อ่านละครเรื่อง ทายาทอสูร ตอนที่ 12 วันที่ 29 มิ.ย.59

อ่านละครเรื่อง ทายาทอสูร ตอนที่ 12 วันที่ 29 มิ.ย.59

สนทรรศน์ตรงเข้ากอดปลอบ วรินทร์อยู่ในอ้อมกอดของสนทรรศน์อย่างรู้สึกปลอดภัย...

ส่วนที่ห้องจัดงานรวมญาติ ข้าวของทุกอย่างที่ถูกเสกขึ้นมาลวงตากลายเป็นก้อนหิน กระดาษ กิ่งไม้ใบไม้รกรุงรังไปหมด บรรดาญาติทั้งจริงทั้งปลอมต่างหนีกระเจิงกันขวัญหนีดีฝ่อ ส่วนมานพเป็นลมหมดสติต้องพาส่งโรงพยาบาล

ที่ห้องพิธีกรรม เธียรมองตุ๊กตาสังคโลกที่ถูกฟันแตกอย่างเสียดาย จึงเก็บไปอ้างว่าจะเอาไปทำลาย แต่เพราะเป็นของเก่าแก่ที่เผาด้วยความร้อนสูง จึงต้องเอาไปเผาที่โรงหลอมเหล็กของเพื่อน เธียรกับเดช เอากระเบื้องตุ๊กตากุมารเข้าเตาหลอมจนกลายเป็นโคลน เธียรเอาถังมารองรับโคลนไว้ เดชพูดอย่างโล่งใจว่า



“จบกันเสียทีไอ้อสูรโขน”

ooooooo

เช้าวันต่อมา วรนาฎที่แก่และอ่อนล้านั่งรถเข็น กับสุดาดวง และวรินทร์ ร่วมกันใส่บาตร วางพวงมาลัยบนบาตรพระแล้ว วรนาฎพนมมือภาวนา

“ข้าพเจ้า ขออุทิศบุญกุศลที่ได้ทำในครั้งนี้ ให้แก่ช่างโขน เวรกรรมใดที่เคยทำต่อกันไว้ทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ขอช่างโขนจงรับและอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อไปเลย”

หลังจากอสูรออกจากร่างและวรนาฎกลายเป็นคนแก่แล้ว วรินทร์กับสุดาดวงยังคงดูแลอย่างดี แต่โอฬารและ รังสรรค์เมื่อเห็นว่าวรนาฎไม่มีเงินทองมาปรนเปรอแล้วต่างก็หนีห่าง แม้แต่แก้วก็หวาดกลัวไม่อยากไปรับใช้

วันนี้วรนาฎอยากไปนั่งสูดอากาศที่ริมคลองข้างเรือน เมื่อสุดาดวง วรินทร์และรัชโรจน์ประคองไปนั่ง แม่ชีแสงบุญก็เข้ามานั่งข้างๆ จับมือพี่สาว ขอโทษที่ตนเคยร่วมมือกับคุณแม่ทำให้พี่เข้าใจสุรนิตย์ผิด จนยอมเป็นทายาทอสูร วรนาฎบอกว่า อย่าได้เอาเรื่องนั้นมาเป็นทุกข์อีกเลย ตนไม่คิดแค้นเคืองอะไร พูดอย่างปลงแล้วว่า

“เราต่างก็โดนกิเลสบังตา จนทำให้อสูรร้ายมันเข้ามาครอบงำจิตใจอย่างง่ายดาย แต่เธอก็ได้แก้ไขด้วยการอุทิศตนให้พระศาสนา พี่สิ ที่ไม่มีโอกาส”

แม่ชีแสงบุญบีบมือพี่สาวอย่างสำนึกผิด

ooooooo

หนานจรวย สนทรรศน์ และเดช เข้ามอบตัวกับตำรวจในหลายคดี ทั้งการจับตัววรินทร์เรียกค่าไถ่ กรณีฆ่าเซียนเต้าและการฆ่าหักหลังกันเองของพวกแก๊งค้าของเก่า แต่ต้องปล่อยตัวทั้งหมดเพราะพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง

