อ่านละคร เลือดรักทระนง ตอนที่ 1 วันที่ 13 ส.ค.59

อ่านละคร เลือดรักทระนง ตอนที่ 1 วันที่ 13 ส.ค.59

คืนหนึ่งเมื่อ 12 ปีก่อน...

ที่สุขศาลาจังหวัดเพชรบุรี เสือกาจ เสือร้ายชื่อกระฉ่อนกำลังเอาปืนจี้หมอบังคับให้ทำคลอดให้พุดกรองเมียที่กำลังเจ็บท้องร้องครวญคราง หมอตกใจทำเครื่องมือหล่น ถูกเสือกาจขยับปืนตวาด

“เฮ้ย! มึงจะลีลาอะไร”

“ใจเย็นๆพี่กาจ มันตายใครจะทำคลอดให้อีพุดกรอง” โม่ สมุนมือขวาเตือนลูกพี่ แต่เสือกาจก็ยังฮึดฮัดจนโม่ต้องดึงออกจากห้องไป เสือกาจถีบประตูปัง ขู่ก่อนพ้นประตูไปว่า

“ถ้าเมียกับลูกกูเป็นอะไรไป ที่นี่จะเป็นเมรุของมึง”



ในมุมมืดที่นอกสุขศาลา...ร.ต.ต.ทวีศักดิ์และลูกน้องซุ่มอยู่ จ่าเห็นเสือกาจออกมาก็บอกหมวดว่าเสือกาจอยู่ที่นี่จริงๆ

“พุดกรองเมียมันเป็นสายให้เราเอง มันไม่มีทางหนีพ้น” หมวดบอก จ่าเสนอให้ลุยเลย หมวดติงว่า

“ข้างในมีทั้งเมียกับลูก มันอาจจะยอมจำนนดีๆก็ได้ ส่งคนไปล้อมไว้ด้านหลังถ้าจำเป็นค่อยลงมือ”

เมื่อจัดวางกำลังเรียบร้อยแล้ว หมวดประกาศให้เสือกาจมอบตัว เสือกาจสั่งให้โม่เข้าไปเฝ้าพุดกรองข้างใน โม่ลังเล แต่พอเสือกาจตวาด “กูบอกให้ไปไง!”

โม่ก็รีบเข้าไปเร่งให้พุดกรองรีบคลอดเพราะตำรวจมากันใหญ่แล้ว

พุดกรองด่าลูกที่ทรมานตนไม่คลอดสักที หมอบอกให้หายใจลึกๆแล้วเบ่งใหม่

ทันใดนั้นกระสุนนัดหนึ่งทะลุผนังเข้ามาโดนนาฬิกาแตกกระจุย โม่บอกพุดกรองให้เลิกอั้นได้แล้ว หมอมุดหลบกระสุนไปใต้เตียง พุดกรองด่าลูกโขมงโฉงเฉง

“เมื่อไหร่จะออกซะที ไอ้ลูกมาร กูเกลียดมัน เกลียดพ่อมัน เกลียดมึง เกลียดทุกคน โอ๊ยยยย...ไม่ไหวแล้ว”

ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา พร้อมกับเสียงเด็กร้องไห้จ้าขึ้น

“เอ้า...ออกแล้ว” โม่โล่งใจ ออกมาบอกเสือกาจ

ว่าได้ลูกสาว เสือกาจสั่งให้โม่กันตำรวจไว้ ตัวเองวิ่งเข้าไปอุ้มลูกบอกพุดกรองว่าเราต้องรีบไปแล้ว พุดกรองไม่อยากไป เสือกาจบอกให้ทนหน่อยอยู่กับตนต้องปลอดภัย เราจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ไม่ได้

โม่วิ่งเข้ามาจับหมอเป็นตัวประกันเปิดทางให้เสือกาจที่มือหนึ่งอุ้มลูกอีกมือจูงพุดกรองวิ่งออกไป แต่พุดกรองอาศัยจังหวะชุลมุนสลัดจากเสือกาจวิ่งไปหาหมวดร้องขอความช่วยเหลือ เสือกาจช็อก ส่งลูกให้โม่กระชากหมอจากโม่ไปเป็นตัวประกัน หมวดก็ดึงพุดกรองเป็นตัวประกัน

เมื่อตกอยู่ในอันตราย พุดกรองอ้อนวอนเสือกาจอย่าทำอะไรตน ถ้าตนเป็นอะไรไปใครจะเลี้ยงลูก เสือกาจลังเลเลยถูกตำรวจยิงล้มลง ลูกน้องเห็นท่าไม่ดีพากันขึ้นม้าพาเด็กหนีไป

