อ่านเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ตอนอวสาน[2] วันที่ 12 พ.ค.59

อ่านเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ตอนอวสาน[2] วันที่ 12 พ.ค.59

อนุศนิยาตกใจมากเมื่อรู้ว่าที่ผ่านมาศตวรรษถูกตามปองร้าย “นุศไม่เห็นรู้เลยว่าเขาเจ็บหนักขนาดนี้”
“วรรษโดนหนักขนาดนี้ เพราะไปงัดข้อกับพ่อยัยโสม เพื่อจะแก้แค้นที่ยัยโสมทำกับหนู“
อนุศนิยารู้สึกผิดมาก “ทำไมเขาไม่บอกนุศซักคำว่าเขากำลังเจอกับอะไร“
“เขาคงไม่อยากให้หนูทุกข์เวลาที่อยู่กับเขาละมั้ง เขาขอกลับไปอยู่กับหนู ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่รอดถึงสิบวันรึเปล่าด้วยซ้ำ มันส่งคนมาดักซุ่มทุกวัน แต่เขาก็ยังอยากดูแลหนู อยากดูแลลูกให้ดีที่สุด”
อนุศนิยาช็อคมากในสิ่งที่เสาวรสพูดไปร้องไห้ไป

มิรันตรีวิ่งมาหาทุกคนตรงนั้น “นุศ... แย่แล้ว... เห็นนี่รึยัง” มิรันตรีหยิบใบปลิวออกมาส่งให้นุศดู พร้อมอธิบายให้ฟัง “มีคนเอาสัญญารับสภาพหนี้ของคุณวรรษมาแจก แถมคนแชร์ต่อกันในโซเชียลแฉว่าเขาเป็นสามีเงินผ่อนที่ขายตัวขัดดอก แล้วก็นี่... ล่าสุด.. มีคนแชร์คลิปนี้มา” มิรันตรีหยิบมือถืออกมา เป็นเสียงของอนุศนิยาที่เคยทะเลาะกับโสมมิกาที่คาซ่า


“วรรษเป็นผู้ชายของฉัน ฉันซื้อเค้ามาตั้งหกสิบล้าน ฉันมีสิทธิ์ในตัวเค้าทุกอย่าง เค้าเป็นเหมือนของของฉัน เธอคิดว่าฉันจะปล่อยเค้าให้ไปอยู่กับผู้หญิงอย่างเธอง่ายๆน่ะเหรอโสม ไม่มีทาง!!...เอาเป็นว่าฉันยังใช้ของชิ้นนี้ไม่คุ้มก็แล้วกัน แต่ถ้าฉันเบื่อเมื่อไหร่ ฉันอาจจะยกเค้าให้เธอฟรีๆก็ได้”
ทั้งอนุศนิยาและทุกคนที่อยู่ตรงนั้นพากันอึ้งเมื่อได้ยินบทสนทนานั้น
เสาวรสอึ้ง “นี่มันเสียงหนูนุศจริงๆ รึเปล่า”
อนุศนิยาตกใจที่อยู่ๆ ก็มีคลิปเสียงของเธอโผล่มา อนุศนิยาจนมุม ไม่นึกเลยว่าโสมมิกาจะเล่นสกปรกแบบนี้

ชยากรกับมิรันตรีหลบมาปรึกษากันเรื่องใบปลิวที่กระจายออกไป
“โสมจงใจอัดเสียงนุศไปปล่อย แต่ไอ้สัญญานี่ล่ะ มันเอามาจากไหน?”
“ไม่ยากหรอก เขาก็คงหลอกให้จีน่าไปขโมยมาอย่างทุกที”
“แล้วเขาตั้งใจจะปล่อยข่าวไปเพื่ออะไร”
“ก็คงจะอยากฉีกหน้านุศเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้คงจงใจให้คนเชื่อด้วยว่านุศใช้เงินปิดปากศตวรรษ คำพูดของศตวรรษจะได้ไม่มีน้ำหนักในคดี”
“ขนาดหนีคุกอยู่ยังกล้าทำขนาดนี้ มันไม่กลัวกฎหมายบ้างเลยรึไง”
ทั้งชยากรและมิรันตรีมองกันกลุ้มใจ สงสารศตวรรษและอนุศนิยาที่โดนเล่นงานไม่รู้จักจบสิ้น

