อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 1 วันที่ 7 ส.ค.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 1 วันที่ 7 ส.ค.59

“อีกไม่กี่วันก็ต้องปิดไซต์งานที่นี่เพราะหมดงบประมาณของปีนี้ เราคงต้องเร่งมือให้มากขึ้น พ่อห่วงอย่างเดียว พอเรากลับ...ที่นี่ต้องยับเยินเพราะพวกหัวขโมยแน่”

“โยช่วยอะไรพ่อได้อีก พ่อก็บอกมาได้เลยค่ะ...”

ภาพกำไลเสี้ยวโบราณทำจากทองคำดึงดูดความสนใจของกฤตธรอย่างประหลาด และเมื่อเขามีโอกาสได้เห็นมันอีกครั้งในวันต่อมา ก็เกิดภาพหลอนเหมือนกำไลจะต่อเติมตัวเองจนเต็มวง และปรากฏตำแหน่งฝังพลอยสีน้ำผึ้งตรงกลาง นักธุรกิจหนุ่มตะลึงกับสิ่งที่เห็น แต่พลันภาพทั้งหมดก็หายไป พร้อมการปรากฏตัวของเกรียง

“เริ่มสนใจศิลปวัตถุเหมือนคุณพ่อแล้วเหรอครับคุณกฤต”



“ก็ไม่เชิงหรอกครับคุณอา ผมแค่รู้สึกว่าดูๆไป...ของชิ้นนี้ก็สวยดี”

กฤตธรหันไปดูกำไลอีกครั้ง แล้วก็ต้องอึ้งมากเพราะมันกลายเป็นกำไลเสี้ยววงเดิม เกรียงรับรู้ได้ถึงความพิเศษของอีกฝ่าย และรับรู้ได้ในทันทีว่าเขาคือใครบางคนจากอดีตกลับชาติมาเกิด แต่หมอผีหนุ่มก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป นอกจากพูดเป็นนัยๆว่ากำไลวงนี้อาจมีพลอยสีน้ำผึ้งหรือบุษราคัมฝังอยู่ตรงกลางก็ได้

ขณะที่ความจริงเรื่องกำไลเสี้ยวยังเป็นความลับอยู่กับเกรียง กำไลเสี้ยวอีกวงก็ถูกค้นพบในลานโล่งของแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่คณะของอธินกำลังสำรวจ โยสิตาเป็นคนขุดเจอและเป็นเพียงคนเดียวที่ดึงมันขึ้นมาจากดินได้

อธินคาใจเรื่องปฏิกิริยาพิเศษระหว่างลูกสาวกับกำไลเสี้ยวมาก แต่ไม่ทันถาม โยสิตาก็โพล่งขึ้นก่อนตามความทรงจำเมื่อวันก่อนที่ได้เห็นหญิงสาวแต่งชุดโบราณพร้อมกับกำไลรัดต้นแขนแบบเดียวกันนี้ อธินทึ่งมากกับข้อสันนิษฐานของลูกสาว แต่เมื่อพยายามซักว่ารู้มาจากไหน เธอก็ตอบแค่ว่าไม่รู้

“ของชิ้นนี้...เจ้าของต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอนเพราะเป็นทองคำทั้งชิ้น”

“เสียดายนะคะที่หายไปครึ่งวง อยากรู้จังเลยว่าอีกครึ่งวงไปอยู่ที่ไหน...”

ooooooo

วันเวลาผ่านไปอีกหลายวัน กฤตธรทำงานหนักเหมือนเคย จนไม่มีแม้แต่เวลาจะจีบสาวๆอย่างที่พ่อกับน้องชายตามลุ้นตลอด เช่นเดียวกับอธินและโยสิตาที่หมกมุ่นกับการขุดค้นของเก่าจนถึงกำหนดกลับ

“แล้วเราจะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่คะพ่อ”

“ยังไม่รู้เลย อาจจะเป็นปีหน้า พ่อต้องทำงบประมาณเสนอขึ้นไปก่อน”

“ปีหน้าเลยเหรอคะ โยว่ากว่าเราจะได้กลับมา ที่นี่คงถูกพวกหัวขโมยลุยจนพรุนหมดแน่ๆ”

“มันก็ไม่แน่หรอกลูก ถ้าเราถอดความหมายบนแผ่นศิลาจารึกนั้นได้ ทางการอาจจะเห็นความสำคัญของที่นี่ว่าเป็นที่ตั้งของจันทรปุระที่ล่มสลาย อาจจะอนุมัติงบมาให้เร็วขึ้นก็ได้”

