อ่านละครวัยแสบสาแหรกขาด ตอนที่ 6 วันที่ 13 มี.ค.59

อ่านละครวัยแสบสาแหรกขาด ตอนที่ 6 วันที่ 13 มี.ค.59

หยิบแฟ้มของโชกุนมาดู นึกถึงวันที่ดุจฤทัยบอกว่าจะไม่ให้โชกุนอยู่ในโครงการอีกแล้วและนับแต่วันนั้นก็ไม่ได้เจอโชกุนอีกเลย คิดว่าโชกุนคงออกจากโครงการไปจริงๆแล้ว แต่วันนี้ดุจฤทัยมาส่งโชกุนสั่งว่าต่อไปนี้ห้ามไปหาครูทรายทิพย์อีก โชกุนรับคำ แต่พอมาเจอทรายโชกุนก็วิ่งมาหาด้วยความดีใจ เพราะความรู้สึกลึกๆ ยังรักและอยากเล่นกับครูทรายอยู่

วันนี้ปาล์มมาแทนครูนารีหนึ่งคาบ ทรายขอให้ปาล์มบันทึกอารมณ์ การกระทำและสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลทำให้ปิ๊กปิ๊กขโมยของ ปาล์มให้เด็กเลือกหนังสือที่ชอบมาหนึ่งเล่ม ข้าวเจ้าเดินไปหยิบเล่มหนึ่งบอกว่าชอบเล่มนี้เพราะคุณพ่อเล่าให้ฟังก่อนนอนทุกวัน ปิ๊กปิ๊กได้ยินคำว่าพ่อก็หันมองข้าวเจ้านิ่งๆ แต่พอเลิกเรียนปาล์มเช็ก



หนังสือทั้งหมด ปรากฏว่าเล่มนั้นหายไป ปาล์มบอกทรายว่า

“ฉันไม่ขอสรุปว่าปิ๊กปิ๊กเอาไป แต่บอกได้ว่าตอนเพื่อนพูดถึงพ่อ มีผลต่อความรู้สึกของปิ๊กปิ๊กแน่นอน”

ดูความเปลี่ยนแปลงของเด็กในโครงการแล้ว ทรายเห็นว่าหวายมีแนวโน้มเปิดใจให้ตนมากที่สุด

แต่แล้วทรายก็ตกใจ เมื่อเป็นสุขได้ฟังเรื่องของหวายจากทรายแล้วไปหาหวายบอกว่าอย่าทำอย่างนั้นอีก หวายโกรธมากที่ทรายเล่าเรื่องของตนให้แม่ฟัง พุ่งไปที่ห้องที่ปรึกษา ถามว่าไปยุ่งกับแม่ตนทำไม ทรายขอโทษแต่ถ้าหวายมีอะไรก็คุยกับตนได้ จึงรู้เรื่องอดีตที่สะเทือนใจหวาย ที่พ่อโกรธตนและตีอย่างรุนแรงแม่เข้ามาห้ามเลยถูกพ่อตีไปด้วย หวายบอกทรายว่าตนไม่อยากให้แม่เจ็บอีกแล้ว ตนอยากให้แม่สบายใจ ไม่อยากให้พ่อโกรธ

“สิ่งที่หวายคิดเป็นสิ่งที่ดี แต่บางอย่างเราควบคุมไม่ได้ เช่นอารมณ์โกรธของคุณพ่อ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ คืออารมณ์โกรธของตัวเอง ถ้าหวายอยากให้แม่สบายใจ เรามาร่วมมือกันหาวิธีควบคุมอารมณ์ตัวเองดีไหมคะครูขอโทษอีกครั้งที่ไปคุยกับคุณแม่โดยไม่ขออนุญาตก่อน เอาเป็นว่าครูจะไม่ทำอีก แต่ถ้าหวายเปลี่ยนใจอยากให้ครูไปคุยกับแม่เมื่อไหร่ก็บอกได้ทันที ตกลงตามนี้นะคะ”

หวายเย็นลง ค่อยๆพยักหน้า ทรายถอนใจเบาๆ อย่างโล่งอกที่หวายเริ่มมีสติขึ้น...