เสาวรสกับหมอณัฐกำลังให้การกับตำรวจเรื่องที่ศตวรรษโดนทำร้าย พร้อมทั้งยื่นใบปลิวที่มีคนมาแจกไว้ให้ตำรวจเป็นหลักฐาน ทั้งหมดกำลังพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด

ภายในห้องพัก ศตวรรษถูกส่งตัวมานอนรักษาตัวอยู่ที่ห้องแต่เขายังไม่รู้สึกตัว ยังต้องให้เลือดตลอดเวลา อนุศนิยามายืนมองศตวรรษอย่างรู้สึกผิด อนุศนิยาคิดไปถึงสิ่งที่ศตวรรษบอกเอาไว้เมื่อวาน
ศตวรรษตรงเข้าไปจับแขนของอนุศนิยาให้เข้ามาหาแล้วระบายความรู้สึกออกมา “ผมหึง … ผมไม่อยากเห็นนุศอยู่กับเขา ผมไม่ชอบที่ต้องพูดไม่ตรงกับใจ ผมเหนื่อย ผมเบื่อ ผมไม่อยากเล่นเกมงี่เง่า ผมไม่อยากปล่อยเวลาที่เหลืออยู่ให้มันผ่านไปเปล่าๆ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน นุศให้ความสำคัญกับผมหน่อยไม่ได้รึไง”
อนุศนิยาเสียใจที่ไม่รู้มาก่อนว่าทำไมเวลาสิบวันนี้ถึงมีความหมายกับศตวรรษมากขนาดนี้ “ชาตินี้ไม่รู้จะต้องพูดคำว่า “ขอโทษ” กับคุณกี่ครั้ง แต่นุศอยากให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ช่วยตื่นมาฟังหน่อยได้ไหม แล้วนุศสัญญาต่อไปนี้จะไม่ใจร้ายกับคุณอีก” อนุศนิยาเข้าไปจับมือของศตวรรษไว้แต่ศตวรรษก็ยังไม่รับรู้ใดๆ ทำให้อนุศนิยารู้สึกใจหายมาก

ในลิฟต์โรงพยาบาลที่อัดแน่นไปด้วยญาติคนไข้ และเจ้าหน้าที่ ทุกคนพากันถกกันเรื่องใบปลิวที่ได้มา
ญาติคนไข้คนแรกเอ่ย “เห็นรักกันดี ที่แท้ก็สร้างภาพเหรอเนี่ย”
ญาติคนไข้อีกคนเสริม “หน้าหล่อ โพรไฟล์ดี ค่าตัวตั้งปีละ 20 ล้าน“
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบ่นเสียดาย “เพอร์เฟ็คท์อย่างหมอยังเป็นซะอย่างนี้ แล้วจะมีผู้ชายดีๆ ที่ไหนเหลือให้ทำพันธุ์”
เจ้าหน้าที่อีกคนแดกดัน “สมัยนี้อยากได้คนดีๆ คงต้องขายบ้านมาผ่อนเอาล่ะมั้ง”
เมื่อลิฟต์มาจอดถึงชั้นล่าง คนในลิฟต์ทยอยออกไป เหลืออนุศนิยาเป็นคนสุดท้าย คนไข้ที่กำลังรอจะเข้าลิฟต์ก็พากันสะกิดมองเธอ อนุศนิยาเห็นอย่างนั้นก็รีบเลี่ยงออกมา พออนุศนิยาเดินพ้นไป คนไข้ก็รีบสะกิดกันนินทาไล่หลัง
“ไฮโซคนนี้ไง”
“หน้าตาก็ดี ไม่มีปัญญาหาผัวแบบคนปกติเขารึไง”
อนุศนิยาชะงัก เธอพยายามแข็งใจ ไม่โต้ตอบ รีบเดินหนีหลบสายตาทุกคนไป

