อ่านละครวัยแสบสาแหรกขาด ตอนที่ 5 วันที่ 12 มี.ค.59

อ่านละครวัยแสบสาแหรกขาด ตอนที่ 5 วันที่ 12 มี.ค.59

ถามว่าคุณพ่อมาคุยกับครูทรายเหมือนกันหรือ จักรินทร์บอกปิ๊กปิ๊กว่าใช่ แต่หันไปจิกดอกแคว่าอย่าสาระแนไปบอกตรีทิพย์ว่าเจอตนที่นี่ ดอกแคฟังแล้วยิ้มอย่างรู้ทัน

ทรายให้ปิ๊กปิ๊กเล่นเปเปอร์ดอลล์แต่มีข้อแลกเปลี่ยนว่าระหว่างเล่นต้องตอบคำถามครูไปด้วย

ทรายถามปิ๊กปิ๊กถึงวันที่มีสัญญาณไฟไหม้ว่าจำได้ไหมว่าวันนั้นปิ๊กปิ๊กทำอะไรที่ห้องเรียน ปิ๊กปิ๊กบอกว่าจำไม่ได้ ทรายจึงเอารูปที่ถ่ายขณะปิ๊กปิ๊กขโมยของในกระเป๋าเพื่อนให้ดู ปิ๊กปิ๊กตกใจที่โดนจับได้แก้ตัวว่าแกล้งเพื่อนเล่นสนุกๆเท่านั้น

“ปิ๊กปิ๊กรักพี่ดอกแคไหมคะ ถ้ามีคนมาลักพาตัวพี่ดอกแคไปเพราะอยากแกล้งปิ๊กปิ๊ก ปิ๊กปิ๊กจะสนุกไหมคะ”



ปิ๊กปิ๊กส่ายหน้าบอกว่าไม่สนุก ทรายจึงเปรียบเทียบให้ฟังว่าปิ๊กปิ๊กขโมยของรักของเพื่อนไปเพราะสนุกแต่เพื่อนไม่สนุกเลย ทำให้ปิ๊กปิ๊กยอมรับบอกว่าต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว บอกทรายว่าตนต้องรีบไปเพราะพี่ดอกแคจะไปทำผม แล้วไหว้ลา แต่ขณะเดินออกไป ผ่านตุ๊กตากระดาษที่เล่นเมื่อครู่นี้ ปิ๊กปิ๊กก็แอบหยิบไปเนียนๆ ทรายเห็นแต่ทำเป็นไม่เห็น คิดถามตัวเองว่า

“ทำไมถึงยังขโมยอีก แบบนี้ไม่ใช่ทำเพราะอยากแกล้งแล้ว...”

พอดอกแครู้ว่าปิ๊กปิ๊กขโมยของมาก็ชมว่าเยี่ยมยอด ตอนตนเด็กๆยังไม่กล้าขนาดนี้เลย ยุว่าให้เก็บของที่ขโมยมาได้ไว้เป็นรางวัลความภูมิใจ ต่อไปต้องให้เด็ด ให้โดนกว่านี้อีก ทำให้ปิ๊กปิ๊กภูมิใจคิดว่านี่คือความกล้าหาญ เป็นวีรกรรมของตน

ฝ่ายชัยภูมิเมื่อได้เห็นรูปตังเมกรีดข้อมือตนเองก็กลับมาสั่งให้นวลสราญเก็บทุกอย่างที่คิดว่าจะเป็นอาวุธทำร้ายตัวเองได้ออกจากห้องตังเมให้หมด ปรามตังเมว่าอย่าทำอะไรให้ตนต้องอับอายขายหน้าอีก ปารูป ครอบครัวทิ้งอย่างฉุนเฉียว ตังเมบอกว่าถึงเก็บของพวกนั้นไปถ้าตนจะทำพ่อก็ห้ามไม่ได้หรอก พลางหยิบกระจกกรอบรูปที่แตกทำท่าจะกรีดข้อมือตัวเอง