ระหว่างแก้ปัญหากับหวาย ทรายตึงเครียดจนมือไปเท้าถูกแก้วบาดไม่รู้ตัว เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย กรที่มาติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดเห็นและทำแผลให้ ทรายถามว่าท่านรองมาได้ยังไง กรเล่าตอนที่เป็นสุขไปหาหวายว่า

“อ๋อ...ตอนที่เขาบอกหวายว่าคุณไปหา หวายโกรธมากแล้วก็เดินหายไปไหนไม่รู้ เขาสงสัยว่าจะไปหาคุณ แต่ไม่รู้ว่าคุณอยู่ไหนก็เลยมาหาผม เพราะเขาจำได้ว่าผมเป็นคนก่อตั้งโครงการ” เล่าจบก็ทำแผลเสร็จพอดี

“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่ทำแผลให้ และขอบคุณที่ให้โอกาสฉันทำงานนี้ มันสอนฉันหลายอย่างมาก โลกความเป็นจริงกับการเรียนมันต่างกันมาก คุณก็กล้านะคะ รับคนไม่มีประสบการณ์อย่างฉันเข้าทำงาน จะว่าไปก็บ้าบิ่นไม่แพ้ฉันหรอก”

กรหัวเราะ ทรายหัวเราะตาม เสียงหัวเราะที่เข้าใจกันค่อยๆ กัดเซาะกำแพงระหว่างสองคนลงโดยต่างไม่รู้ตัว

ooooooo

นพลักษณ์ดูความสัมพันธ์ระหว่างกรกับทรายอย่างไม่สบายใจ กอปรกับอำนาจก็คอยแซะหวังทำลายโครงการผูกสาแหรกนี้ อำนาจรวบรวมความคิดเห็นของผู้ปกครองที่ต่อต้านโครงการนี้เสนอให้นพลักษณ์ปิดโครงการนี้เสีย

“อ่านแล้ว ผอ.อาจจะคิดเหมือนผม เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อลดแรงกดดันก่อนที่คลื่นใต้น้ำจะกลายเป็นสึนามิ”

นพลักษณ์อ่านแล้วโทรศัพท์บอกอำนาจว่าพรุ่งนี้จัดประชุมด่วน ถึงเวลาที่กรจะต้องรับรู้ความเห็นของผู้ปกครองแล้ว

ในที่ประชุม มีผู้ปกครองนักเรียนมาร่วมประมาณสิบคน บรรยากาศตึงเครียด ผู้ปกครองอันมีดุจฤทัยเป็นหัวหอกเปิดประเด็นว่าโครงการนี้เปล่าประโยชน์ควรจะยุบเพราะเปลืองงบประมาณที่มาจากค่าเทอมของพวกเรา กรชี้แจงว่าโครงการนี้ตนใช้เงินพิเศษที่ไม่เกี่ยวกับงบประมาณของโรงเรียน ผู้ปกครองที่ดุจฤทัยชวนมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ไว้ใจโครงการนี้

นพลักษณ์จึงเสนอให้ศุกร์นี้จะประชุมผู้ปกครองวาระพิเศษและให้กรกับทรายมาตอบคำถามที่มาที่ไปและความเป็นไปของโครงการได้อย่างเต็มที่ เชื่อว่าผู้ปกครองที่อยากทราบเรื่องนี้ยังมีอีกมาก แล้วสรุปว่า

“หลังจากการตอบข้อข้องใจกันแล้ว ทางโรงเรียนจะเปิดให้ผู้ปกครองทุกท่านลงคะแนนเพื่อโหวตว่า โครงการนี้ ควรจะมีต่อไปหรือควรจะยุบ!!!”

หลังการประชุม กรติงนพลักษณ์ว่าโครงการยังไม่ถึงกำหนดประเมินผลงาน จะมาบีบให้ตนยุบแบบนี้ไม่ได้ นพลักษณ์บอกว่าถ้าเขาไม่มั่นใจว่าผู้ร่วมงานจะตอบคำถามได้ก็ถอยออกมาให้นักจิตวิทยาคนนั้นตอบคำถามคนเดียว ถ้าโครงการยุบเขาก็ไม่ต้องเสียชื่อ

“ถ้าผมทิ้งให้ทรายรับผิดชอบคนเดียว ผมเสียชื่อตั้งแต่ยังไม่เริ่มตอบคำถามด้วยซ้ำ” กรตอบนิ่งๆทั้งที่โกรธมาก ยืนยันว่าตนจะตอบคำถามกับทรายไม่ว่าโครงการนี้จะยุบหรือไม่ ตนจะไม่มีวันทิ้งเพื่อนร่วมงานและเด็กในโครงการเด็ดขาด

เมื่อกรไปปรึกษากับทรายและปาล์ม ปาล์มจะร่วมสู้เต็มที่ ทรายติงว่าเรามีกันแค่สามคนดูจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือ เสนอให้หาผู้ปกครองของเด็กในโครงการมาช่วย แต่ไล่ไปแล้วมีแม่ของหวายคนเดียวที่พอจะเป็นไปได้ ปาล์มถามว่าพ่อมินนี่ล่ะ? ทรายไม่เคยรู้จัก และไม่มีข้อมูล สงสัยว่าพ่อมินนี่เป็นใคร?

