อ่านเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ตอนที่ 16 วันที่ 7 พ.ค.59

อ่านเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ตอนที่ 16 วันที่ 7 พ.ค.59

ไม่ทันขาดคำ ก็มีระเบิดขวดที่มีไฟติดอยู่ปาเข้ามาหล่นในสนามหน้าบ้าน ไฟลุกพรึ่บขึ้น
ชะมวงกรี๊ด “แว๊ก.... ระเบิดค่า”
เสาวรสและสาวใช้พากันวิ่งหนีเข้าบ้าน ทิ้งให้อนุศนิยายืนช็อคกับเหตุการณ์อุกอาจนั้น
เสาวรสนั่งหน้าจ๋อยต่อหน้าอนุศนิยา
อนุศนิยาตกใจ “คุณแม่ไปกู้นอกระบบ!?” เสาวรสพยักหน้าอ่อยๆ “เพราะอย่างนี้ถึงได้ไม่มีเงินจ่ายบิลพวกนี้ใช่ไหมคะ? “ อนุศนิยาชูบิลที่ทิ้งไว้ให้ศตวรรษจ่าย “แล้วนี่วรรษเขารู้รึเปล่าคะ”
“ไม่รู้ รู้ก็ตายสิ”

“มันอันตรายมากนะคะ ทำไมคุณแม่ถึงได้ไปเสี่ยงกับคนพวกนี้”


เสาวรสรีบโบ้ยทันที “ทำมาพูด แม่ก็จะหาเงินไปใช้หนี้หนูน่ะสิ“
อนุศนิยานิ่งอึ้งไปทันทีเมื่อโดนเสาวรสย้อนอย่างนั้น อนุศนิยาพยายามข่มอารมณ์เต็มที่ “เป็นหนี้เขาเท่าไหร่คะ”
“รวมดอกแล้วก็..... สิบล้าน”
“10 ล้าน!!”
“แม่ก็แค่อยากจะช่วยปลดภาระให้วรรษเขา..แต่มันก็....”
อนุศนิยาตัดบท “นุศจะช่วยเคลียร์หนี้ก้อนนี้ให้ แต่มีข้อแม้ว่าคุณแม่จะต้องไม่สร้างภาระอะไรให้วรรษเขาอีก รับปากได้ไหมคะว่าจะเป็นหนี้ก้อนสุดท้าย”
“ได้..ได้ซี่”
“นุศจะกลับไปทำเช็คให้ แต่เรื่องนี้จะให้วรรษรู้ไม่ได้เด็ดขาดเข้าใจใช่ไหมคะ”
“แม่รู้หรอกน่าว่าถ้าวรรษรู้ เขาจะต้องไม่ยอมให้รับเงินหนูแน่”
“นุศไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ ขอให้เรื่องนี้เรารู้กันแค่เราสองคนเท่านั้นนะคะ”
เสาวรสรีบพยักหน้ารับ ทั้งคู่ไม่เห็นว่าจันทร์กับชะมวงก็มาแอบฟังอยู่ด้วย

ศตวรรษรับสายอยู่ที่โรงพยาบาล เขาตกใจมากเมื่อรู้เรื่องเสาวรสจากจันทร์ “อะไรนะ สิบล้าน!!”
จันทร์คุยโทรศัพท์รายงานศตวรรษจากที่บ้านโดยมีชะมวงคอยแอบฟังอยู่ “คุณนุศงุบงิบไม่ให้คุณนายบอกคุณวรรษด้วยค่ะ คุณวรรษรีบไปจัดการก่อนที่อ้อยจะเข้าปากช้างเถอะ จันทร์กลัวคุณนายจะเอาเงินไปถลุงหมดซะก่อน”
ศตวรรษวางสาย หนักใจที่รู้ว่าแม่กำลังเอาเปรียบอนุศนิยา