“ขอให้เป็นจริงอย่างนั้นเถอะนะคะ”

แผ่นจารึกโบราณและกำไลเสี้ยวถูกลงทะเบียนและเก็บลงกล่องเพื่อนำกลับกรุงเทพฯอย่างดี ทุกอย่างแลดูเรียบร้อย ไม่มีอะไรผิดสังเกตจนกระทั่งกลางดึกในคืนสุดท้ายของคณะสำรวจ จู่ๆท้องฟ้าโปร่งก็เปลี่ยนเป็นเมฆหมอกหนา ก่อเกิดควันสีดำเคลื่อนตัวเข้าบดบังดวงจันทร์จนมิด!

โยสิตาเฝ้ามองเหตุการณ์ประหลาดด้วยความสงสัย พลันก็ได้เบิกตาโพลงด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อจู่ๆกล่องบรรจุแผ่นจารึกโบราณก็ถูกเปิดออก พร้อมๆกับควันสีดำที่แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างคล้ายคนคนหนึ่ง

“ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง...เกศอาภา ในที่สุดเราก็ได้เจอกัน”

เสียงของหญิงสาวปริศนาดังขึ้นในโสตประสาท ตามด้วยเสียงหัวเราะแหลมแสบแก้วหู โยสิตาตกตะลึงกับภาพและเสียงนั้นมาก และเมื่อกลุ่มควันสีดำนี้พุ่งเข้าใส่ เธอก็ล้มลงหมดสติทันที!

กว่าอธินและทีมงานคนอื่นจะตามมาพบ โยสิตาก็หมดสติไปหลายนาที และเมื่อฟื้นเธอก็พยายามทบทวนความทรงจำ และก็ได้เบิกตาโพลงเมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงปริศนาคนนั้นอีกครั้ง

“ข้ารอเวลานี้มานานเท่าไหร่ เจ้ารู้ไหมเกศอาภา... ถึงเวลาที่ข้าจะได้สะสางเรื่องเก่าๆกับเจ้าแล้วนังตัวดี”

โยสิตารับเครื่องดื่มร้อนๆจากทีมงาน แล้วพยายามเพ่งหาที่มาของเสียงปริศนานั้น แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา โดยไม่รู้เลยว่าผีบุษกร หญิงสาวคู่แค้นจากอดีตกำลังจ้องมองมาอย่างอาฆาตจากอีกมุม!

คณะสำรวจของอธินกลับกรุงเทพฯในเช้าวันต่อมา โยสิตากวาดตามองรอบๆลานโล่งที่เธอมาฝังตัวกับพ่อหลายวันด้วยแววตาอาลัย ก่อนจะตัดสินใจขึ้นรถกลับ โดยไม่ทันคิดเลยว่าการทวงแค้นจากอดีตกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว...

ooooooo

อธินเตรียมตัวไปร่วมงานแถลงข่าวเรื่องสิ่งของและหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงถึงการมีอยู่ของอาณาจักรโบราณอย่างจันทรปุระในเช้าของหลายวันต่อมา โดยมีโยสิตาช่วยแต่งตัวอย่างกระตือรือร้น นักโบราณคดีหนุ่มได้แต่มองมาด้วยความตื้นตันและเอ็นดู ปลื้มใจที่ลูกสาวเอาใจใส่ แต่ก็อยากให้เธอดูแลตัวเองบ้าง

“เก็บเงินไว้ซื้อของให้ตัวเองบ้างเถอะ เป็นสาวขนาดนี้ แต่งตัวมอซออยู่ได้”

โยสิตายิ้มบางๆแต่ไม่ยอมรับปากจะแปลงโฉมตัวเองให้ดีกว่านี้เพราะไม่เห็นความจำเป็น อธินเลยได้แต่มองมาด้วยความเหนื่อยหน่ายใจและคร้านจะบ่น คงต้องปล่อยไปตามบุญกรรมและฟ้าลิขิต

หลังส่งพ่อไปงานแถลงข่าว โยสิตาก็เตรียมตัวไปทำงานข้างนอกเหมือนเคย แต่คงเพราะโชคชะตากำหนดไว้ เส้นทางไปทำงานของเธอเลยตื่นเต้นกว่าที่เคยเมื่อได้พบกับใครคนหนึ่ง