ฉัตร พ่อของมินนี่ที่ถูกพีรดากีดกันไม่ให้ติดต่อกับมินนี่และปลุกปั้นให้เดินตามแบบตนจนมินนี่ต้องทำงานดึกดื่น ฉัตรเห็นข่าวลูกจากสื่อก็หนักใจเป็นห่วง โทร.ไปติติงพีรดา กลับถูกด่าว่าไม่ต้องยุ่ง ตนไม่อยากให้ลูกติดเชื้อวิปริตเหมือนเขา

คุยกับพีรดาแล้วเครียด ฉัตรเอ่ยกับคิมว่า “ปวดหัวชะมัด ขอชาสักแก้วสิที่รักที่แท้คิมที่ฉัตรเรียกนั้น

เป็นผู้ชาย!

คิมชงชามาให้ ทักว่ายูคุยกับเมียทีไรเครียดทุกที เห็นรูปข่าวในแท็บเล็ตทักว่ารูปลูกสาวยูนี่ ทะเลาะกันเรื่องลูกอีกแล้วหรือ ฉัตรบอกว่าเป็นข่าวอีกแล้ว คิมเอาแท็บเล็ตไปอ่าน พึมพำว่าข่าวใหญ่เสียด้วย แล้วมันจริงไหม

“เฮ่อ...ผมก็ไม่รู้อะไรเหมือนเดิม ไม่เข้าใจเลยว่าพีรดาเขาเลี้ยงลูกยังไง ตั้งแต่หย่ากันเขาไม่ให้ผมเข้าใกล้ลูกเลย ผมยอมมามากแล้ว...คราวนี้ผมไม่ยอมอีกแล้ว”

คิมมองฉัตรอย่างเข้าใจ เอื้อมมือลูบไหล่ปลอบใจเบาๆ เป็นความรู้สึกดีๆของผู้ชายสองคนที่มีต่อกัน...

ooooooo

ถึงวันศุกร์ กร ทราย และปาล์มเดินคุยกันระหว่างทางมาห้องประชุม กรถามว่าผู้ปกครองของเด็กที่เราเชิญมามีใครบ้าง ทรายเสียงอ่อยว่ามีคุณเป็นสุขแม่ของหวายคนเดียว

“โอเค คนเดียวก็คนเดียว เราก็ทำให้เต็มที่โครงการจะอยู่หรือไปเดี๋ยวก็รู้ พร้อมไหม” กรถามสองสาว

“พร้อมค่ะ” ทรายกับปาล์มสู้สุดๆ ทรายกระซิบถามปาล์มว่า “แกรู้หรือเปล่า ทางโน้นมีใครบ้าง?”

พอห้องประชุมเปิด อำนาจเดินนำเข้ามา ตามด้วยดุจฤทัยและพีรดา ครูน้อยนำสองแม่มานั่งที่แถวหน้า นพลักษณ์นั่งกับอำนาจที่โซฟา กรยืนอยู่ข้างเวที เมื่อพร้อมแล้ว กรกล่าวต้อนรับทุกคนและเปิดประชุมโดยเขาขอพูดที่มาที่ไปของโครงการเพื่อความเข้าใจตรงกันก่อน

เมื่อกรพูดเสร็จดุจฤทัยก็ถล่มทันทีว่า ลูกตนก็อยู่ในโครงการแต่ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงตนคิดว่าโครงการนี้ไม่มีประโยชน์ควรยุบเสีย พีรดาเห็นด้วยทันทีถล่มต่อว่า มินนี่ถูกจับมาอยู่ในโครงการนี้ยิ่งอยู่ก็ยิ่งแย่ตนเอาออกจากโครงการแทบไม่ทัน แล้วรวบรัดสรุปว่า

“โครงการแบบนี้อย่าอยู่เลยดีกว่า ช่วยอะไรก็ไม่ได้ ไร้ประโยชน์!!”