หลายวันต่อมา...พุดกรองในสภาพทรุดโทรมที่ซ่อนตัวมาในเกวียนขนผลไม้ของชาวบ้านโผล่ออกมา แต่สร้อยและจี้ที่เสือกาจให้ยังแขวนอยู่ที่คอ จี้ทองสักยันต์โบราณเหมือนที่เสือกาจสักไว้ที่แขน

พุดกรองในสภาพสะลึมสะลือพาตัวเองเดินอยู่บนทางรถไฟ หวังจับรถไฟเข้าพระนคร พยายามเดินตามรางรถไฟเพื่อไปสถานี ถูกโม่ขี่ม้าตามมาเจอสั่งให้กลับไปหาลูกเดี๋ยวนี้ พุดกรองร้องไห้โฮ ขอให้ไว้ชีวิตตนเพราะตนไม่อยากกลับไปมีชีวิตจมปลักอยู่กับเสือกาจอีกแล้ว

ขณะนั้นรถไฟมาพอดี พุดกรองตัดสินใจกระโดดออกจากรางไปอยู่อีกฟากหนึ่ง โม่ขี่ม้าไล่ตามอยู่อีกฟากของรถไฟ แต่ในที่สุดพุดกรองตัดสินใจตายเป็นตาย กระโดดขึ้นรถไฟตู้สุดท้ายหนีไปได้

เมื่อขบวนรถไฟผ่านไปแล้ว ลูกน้องโม่เห็นจี้ทองสักยันต์โบราณของพุดกรองหล่นอยู่จึงลงจากหลังม้าหยิบให้ โม่รับจี้ทองไปอย่างสลดใจเมื่อคิดถึงลูกเสือกาจว่าจะอยู่โดยไม่มีแม่ได้อย่างไร

ooooooo

3 ปีต่อมา...“คณะละครนายสน” ที่เปิดการแสดงละครเรื่อง “สาวเครือฟ้า” นายสนเดินลงมาจากบ้านถามหาสร้อยสน นางละครบอกว่าเห็นวิ่งเล่นอยู่แถวนี้ นายสนถามว่าแก้เพลงถึงไหนแล้ว นางละครบอกว่าใกล้จะจบแล้ว

“ดี คืนนี้จะมีเจ้านายมาดู อย่าทำให้ขายหน้า”

เหล่านักแสดงและนักดนตรีต่างตื่นเต้นที่คืนนี้จะได้แสดงให้เจ้านายดู

“สาวเครือฟ้า” ที่จะแสดงในคืนนี้ มีแก้วแสดงเป็นเครือฟ้า สร้อยสนเด็กหญิงวัยสามขวบที่เติบโตมาในคณะละครแต่งหน้าทำผมเหมือนสาวเครือฟ้า และเลียนแบบการแสดงของแก้วบนเวทีจนเป็นสาวเครือฟ้ารุ่นจิ๋วที่เก่งและน่ารัก

ที่หลังเวทีละคร พุดกรองเข้ามาแอบดูทุกคนที่กำลังเตรียมการแสดง บรรยากาศการแสดงเร้าใจให้คิดถึงอดีตของตัวเอง พุดกรองหิวโซเข้าไปคว้าของไหว้พ่อแก่กินอย่างมูมมาม พลันก็หยุดชะงัก เมื่อเห็นสร้อยสนจำได้ว่าเป็นลูกสาวตัวเอง พุดกรองแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าลูกจะโตและน่ารักอย่างนี้

ขณะนั้นเอง แก้วออกจากฉากมาที่หลังเวที แก้วอุทานตะลึงเมื่อเห็นพุดกรอง ถามว่ามาได้อย่างไร พุดกรองยกมือไม่ให้เสียงดัง แต่นายสนได้ยินเสียงเดินมาถามว่ามีอะไรกัน

พุดกรองทำเป็นดีใจมากที่ได้มาที่นี่อีกครั้ง เข้าไปกอดนายสนรำพันความรักความคิดถึงมากมาย แต่นายสนกลับอึ้งที่เห็นภรรยาเก่ากลับมา ถามหน้านิ่งว่า

“ผัวใหม่เธอล่ะ เขาไม่เอาเธอแล้วหรือ ถึงได้ซมซานกลับมาในสภาพนี้” พุดกรองทำเป็นตัดพ้อน้อยใจว่าทำไมพูดอย่างนี้ นายสนผลักเธอออกไล่อย่างไม่หายแค้น “ออกไปจากบ้านนี้เสีย แล้วอย่ากลับมาอีก”