กฤตธรนั่นเอง ชายหนุ่มรูปหล่อที่ดันคุยงานผ่านมือถือเพลินจนลืมกระเป๋าเอกสารไว้บนหลังคารถ โยสิตาขับผ่านมาเห็นเลยพยายามจะบอกด้วยการบีบแตรส่งสัญญาณ แต่เขากลับเข้าใจผิดคิดว่าเธอบีบแตรไล่ กว่าจะรู้ถึงความหวังดีของเธอ กระเป๋าของเขาก็หล่นพื้นถนนเสียแล้ว และเธอก็เป็นคนเก็บมาคืน

“ฉันก็ไม่รู้นะว่าก่อนหน้านี้อะไรร่วงจากหลังคารถคุณบ้าง คุณไปตามหาเองแล้วกัน ทีหลังอย่าขี้ลืมขนาดนี้นะ”

จบคำก็หมุนตัวจะขึ้นรถ กฤตธรซึ่งเพิ่งรวมสติได้รีบรั้งไว้

“เดี๋ยวสิครับคุณ ผมยังไม่ได้ตอบแทนคุณเลย”

“คุณก็ขอบคุณฉันแล้วไง”

“ผมอยากตอบแทนเป็นอย่างอื่นด้วย”

หนุ่มนักธุรกิจตั้งท่าจะหยิบนามบัตร แต่เธอดันเข้าใจว่าเขาจะตอบแทนด้วยเงินเลยโกรธใหญ่

“นี่คุณ...อย่าดูถูกน้ำใจคนอื่น คุณคงแลกทุกอย่างมาด้วยเงินจนเคยตัวสินะ เก็บเงินคุณไว้เตรียมจ่ายค่าปรับแล้วกัน คุณจอดรถในที่ห้ามจอดนี่ รู้ตัวหรือเปล่า”

คราวนี้โยสิตาไม่รอช้า ขึ้นรถและขับออกไปทันที ทิ้งกฤตธรให้มองตามอึ้งๆ ก่อนจะยิ้มกว้างอย่างถูกใจ จนเมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาทัก เขาถึงได้หลุดจากภวังค์

“คุณครับ...มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ”

“มีครับ...ผมยังไม่รู้เลยว่าเธอเป็นใคร”

ooooooo

เรื่องของชายหนุ่มหน้าตาหล่อลืมกระเป๋าไว้บนหลังคารถเลือนหายไปจากความทรงจำของโยสิตาแล้ว เพราะเธอกำลังพิจารณารับงานพิเศษจากปารมีหรือผักบุ้ง พนักงานต้อนรับในโรงแรม เพื่อนสนิทคนเดียวของเธอ

งานส่วนมากก็เป็นงานถ่ายภาพจิปาถะ ทั้งงานกิจกรรมต่างๆและงานรับปริญญา โยสิตารับทุกงานไม่เกี่ยงว่าต้องลำบากลำบนแค่ไหนเพราะอยากแบ่งเบาภาระของพ่อ ปารมีเข้าใจและเห็นใจเพื่อนมากและวันนี้เธอก็มีงานใหญ่มานำเสนอ นั่นก็คืองานถ่ายรูปพรีเวดดิ้งสนนราคาค่าจ้างหลักหมื่น

“เจ้าบ่าวไม่เท่าไหร่ แต่เจ้าสาวอยากได้รูปสิบสองชุด เธอคงอยากอวดแขกไปตลอดปี”

“ไม่มีปัญหา ขอให้ได้แต่งกันจริงเถอะ ไม่เหมือนคราวก่อน ทะเลาะกันกลางคัน ฉันเลยอดได้ค่าแรงไปด้วย”

“คนสมัยนี้รักกันง่าย เลิกกันง่าย ฉาบฉวยพอๆกับเลือกซื้อของในตลาด”

“นั่นสินะ เหมือนรักเผื่อเลือกยังไงก็ไม่รู้ จะมีคู่รักสักกี่คนอยู่กันจนแก่เฒ่าจนตายจากกันไปข้าง”

“ประมาณว่ารักนิรันดร์น่ะเหรอ ฉันว่ามีแต่ในนิยายกับละครจิ้นฟินเท่านั้นแหละ”

ด้านอธิน...ยังอยู่ในงานแถลงข่าวเพื่อให้ข้อมูลเรื่องหลักฐานชิ้นสำคัญอย่างแผ่นจารึกโบราณที่คาดว่าน่าจะมีอายุมากกว่าพันปี และน่าจะเป็นเครื่องช่วยยืนยันถึงการมีอยู่ของอาณาจักรจันทรปุระ

“ผมเชื่อว่านี่คือบันทึกสำคัญของการสร้างเมือง เรากำลังพยายามเทียบเคียงภาษาเขียนในยุคใกล้เคียงกันอยู่ หวังว่าอีกไม่นานอาณาจักรจันทรปุระคงไม่ได้เป็นแค่ตำนาน แต่จะเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญทางด้านอารยธรรมและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของประเทศต่อไปครับ”

ภาพข่าวและถ้อยคำแถลงการณ์ของอธิน ทำให้เกรียงซึ่งนั่งดูผ่านจอทีวีที่บ้านมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น

“วิบากกรรมมาบรรจบกันแล้วอย่างไม่มีทางหนีพ้น!”