วันต่อมา ศตวรรษยังคงนอนหลับอยู่ที่เตียง เสาวรสที่นั่งเฝ้าไข้อยู่นั่งอ่านข่าวกอสซิปจากแท็บเล็ตเรื่องที่ศตวรรษถูกแฉ ในภาพข่าวนั้นมีรูปประกอบของศตวรรษและอนุศนิยาอยู่เต็มๆ เสาวรสอ่านแล้วถึงกับถอนหายใจกลัดกลุ้มเมื่อเห็นคนกำลังวิพากษ์เรื่องหนี้กันอย่างสนุกปาก เสาวรสหันมามองศตวรรษอย่างสงสาร เสาวรสเข้าไปลูบหัวปลอบศตวรรษ “ใครจะมองลูกยังไง ลูกก็ดีที่สุดสำหรับแม่เสมอ” เสาวรสเข้าไปจูบหน้าผากของศตวรรษเพื่อให้กำลังใจ

อนุศนิยาเข้ามาเยี่ยมนันทพลให้ห้องปลอดเชื้อหลังการปลูกถ่ายไต เป็นห้องพักคนไข้ปกติ เพียงแต่มีการจำกัดการเข้าออกของบุคคลภายนอกให้ต้องสวมหมวก หน้ากากและชุดคลุมเพื่อป้องกันเชื้อโรคทุกครั้งที่เข้ามา นันทพลเพิ่งฟื้นและนอนพักอยู่บนเตียง อนุศนิยามาเยี่ยมในชุดปลอดเชื้อและสวมหน้ากากไว้
“หมอเป็นยังไง?”
“ยังไม่ฟื้นเลยค่ะ”
“เห็นรึยังว่าชีวิตคนเรามันสั้นแค่ไหน ไม่ต้องรอหย่าก็อาจจะตายจากกันได้ ดูอย่างพ่อตอนที่แม่ตาย พ่อยังเคยคิดอยากจะให้แม่อยู่นานกว่านี้ ถึงอยู่แล้วทะเลาะกันทุกนาที แต่พอเขาตาย พ่อยอมแลกให้อายุตัวเองสั้นลงหนึ่งปีเพื่อให้เขาอยู่เหม็นหน้าพ่อต่อไปอีกวันก็ยังดี นุศก็เหมือนกัน พอถึงนาทีนี้ นุศก็รู้แล้วใช่ไหมว่าข้อเสียอะไรๆ ของหมอที่นุศรับไม่ได้ มันไม่มีความหมายอะไร”
อนุศนิยานั่งก้มหน้านิ่ง ยอมรับว่าตอนนี้เธอสามารถยกโทษให้ศตวรรษได้หมดแล้วทุกสิ่ง
ในขณะที่อนุศนิยากำลังไปปรึกษานันทพลอยู่นั้น ศตวรรษรู้สึกตัวตื่นขึ้นที่ห้องพัก ทางด้านนันทพลยังคงพูดกับอนุศนิยาอยู่ “ชีวิตคู่คือ ต่อให้ทุกข์รออยู่ เราก็ยังอยากกอดคออยู่ด้วยกันตลอดไป ที่นุศอยากหย่า ไม่ได้แปลว่านุศแกร่ง แต่เป็นเพราะนุศไม่กล้าแบกรับปัญหาเอาไว้ ปัญหามันจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในชีวิตให้นุศกับหมอ หมอเขาถึงได้ไม่เคยท้อแล้วยอมสู้ต่อไปกับนุศไง”
ศตวรรษพยายามหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง เขาแปลกใจที่ตื่นมาไม่เห็นใคร เขาหันไปเห็นมือถือของตัวเองวางอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง เห็นข้อความกระหน่ำเข้ามาไม่ขาดสาย ศตวรรษแปลกใจจึงหยิบมาดู ศตวรรษตกใจที่เห็นข้อความมากมาย
ศตวรรษกดลิ้งค์ในข้อความแชทที่คนส่งมา เข้าไปเจอกับเว็บไซต์ข่าวกอสซิปข่าวเดียวกับที่เสาวรสอ่าน ศตวรรษตกใจเมื่อเห็นตนเองปรากฏเป็นข่าวในนั้น เสาวรสเปิดประตูเข้ามา พอเห็นศตวรรษตื่นแล้วก็ดีใจ ไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าช็อคของศตวรรษที่ตื่นมารับรู้ข่าวเกี่ยวกับตัวเอง