พุดกรองไม่ยอมไป ถามว่าสนมีเมียใหม่แล้วใช่ไหม เดาว่าเป็นแก้วเพราะได้แสดงเป็นเครือฟ้าแทนตน

“ฉันจะมีหรือไม่มีใครใหม่มันก็ไม่เกี่ยวกับเธอ” นายสนผลักพุดกรองออกไปแล้วปิดประตูใส่หน้าปัง

“เออ! ไปก็ได้ เห็นกูเป็นของเก่าเลยไม่เห็นค่าใช่ไหม” พุดกรองตะโกนอย่างแค้นใจ

แต่พอออกไปที่หน้าวิกอย่างเคว้งคว้างไม่รู้จะไปไหน พอดีมีรถยนต์หรูคันหนึ่งมาจอดเทียบ แก้วที่แสดงละครจบแล้วออกมาขึ้นรถหรู มีหนุ่มหล่อท่าทางเป็นเศรษฐีเป็นคนขับ ก็เดาได้ว่าแก้วไม่ใช่เมียของนายสน นึกอิจฉาขึ้นมาทันทีที่แก้วได้ดี ขณะนั้นเองช่างแต่งหน้ากับนางละครเดินออกมาเห็นพุดกรองก็พูดเยาะเย้ยลอยๆว่า

“นังแก้วนี่มันมีบุญ มีผัวเป็นเศรษฐี ก็เพราะมันไม่ใจเร็วด่วนได้เหมือนใครบางคน”

พุดกรองได้ยินหันขวับมาอย่างดุร้ายเหมือนงูจะฉก ทั้งสองรู้พิษสงนางดีรีบเดินหนีไป

พุดกรองยืนจิกตาเจ็บใจในชะตาของตัวเอง

ooooooo

เพราะความริษยาที่ร้อนแรง รุ่งขึ้น พุดกรองมาดักพบแก้วที่ริมถนนทวงบทสาวเครือฟ้าคืน แก้วบอกว่าไม่มีประโยชน์หรอกเพราะพี่สนไม่ยอมแน่และคืนนี้คนเต็มด้วย

“ต่อให้พี่สนไม่เต็มใจ แกก็ต้องทำให้มันจำใจยอม” พุดกรองพูดเป็นนัยแล้วผลักแก้วตกถนนไปถูกรถที่ขับมาด้วยความเร็วชนจนกระเด็นหมดสติ

นายสนตกใจเมื่อรู้ว่าแก้วถูกรถชนต้องเข้าโรงพยาบาล จะยกเลิกการแสดงก็ไม่ได้เพราะคืนนี้คุณพระศานต์จะพาลูกค้าจากสิงคโปร์มาดู ช่างแต่งหน้าและคนอื่นหันไปมองพุดกรองที่ยืนอยู่แถวนี้ถามนายสนว่า

“หรือจะให้มันขึ้นแสดงแทน”

นายสนมองพุดกรองอย่างทำใจไม่ได้ที่จะให้กลับมาเป็นนางเอกอีกครั้ง ส่วนพุดกรองก็ทำไม่รู้

ไม่ชี้หยอกล้อกับสร้อยสนราวกับรักลูกเหลือเกิน

ใกล้เวลาแสดง คุณพระศานต์พามิสเตอร์ลิมจากสิงคโปร์มาโรงละคร นายสนไปต้อนรับด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ คุณพระศานต์แนะนำให้นายสนรู้จักกับมิสเตอร์ลิม เล่าว่า

“ฉันเล่าให้เขาฟังถึงชื่อเสียงของวิกนายสน และบอกว่าตอนนี้กำลังมีละครเรื่องดังเล่นอยู่เขาก็เลยอยากมาดู คงจะไม่ทำให้เพื่อนฉันที่เดินทางมาไกลต้องผิดหวังหรอกนะ”

นายสนหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่งแต่ก็รับรองว่า “แน่นอนครับ กระผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คุณพระอุตส่าห์สละเวลามา” มิสเตอร์ลิมเร่งว่าอยากเห็นมาดามบัตเตอร์ฟลายของสยามแล้ว คุณพระบอกนายสนว่าเพื่อนเคยดูโอเปร่าเรื่องนี้มาแล้วแต่ยังไม่เคยเห็นฉบับสยาม อยากรู้ว่ามาดามบัตเตอร์ฟลายของนายสนจะสวยแค่ไหน