ไม่ใช่แค่เกรียงที่กังวลใจกับการค้นพบแผ่นจารึกโบราณของอธิน แม้แต่กสินทร์ก็อดตื่นเต้นไปด้วยไม่ได้ แต่ไม่ใช่ความเครียดเพราะลางสังหรณ์บางอย่างเหมือนเกรียง แต่เป็นความเครียดเพราะความสนใจ กระเหี้ยน กระหือรืออยากจะได้แผ่นจารึกโบราณนั่นมาครอบครองตามประสาพวกบ้าสมบัติเก่าต่างหาก!

ooooooo

งานแถลงข่าวจบลงด้วยดี พร้อมความปลาบปลื้มของทีมสำรวจโดยเฉพาะอธิน เพราะผลการตอบรับดีมากจนไม่แน่ว่าทุนวิจัยปีหน้าอาจได้มาไม่ยากอย่างที่นึกกังวล และนักโบราณคดีหนุ่มก็ได้อารมณ์ดีกว่าเดิมเมื่อกลับบ้านแล้วพบว่าโยสิตาลูกสาวสุดที่รักทำเมนูโปรดไว้คอยท่า

“ถอดฝีมือแม่เขามาทุกอย่าง”

“ไม่เสียแรงที่แม่สั่งเสียไว้ใช่ไหมคะว่าให้โยดูแลพ่อให้ดีที่สุด”

“เอาเวลาไปดูแลตัวเองให้มากหน่อยก็ได้ พ่อไม่ว่าอะไรหรอก”

“เอ...พูดอย่างนี้แปลว่าจะมีใครมาดูแลพ่อแทนโยแล้วละมังคะ”

“พ่อพูดถึงเรานั่นแหละ ชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอนนะลูก พรุ่งนี้มะรืนนี้ พ่ออาจจะไม่ได้อยู่กับโยแล้วก็ได้”

“ไม่เอาค่ะ ไม่พูดอย่างนี้ ยังไงพ่อก็ต้องอยู่กับโยอีกนาน แล้วโยก็จะทำกับข้าวให้พ่อกินอย่างนี้ทุกวัน”

“ไม่คิดจะไปทำให้ใครกินบ้างเลยรึไง”

“ไม่ค่ะ เพราะในโลกนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนดีเท่าผู้ชายคนนี้แล้วค่ะ”

พ่อลูกรับประทานมื้อเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อยเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าจะมีช่วงเวลาแบบนี้ด้วยกันไปนานๆ โดยไม่รู้เลยว่าจะมีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นในไม่ช้า...

หลังแวะเอางานไปให้โยสิตา ปารมีหรือผักบุ้งก็กลับไปเข้าเวรที่โรงแรม และด้วยตำแหน่งประชาสัมพันธ์ก็ทำให้เธอมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าส่วนใหญ่ ยิ่งเป็นลูกค้าประจำ เธอยิ่งใส่ใจและรู้ใจเป็นพิเศษ แต่โชคไม่ดี อาการร่าเริงเกินเหตุของเธอกลับขวางหูขวางตาของใครบางคน

กวินทร์นั่นเอง เขาเกือบได้กินมื้อเย็นกับเมธาวีแฟนสาวอย่างสบายอารมณ์แล้ว ถ้าจะไม่ชะงักเพราะเสียงหัวเราะลั่นของพนักงานสาวคนหนึ่ง ปารมีหน้าเสียที่โดนกวินทร์ หนึ่งในผู้บริหารและลูกชายคนเล็กของกสินทร์เจ้าของโรงแรมตำหนิเรื่องเสียงหัวเราะ แต่ก็ยังใจเย็นอธิบายถึงที่มาของความเป็นกันเองว่าทำให้แขกกลับมาพักที่นี่เสมอ