เสาวรสกำลังจะออกจากบ้าน พอแต่งตัวลงมาจากชั้นบนก็มาเจอศตวรรษมาดักรออยู่
“แม่ไปเป็นหนี้ใครตั้ง 10 ล้านครับ”
เสาวรสตกใจที่เห็นศตวรรษมาเอาเรื่อง เสาวรสตีมึนทันที “หนี้เน้ออะไร ไม่มี๊” เสาวรสเดินหนี
ศตวรรษคว้าแขนไว้ “ก็หนี้ก้อนที่แม่ไปไถจากนุศเขาวันนี้!!”
“แม่ไม่ได้ไถเขานะ เขาเป็นคนยกให้แม่เอง”
“แล้วแม่ร้อนเงินอะไรครับ ทำไมต้องไปเอาจากเขา”
“นี่เขาไปฟ้องแกเหรอ.. อ๋อ...นี่คงกะจะทำดีเอาหน้า แล้วโบ้ยความผิดว่าแม่ไปเอาเงินเค้าสินะ แม่ไม่ได้ออกปากขอเขาซักคำ”
“บอกผมมาแม่ไปกู้เงินก้อนนี้มาทำไม”
เสาวรสอึ้ง ไม่กล้าบอกว่าไปเสียหนี้ในบ่อน “แม่... แม่ก็...”
“แม่เอาเงินมากมายไปทำอะไร“
“เออ...แม่...แม่....”
ศตวรรษจ้องหน้าคาดคั้น “แม่ครับ!!! “
“แม่เป็นหนี้บ่อน” ศตวรรษตกใจ “แม่อยากช่วยวรรษหาเงิน นึกว่าจะเล่นได้ แต่กลับเสียหมดตัว ก็เลยต้องยืมเงินพวกมันมาต่อทุน แต่ยิ่งเล่นก็ยิ่งหมด”
“จนเป็นหนี้”
“ใช่จ้ะ“
ศตวรรษถอนใจ เสาวรสได้แต่ก้มหน้างุด

อนุศนิยาคุยโทรศัพท์กับเสาวรสในระหว่างที่กำลังเดินกลับห้อง “นุศไม่ได้เป็นคนบอกวรรษนะคะ”
“ก็ในเมื่อเรารู้กันแค่สองคน แม่ไม่บอก แล้ววรรษจะรู้จากใคร... แบบนี้มันหักหลังกันชัดๆแม่น่าจะเอะใจว่าคนใจดำอย่างหนูจู่ๆ จะเอาเงินมาให้ทำไม ที่แท้ก็จะไปใส่ไฟหาว่าแม่เป็นแม่ผัวโขกสับลูกสะใภ้ ทำไมกลัววรรษมันจะไม่รักไม่หลงรึไง .. คนสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ ต่อไปนี้ไม่ต้องมาแอ๊บใส่อีกแล้วนะ” เสาวรสวางสาย
อนุศนิยาตกใจมากเมื่อเห็นว่าเสาวรสโกรธขนาดนั้น

อนุศนิยาเข้าห้องมาเจอศตวรรษอยู่ในห้องอยู่ก่อนแล้ว จึงเดินเข้ามา โดยที่ไม่ได้ปิดประตู พอศตวรรษเห็นเธอมาเขาก็หน้าเครียดในทันที ศตวรรษหยิบเช็คที่อนุศนิยาเตรียมไว้จ่ายให้เสาวรสออกมา “อย่าให้เงินแม่ผมอีก”
“ใครบอกคุณ”
“ผมรู้ว่านุศหวังดี แต่ผมไม่อยากเกาะนุศกินอย่างที่ใครๆ เขาพูดกัน”
“แต่แม่คุณถูกขู่ จะปล่อยเอาไว้ได้ยังไงกัน “
“นี่มันเป็นปัญหาในครอบครัวผม ปล่อยให้ผมรับผิดชอบเอง ผมไม่ชอบให้นุศมีความลับกับผม อะไรที่ต้องทำลับหลัง แปลว่าเรากำลังไม่จริงใจต่อกัน ถ้าต้องทำในสิ่งที่อีกฝ่ายรู้ไม่ได้ สู้ไม่ทำเสียยังดีกว่า” ศตวรรษฉีกเช็คใบนั้นทิ้ง ก่อนจะจับมืออนุศนิยาขึ้นมาจับไว้ แล้วบอกอย่างจริงจัง “ผมจะทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เริ่มจากผมจะโอนบ้านให้คุณเป็นสินสอดตามที่เคยตกลงกันไว้ และผมจะรีบหาเงินมาล้างหนี้ให้เร็วที่สุด คุณจะได้ไม่อายที่มีผมเป็นสามี..ตกลงกันตามนี้นะคุณนุศ?”
อนุศนิยามองศตวรรษอย่างเข้าใจที่เห็นเขาพยายามจะกอบกู้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายคืนมา ที่หน้าห้องนันทพลยืนอยู่ได้ยินทุกอย่าง นันทพลสีหน้าครุ่นคิด
อนุศนิยาเข้ามาหานันทพลที่กำลังฟอกไตอยู่ นันทพลอ่านหนังสือ
“พ่อคะ...”
“ไงลูก วันนี้ทำงานเหนื่อยมั้ย“
“นิดหน่อยค่ะ แต่พอกลับบ้านความเหนื่อยก็หายเป็นปลิดทิ้ง “
“รู้มั้ย...ตั้งแต่ลูกแต่งงานกับหมอวรรษลูกยิ้มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน” อนุศนิยานิ่งฟัง “พ่อคิดไม่ผิดจริงๆที่ให้ลูกแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ พ่อรู้ตั้งแต่วันที่ไปขอให้เค้ามาแต่งงานเพื่อล้างข่าวคาวๆระหว่างลูกกับชยา พ่อดูออกว่าหมอวรรษรักลูก ไม่อย่างนั้นเค้าจะไม่ยอมลดศักดิ์ศรีมาแต่งงานกับลูก ทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องเจอกับความอึดอัดมากแค่ไหน” อนุศนิยาคิดตามที่นันทพลพูด “พ่อว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราจะทำให้หมอวรรษได้อยู่ในบ้านวรเลิศลักษณ์อย่างมีศักดิ์ศรีด้วยการจดทะเบียนสมรสกับลูก เค้าจะได้ภาคภูมิใจที่ได้เป็นสามีของนุศ แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มันเป็นการการันตีว่าเราสองคนพร้อมที่จะสร้างครอบครัวและมีอนาคตร่วมกัน”
อนุศนิยามองหน้านันทพลแววตาเป็นประกายอย่างเห็นด้วย