คุณพระศานต์และมิสเตอร์ลิมยิ่งคาดหวังกับการแสดงคืนนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งกดดันนายสนที่ยังไม่รู้เลยว่าการแสดงรอบนี้จะเป็นอย่างไรมากเท่านั้น

ในที่สุดนายสนก็ต้องให้พุดกรองแสดงแทนแก้ว มืออาชีพอย่างพุดกรองแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งการร้องเพลงและการแสดง โดยเฉพาะความสวยของพุดกรองเป็นที่ต้องตาต้องใจคุณพระและมิสเตอร์ลิมมาก

พุดกรองแสดงไปก็ทิ้งสายตามองคุณพระที่มีราศีโดดเด่นกว่าใครตลอดเวลา

เมื่อการแสดงจบลง เสียงปรบมือกึกก้องยาวนานมาก พุดกรองเชิดใส่ทุกคนในคณะถามอย่างยโสว่า

เคยได้ยินเสียงปรบมือยาวนานขนาดนี้ไหม ครู่เดียว นายหวัดคนขับรถของคุณพระก็เอาห่อเบี้ยมาให้เป็นกำนัล พุดกรองถามนายหวัดว่าคุณพระเป็นใคร นายหวัดบอกว่า

“ก็คือพระศานต์เจ้าของห้างราชภักดีตรงหัวมุมบางลำพูไงล่ะ”

“อุ๊ย...จริงหรือ เจ้าของห้าง” พุดกรองจงใจอุทานเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน “งั้นฉันคงต้องออกไปกราบขอบพระคุณคุณพระด้วยตัวเองเสียแล้ว” ว่าแล้วลุกกรีดกรายไปอย่างจงใจอวดว่ามาคืนแรกตนก็ถูกตาต้องใจผู้ดีแล้ว

เมื่อไปถึงหน้าโรงละครที่นายสนเดินมาส่งคุณพระ กับมิสเตอร์ลิม พุดกรองเข้าไปประดิษฐ์ไหว้อย่างอ่อนช้อยเอ่ยขอบพระคุณอย่างมีจริต อ้อนว่าหวังว่าเครือฟ้าคนนี้คงจะได้มีโอกาสแสดงให้ท่านดูอีก

“พรุ่งนี้เราจะกลับมาแน่นอน” มิสเตอร์ลิมบอก

“อย่าหลอกให้พุดกรองรอจนช้ำใจตายอย่างสาวเครือฟ้านะคะ”

มิสเตอร์ลิมพอใจคำฉอเลาะของพุดกรอง เธอปรายตามองนายสนอย่างอวดผลงานของตัวเอง

ooooooo

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะจับคุณพระศานต์ให้ได้ วันต่อมาพุดกรองแอบไปดูที่คฤหาสน์นารายณ์ที่ใหญ่โตอลังการ หน้าคฤหาสน์สลักตัวอักษรสีทองว่า “เลิศพาณิชย์”

พุดกรองมองตะลึงถามตัวเองว่านี่มันบ้านคนหรือสวรรค์ของเทวดากันแน่ เขม้นมองไปเห็นนายหวัดกำลังเช็ดรถอยู่พอดีละมุดและบ่าวรับใช้อีกคนนั่งสามล้อกลับจากตลาด ละมุดคิดว่าพุดกรองเป็นหัวขโมยหรือขอทาน คว้าไม้ตรงเข้าไปไล่ แต่พอเห็นหน้ากันเต็มตา ทั้งละมุดและพุดกรองต่างตะลึงอุทาน

“ละมุด...นังละมุดจริงๆด้วย”

“อีพุดกรองงงงงง!!! มาได้ยังไง!”

ละมุดพาพุดกรองไปนั่งคุยกันที่สวนหลังบ้าน ละมุดมองพุดกรองอย่างแปลกใจที่ไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่คาด พุดกรองถามละมุดว่าทำไมถึงมาเป็นคนใช้เขาอย่างนี้ ละมุดค้อนเคืองๆเล่าว่า

“ยังมาทำเป็นปากดี ก็ตั้งแต่ข้าดูต้นทางให้เอ็งหนีไปกับผู้ชาย ข้าก็โดนพี่สนตะเพิดออกจากคณะมาน่ะซี เอ็งนะเอ็งมีผัวใหม่ได้ดีก็ไม่เห็นหัวญาติคนนี้เลย”

