิดปกติ สาโรจน์เห็นหน้า ได้สติ รีบกลบเกลื่อน “เอ่อ..คุณเขมไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะดูแลทุกอย่างให้เรียบร้อย ผมรีบไปก่อนนะครับ”
เขมินีมองตามไปด้วยความเป็นห่วงแพรขาว แต่ก็เริ่มรู้สึกตงิดในท่าทางของสาโรจน์

แพรขาวนั่งเอนๆซมพิษไข้ แพรขาวกลับตาลงไปอีก ลืมตาขึ้นมา เห็นนลินเดินพูดโทรศัพท์ออกไป
“ฮัลโหล แม่ หนูกับพี่แพรต้องอยู่ที่โรงพักอีกพักใหญ่ๆ นะแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
ในภาพพร่าเลือนแพรขาว เห็นนลินมายืนอยู่ตรงหน้า แพรขาวพยายามเพ่งตามอง ภาพค่อยๆ ชัดขึ้น แต่แทนที่จะเห็นเป็นนลินกลับเป็นต๊อกสวมเสื้อผ้าสีดำรุ่มร่าม ดวงตาสีแดงก่ำลุกวาวเหมือนเปลวไฟ จ้องมาที่แพรขาว “ต๊อก!”
ต๊อกค่อยๆ เดินเข้าหาแพรขาว สักครู่ก็หยุด “ต๊อก...ต๊อกเป็นยังไงบ้าง โธ่เอ๋ย น้องพี่ พี่มัวตกใจ จนไม่ทันเรียกต๊อกให้ขึ้นบ้านมาด้วยกัน พี่ไม่น่าปล่อยให้ต๊อกกลับไปหาพวกมันเลย ไม่น่าเลย”
ร่างของต๊อกค่อยๆเดินมาหน้าแพรขาว ยืนจ้องนิ่ง สักพัก ตัวต๊อกเด้งสะอึก เหมือนโดนแรงอัดมาจากข้างหลังตามแรงกระสุน ปัง ปัง ปัง แล้วมีรูทะลุออกมาข้างหน้า แล้วเลือดไหลออกมาจากรูนั้น ออกปาก ออกจมูก และยื่นมือมาหาแพรขาว แล้วจางหายไป
“ต๊อก ต๊อก!” แพรขาวร้องเรียกต๊อกอย่างเสียใจและโทษตัวเอง แล้วแพรขาววูบ สลบไป

สาโรจน์ก้าวยาวๆรีบเร่งร้อนใจ ขึ้นมาบนโรงพัก หยุดสอดส่ายสายตามองหาแล้วชะงัก ที่ม้ายาวตรงนั้น แพรขาวในสภาพบอบช้ำ เสื้อผ้าขาด นอนขดหลับตาอยู่ มีนลินนั่งเฝ้า “แพรขาว” สาโรจน์เข้าอุ้มแพรขาวทันที พอดีกับที่ร้อยเวรเดินมาพอดี
“นั่นค่ะ ร้อยเวรมาแล้ว พี่สาโรจน์ลุยเลย”
สาโรจน์อุ้มแพรขาว สายตาเอาจริง เด็ดขาด “ผมเป็นทนายของคุณแพรขาว..ผมต้องพาคุณแพรขาวไปพบแพทย์เดี๋ยวนี้..”
ร้อยเวรมอง อ้ำอึ้ง

เช้าวันใหม่ ที่ห้องคนไข้พิเศษ โรงพยาบาลเอกชนชั้นดี แพรขาวกระพริบตา ตื่นขึ้น
ป้าสมพรรีบปิดม่าน “อ้าว หนูแพร เป็นไงบ้าง..” เธอรีบเข้ามาจับตัว “เออ..ตัวก็ไม่ค่อยร้อนแล้วนะ”
“ชมพูล่ะคะ”

อ่านละครเรื่อง เจ้าบ้านเจ้าเรือน ตอนที่ 12/4 วันที่ 22 มี.ค. 59

ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน บทประพันธ์โดย แก้วเก้า
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน บทโทรทัศน์โดย ปราณประมูล
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน กำกับการแสดงโดย รัญญา ศิยานนท์
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน ผลิตโดย บริษัท ฮู แอนด์ ฮู จำกัด
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน ควบคุมการผลิตโดย วรายุฑ มิลินทจินดา
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน เริ่มตอนแรกวันพุธที่ 2 มีนาคม 2559
ที่มา ไทยรัฐ