กวินทร์หน้าแตกยับที่ตำหนิโดยไม่ใคร่ครวญให้ดี แต่ไม่ยอมเสียหน้าสั่งพนักงานสาวปรับปรุงกิริยามารยาทให้สำรวมกว่านี้ ก่อนจะผละไปกับเมธาวี ปารมีได้แต่มองตามเซ็งๆ มั่นใจว่าตนไม่ได้ทำผิดร้ายแรงแต่ถ้าเจ้านายไม่นึกเอ็นดูแบบนี้ เห็นทีอนาคตการงานของเธอคงรุ่งยากเสียแล้ว

เวลาเดียวกันที่บ้านกสินทร์...เจ้าของบ้านกำลังพิจารณาเพชรน้ำดีอย่างตั้งอกตั้งใจ กฤตธรผ่านมาเห็นก็อดแซวไม่ได้เพราะไม่เห็นพ่อสนใจอัญมณีเลอค่าชนิดนี้มาก่อน กสินทร์เลยชวนให้เลือกด้วยกันเผื่อจะเก็บไว้ให้สาวแต่ลูกชายคนโตก็ไม่สนใจและถามถึงบุษราคัมแทน

พ่อค้าอัญมณีส่ายหน้าพร้อมกับบอกว่าพลอยสีน้ำผึ้งหรือบุษราคัมหายาก กสินทร์เองก็ยังแปลกใจ

“แกจะเก็บพลอยไปทำไม เก็บเพชรไม่ดีกว่าหรือนายกฤต”

“ไม่รู้สิครับคุณพ่อ ทำไมผมถึงนึกอยากได้พลอยสีน้ำผึ้งนักก็ไม่รู้...”

ooooooo

โยสิตาเริ่มงานถ่ายภาพพรีเวดดิ้งเช้าวันต่อมาอย่างสดชื่น คู่บ่าวสาวดูจะรักกันดีและหวานชื่นจนเธอแทบไร้กังวลว่าจะเลิกกันกลางคันเหมือนคู่อื่นๆ แต่ไม่กี่อึดใจต่อมาสองบ่าวสาวก็ทำท่าจะตีกันเพราะเรื่องกิน ช่างภาพสาวเห็นท่าไม่ดีเลยช่วยไกล่เกลี่ยจนทั้งคู่กลับมาดีกันอีกครั้ง

กว่าจะจบการถ่ายพรีเวดดิ้งวันแรก โยสิตาก็เกือบหมดแรง ทั้งจัดท่าทางและช่วยไกล่เกลี่ยไม่ให้คู่บ่าวสาวตีกันแล้วเธอจะชวดค่าแรงอีก ปารมีแวะมากินมื้อกลางวันด้วยและอดไม่ได้จะบ่นถึงเรื่องที่โดนตำหนิเมื่อวันก่อน

“คอยดูนะ...ถ้าเหลืออดเหลือทน ฉันจะหัวเราะดังกว่าเดิม ถูกไล่ออกก็ได้ค่าชดเชย ลาออกนี่ไม่ได้อะไรเลย”

“ถ้ามันแย่ยังงั้นจริงๆ แกมาทำงานกะฉันก็ได้ ไม่สบายใจก็ไม่รู้จะทนไปทำไมนะแก”

“ดูก่อน ฉันยังพอรับไหว สงสัยชาติที่แล้วฉันกับเจ้านายคงทำเวรทำกรรมร่วมกันมา ชาตินี้ถึงต้องตามมาชดใช้”

สองสาวนั่งกินข้าวปรับทุกข์เรื่องจิปาถะอีกพักใหญ่จึงแยกย้าย แต่ไม่ทันได้ไปไหนไกล โยสิตาก็ต้องชะงักเมื่อได้เจอชายหนุ่มรูปหล่อที่เธอเคยช่วยเก็บกระเป๋าโดยบังเอิญ กฤตธรดีใจมากได้เจอหญิงสาวผู้มีพระคุณอีกแต่ก็ต้องผงะเมื่อถูกเธอเข้าใจผิดอีกครั้งว่าเขาคือเจ้านายหน้าเลือดที่เอาเปรียบและตำหนิปารมีเพื่อนรักของเธอ

“ผมยังติดค้างคุณอยู่นะครับ ยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจคุณเลย”