“อย่านะเม อย่าทำอย่างนั้นนะลูก แม่ขอร้อง” นวลสราญตกใจร้องห้าม

“ลูกเธอมันบ้าไปใหญ่แล้ว เธอเลี้ยงลูกภาษาอะไร ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ นี่ถ้าฉันรู้ว่าเธอกับลูกจะทำให้ยุ่งยากขนาดนี้ ฉันไม่เอาเธอมาทำเมียหรอก!!” ชัยภูมิด่าใส่หน้าแล้วหุนหันเดินออกจากบ้านไป

นวลสราญยืนจ้องกรอบรูปครอบครัวที่ชัยภูมิขว้างจนแตกเศษกระจกกระจาย คิดถึงอดีตที่ผ่านมาอย่างเจ็บปวด...

ooooooo

เมื่อ 13 ปีก่อน...นวลสราญเพิ่งเรียนจบ มาสมัครงานก็ได้บรรจุเป็นเลขาของชัยภูมิผู้บริหารระดับสูง ไม่นานเธอก็ตกเป็นเมียเขา เวลานั้นนวลสราญร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดบอกว่าตนมาได้รักเสี่ยและเสี่ยก็มีเมียอยู่แล้ว

ชัยภูมิบอกว่าตนมีเมียอยู่แล้วก็จริง แต่บ๊วยเมียตนใจกว้างตนจะมีอีหนูกี่คนก็ไม่เคยว่า ถามว่าอยากได้อะไร บ้าน? รถ? เงินเดือน เดือนละแสนห้าพอไหม เลือกเอาอยากไปแบบไม่ได้อะไรเลยหรือจะอยู่ด้วยกันแบบสบายๆ

เมื่อเธอท้อง เสี่ยบอกว่าถ้าได้ลูกชายจะซื้อบ้านหลังใหญ่กว่านี้ให้ และคนใช้อีกสองคน ขณะเดียวกันก็ให้เจ๊บ๊วยเมียใหญ่ไปดูแล กำชับนวลสราญว่า

“นี่เจ๊บ๊วยคุณนายใหญ่ของฉัน ต่อไปเธอต้องเชื่อฟัง ห้ามทะเลาะเบาะแว้งมีเรื่องตบตีหรือคิดไม่ดีกับคุณนายใหญ่เด็ดขาดรู้ไหม”

ส่วนเจ๊บ๊วยคุณนายใหญ่ก็มองเหยียดปรามว่า

“ถ้าคิดมาเทียบกับฉันอย่ามาลองดี ถ้าฉันไม่พอใจ ฉันก็เขี่ยหล่อนออกจากบ้านสวยๆ ชีวิตสบายๆแบบนี้ได้ตลอดเวลา”

เวลานั้นนวลสราญได้แต่ก้มหน้าพูดอย่างไม่มีทางเลือกว่า “ขอแค่ลูกได้มีชีวิตที่ดี แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว”

จากนั้นมา ชีวิตของนวลสราญจึงอยู่กับห้องพระ สวดมนต์และท่องเตือนตัวเองเสมอว่า...

“เราต้องไม่อยู่กับความกลัว ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ความทุกข์เกิดขึ้นมาแล้วก็จะหายไปเหมือนกับเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นแล้วก็จะดับไป ไม่มีอะไรยั่งยืน ความทุกข์ไม่มี ความสุขไม่มี อย่าเอาใจไปจมกับความทุกข์ เราต้องปล่อยวางทุกสิ่ง...”

ooooooo

จากที่ได้สัมผัสกับความจริงของโครงการผูกสาแหรก ทรายสรุปได้ว่า แม่มีความสำคัญต่อลูก เป็นแบบอย่างและทำหน้าที่ผู้เป็นแม่ได้หลายรูปแบบ เธอพิมพ์ในงานสรุปว่า...