นันทพลยังคงคุยอยู่กับอนุศนิยาอย่างต่อเนื่อง “คนเราถ้าต้องกักตัวเองอยู่ในห้องปลอดเชื้อ ไม่ได้แปลว่าเขาสุขสบาย แต่มันฟ้องว่าเรากำลังอ่อนแอ ถึงได้ออกไปเผชิญกับโลกข้างนอกไม่ได้ เหมือนอย่างพ่อตอนนี้ไง” นันทพลเอื้อมมือไปลูบหัวอนุศนิยา “ถ้านุศคิดว่าแต่งงานแล้วจะมีแต่ความสุขอย่างเดียว นั่นแปลว่านุศยังไม่ยอมรับความจริงของชีวิต เราเองยังไม่ดีพร้อม แล้วจะไปคาดหวังว่าคนอื่นจะมาเติมเต็มให้ชีวิตเราสมบูรณ์แบบได้ยังไง จะมีซักกี่คนที่ทนรับข้อบกพร่องของเราได้อย่างหมอทำ”
อนุศนิยาก้มหน้ารู้สึกเจ็บว่าสิ่งที่พ่อพูดมันตอกย้ำปมในใจของเธออย่างจัง

ที่ห้องพัก ศตวรรษนั่งหน้าเครียดอยู่ที่เตียงหลังจากรับรู้ข่าวทั้งหมด
“เรื่องสัญญาเงินกู้ที่หลุดออกไปต้องเป็นฝีมือยัยโสมมิกาแน่ๆ ยัยคนนี้ขยันสร้างเรื่องจริงๆ นี่หนูนุศก็กำลังโดนนักข่าวไล่บี้”
“ผมเพิ่งรู้ว่านุศเขาคิดกับผมแบบนี้ ลึกๆ แล้วเขาคงเห็นผมเป็นแค่ลูกหนี้ เขาถึงชอบบอกว่าผมไม่คู่ควรกับเขา”
“หนูนุศไม่ได้ตั้งใจหมายความอย่างที่พูดหรอกลูก คงพูดเพื่อประชดโสมมากกว่า โสมถึงเอามาแบล็คเมล์ไงล่ะ”
“ผมทำนุศอับอายไปทั่วอย่างนี้ เขาคงไม่ให้โอกาสผมอีกแล้วล่ะครับ”
“เรื่องแค่นี้ทำไมวรรษถึงรู้สึกมากนัก ทั้งๆที่ผ่านมาวรรษสู้มาตลอด”
“เพราะที่ผ่านมา ผมยังเชื่อว่า ผมจะดูแลนุศได้ไม่ทำให้เขาต้องอับอายที่มีผมอยู่เคียงข้าง แต่ตอนนี้ ผมไม่แน่ใจแล้วครับแม่ว่าการที่ชีวิตของนุศต้องมีคนอย่างผมมันจะดีสำหรับเขา ความจริงสิ่งที่นุศพูดกับโสมอาจจะเป็นสิ่งที่นุศรู้สึกจริงๆ แต่ไม่เคยกล้าพูดมันออกมา ขอผมอยู่คนเดียวซักพักนะครับแม่”
เสาวรสพูดไม่ออกจำใจต้องเดินออกไป ศตวรรษดิ่งชาอยู่ในห้วงความรู้สึก
ศตวรรษนั่งคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตั้งแต่งานแต่ง/การอยู่ด้วยกันแบบที่อนุศนิยาจัดโซนนิ่ง/เขาโดนโสมมิกาหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า และอนุศนิยาได้รับรู้ /อนุศนิยาตกเลือด
ศตวรรษคิดตก ตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงและกระชากสายน้ำเกลือออก ก่อนเดินออกไปจากห้อง