วันถัดมา รถอนุศนิยามาจอดที่หน้าสำนักงานเขต พอถึงแล้วอนุศนิยาก็รีบลงมาจากรถทันที
ศตวรรษท้วง “เรามาผิดที่แล้ว จะมาโอนบ้าน เราต้องไปที่สำนักงานเขตที่ดินมากกว่า“
อนุศนิยายิ้มแล้วบอกกับศตวรรษ “เรามาจดทะเบียนแต่งงานกันเถอะนะ”
ศตวรรษอึ้ง “รู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรออกมา”
“ตอนแต่งงานเราสองคนอาจไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ แต่วันนี้นุศอยากจดทะเบียนกับคุณเพื่อยืนยันว่านุศเต็มใจจะแต่งงานกับคุณจริงๆ คุณไม่อยากแต่งงานกับนุศรึไง”
ศตวรรษบอกอย่างอึดอัดใจ “ไม่ใช่แบบนั้น ผมแค่อยากให้นุศคิดเรื่องเงินๆ ทองๆ ให้ดี ผมไม่อยากให้มันมาเป็นปัญหาทีหลัง ถ้าที่บ้านคุณรู้คง...”
“เรื่องเงินทองมันจะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อเราหย่ากัน คุณคงไม่ได้คิดว่าเราจะมีวันนั้นหรอกใช่ไหม” ศตวรรษลำบากใจ อนุศนิยารู้ว่าศตวรรษกังวลเรื่องทรัพย์สินมาก “นุศคิดมาดีแล้ว นุศเชื่อใจคุณ ถึงได้อยากสร้างครอบครัวกับคุณไง นุศมีอะไรที่ทำให้คุณยังต้องลังเลอีกเหรอ”
ศตวรรษเห็นอนุศนิยาเว้าวอนขนาดนั้นก็ไม่รู้จะพูดยังไงต่อ “ตกลงเราจะจดทะเบียนกัน แต่เรื่องสินสมรส ผมจะไม่ขอรับทุกกรณี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น โอเคนะครับ“
“ค่า...พ่อคนรักศักดิ์ศรี”
ศตวรรษกับอนุศนิยายิ้มให้กัน
โสมมิกามาผ่านหน้าร้านเพชร แล้วบังเอิญเห็นเสาวรสเดินหน้าซีดออกมาจากร้านเพชร โสมมิกาเห็นก็แปลกใจ
“คุณแม่” เสาวรสหันมาเห็นโสมมิกาก็ตกใจ โสมมิกาสังเกตดูไม่เห็นตุ้มหู หรือเครื่องประดับใดๆ บนตัวเสาวรสเลย เสาวรสอายรีบเอามือปิดหูปิดคอที่โล่งไว้ โสมมิกาจึงรู้ทัน “ต๊าย... ออกมาจากร้านเพชรแต่โล่งไปทั้งตัว นี่ไปโดนใครรูดทรัพย์มาคะ”
“เปล่าย่ะ ฉัน... ฉัน...แค่เอาเพชรมาล้าง”
“ก็นั่นสิคะ มีลูกสะใภ้พันล้าน ถ้าต้องเที่ยวเร่เอาของมาปล่อย มีหวังอายเขาตาย ใครจะปล่อยให้แม่ผัวอดอยากเป็นขี้ปากคนจริงไหม” เสาวรสเจ็บจี๊ด จึงสะบัดหน้าหนีจะเดินไป “ตายจริง!นี่โสมพูดแทงใจดำคุณแม่หรือเปล่าค่ะ?” เสาวรสไม่ตอบรีบเดินหนีไป โสมมิกาหันไปมองที่ร้านเพชรสีหน้าครุ่นคิด “กำลังร้อนเงินอีกแล้วสินะอีป้า!” โสมมิกามองเจ้าเล่ห์