“ผมไม่เห็นด้วย!! ผมคิดว่าโครงการนี้มีประโยชน์มาก!” เสียงฉัตรโพล่งขึ้นจากหลังห้องจนทุกคนหันมองเลิ่กลั่ก เขาพูดต่ออย่างหนักแน่นว่า “ผมขอสนับสนุนโครงการนี้”

“อีฉัตร!!” พีรดาคำรามในคอ ฉัตรลุกยืนเผชิญหน้าอย่างท้าทาย

บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มคึกคักกับการโต้แย้งนี้ ฉัตรพูดต่ออย่างเชื่อมั่นว่า

“ผมเข้าไปอ่านในเว็บโรงเรียน รู้เรื่องโครงการนี้ แล้วก็หาข้อมูลเพิ่มเติมถึงได้รู้ว่าโครงการนี้น่าสนใจมากๆ น้อยคนที่จะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเด็กๆ ในเชิงจิตวิทยา ลูกสาวผมก็มีปัญหา และก็เป็นสมาชิกในโครงการ” กรถามว่าลูกสาวเขาคือใคร ฉัตรตอบชัดๆว่า “มินนี่ครับ”

พีรดาสวนขึ้นทันทีว่ามินนี่เป็นลูกตนคนเดียว ฉัตรโต้ว่าเด็กต้องมีทั้งพ่อและแม่ ไม่มีตนเขาก็ไม่ได้เกิด แล้วพูดต่ออย่างเห็นเป็นเรื่องไร้สาระที่จะตอบโต้พีรดาว่า

“ผมเห็นด้วยกับโครงการนี้ครับ เด็กที่พ่อแม่แยกทางกัน ควรมีคนทำให้เขาเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงจริงๆ แล้วคนที่ควรทำคือพ่อแม่ แต่ถ้าพ่อแม่บางคนไม่เข้าใจปัญหา เราก็ควรจะให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยมันถูกต้องแล้ว ผมไม่เห็นว่ามันจะเสียหายเสียเวลาตรงไหน ในฐานะที่ผมเป็นพ่อของมินนี่ ผมเห็นด้วยกับโครงการนี้ครับ”

“ดิฉันเป็นอีกคนที่เห็นด้วยกับโครงการค่ะ” เป็นสุขเอ่ยขึ้นทันที “ลูกดิฉันเป็นหนึ่งในสมาชิกของโครงการค่ะโครงการนี้...ทำให้ดิฉันเข้าใจลูกชายของตัวเองมากขึ้น”

ผู้ปกครองทุกคนสนใจฟังเป็นสุขที่พูดจริงจังและจริงใจ กรกับทรายฟังอย่างตื่นเต้น เป็นสุขเล่าว่านับแต่ตนแยกกับสามี ลูกกลายเป็นคนเงียบเหงา เริ่มมีอารมณ์รุนแรงก้าวร้าวเหมือนพ่อเขา แต่ด้วยการดูแลของครูทรายเขาจึงยอมพูดความจริงทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยพูดเลย เป็นสุขมองผู้ปกครองคนอื่นที่ฟังอย่างสนใจ พูดต่ออย่างสะเทือนใจว่า

“คนที่เป็นพ่อแม่ สิ่งที่เราหนักใจที่สุดคือ ลูกไม่ยอมพูดกับเรา ลูกที่เราเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก วันนึงเขาก็มีโลกส่วนตัวและถอยห่างเราออกไปเรื่อยๆจนเหมือนไม่ใช่ลูกเรา แต่ครูทรายทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันได้ลูกคนเดิมกลับมา สิ่งที่ดิฉันอยากจะพูดก็มีแค่นี้แหละค่ะ”

การพูดด้วยภาษาง่ายๆซื่อๆของเป็นสุข เรียกความสนใจอย่างมากจากบรรดาผู้ปกครอง ฉัตรปรบมือนำอย่างชื่นชมมาก พีรดาหมั่นไส้จิกมองตาแทบถลน กรรีบพูดต่อในบรรยากาศที่ดีนี้ว่า

“ขอบคุณคุณเป็นสุขมากครับสำหรับความคิดเห็น ไหนๆเราก็เปิดอกกันถึงขนาดนี้แล้ว ผมขออนุญาตถามตรงๆเลยนะครับ ในห้องนี้ผู้ปกครองท่านใดที่แยกทางกับสามีหรือภรรยาบ้างครับ”