“นอกจากต้องมีสัญชาตญาณของความเป็นแม่ในการเลี้ยงดูแล้ว แม่ต้องมีความเข้าใจในตัวลูก ถ้ารักด้วยความไม่เข้าใจ ทุ่มเทให้ลูกจนเกินพอดีจนเป็นความรักแบบผิดทางแล้ว แม่อาจจะทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเราเข้าใจ ความรักของแม่จะเป็นฟูกชั้นดีที่คอยรองรับเวลาที่ลูกต้องล้มลง...ความรักของคุณเป็นแบบไหน?”

ทรายหันไปมองรูปเด็กทั้งห้าในโครงการ คิดถึงแม่ของแต่ละคน...เป็นสุขแม่ของหวายเป็นแม่ที่แสนดีแต่รักลูกอยู่ห่างๆ พีรดาแม่ผู้เฉิดฉายของมินนี่ มีลูกอยู่ข้างๆ สู้แสงแฟลชตลอดเวลา นวลสราญแม่ของตังเม ที่เอาแต่สวดมนต์ปล่อยวาง หนีความจริง ตรีทิพย์ แม่ของปิ๊กปิ๊กที่ปรนเปรอลูกทุกอย่างเพื่อไม่ให้ลูกขโมยของของคนอื่น และตัวเองเอาแต่ตามล่าสามีและตบตีเมียน้อยไม่ว่างเว้น ส่วนดุจฤทัย แม่จอมเป๊ะของโชกุน ก็เป๊ะเสียทุกลมหายใจจนโชกุนตัวลีบ

เห็นตัวอย่างแม่ของเด็กทั้งห้าแล้ว ทรายถามตัวเองว่าถ้าเรามีลูกเราจะเป็นแม่แบบไหนนะ พอนึกได้ก็ขำตัวเองว่าหาพ่อของลูกให้ได้เสียก่อนเถอะ

หลังจากดุจฤทัยเที่ยวโพนทะนากับผู้ปกครองคนอื่นตามคำยุยงของอำนาจแล้ว ผู้ปกครองสองคนถามกรว่าที่คุณดุจเม้าท์ว่านักจิตที่ท่านรองหามาไร้ความสามารถนอกจากไม่แก้ปัญหาแล้วยังสร้างปัญหาให้กับเด็กจริงหรือไม่

“คุณดุจน่าจะเข้าใจผิดมากกว่าครับ ผมต้องมั่นใจคนที่ทำงานร่วมกับผม ถ้าไม่มั่นใจผมคงไม่เลือก ผมอยากให้ทุกคนให้โอกาสและให้เวลาครูทรายทิพย์พิสูจน์ตัวเอง ผมคิดว่าเขาคงไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังแน่นอน”

ผู้ปกครองทั้งสองลาไปด้วยความเข้าใจและมีความเชื่อมั่นขึ้น กรขอบคุณ พอหันมาก็เห็นทรายยืนอยู่ เขาถามเธอว่า

“ได้ยินหมดแล้วใช่ไหม เสียใจหรือเปล่า”

“ซึ้งใจมากกว่าค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ที่มั่นใจในตัวฉัน”

“ผมมั่นใจในตัวเอง ที่เลือกคนไม่ผิด!!” ทรายพึมพำว่ามั่นมาก กรไม่ฟังทันถามว่า “ว่าไงนะ”

“เปล่าค่ะ แค่เห็นด้วย เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะเพราะมั่นใจในตัวฉัน หรือมั่นใจในตัวเอง ฉันก็ขอบคุณที่ทำให้ฉันไม่ดูแย่มากไปกว่านี้” ทรายตอบทั้งซึ้งทั้งเขิน

“ตอนนี้แรงกดดันมาจากหลายทาง เราคงต้องทำงานกันหนักมากขึ้น คุณก็เร่งมือหน่อยแล้วกัน ทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเด็กในโครงการเรามีพัฒนาการไปทางที่ดีขึ้น พอพวกเขาเห็นข่าวลือต่างๆมันก็จะหมดไปเอง” พูดเสร็จกรเดินไปเลย