ศตวรรษกับอนุศนิยากำลังจะจดทะเบียนสมรสอยู่ต่อหน้านายทะเบียน ศตวรรษหันไปถามอนุศนิยาอีกครั้ง “คุณแน่ใจนะ”
อนุศนิยาลงมือเซ็นชื่อลงในใบทะเบียนสมรสแทนคำตอบ แล้วหันมายิ้มให้ศตวรรษ ชายหนุ่มหยิบปากกาขึ้นมาจรดเซ็นลงไป สองคนหันมายิ้มให้กัน สีหน้ามีความสุขมาก
เจ้าหน้าที่มองหน้าอนุศนิยากับศตวรรษ “ยินดีด้วยนะครับ คุณสองคนเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว “
อนุศนิยากับศตวรรษยิ้มให้เจ้าหน้าที่

โสมมิกาเดินเข้ามาในบ้านศตวรรษ เสาวรสมองอย่างตกใจ “เข้ามาได้ไง!! “
“ประตูบ้านคุณแม่ไม่ได้ปิด โสมก็เลยเดินเข้ามา” โสมมิกายื่นถุงไปตรงหน้าเสาวรส “โสมเอาของพวกนี้มาคืนให้คุณแม่ค่ะ” เสาวรสนิ่วหน้า “ของที่คุณแม่เอาไปขายที่ร้านเมื่อเช้าไงคะ”
เสาวรสผงะ รีบรับถุงมาเปิด และหยิบกล่องกำมะหยี่ออกมาเปิดเห็นตุ้มหูเพชร แหวนเพชรสามวง และเข็มกลัดที่เอาไปขาย เสาวรสตาโตเงยหน้ามองโสมมิกา
“ถึงหมอเขาจะไม่ต้องการโสมแล้ว แต่โสมยังรักหมออยู่ โสมทนดูคนที่โสมรักตกระกำลำบากไม่ได้หรอกค่ะ” เสาวรสเสียหน้าที่ถูกจับได้ว่าขายของเก่ากิน “คุณแม่เดือดร้อนอะไรทำไมไม่บอกโสม อย่างน้อยถ้าคุณแม่เอามาฝากไว้ที่โสม วันไหนที่คุณแม่อยากได้คืน โสมก็พร้อมจะขายคืนให้ไม่เอากำไร ถ้าคุณแม่มีความจำเป็นเรื่องเงินทอง บอกโสมก็ได้นะคะ โสมยินดีที่ช่วย” เสาวรสเงียบ พูดไม่ออก “โสมลาล่ะค่ะ” โสมมิกาหันหลังจะเดิน นึกได้หันกลับมา “อ่อ ลืมบอกว่า เบอร์มือถือของโสม ยังใช้เบอร์เดิมนะคะ“ โสมมิกายิ้มมุมปาก และหันหลังกำลังจะเดินออกไป
เสาวรสคิดๆๆๆ แล้วก็ตัดสินใจ...“เดี๋ยว..อย่าเพิ่งไป “
โสมมิกาหยุดเดิน ยิ้มสีหน้าพอใจ ก่อนจะหันมาทางเสาวรส
เสาวรสส่งโฉนดที่ดินแปลงที่ศตวรรษจะขอไปขายให้กับโสมมิกา “วรรษเขากำลังจะหาทางรีบปลดหนี้ เขาอยากจะปล่อยที่แปลงนี้ หนูพร้อมจะช่วยเขารึเปล่าล่ะ”
“นี่แต่งงานแล้ว หมอยังต้องใช้หนี้ด้วยเหรอคะ”
“วรรษคงอยากจะไถ่ตัวเองออกมา ถึงได้มาเร่งใช้หนี้เอาตอนนี้ ถ้าเอาเงินก้อนนี้ไปใช้หนี้ได้ วรรษก็คงจะปลดแอกตัวเองกลับมาเป็นโสดได้ไว”
“คุณแม่หมายความว่าหมอกำลังจะหาทางเลิกกับนุศเหรอคะ”
“เขาก็ทำท่าเหมือนจะทนไม่ไหว ถ้าหนูห่วงวรรษเขาก็ช่วยๆ ไถ่ตัวเขาออกมาดีไหม” เสาวรสยิ้มกริ่ม คิดจะหลอกเอาเงินโสมมิกา
โสมมิการู้ทันแต่อยากจะใช้เงินล่อเสาวรสจึงได้ทำเป็นตื่นเต้น “คุณแม่รับประกันได้ไหมล่ะคะว่าหมอเขาจะกลับมาหาโสม” เสาวรสชะงัก นิ่งไปกับสิ่งที่โสมมิกาถาม เพราะเสาวรสรู้ว่าศตวรรษไม่มีทางกลับมาหาโสมมิกาแน่นอน “เอาไว้คุณแม่ตอบคำถามของโสมให้ได้ก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกันอีกครั้งนะคะ“
เสาวรสหน้าเจื่อนพูดไม่ออก โสมมิกายิ้มอย่างถือไพ่เหนือกว่าก่อนจะเดินออกไป เสาวรสกลุ้ม