“บอกแล้วว่าไม่จำเป็นค่ะ แต่ถ้าจะกรุณาแค่ช่วยปฏิบัติต่อเพื่อนดิฉันให้ดีขึ้นหน่อยก็พอ...ในฐานะเจ้านายลูกน้อง เพื่อนดิฉันตั้งใจทำงานอย่างทุ่มเท ทำกำไรให้โรงแรมของคุณตั้งเท่าไหร่ คุณเคยคิดข้อนี้ไหม ดิฉันว่าแค่ข้อกล่าวหาว่าหัวเราะเสียงดังเกินไป มันเป็นเหตุผลที่ดูไร้สาระไปหน่อยค่ะ”

กฤตธรงงมาก ปารมีต้องสะกิดให้เพื่อนหยุดพูด แต่โยสิตากลับเข้าใจว่าเพื่อนกำลังกลัว

“แกควรบอกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ถึงแกจะเป็นลูกจ้างก็ไม่ได้หมายความว่าแกไม่มีสิทธิ์พูดปกป้องตัวเอง คนเรามันมีข้อบกพร่องกันทั้งนั้น ไม่มีใครสมบูรณ์แบบแต่คุณควรมองข้อดีของคนอื่นให้มากกว่าข้อเสียในตัวเขา”

ปารมีทำหน้าเมื่อย ก่อนจะตัดสินใจโพล่งออกไปว่ากฤตธรไม่ใช่เจ้านายที่ตำหนิตน โยสิตาถึงกับหน้าแตกยับ อับอายขายขี้หน้าอย่างยิ่งที่เข้าใจเขาผิดยกใหญ่ แม้กฤตธรจะไม่ถือสาแต่โยสิตาก็ยังประสาทเสียจนต้องไประบายกับพ่อด้วยความอึดอัดและกระวนกระวายใจ

น้ำเสียงหัวเราะและรอยยิ้มกว้างของเขาไม่ได้ทำให้โยสิตาเขินแต่อับอายอย่างบอกไม่ถูกที่เข้าใจผิดเขาเป็นตุเป็นตะ อธินรับฟังด้วยสีหน้าขำๆเพราะไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ โยสิตาเลยได้แต่ถอนใจยาวพลางนึกภาวนาในใจ...ขออย่าได้เจอหน้ากันอีกเลยในชาตินี้

ooooooo

โยสิตาพยายามปัดเรื่องกฤตธรออกไปแล้วหันมาใส่ใจกับการตรวจภาพพรีเวดดิ้ง แต่จู่ๆก็ต้องขนลุกซู่ เมื่อมีเสียงหญิงสาวปริศนาลอยมาเข้าหู

“เกศอาภา...เกศอาภา”

ช่างภาพสาวสะดุ้งจากภวังค์ ก่อนจะพบว่าภาพบนจอคอมพิวเตอร์เปลี่ยนจากภาพบ่าวสาวเป็นภาพถ่ายที่ไซต์งานขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อหลายวันก่อน โยสิตาพยายามจะหยุดและเปลี่ยนภาพบนจอแต่ก็ทำไม่ได้ ภาพวัตถุโบราณถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆราวกับมีคนควบคุมอยู่เบื้องหลัง

และเมื่อบนจอปรากฏภาพแผ่นจารึกโบราณ ภาพก็หยุดเคลื่อนไหว พร้อมกับมีเสียงเรียกของหญิงสาวปริศนา โยสิตากลัวมาก ถลาไปเรียกพ่อมาดู แต่ไม่ทันขยับ ภาพจารึกโบราณก็กลายเป็นภาพหญิงสาวแต่งชุดโบราณที่เธอเคยเห็นในความฝันมาก่อน แต่ครั้งนี้เธอคนนั้นไม่ได้มองมานิ่งๆเหมือนในฝัน แต่แผลงฤทธิ์บิดคอหลอกเธอด้วย

โยสิตาวิ่งไม่คิดชีวิตไปตามพ่อมาดูภาพหญิงสาวปริศนา แต่ก็ต้องลืมทุกอย่างเมื่อได้ยินข่าวร้ายจากพ่อว่าแผ่นจารึกโบราณหลักฐานสำคัญที่เพิ่งค้นพบหายไปแล้ว!

สองพ่อลูกมาถึงกรมศิลปากรในไม่กี่อึดใจต่อมา อธินกวาดตามองรอบห้องทำงานตนเองด้วยความรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแจ้งเบาะแสว่าได้ยินเสียงประหลาดก่อนที่แผ่นจารึกจะหายไป ยิ่งสับสน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับแจ้งเหตุก็งุนงงไม่แพ้กันและคิดว่าอาจไม่ใช่การลักขโมยของโจรธรรมดา

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 1 วันที่ 7 ส.ค.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