ฉัตรยกมือก่อนเพื่อน เป็นสุขยกตาม ผู้ปกครองบางคนลังเล พักเดียวผู้ปกครองเกือบครึ่งห้องก็ยกมือขึ้น ดุจฤทัยถามพีรดาว่าเราต้องยกไหม พีรดากัดฟันตอบว่าไม่ต้อง แค่นี้เขาก็รู้กันหมดแล้ว กรมองไปรอบๆ พูดนิ่งๆ อย่างหนักแน่นว่า

“ผมคิดว่า...เราต้องมาคุยกันแบบเปิดอก และไม่มีฟอร์มกันดีไหมครับ”

กรสรุปด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรและเปิดกว้างใช้เมตตาสร้างบารมี ทรายพูดต่อ ถามว่าผู้ปกครองที่กำลังยกมืออยู่ใครมีคำถาม...ทรายพูดไม่ทันจบผู้ปกครองก็ถามต่อๆกันว่า...

ลูกมีปัญหาติดเกม...ลูกเป็นผู้ชายแต่ชอบอยู่กับเพื่อนหญิง...ลูกสาวชอบทำศัลยกรรม...ลูกชอบพูดคนเดียว...ลูกใช้เงินเก่ง ติดแบรนด์เนม...ลูกโดนเพื่อนแอนตี้ไม่ยอมคุยด้วย...และลูกเกลียดพ่อ เป็นต้น

อำนาจเครียดกับบรรยากาศที่คึกคักนี้ ในขณะที่ผู้ปกครองอื่นเริ่มซุบซิบคุยกันงึมงำๆ ดังขึ้นๆ กรกับทรายโน้มตัวปรึกษากันว่าจะตอบอย่างไรดี นพลักษณ์เห็นทั้งสองเข้ากันได้ดีก็แอบเป็นห่วง

“ก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดข้อคลางแคลงใจ ผมขออนุญาตให้ผู้ปกครองทุกท่านได้โหวตนะครับว่า โครงการ ‘ผูกสาแหรก’ ที่ผมกับครูทรายทิพย์กำลังทำอยู่นี้ ควรจะอยู่หรือยุบ” แล้วกรก็เริ่มโหวต “ผู้ปกครองท่านใดที่เห็นสมควรให้โครงการนี้ดำเนินต่อไป ขอให้ยกมือครับ...”

ooooooo

ระหว่างประชุมผู้ปกครองนั้น ปุ่นถามหวายว่าแม่เขามาหรือเปล่า วันนี้ครูทรายกับครูกรแถลงเรื่องโครงการ แม่ตนก็มาด้วย ถ้าโครงการไม่ผ่านความเห็นชอบของผู้ปกครอง โครงการที่หวายอยู่อาจจะโดนปิด

หวายอึ้งแล้ววิ่งไปที่ห้องให้คำปรึกษา แต่ไม่มีใครอยู่หวายจึงนั่งรอที่หน้าห้องอย่างกระวนกระวายใจ เมื่อทรายกลับมาหวายถามทันทีว่า “โครงการเราโดนปิดหรือเปล่าครับ?!”

“ไม่โดนปิดคะ มติที่ประชุมออกมาว่าเราทำโครงการต่อได้ ที่ผลออกมาแบบนี้ก็เพราะคุณแม่หวายนะ คุณแม่กับหวายทำให้โครงการนี้อยู่ได้...ขอบใจมากนะ” ทรายยิ้มสดใส หวายภูมิใจอยากยิ้มอยากแสดงความดีใจแต่ไม่กล้าทำ ได้แต่พยักหน้ารับ พูดเรียบร้อยว่า

“ครับ...ผมอยากรู้แค่นี้แหละ” แล้วยกมือไหว้ลาเดินจากไป ทรายมองตามหวายยิ้มอย่างภูมิใจ...

ฝ่ายอำนาจทำใจไม่ได้คิดไม่ตกที่แพ้โหวตวันนี้ เมื่อครูน้อยเอาเอกสารรายงานผลมาอ่านให้ฟังก็โพล่งอย่างมีอารมณ์

“มันเป็นไปได้ไง!! โครงการนี้จะสำเร็จไม่ได้!!”