เดชจะกลับไปที่สำนักแม่ชีแสงบุญ รัชโรจน์จะไปส่ง หนานจรวยให้ส่งที่ท่ารถก็พอเดินทางแค่นี้สบายมาก รัชโรจน์บอกสนทรรศน์กับวรินทร์อย่างรู้ใจหนุ่มสาวว่าให้กลับกันเองเพราะรถตนเต็ม

แห่งแรกที่สนทรรศน์พาวรินทร์ไปคือเจดีย์เก็บกระดูกของกษิดิศที่วัด ทั้งสองคุกเข่าคู่กัน สนทรรศน์รายงานพ่อว่า

“ผมทำสำเร็จแล้วครับพ่อ ผมกำจัดอสูรได้แล้ว”

“คุณลุงต้องสละชีวิตเพื่อปกป้องอุ้ยและครอบครัวเอาไว้ อุ้ยจะไม่มีวันลืมพระคุณของคุณลุงเลยค่ะ”

“พ่อไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะครับ ต่อจากนี้ไป ผมจะเข้มแข็ง ใช้ชีวิตตามคำสอนของพ่อ”

“แล้วถ้าต่อไปพี่ทรรศน์เกิดคิดเกเร ทำอะไรไม่ดีละก็...อุ้ยรับรองค่ะ ว่าจะเป็นคนปราบพี่ทรรศน์แทนคุณลุงเอง”

ทั้งสองมองกันหัวเราะอย่างสดชื่นต่อหน้ารูปกษิดิศที่ติดอยู่หน้าเจดีย์

สนทรรศน์ยังพาวรินทร์ไปที่สนามรักบี้ในมหา– วิทยาลัย ระลึกความหลังเมื่อครั้งวรินทร์ไปขอให้เขามาเล่นละครถูกเขาแกล้งให้เต้นเชียร์รักบี้ วรินทร์ยอมเต้นแต่ก็เตะลูกรักบี้กระเด็นแก้แค้นก่อนออกจากสนามไป

วรินทร์ชวนสนทรรศน์ไปหาวรนาฎที่เรือนปั้นหยา วรนาฎหลับอยู่ แต่พอลืมตาเห็นสนทรรศน์ก็ลุกขึ้นนั่งดีใจสุดๆ

“พี่สุรนิตย์ นี่พี่จริงๆใช่ไหม พี่กลับมาหาฉันแล้วใช่ไหม พี่สุรนิตย์รู้ไหมว่าฉันรอพี่มานานแค่ไหน...”

วรนาฎประคองหน้าสนทรรศน์ด้วยความคิดถึงและห่วงหา น้ำตาไหลพราก...

สนทรรศน์งงมาก แม่ชีแสงบุญชี้แจงว่าสุรนิตย์คือปู่ของสนทรรศน์เป็นคนรักเก่าของวรนาฎ แต่เพราะสุรนิตย์เป็นพ่อค้าเร่ เลยถูกคุณแม่ร่วมกับยายทรัพย์กีดกันความรัก แม่ชีแสงบุญพูดอย่างรู้สึกผิดว่า

“ยายเองก็มีส่วนผิดอยู่ไม่น้อย ที่ทำให้คนทั้งสองต้องทุกข์ทรมานจากการพลัดพราก พี่นาฎก็คงยังฝังใจกับพี่สุรนิตย์ที่หน้าเหมือนสนทรรศน์ราวกับคนคนเดียวกัน”

วรินทร์รำพึงว่าทำไมบังเอิญขนาดนี้ แม่ชีบอกว่าไม่มีความบังเอิญแต่เราทุกคนมีกรรมผูกพันกันถึงได้มาพบเจอกันและถ้าเรายังไม่หยุดสร้างเวรต่อกัน เราก็คงต้องพบกันอีกไม่รู้กี่ภพชาติ วรินทร์พึมพำอย่างสะท้อนใจว่า

“ชีวิตมนุษย์ช่างน่าเศร้าจริงๆ”

ด้วยความรักสงสารคุณยายใหญ่ วรินทร์ขอให้สนทรรศน์มาหาคุณยายบ่อยๆ ตนอยากให้ท่านได้จดจำเวลาดีๆเอาไว้ สนทรรศน์พูดยิ้มๆมีเลศนัยว่าได้ เพราะยังไงตนก็ต้องมาหาอุ้ยอยู่แล้ว สัญญาว่าต่อไปตนจะอยู่ข้างๆ และดูแลอุ้ยตลอดไป

วรินทร์ยิ้มเศร้าๆ บอกว่าตนรู้สึกเพลียๆ อยากพักผ่อนให้เขากลับไปก่อน เธอมองตามหลังเขาที่เดินไปเศร้าๆ...