โสมมิกาเดินใส่แว่นดำออกมา สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องได้ใจ พลันเสียงมือถือดังขึ้น “ค่ะป๋า?? อยากให้โสมไปเจอที่ไหนนะคะ“ โสมมิกานิ่งฟัง

ชยากรเดินออกมา เสียงมือถือดังขึ้น ชยากรหยุด และหยิบมือถือออกมากดรับสาย “ครับ” ชายหนุ่มนิ่วหน้า “คุณอุดมศักดิ์?!!!“ ชยากรประหลาดใจมาก

ที่ห้องอาหารโรงแรม ชยากรเดินเข้ามาเจออุดมศักดิ์นั่งอยู่กับโสมมิกา ชยากรกับโสมมิกาต่างฝ่ายต่างตกใจ ชะงักงันกันไป
“ป๋าเรียกชยามาด้วยเหรอคะ??”
“ใช่...”
“ป๋าคิดไรอยู่“
“คิดที่จะทำให้แกมีอนาคตที่ดียังไงล่ะ” โสมมิกากับชยากรนิ่วหน้า “ฉันกำลังจะรีโนเวทโรงแรมนี้ ฉันก็เลยอยากให้ชยาช่วยมาเป็นที่ปรึกษาให้กับยัยโสมในการบริหารงานด้านอสังหาริมทรัพย์ “
ชยากรกับโสมมิกามองหน้ากัน โสมมิกานั่งนิ่งไม่ได้ดูกระตือรือร้นใดใด
“คงจะเสียเวลาเปล่ามั้งครับ”
โสมมิกาเงียบ...เบ้หน้าหันไปทางอื่น
“ถือว่าช่วยฉันเอาบุญได้ไหม? ฉันเชื่อว่าจะมีแต่ชยาเท่านั้นที่ทำให้ยัยโสมเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้”
ชยากรอึดอัดได้แต่ถอนหายใจ เบือนหน้าหนี โสมมิกาเกิดไอเดียบางอย่าง
ชยากรมาล้างมืออยู่ในห้องน้ำ ทันใดนั้นโสมมิกาโผล่พรวดบุกเข้ามาในห้องน้ำชาย ผู้ชายทียืนฉี่อยู่พากันแตกตื่น ชยากรอึ้ง! “เป็นบ้ารึไง เข้ามาทำไม!?”
“ไม่ต้องมาทำเป็นยี้ คิดว่าโสมขอให้ป๋าจับมารีเทิร์นกับคุณรึไง” โสมมิกาต้อนชยากรเข้าไปด้านในจนชิดผนัง จนพวกผู้ชายที่ฉี่อยู่พากันหนีออกไป

อ่านเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ตอนที่ 16 วันที่ 7 พ.ค.59

ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ บทประพันธ์โดย กรุง ญ. ฉัตร
ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ บทโทรทัศน์โดย ดนยา ทรัพย์ยิ่ง
ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ กำกับการแสดงโดย กฤษฎา เตชะนิโลบล
ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ผลิตโดย บริษัท ทอง เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ควบคุมการผลิตโดย คุณแอน ทองประสม
ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.
ติดตามชมละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ได้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