ศตวรรษในชุดคนไข้เดินออกมาจากห้องพักเพื่อจะไปเอาของที่แผนกไต เขารีบร้อนเดินมาแม้ว่าจะยังรู้สึกเจ็บแผลอยู่ ระหว่างทางที่ศตวรรษเดินมา ศตวรรษเห็นคนไข้ที่เขาเคยรักษาพากันซุบซิบ แม้แต่พยาบาลที่เคยยกมือไหว้เขาก็พากันหลบหน้าหลบตา ศตวรรษรู้ทันทีว่าทุกคนที่ทำงานมองเขาด้วยสายตาแปลกไปเพราะคลิปเสียงนั้น
ลูกแพร์เดินผ่านมา พอเห็นศตวรรษเดินออกมาในชุดคนไข้ก็ตกใจ “หมอฟื้นแล้วเหรอคะ...หายดีแล้วเหรอคะ แล้วนี่จะไปไหน“
ศตวรรษไม่ตอบเดินผ่านลูกแพร์เข้าแผนกไป ยิ่งทำให้ลูกแพร์งงจัด

อนุศนิยาอยู่ที่ห้องกับเสาวรส เธอตกใจที่รู้ว่าศตวรรษลุกหายไป อนุศนิยาหงุดหงิด “ทำไมถึงหายไปนานอย่างนี้ล่ะคะ”
“เอ... เดี๋ยวแม่ไปตามดีกว่า”
เสาวรสกำลังจะไป เสียงเคาะประตูดังขึ้น ลูกแพร์เปิดประตูห้องพักเข้ามา พอเห็นอนุศนิยาอยู่ที่นั่นก็ดีใจรีบเข้ามาหา “คุณนุศอยู่นี่เอง... หมอวรรษให้เอามาให้ค่ะ” ลูกแพร์เดินเข้ามาส่งพาสปอร์ตให้
อนุศนิยางง รับพาสปอร์ตมาเปิดดูพบว่าเป็นพาสปอร์ตของเธอเอง ที่ด้านในมีโพสอิทเขียนด้วยลายมือของศตวรรษติดอยู่ อนุศนิยาหยิบออกมาอ่าน “ผมรู้แล้วว่าผมไม่ดีพอสำหรับนุศตรงไหน ขอโทษที่ทรมานด้วยการยื้อนุศไว้ ผมจะติดต่อทนายและเซ็นหย่าให้ ผมรับปากว่าจะไม่มาให้เห็นหน้า หวังว่านุศกับลูกจะมีชีวิตที่ดีกว่าเมื่อไม่มีผม” อนุศนิยาอ่านข้อความแล้วตกใจเมื่อรู้ว่าศตวรรษกำลังหนีไป
เสาวรสเห็นสีหน้าอนุศนิยาแล้วยิ่งไม่เข้าใจ “เกิดอะไรขึ้นลูก”
อนุศนิยารีบส่งพาสปอร์ตให้เสาวรสอ่านเอาเอง แล้วเธอก็รีบวิ่งออกไปตามศตวรรษ

อนุศนิยารีบวิ่งออกมาตามหาศตวรรษ พอเห็นหมอณัฐกำลังเดินมา อนุศนิยาก็รีบวิ่งเข้าไปหา “เห็นคุณวรรษรึเปล่าคะ... คุณวรรษอยู่ไหน?”
“อ้าว มันฟื้นแล้วเหรอครับ”
อนุศนิยาท้อใจมากที่หมอณัฐไม่รู้เรื่อง เธอ รีบออกไปตามหาศตวรรษต่อ ทำเอาหมอณัฐงุนงง