รัชโรจน์ไปเยี่ยมมานพที่โรงพยาบาล รับรู้อย่างหดหู่ว่ามานพเส้นโลหิตในสมองแตกเป็นอัมพาตพูดไม่ได้เคลื่อนไหวไม่ได้ นัยน์เนตรโทษว่าเพราะถูกโอฬารกับรังสรรค์ทำร้าย รัชโรจน์บอกว่าตนจะช่วยดูแลคุณลุงด้วย

รัชโรจน์กลับมาตรวจงานที่ห้องทำงานในมหาวิทยาลัยแต่ไม่มีสมาธิ จึงโทรศัพท์ไปหาเธียร

เธียรในสภาพเพี้ยนๆ กำลังเอาเศษกระเบื้องตุ๊กตากุมารสังคโลกมาต่อกัน มีแปรงและอุปกรณ์วางอยู่ใกล้ๆ ตัดบทบอกรัชโรจน์ว่าตนกำลังทำวิจัยห้ามกวน

ที่แท้เธียรแอบเอาเศษกระเบื้องตุ๊กตากุมารมาไว้ที่ท้ายรถ แต่ทำทีเป็นว่าเผาทิ้งไปแล้วหลอกเดชจนเชื่อสนิท

ooooooo

เพื่อความสุขในบั้นปลายชีวิตของคุณยายใหญ่ รัชโรจน์ สนทรรศน์ และวรินทร์ โดยการนำของแม่ชีแสงบุญ จึงพาวรนาฎไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านเก่าแต่วัชรีย์วัลย์ขายพาแม่ไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ วรนาฎรำพึงเศร้าว่า

“ฉันจำได้แล้ว ตั้งแต่คุณพ่อท่านเสียเพราะน้ำมืออสูร คุณแม่ก็เสียสติ ฉันได้แต่มองดู โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย...แค่ขอกลับมาใช้วาระสุดท้ายชีวิตที่บ้านเกิด ฉันยังทำไม่ได้...”

วรนาฎขอไปยังอีกที่หนึ่ง คือคุ้มไม้สัก ซึ่งท่าน้ำทรุดโทรม คุ้มไม้สักรกเรื้อด้วยกิ่งไม้ใบหญ้า วรนาฎ

มาที่นี่เพื่อจะเอารูปตนที่ถ่ายคู่กับสุรนิตย์ เมื่อเจอรูปแล้ว วรนาฎบอกแม่ชีแสงบุญที่เป็นคนถ่ายรูปนี้ให้ในอดีตชาติที่เป็นวัชรีวัลย์ว่า

“พี่เอาติดตัวมาที่นี่ ก่อนที่จะถูกอสูรเข้าครอบครองร่าง แล้วต้องเก็บซ่อนเอาไว้ เพราะกลัวคุณแม่ท่านจะจับได้ ภาพใบนี้เป็นของล้ำค่าชิ้นเดียวที่พี่มี”

“คุณยายใหญ่อยากกลับมาที่นี่ เพราะภาพใบนี้สินะครับ” รัชโรจน์ถาม

“ภาพนี้ เป็นช่วงเวลาที่ยายมีความสุขที่สุดในชีวิต...”