ครูน้อยได้แต่มองอย่างสงสัยว่าทำไมครูใหญ่ต้องไม่พอใจถึงขนาดนี้?

ooooooo

กรชวนทรายกับปาล์มไปเลี้ยงฉลองชนะโหวตทำให้โครงการดำเนินต่อไปได้ ปาล์มแปลกใจที่กรมีมุมนี้ด้วย แล้วก็ยิ่งแปลกใจเมื่อทรายตอบรับทันที ทั้งยังชวนไปกินหมูกระทะที่ “ร้านเดิม” ด้วย

ปาล์มยิ่งฟังทั้งสองคุยกันเรื่องการกินหมูกระทะคราวก่อนก็ยิ่งงง ได้แต่นึก หือ? หือ?? และ หือ???ว่าเขาไปกินกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ปิ้งกุ้งแกะกุ้งให้กินกันด้วยหรือ??

แต่พอถามและดักคอทรายว่ามีอะไรกันรึเปล่า ทรายตอบเสียงสูงว่าไม่มี๊...ไม่มี ตนกับท่านรองเป็นแค่เพื่อนร่วมงานย้ำว่าอย่าคิดมาก ไม่ต้องมโน โอเค๊ ปาล์มโอเคแต่ใจยังแอบคิดอยู่ดี

การจราจรในช่วงค่ำรถติดอย่างสาหัส ไปไม่ถึงหมูกระทะร้านนั้นสักทีจนกรหิวท้องร้องจ้อก...ทรายจึงชวนเปลี่ยนแผน แวะซื้อข้าวกล่องกินกันที่สวนสาธารณะแทน

ระหว่างกินข้าวกล่อง กรกับทรายแซวและหยอกล้อกันอย่างร่าเริง ทรายกินกะเพราไก่ไข่ดาวกรก็แซวว่าเมนูสิ้นคิด ส่วนกรกินหมูทอดกระเทียม ทรายก็ประชดว่าเป็นเมนูสร้างสรรค์ระดับโลกเลย

ทั้งสองหยอกเย้ากันอย่างร่าเริง ปาล์มเหมือนเป็นส่วนเกินที่นั่งงง มองหน้าคนนั้นทีคนนี้ที ตัวเองกินผัดซีอิ๊วแทบไม่รู้รสเพราะมัวงงกับสองคน กลับบ้านพอปาล์มถาม ทรายก็ยืนยันนั่งยันว่าไม่มี๊...ไม่มีอะไร หาว่าปาล์มคิดมากไปเอง

“ฉันไม่ได้คิดมาก แต่ฉันเห็น ‘ชัด’มาก!!” ปาล์มให้ทรายทบทวนตอนมาทำงานใหม่ๆ เทียบกับปัจจุบันดูก็จะเห็นความแตกต่างของกร ทรายคิดแล้วยอมรับว่าแตกต่างแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า...

“ท่านรองชอบแก!!” ปาล์มสวนทันที แต่ทรายก็ไม่เชื่อ ปาล์มตัดบทว่า “ถ้าเขาไม่ชอบแก เขาก็ต้องรู้สึกดีๆ กับแกมากๆ ที่แกคิดว่ามันไม่มีอะไร รู้ไว้ซะด้วยว่า จริงๆ แล้ว...มัน-มี!!”

ooooooo

นพลักษณ์ที่จับตาดูความสัมพันธ์ของกรกับทรายอย่างไม่สบายใจนั้น ตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง วันนี้กรกลับบ้านค่ำผิดปกติก็ยิ่งกังวล พอเขากลับมาจึงเรียกไปคุย

นพลักษณ์ให้กรไปตรวจดูการจัดงานเลี้ยงรุ่นโรงเรียนพรุ่งนี้ กรดูรายละเอียดของงานแล้วถามงงๆว่าให้ตนไปตรวจ?

“ใช่ คนที่ดูแลการจัดงานชื่อ ‘มัดมุก’ ลูกสาวคุณหญิง สุภา อายุน้อยกว่ากร 3-4 ปี เป็นเด็กดี น่ารัก พรุ่งนี้ไปหาเขา แล้วก็ช่วยกันจัดการ” เมื่อกรรับคำงงๆก็ถามหยั่งเชิง “แล้วเมื่อกี๊ไปไหนมา แม่ไม่เห็นตั้งแต่โรงเรียนเลิก”

กรเริ่มสังหรณ์ใจ บอกว่าตนพาทีมงานไปฉลองที่โครงการผ่านการโหวตจากผู้ปกครอง นพลักษณ์ถามต่อทันทีว่าไปกันกี่คน กรบอกว่าไม่ว่าจะไปกับทรายทิพย์สองคนหรือมีคนอื่นไปด้วยคุณแม่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง พูดให้แม่สบายใจว่า

“ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ทรายทิพย์คือคนที่ผมไว้ใจ เขาไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง เราสองคนต่อสู้กันมามาก ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นแค่ลูกน้อง แต่เราเป็นทีมเดียวกัน”

“ทีมของลูกคือเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนทุกคน ไม่ใช่แค่เด็กคนนี้ อย่าลืมว่ากรคือผู้อำนวยการคนต่อไป ลูกมีอำนาจ มีทุกอย่างที่ดึงดูดผู้หญิงให้วิ่งเข้ามาหา”

“ผมรู้จักทรายทิพย์ดีครับ เธอไม่ใช่คนแบบนั้น” กรสวนอย่างสุภาพแต่จริงจัง “ถ้าเธอเข้ามาหาผมเพราะผลประโยชน์ ผมคงไม่ไว้ใจเธอมากขนาดนี้” แล้วกรก็ตัดบทเพื่อให้จบเรื่องว่า “พรุ่งนี้ผมจะไปจัดการเรื่องงานให้นะครับ”

นพลักษณ์ไม่พูดอะไรอีก มองตามกรที่เดินออกไป พึมพำกังวลว่า...เป็นเอามาก

แม้กรจะยืนยันกับแม่ไปเช่นนั้น และทรายจะหาว่าปาล์มมโนไปเอง แต่เมื่ออยู่คนเดียวได้ทบทวนถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างทำงานและฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกันแล้ว ต่างก็มีความรู้สึกดีๆต่อกัน แม้จะมีมุมที่แตกต่างกันแต่ก็ลงตัวได้อย่างประหลาด....

รุ่งขึ้น เมื่อกรไปดูการเตรียมงานเลี้ยงรุ่นกับมัดมุก มัดมุกเป็นคนอ่อนหวาน น่ารักและเป็น “คุณหนู” ทุกกระเบียดนิ้ว แต่เธอก็เตรียมงานได้อย่างเรียบร้อยและฝากกรไปเรียนให้คุณป้าทราบด้วย เมื่อกรจะกลับเธอถามว่าพรุ่งนี้จะมาไหม กรบอกว่าคงไม่ได้มา เธอบ่นเสียดายเพราะจะมีคนในวงการศึกษามากันมากมาย ชวนว่าถ้าสนใจเชิญมาร่วมงานด้วยตนจะดูแลอย่างดีเลย กรขอบคุณและขอตัวกลับก่อน พอออกมาถึงหน้าห้องจัดงานเป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว กรส่งข้อความทันทีว่า

“ว่างหรือเปล่า? ขอแก้ตัวที่เมื่อวานรถติด”

ooooooo

ทรายกำลังดูดฝุ่นทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณข้อความเข้า กรรออยู่นาน ยังไม่ตอบกำลังจะเดินไปก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขารับสายงงๆ

ปลายสายแนะนำตัวว่าชื่อพลอยเป็นรุ่นน้องแบบห่างๆ กับคุณแม่เขา วันนี้จะมาช่วยดูเรื่องจัดงานเลี้ยงรุ่น จะเรียกตนว่าพี่พลอยหรือเรียกอาจารย์พลอยเหมือนทรายทิพย์ก็ได้เพราะทรายทิพย์เป็นลูกศิษย์ ชมทรายให้ฟังว่า

“ทรายทิพย์เก่งนะคะ ขยัน ทุ่มเทกับงานด้วย อุ๊ย พี่ก็อวยซะเยอะ ลืมไปว่าคุณกรคงเห็นข้อดีพวกนี้เหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่ยอมให้ทรายทิพย์ไปเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ที่โรงเรียน”

“เก็บข้อมูล ทำวิทยานิพนธ์? วิทยานิพนธ์อะไรครับ” กรถามงงๆตึงเครียดขึ้นทันที

ทรายเพิ่งเห็นข้อความพอตอบไปว่า “ว่าง” ปรากฏว่ากรมายืนอยู่หน้าบ้านแล้ว เธอตกใจตื่นเต้นบอกเขาว่าเข้ามาได้เลยประตูไม่ได้ล็อก ทำตัวให้ดูดีเท่าที่ทำได้แล้ววิ่งไปรับ