“ไอ้กาจมันไม่ใช่เศรษฐีบ้านนอกหรอกว่ะ มันรวยก็เพราะปล้นเขามา ชื่อจริงมันคือไอ้เสือกาจโว้ย”

“ตายแล้ว! ตกลงนี่เอ็งไปเป็นเมียโจร”

พุดกรองรีบเอามือปิดปากละมุดเล่าว่าตนแอบแจ้งตำรวจจับเสือกาจแล้วหนีมา

“เอ็งไม่น่าตกต่ำ” ละมุดสมเพช

“แต่คราวนี้ข้าไม่พลาดอีกแล้ว เพราะสวรรค์ส่งเอ็งมาเปิดทางให้ข้ามาอยู่ที่นี่” ละมุดทำหน้าไม่เข้าใจ พุดกรองยิ้มอย่างมีความหวังบอกว่า “คุณพระเจ้าของบ้านหลังนี้คือที่หมายใหม่ของข้า”

ละมุดตกใจที่พุดกรองหมายสูงขนาดนั้น พอดีแม่นิ่มกับจันทร์เดินมาจากเรือนใหญ่จะมาเด็ดดอกไม้ในสวน ละมุดฉุดพุดกรองพาไปแอบอยู่หลังพุ่มไม้ พุดกรองมองแม่นิ่มกับจันทร์ถามว่านั่นใคร เมียคุณพระหรือ?

“มงเมียอะไร คุณพระท่านเป็นม่ายมาห้าปี ที่เอ็งเห็นนั่นชื่อนิ่ม เป็นญาติผู้น้องของคุณหญิง”

“แปลว่าตำแหน่งคุณผู้หญิงที่นี่ยังว่างสินะ”

พุดกรองยิ้มอย่างมีความหวัง

วันต่อมา พุดกรองแอบไปดูคุณพระศานต์ไปตรวจงานที่ห้างราชภักดี เห็นความร่ำรวยฟู่ฟ่าของคุณพระ พุดกรองก็ยิ่งมีความทะเยอทะยานจะจับคุณพระให้ได้ พลางนึกถึงคำบอกเล่าของละมุดขณะหลบอยู่หลังพุ่มไม้วันก่อนว่า

“คุณพระศานต์เพิ่งออกจากราชการมาเพราะเห็นว่าทางหลวงกำลังดุนคนออก พอกรมถูกยุบท่านก็เลยออกมาเป็นพ่อค้า ก็ห้างเก่าของครอบครัวคุณหญิงนี่แหละ คุณพระเธอออกมาทำกิจการจนฟู่ฟ่า...ท่านทั้งเก่ง ทั้งฉลาด ทั้งโก้หรู ถึงได้เนื้อหอมในหมู่สาวๆ แต่เพราะท่านรักคุณรามที่เป็นลูกชายคนเดียวมาก ก็เลยไม่เคยชายตาแลใคร...”

พุดกรองคิดถึงคำบอกเล่าของละมุดแล้วยิ้มเยาะ รำพึงอย่างหมายมาด...

“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคุณพระจะปลงเป็นฤาษีได้ ผู้ชายยังไงก็ย่อมเป็นผู้ชาย เว้นเสียแต่ท่านยังไม่เจอใครที่จะปลุกสัญชาตญาณดิบของตัวเองออกมา”

ooooooo

พุดกรองกลับมาที่โรงละครตอนเย็น แต่งตัวเป็นสาวเครือฟ้าเตรียมพบกับศานต์ที่บอกว่าคืนนี้จะมาดูอีก ยืนหน้ากระจกบานใหญ่ มองตัวเองอย่างพอใจที่หน้าท้องแบนราบไม่มีร่องรอยว่าเพิ่งคลอดลูกมา พึมพำอย่างหมายมาดว่า

“ชีวิตอีพุดกรองจะต้องไม่ดักดานอยู่แค่นี้”

แต่หารู้ไม่ว่า ขณะเตรียมการแสดงนั้น ช่างแต่งหน้ากำลังเล่าเรื่องที่เกิดกับแก้วให้นายสนฟังว่า พอแก้วฟื้นขึ้นมาก็เล่าให้ตนฟังว่าพุดกรองเป็นคนผลักตนให้รถชน

“นังพุดกรอง นังงูพิษ” นายสนคำราม พอดีพุดกรองในชุดสาวเครือฟ้าเดินออกมา นายสนตรงเข้าไปตบจนหน้าหัน ด่าลั่น “นับวันเธอยิ่งไม่มีความเป็นคน...เธอตั้งใจผลักแก้วให้รถชน”