อนุศนิยารีบวิ่งมาที่ชั้นล่าง พยายามจะมองหาศตวรรษเพื่อจะห้ามไม่ให้เขาไป ยิ่งอนุศนิยาหาศตวรรษไม่เจอก็ยิ่งร้อนรน จึงได้พยายามวิ่งออกมาตรงทางออก แล้วก็เห็นศตวรรษซึ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดทำงานที่เขาสำรองไว้
กำลังเดินออกไปที่ประตู “คุณวรรษ!!” ศตวรรษไม่ได้ยิน เขาเดินออกไปที่แท็กซี่ที่มาจอดรอผู้โดยสาร อนุศนิยารีบวิ่งตามไปเรียก “คุณวรรษ...อย่าเพิ่งไป!!”
ศตวรรษเปิดประตูขึ้นรถแท็กซี่ แล้วรถแท็กซี่ก็ขับออกไป อนุศนิยาวิ่งออกมาทันตอนที่รถขับออกไปพอดี อนุศนิยามองตามรถไปอย่างเสียดาย เธอได้แต่ยืนเสียใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมศตวรรษถึงตัดสินใจทิ้งเธอไป

เช้าวันต่อมา ศตวรรษเดินเข้ามาในกระท่อมที่เกาะรอก ศตวรรษมองสำรวจกระท่อมอย่างเหงาๆ ท่าทางของเขายังเหมือนคนป่วยอยู่ เขาเดินไปเห็นกระจกส่องหน้าที่แขวนไว้ที่ฝาบ้าน ในกระจกมีรอยลิปสติกผู้หญิง ศตวรรษเดินไปที่หน้ากระจก เห็นเงาใบหน้าอันซีดเซียวของเขาที่กระจก มีรอยลิปสติกทาบอยู่กับปากของเขาทำให้ความทรงจำของศตวรรษหวนกลับมา

4 เดือนก่อนหน้านั้น ตอนที่ศตวรรษและอนุศนิยามาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่เกาะ ขณะที่ศตวรรษกำลังแต่งตัวอยู่หน้ากระจกบานนั้นก่อนที่จะออกไปทำงาน
อนุศนิยาแกล้งเดินมาขัดจังหวะศตวรรษ “ลืมอะไรรึเปล่า” ศตวรรษไม่รู้ตัว อนุศนิยาจึงเดินไปจูบเงาในกระจกตรงบริเวณริมฝีปากของศตวรรษแทน อนุศนิยาเดินออกมาในกระจก มีรอยลิปสติกเป็นรูปริมฝีปากของอนุศนิยาอยู่ตรงตำแหน่งปากของศตวรรษพอดี
ศตวรรษยิ้มเพราะรู้ว่าอนุศนิยามาทวงมอร์นิ่งคิส เขาจึงแกล้งดึงตัวของอนุศนิยามา แล้วจูบเธอทันที

รอยลิปสติกบนกระจกที่ยังอยู่ตรงตำแหน่งเดิม ศตวรรษมองไปที่รอยบนกระจกอย่างสะเทือนใจที่รู้ว่าอะไรๆ ไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว

ศตวรรษไปนั่งที่หาดในบรรยากาศเวิ้งว้าง เหม่อมองออกไปที่ทะเลอย่างเศร้าสร้อย เมื่อต้องกลับมาอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง แอเซาะกับมาเรียมอยู่ที่หน้ากระท่อม ทั้งสองคนพากันมองศตวรรษอย่างเป็นห่วง
“อาการแบบนี้สงสัยอกหัก”
“สงสัยอีหน้าแน่นมันคงหนีไปมีผัวใหม่“
“รักกันจะตายยังทิ้งกันได้“
“ก็พี่วรรษเป็นคนดีเกินไป กับคนอย่างนั้นเสียตัวให้ได้ แต่ไปเสียใจให้มันทำไม อีนั่นมันไม่มีหัวใจ รักใครไม่เป็นหรอก”

อ่านเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ตอนอวสาน[2] วันที่ 12 พ.ค.59

ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ บทประพันธ์โดย กรุง ญ. ฉัตร
ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ บทโทรทัศน์โดย ดนยา ทรัพย์ยิ่ง
ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ กำกับการแสดงโดย กฤษฎา เตชะนิโลบล
ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ผลิตโดย บริษัท ทอง เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ควบคุมการผลิตโดย คุณแอน ทองประสม
ละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.
ติดตามชมละครเรื่อง เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ได้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