ทรายวิ่งไปรับด้วยความตื่นเต้น แต่กลับเห็นกรยืนหน้าตึงถามว่า “คุณมีอะไรปิดบังผมอยู่หรือเปล่า” เล่นเอาทรายมึนบอกว่าไม่มี เขาถามซ้ำอีกเธอก็บอกว่าไม่มี กรมองเธอพูดอย่างผิดหวังว่า

“คุณจะไม่บอกใช่ไหม ว่าคุณเข้ามาทำโครงการให้ผมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว จะปิดบังผมไปถึงไหน ผมคิดว่าคุณอยากทำงานช่วยเด็กๆ ด้วยความจริงใจแต่คุณกลับทำทุกอย่างเพื่องานตัวเอง คุณทำแบบนี้ได้ยังไง”

ทรายจึงรู้ว่าเขาหมายถึงวิทยานิพนธ์ บอกว่าตนไม่ได้ปิดบัง และเพิ่งยื่นจดหมายไป กรไม่พอใจที่มาทำงานตั้งนานแล้วเพิ่งยื่น ตำหนิว่าถ้าตนไม่เจออาจารย์พลอยก็ไม่รู้ เด็กก็จะถูกเธอหาผลประโยชน์ต่อไปเรื่อยๆ

กรไม่พอใจมาก หาว่าเธอมาทำงานเพราะต้องการข้อมูลไปทำวิทยานิพนธ์ ไม่ได้มีใจอยากช่วยเด็กจริงๆ ตำหนิทรายอย่างรุนแรงว่าไม่จริงใจ ตนรับไม่ได้ กระทั่งบอกว่า เชิญให้ออกไปไม่ต้องมาทำงานอีกแล้ว

ทรายช็อกพยายามเรียกเขาเพื่อชี้แจง แต่กรเดินไปไม่เหลียวหลัง ทรายคิดว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์จึงปล่อยเลยตามเลย นับแต่นาทีนั้น...ความรู้สึกดีๆที่ก่อตัวมาท่ามกลางการฟันฝ่าอุปสรรคด้วยกัน ถูกทำลายไปในพริบตา!

ทรายโทร.บอกปาล์มว่าตนถูกไล่ออกแล้วและคงไม่ไปเหยียบที่โรงเรียนอีก ฝากปาล์มช่วยดูแลเด็กๆ ในโครงการด้วย

ปาล์มรับปากจะจัดการให้ แต่พอวางสายแล้วก็หนักใจว่า “แล้วจะบอกเด็กๆยังไงล่ะเนี่ย?”

ooooooo

ที่หน้าห้องให้คำปรึกษา...โชกุนเดินมาเคาะประตู พอเปิดประตูปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ ครู่หนึ่งหวายเข้ามาถามว่าครูทรายล่ะ โชกุนบอกว่ายังไม่มา สองคนจึงไปนั่งรอที่เก้าอี้เงียบๆ

ต่อมาตังเมเอาไดอารี่มาถามหาครูทราย โชกุนกับหวายบอกว่ายังไม่มา ตังเมเลยนั่งรอด้วยอีกคน

ไม่นาน ปิ๊กปิ๊กที่ชวนน้ำพริกกับนุ่นไปขโมยเครื่องเขียนน่ารักในสหกรณ์ถูกจับได้ ครูน้อยพามาหาครูทรายที่ห้องให้คำปรึกษา จึงรู้จากสามคนที่นั่งรอครูทรายอยู่ว่าครูยังไม่มา

เมื่อครูน้อยรู้จากปาล์มว่าทรายถูกไล่ออกแล้วก็อึ้ง ถามว่าแล้วใครจะดูแลเด็กๆต่อไป ปาล์มเองก็ไม่รู้แต่ตอนนี้ต้องบอกให้เด็กๆรู้ก่อน

อ่านละครวัยแสบสาแหรกขาด ตอนที่ 6 วันที่ 13 มี.ค.59

ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด บทประพันธ์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล/กุศลิน เมฆวิภาต/ชญานิน/สายขิม/วาณี/กัลยาณมิตร
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด กำกับการแสดงโดย ศุภฌา ครุฑนาค
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด ผลิตโดย บริษัท มาสเตอร์ วัน โปรดักชั่น จำกัด
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด ควบคุมการผลิตโดย ณิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุล
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด เริ่มออกอากาศตอนแรกใน วันเสาร์ที่ 5 มี.ค.59 ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