วรนาฎนึกถึงวันที่วัชรีวัลย์ถ่ายรูปนี้ให้เมื่อตนกลับจากพายเรือเก็บดอกบัวกับสุรนิตย์อย่างมีความสุขในบึงบัว...ก่อนที่สุรนิตย์จะไปค้าขายเพื่อเก็บเงินกลับมากราบข้าราชการผู้ใหญ่ไปสู่ขอให้สมฐานะ เชื่อว่าคุณแม่ต้องยอมเราแน่ๆ วรนาฎสัญญาว่านานเท่าไรตนก็จะรอ และสุรนิตย์ก็สัญญาว่าจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด...เมื่อพลิกดูหลังภาพ สุรนิตย์เขียนไว้ว่า

“พี่ให้คำมั่น จะรักนาฎจนวันตาย...สุรนิตย์”

ooooooo

วรนาฎพลิกรูปกลับมา ดูรูปคู่ที่ยิ้มแย้มมีความสุขนั้น รำพึงอย่างปวดร้าว...

“แต่แล้ว ฉันก็รักษาคำสัญญาของเราเอาไว้ไม่ได้”

สนทรรศน์บอกว่าตนมั่นใจว่าคุณปู่ท่านไม่มีทางโกรธคุณยายใหญ่ รัชโรจน์พึมพำว่าไอ้โขนก่อกรรมกับผู้คนไว้ไม่น้อยเลย แม่ชีแสงบุญสอนหลานว่า...

“หลานรู้ไหม กิเลสมันพาให้เราตีความสิ่งต่างๆ วิปลาสคลาดเคลื่อน จนไม่อาจเห็นโลกความจริง พอเราคิดผิด เข้าใจผิด ก็ย่อมทำผิด ไม่เพียงแต่ไอ้โขนหรอก เราทุกคนก็ด้วย พระพุทธองค์ท่านถึงทรงสอนว่าจะทำอะไรให้มีสติกำกับไว้”

“ตอนนั้นถ้ายายเข้มแข็งและมีสติพอ ก็คงไม่หลงกลอสูรโดยง่าย” วรนาฎเอ่ย รำพึงอย่างเสียดายว่า “ชั่วชีวิตนี้ยายคงไม่มีความสุขอย่างนั้นอีกแล้ว”

“มีสิคะ พวกเราจะช่วยให้คุณยายใหญ่มีความสุขอีกครั้งเอง” วรินทร์เอ่ย สบตาสนทรรศน์อย่างมีนัย

ครู่หนึ่งสนทรรศน์พายเรือให้วรนาฎนั่งเก็บดอกบัวไปในบึง คุยอย่างมีความสุขว่า

“คุณยายใหญ่ไม่ใช่แค่ยายของอุ้ย แต่เป็นผู้หญิงที่คุณปู่ผมรัก ผมอยากทำให้คุณยายใหญ่มีความสุขเหมือนที่คุณปู่ของผมท่านเคยทำมาก่อน”

วรนาฎรำพึงว่าสุรนิตย์คงโกรธตนมาก สนทรรศน์แย้งว่า “ไม่จริง คุณปู่ยังคิดถึงคุณยายอยู่เสมอ”

“ถ้าอย่างนั้น พ่อทรรศน์เล่าให้ยายฟังได้ไหม...ว่าปู่ของพ่อทรรศน์เป็นยังไงบ้าง หลังจากที่เราจากกันแล้ว...”

สนทรรศน์พายเรือในบึงบัว พลางเล่าเรื่องปู่สุรนิตย์ให้คุณยายใหญ่ฟัง มีความสุขทั้งผู้เล่าและผู้ฟัง

ที่ศาลาริมบึง วรินทร์ แม่ชีแสงบุญและรัชโรจน์ดูเรือน้อยในบึงบัวพลอยมีความสุขไปด้วย วรินทร์เอ่ยว่า คุณยายใหญ่แข็งแรงและสดชื่นขึ้น แต่แสงบุญยังห่วงว่าถ้าพี่สาวยังยึดติดอยู่กับอดีต โหยหาความทรงจำในอดีต มันจะทำให้ทุกข์มากกว่าสุข รัชโรจน์ติงว่าคงระยะแรกเท่านั้น ตอนนี้คุณยายใหญ่ได้อิสระคืนมา ท่านคงอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด

“อุ้ยยอมทำทุกอย่าง ขอให้คุณยายใหญ่ท่านได้พบกับความสุขที่ท่านรอคอยมาตลอดชีวิต”

“ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ล้วนไม่เที่ยง แต่คนเรากลับยึดมั่นถือมั่น เช่นนี้แล้วก็ไม่มีทางหลุดพ้น” แม่ชีเอ่ยอย่างกังวลใจ

คืนนี้วรนาฎฝันร้ายว่าอสูรโขนเข้ามาหา ถามว่าแน่ใจหรือว่าอยากตายในสภาพหญิงชราอย่างนี้ ทั้งที่ความรักและความหวังยังรออยู่ คนรักอุตส่าห์ข้ามภพข้ามชาติมาหาแล้วจะทิ้งไปอย่างนั้นรึ จากนั้นทั้งข่มขู่และโน้มน้าวให้วรนาฎยอมให้สืบทายาทต่อไปเพื่อจะได้คงความสาวความสวยไว้เหมือนเดิม และได้พบกับคนรักใหม่ ไม่ต้องผิดหวังอย่างที่แล้วมา

วรนาฎหวีดร้องหวาดกลัว อสูรโขนคว้าคอบีบ แล้วคายตะขาบออกมาพุ่งเข้าหาวรนาฎทันที

พอสะดุ้งตื่น วรนาฎคลำคอตัวเองอย่างหวาดกลัว บอกแม่ชีแสงบุญที่นั่งสมาธิอยู่ใกล้ๆว่า

“ไอ้โขนมันยังไม่ตาย มันจะมาใช้ร่างของพี่ พี่จะทำยังไงดี ตอนนี้พี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยากมีชีวิตอยู่หรืออยากตาย”

“พี่นาฎ ความตายนั้นไม่ว่าเร็วหรือช้า ก็จะมาถึงทุกคน หากวันนี้เรายังมีชีวิตอยู่ แม้เหลือเวลาเพียงน้อยนิด ก็ควรหมั่นเจริญมรณสติ ยิ่งระลึกถึงความตาย ยิ่งช่วยให้ปล่อยวางได้ เมื่อวินาทีนั้นมาถึง จะได้มีเสบียงบุญไปสู่ภพหน้า ไม่ตกลงสู่อบายภูมิ”

วรนาฎยิ้มอย่างเข้าใจคำสอน ค่อยๆหลับตาจิตสงบลงอีกครั้ง

แม่ชีแสงบุญค่อยๆดึงมือออกจากการเกาะกุมมือพี่สาว มองด้วยความรู้สึกกังวลบางอย่าง...

ooooooo

เธียรมุ่งมั่นประกอบตุ๊กตากุมารสังคโลกจนเสร็จ เขาฟุบหลับไปกับโต๊ะเพราะอดนอนมาทั้งคืน ครู่หนึ่งมีเงาตะขาบค่อยๆเคลื่อนเข้ามาทาบร่างเธียรไว้...

เธียรในสภาพตาแข็ง ขอบตาคล้ำดำ ถือตุ๊กตากุมารสังคโลกไปที่เตาทุเรียงในอุทยาน ยามถามว่าอาจารย์มาทำไมค่ำมืด อุทยานปิดทำการแล้ว เธียรไม่ตอบ เดินดิ่งไป ยามตามไปจับแขน เธียรหันกลับมาพร้อมเสียงหัวเราะหึๆ น่ากลัวอยู่ข้างหลัง พอยามหันไปวิญญาณอสูรโขนพุ่งเข้าใส่ทันที ยามร้องสุดเสียงแล้วเงียบไป

เธียรเอาตุ๊กตากุมารสังคโลกวางไว้ในเตาทุเรียง นั่งขัดสมาธิบริกรรมคาถา พอลืมตาขึ้น ดวงตาก็เป็นสีเขียวมรกตแข็งกร้าว พอหงายมือขึ้นมีดวงไฟคุโชน เธียรสะบัดมือทีเดียวไฟในเตาทุเรียงก็ลุกพรึ่บ จากนั้นเสียงอสูรโขนว่าคาถา แล้วขอกับองค์เทพศตบาทอย่างอาฆาตแค้นว่า

“ข้าแต่องค์เทพศตบาท ด้วยพลังแห่งความอาฆาตแค้น พลังแห่งความมืดดำชั่วร้ายที่สุดของก้นบึ้งแห่งจิตใจข้า ข้าขอพลังจากท่าน ขอท่านจงช่วยข้าบดขยี้พวกมันอีกครา!”