“ค่ะ” ทรายรับคำ ยิ้มปลื้มมองตามกรไปด้วยแววตา...น่ารักจัง...

ooooooo

เป้าหมายต่อไปของทรายคือไปคุยกับเป็นสุขแม่ของหวาย จากการคุยทรายรู้ว่าหวายเป็นคนเก็บความรู้สึกไม่คอยเล่าอะไรให้ฟังแม้แต่เรื่องถูกสั่งพักการเรียนและเรื่องที่พ่อมาทำร้ายหวายที่โรงเรียน

ทรายบอกเป็นสุขว่าหวายเป็นคนโกรธแล้วจะหลุด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ยั้งไม่อยู่ แม้ภายนอกจะดูสุภาพอ่อนโยน แต่ภายในพร้อมจะระเบิดตลอดเวลา ชี้ให้เห็นว่าหวายเลียนแบบพฤติกรรมของคุณพ่อโดยที่เขาไม่รู้ตัว เป็นสุขฟังแล้วเป็นห่วงหวายมากขอร้องทรายอย่าทิ้งหวาย ช่วยหวายด้วย

เป็นสุขเล่าความเปลี่ยนแปลงในครอบครัวให้ทรายฟังว่า

“หวายเป็นเด็กเงียบๆ เขาไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก แต่ตอนเด็กๆเขาเป็นเด็กร่าเริงมากนะคะ พอเฮียเริ่มมาทำธุรกิจต้องคุมคนงาน ความกดดันเยอะ เขาก็ระบายอารมณ์กับลูก ตั้งแต่นั้นมาหวายก็ค่อยๆเงียบขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าพ่อเขาจะดุ จะตีเขายังไง หวายก็ยังรักพ่อเขามากนะคะ”

เป็นสุขร้องไห้สะเทือนใจกับปัญหาในครอบครัว ทรายพยายามทำใจให้นิ่ง เตือนตัวเองว่า

“นักจิตวิทยาที่ดี ต้องรับรู้และเข้าใจ...แต่ไม่อ่อนไหวกับปัญหา” คิดแล้วทรายถอนใจ เฮ้อ...ยากจัง

ทรายหยุดคิดเรื่องหวาย หยิบไดอารี่ของตังเมที่วางบนโต๊ะเปิดอ่าน...“ตื่นหกโมงเช้า กินข้าว ไปโรงเรียน กลับบ้าน กำลังจะนอน...น่าเบื่อ” ถึงแม้จะสั้น แต่ทรายอ่านแล้วรู้สึกว่ายังดีที่มีคำว่าเบื่อแถมมาด้วย

หยิบแฟ้มของโชกุนมาดู นึกถึงวันที่ดุจฤทัยบอกว่าจะไม่ให้โชกุนอยู่ในโครงการอีกแล้วและนับแต่วันนั้นก็ไม่ได้เจอโชกุนอีกเลย คิดว่าโชกุนคงออกจากโครงการไปจริงๆแล้ว แต่วันนี้ดุจฤทัยมาส่งโชกุนสั่งว่าต่อไปนี้ห้ามไปหาครูทรายทิพย์อีก โชกุนรับคำ แต่พอมาเจอทรายโชกุนก็วิ่งมาหาด้วยความดีใจ เพราะความรู้สึกลึกๆ ยังรักและอยากเล่นกับครูทรายอยู่

อ่านละครวัยแสบสาแหรกขาด ตอนที่ 5 วันที่ 12 มี.ค.59

ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด บทประพันธ์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล/กุศลิน เมฆวิภาต/ชญานิน/สายขิม/วาณี/กัลยาณมิตร
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด กำกับการแสดงโดย ศุภฌา ครุฑนาค
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด ผลิตโดย บริษัท มาสเตอร์ วัน โปรดักชั่น จำกัด
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด ควบคุมการผลิตโดย ณิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุล
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด เริ่มออกอากาศตอนแรกใน วันเสาร์ที่ 5 มี.ค.59 ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