ทุกคนแถวนั้นตกใจ พุดกรองสวนไปทันควันอย่างถือดีว่า นายสนเป็นคนบังคับให้ตนทำ อยากเห็นคนอื่นดีกว่าเมียตัวเองทำไม นายสนถามว่ายังกล้าใช้คำว่าเมียกับตนอีกหรือ

“ถ้าไม่ใช่เพราะอีเมียคนนี้ พี่จะเปิดคณะมาได้ถึงวันนี้เหรอ”

“ออกไปซะ คืนนี้จะไม่มีการแสดงอะไรทั้งนั้น” นายสนไล่แล้วประกาศกับทุกคนว่า “จะไม่มีสาวเครือฟ้าจนกว่าแก้วจะกลับมา” พุดกรองกระชากตัวนายสน ถามว่ากล้าทำกับตนขนาดนี้เลยหรือ นายสนท้าว่า “ถ้าเธอไม่พอใจ ก็ฆ่าฉันอีกคนเลย”

พุดกรองเจ็บใจ สะบัดเดินไปทางหลังวิก คำราม “หาว่าฉันเลว ฉันก็จะเลวให้สมใจพวกแก” อาละวาดทำลายข้าวของอย่างบ้าคลั่ง ตรงไปที่โต๊ะบูชาพ่อแก่ คำราม “ไม่ยอมให้กูได้ดี ก็อย่าคิดจะมีชีวิตอยู่เลย”

พุดกรองกวาดธูปเทียนที่จุดบูชาพ่อแก่ลงจากโต๊ะ ไฟลามติดผ้าอย่างรวดเร็ว

เมื่ออาละวาดจนไฟไหม้ พุดกรองยิ้มสะใจแล้วเดินออกไป ไม่รู้ว่าสร้อยสนมุดอยู่ใต้โต๊ะแถวนั้น

ไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว พอมีคนตะโกนว่าไฟไหม้ ทั้งวิกก็โกลาหล หนีไฟกันอลหม่าน นายสนวิ่งตะโกนตามหาสร้อยสนไปทั่วจนสำลักควันตาย

พุดกรองในสภาพเหมือนคนสติแตกเดินสะใจไปตามถนนปากทางเข้าโรงละคร ในสมองอึงอลไปด้วยคำด่าว่าของนายสน เสือกาจ และโม่...

“นับวันเธอยิ่งไม่มีความเป็นคน” ...“แกรักใครเป็นด้วยรึไงวะ” และ “ผู้หญิงแพศยาอย่างเธอไม่ชั่วรึไงหักหลังได้แม้กระทั่งผัว” พุดกรองมิได้สลด หากแสยะยิ้มสะใจที่ได้แก้แค้น

ขณะนั้นเอง รถของคุณพระศานต์สวนมาทำให้พุดกรองได้สติ หันมองควันไฟที่พุ่งขึ้นจากโรงละคร พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสทันที หันกลับวิ่งตามรถคุณพระไป

นายหวัดเห็นไฟไหม้โรงละคร เสนอให้คุณพระกลับ แต่คุณพระให้อยู่ช่วยคนเจ็บออกมาก่อน พลันก็เห็นสร้อยสนเนื้อตัวมอมแมมวิ่งร้องไห้อย่างขวัญเสียออกมา คุณพระเข้าไปประคองถามว่าเจ็บตรงไหนไหม สร้อยสนร้องไห้เรียกหาแต่พ่อ คุณพระหันถามคนแถวนั้นว่าใครเห็นพ่อเด็กคนนี้บ้าง

พุดกรองถลาเข้าไปหาสร้อยสนที่คุณพระอุ้มปลอบอยู่ ตีหน้าเศร้ารับสร้อยสนไปอุ้มเรียกขวัญ...

อ่านละคร เลือดรักทระนง ตอนที่ 1 วันที่ 13 ส.ค.59

ละครเรื่องเลือดรักทระนง บทประพันธ์โดย : นางแก้ว
ละครเรื่องเลือดรักทระนง บทโทรทัศน์โดย : ดนยา ทรัพย์ยิ่ง
ละครเรื่องเลือดรักทระนง กำกับการแสดงโดย : แมน เมธี
ละครเรื่องเลือดรักทระนง ผลิตโดย : บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด
ละครเรื่องเลือดรักทระนง ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ติดตามชมละครเรื่องเลือดรักทระนง ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา กระปุก.คอม