ทันใดลมพัดแรงราวกับพายุกำลังจะมา บรรดาสัตว์เลื้อยคลานต่างก็ออกจากหลุม จากรู มารวมตัวกันยั้วเยี้ยเต็มไปหมด อสูรโขนยังคงว่าคาถาไม่หยุด

ครู่หนึ่งอสูรโขนเข้าซ้อนในร่างเธียร พออ้าปาก ตะขาบก็พุ่งออกมาเป็นเงาดำเข้าไปในตัวตุ๊กตากุมารสังคโลก เธียรล้มสลบไปทันที ตุ๊กตากุมารสังคโลกตาวาวขึ้น เสียงอสูรโขนจากตุ๊กตาดังก้องไปทั่วอุทยานศรีสัชนาลัยว่า...

“ไม่มีคำว่าอโหสิ! พวกเอ็งทุกคนต้องเซ่นสังเวยไฟแค้นของข้า! จำไว้ ไอ้พวกพระยาเชลียง!!”

พริบตานั้นท้องฟ้าก็กลายเป็นสีเลือดแดงฉาน!

ooooooo

วันนี้รัชโรจน์พาสุดาดวง วรินทร์และวรนาฎไปวัดศรีสัชนาลัย ส่งทุกคนลงแล้วขับเลยไปหาที่จอดรถ ขณะแวะซื้อดอกไม้ธูปเทียนนั้น เห็นเธียรเดินอยู่ จึงร้องทักแต่เธียรเดินทื่อหายไป พอดีวรินทร์วิ่งตามมาบอกว่าคุณยายใหญ่เป็นลม!

เมื่อพากันกลับมาถึงเรือนปั้นหยา สุดาดวงให้วรินทร์เช็ดตัวให้คุณยาย ส่วนตัวเองจะไปเตรียมอาหารเพราะตั้งแต่กลับมาคุณป้ายังไม่ยอมทานอะไรเลย บ่นอย่างกังวลว่าจะให้อยู่โรงพยาบาลก็ไม่ยอมอยู่

“คุณยายใหญ่คงอยากอยู่ใกล้ๆลูกหลานน่ะค่ะคุณแม่ อยู่บ้านท่านคงสบายใจกว่าอยู่โรงพยาบาล”

แม่ชีแสงบุญกุมมือพี่สาวบอกว่าตนต้องกลับไปจัดการธุระที่สำนักก่อน แล้วจะลงมาเยี่ยมบ่อยๆ

“จากกันคราวนี้ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกไหม พี่รู้ตัวว่าคงอยู่อีกไม่นาน”

“อย่าลืมสิว่า ดวงจิตที่เข้มแข็งจะทำให้ร่างกายนั้นแข็งแรงขึ้นไปด้วย ที่สำคัญการกำหนดลมหายใจให้รู้ตัวตลอดเวลาจะขจัดความกลัวที่อยู่ในหัวใจให้หายไปได้ หมั่นเจริญภาวนาอย่างที่ฉันสอนเอาไว้นะจ๊ะ”

แม่ชีแสงบุญปลอบใจวรนาฎ พอหันไปก็เห็นวรินทร์นั่งมองคุณยายใหญ่อยู่อย่างไม่สบายใจ

สุดาดวงติงว่าคุณแม่ไม่น่ารีบกลับน่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณป้าอีกสักพัก เพราะคุณป้าดูอ่อนแรงลงไปมาก ตนกลัวว่า...

“อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ไม่มีใครห้ามความตายได้ ที่สำคัญคือต้องทำให้ป้าเราปล่อยวางและยอมรับความจริงให้ได้มากที่สุด นี่ถ้าร่างกายเขาไม่อ่อนแอแบบนี้ แม่คงพาเขาไปที่สำนัก ไปปฏิบัติธรรมที่นั่น”

รัชโรจน์เข้ามาบอกแม่ชีว่ารถพร้อมแล้ว สุดาดวงไหว้ลา แม่ชีอวยพร ขอให้พระธรรมขององค์สัมมาสัมพุทธ–เจ้าคุ้มครอง สุดาดวงกำชับรัชโรจน์ให้ดูแลแม่ชีด้วย

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะส่งคุณยายเล็กให้ถึงสำนักเลย”

รัชโรจน์ขับรถเลี้ยวออกไป แม่ชีแสงบุญนั่งเบาะหลังซ้ายมือของคนขับ ทันใดนั้นท้องฟ้าก็อึมครึมขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และมีเงาตะขาบลอยวนไปมามากมาย

ooooooo

แล้วก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เมื่อไฟในอาคารออฟฟิศทาวเวอร์ที่โอฬารสร้างไม่ทันเสร็จ ดับทั้งอาคาร ช่างไปดูที่ห้องเมนไฟ ไม่พบอะไรผิดปกติ แต่ทันใดก็เห็นตะขาบเลื้อยออกมาจากด้านใน ช่างไฟมองอึ้ง

ใกล้ๆนั้น เธียรยืนแหงนมองช่างตาแดงน่ากลัว ทันใดไฟก็สว่างขึ้น รัชนีเลขาสาวคนใหม่ของโอฬารบอกว่าไฟติดแล้ว พูดไม่ทันขาดคำไฟก็ดับอีก เธอตกใจโดดกอดโอฬาร ทั้งสองจ้องตากัน พอโอฬารรู้สึกตัวก็ผลักเธอออก โอฬารเห็นเธียรเดินผ่านเขารีบเดินตาม

ครู่เดียว ช่างไฟก็วิ่งมาชนโอฬารกระเด็นร้องอย่างหวาดกลัวว่าไม่ไหวแล้ว ไม่อยู่แล้ว พลันก็เกิดเสียงไฟช็อต ฟู่ๆ ช่างอีกคนที่ปีนบันไดซ่อมไฟอยู่ บันไดล้มช่างร่วงลงมาหมดสติ โอฬารเอะใจแหงนมอง เห็นคัตเอาต์ระเบิด ไฟลุกพรึ่บ!

เวลาเดียวกัน สุดาดวงกำลังอบขนมอยู่ที่บ้าน จู่ๆไฟก็ดับ สุดาดวงตกใจบอกแก้วให้ไปดูคัตเอาต์ ตัวเองยืนมองเตาอบใจคอไม่ดี ขณะนั้นเอง รังสรรค์เดินเข้ามาบอกว่ารบกวนคุณแม่หน่อย พอดีโปรเจกต์งานตนมีปัญหา แต่ไม่ทันพูดอะไร เสียงโทรศัพท์ของสุดาดวงก็ดังขึ้น เธอขอรังสรรค์รับสายก่อน พอรับสายสุดาดวงก็ร้องตกใจ “อะไรนะคะ!”

สุดาดวงรีบไปที่อาคารออฟฟิศทาวเวอร์ที่โอฬารกำลังก่อสร้างถามหาโอฬารอย่างตื่นตระหนก พบโอฬารถามแปลกใจว่าเธอมาได้ยังไง ตนไม่เป็นอะไร สุดาดวงบอกว่าเลขาของเขาโทร.บอกว่าหม้อแปลงระเบิดคนงานบาดเจ็บตนเลยรีบมา

โอฬารตำหนิเลขาที่เพิ่งมาทำงานใหม่ เลขาขอโทษที่ตนตกใจไปหน่อย สุดาดวงถามว่าแล้วมีใครเป็นอะไรหรือเปล่า

อ่านละครเรื่อง ทายาทอสูร ตอนที่ 12 วันที่ 29 มิ.ย.59

ละครทายาทอสูร บทประพันธ์โดย ตรี อภิรุม
ละครทายาทอสูร บทโทรทัศน์โดย ดาวฤกษ์
ละครทายาทอสูร กำกับการแสดงโดย อนุวัฒน์ ถนอมรอด
ละครทายาทอสูร ผลิตโดย บริษัท ดีวัน ทีวี จำกัด
ละครทายาทอสูร ควบคุมการผลิตโดย พรสุดา ต่ายเนาว์คง
ละครทายาทอสูร ออกอากาศทุกวันศุกร์ เวลา 20.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ชมละครทายาทอสูร ได้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