อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 10 วันที่ 1 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 10 วันที่ 1 ก.ย.59

บุษกรเครียดจัด คิดไม่ตก..ถึงทางตัน บุษกรตวาด “ยังจะมานั่งเสนอหน้าอยู่อีก ออกไป” บริวารขยับออก บุษกรเดินพล่าน มือกำแน่น แล้วต้องชะงักเพราะหันมาเห็น กัมพูเข้ามายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ “ท่านพ่อ ท่านมาแต่เมื่อไร”
“มาทันได้ยินว่าเจ้าให้บริวารตามหาหญิงตั้งครรภ์ในจันทรปุระ”
“ลูกก็แค่เตรียมเอาไว้...”
“เตรียมอะไร”
“เด็กที่จะเกิดในช่วงเดียวกับที่องค์รัชทายาทถือกำเนิด ก็ถือว่าเป็นผู้ร่วมบุญบารมีกัน ลูกกะว่าจะมอบรางวัลเป็นขวัญถุงให้เด็กพวกนั้นท่านพ่อ”
“แต่ก็ไม่มีเด็กคนไหนมาเกิดเลย”

“หลานของท่านพ่อคนนี้บุญญาธิการสูงส่งนัก”


“ทุกคนเป็นห่วงเจ้ามาก...องค์สูริยะอุตส่าห์ให้คนไปสืบหาหมอเก่งจากต่างเมืองมาดูแลเจ้า”
“ลูกซาบซึ้งในความกรุณาของท่าน”
“พรุ่งนี้หมอหลวงคนใหม่คงจะมาพบเจ้าแต่เช้า”
“ลูกดีใจแลอุ่นใจอย่างไม่รู้จะเปรียบกับอะไรแล้วท่านพ่อ” บุษกรก้มลงสัมผัสเท้ากัมพูแสดงความเคารพ บุษกรยิ่งเครียดหนัก

เรือนบุษกร ในความมืด พระจันทร์ที่ลอยอยู่เหนือเรือนเป็นเดือนใกล้ดับไม่เต็มดวงผ่านช่องหน้าต่างที่มีแสงสว่างวอมแวม เห็นบุษกรยังเดินวนไปมา... เครียด คิดไม่ตก บุษกรเดินมาหยุดหน้าไฟ จ้องมองเปลวไฟในอ่างน้ำมัน
“คำสาปแช่งของเจ้าทำอะไรข้าไม่ได้หรอกเกศอาภา แลใครหน้าไหนก็ขวางทางข้าไม่ได้เช่นกัน” ดวงตาบุษกร เห็นภาพเปลวไฟสะท้อนในแววตาเหี้ยมเกรียมนั้น

เช้าวันใหม่ เรือนบุษกร เสียงกรีดร้องอย่างเสียสติของบุษกร บริวารพาวิ่งขึ้นเรือนไปอย่างตกอกตกใจ

บรรดาบริวารที่วิ่งตามกันเข้ามา ต่างพากันช็อกตาค้างกับสิ่งที่เห็น บุษกรกรีดร้องยิ่งกว่าเสียสติ ในมือของนาง เปื้อนเลือด บนที่นอนเลือดกองหนึ่งยังสดอยู่ บุษกรทรุดลงฟูมฟายเหมือนจะขาดใจ

เรือนเกศอาภา เกศอาภาช็อกตกใจ“เจ้าเอาอะไรมาพูด...อุษา...ใครมาได้ยินเข้าเจ้าต้องถูกตำหนิที่ให้ร้าย แช่งชักผู้อื่นเป็นแน่”
“ข้ามิได้ให้ร้าย ข้ามิได้แช่งชักพระชายาบุษกรแท้งลูกในครรภ์จริงๆ”
“เทวะ...ไยจึงมีแต่เรื่องร้ายเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน”
“มันเป็นกรรมที่ตามสนองนางมากกว่าคิดร้ายต่อผู้อื่น เรื่องร้ายนั้นก็ต้องย้อนเข้าตัวนางเอง ข้าละอยากจะสมน้ำหน้านางนัก ตำแหน่งพระอัครชายาสำหรับนางก็เป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น”
“อุษา...เลิกทับถมคนอื่นเสียทีเถอะ นึกถึงจิตใจของนางบ้าง หัวอกคนเป็นแม่ต้องเจ็บปวดทรมานขนาดไหนที่ต้องเสียลูกไป เราควรแสดงความเห็นใจนางมากกว่านินทาว่าร้ายสนุกปากเยี่ยงนี้”
อุษาสงบปากคำทั้งที่ขัดใจ

เรือนบุษกร อริยะเข้ามาในห้อง บุษกรฟูมฟาย “ท่านพี่..ลูกของเรา...”
“ข้ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว” อริยะดูเศร้าและเห็นใจ
“หัวใจของน้องแทบแหลกสลาย..ท่านพี่ ท่านพี่โปรดอภัยให้น้องด้วย”
“มันเกิดขึ้นได้อย่างไร บุษกร”
“ต้องเป็นเพราะยาสมุนไพรที่ไอ้หมอหลวงคนก่อนมันให้น้องกินเป็นแน่ท่านพี่ น้องเจ็บปวดทรมานเหลือเกิน”
คีรินตามเข้ามา “หมอหลวงคนใหม่มาถึงแล้วองค์อริยะ”
“เจ้าให้หมอตรวจดูเสียหน่อยเถิดนะ”
“น้องยังมีหวังที่จะได้ลูกคืนมาใช่รึไม่ท่านพี่”
“คงไม่มีหวังหรอกพระชายา” บุษกรหันมามองแล้วช็อคตาค้าง หมอหลวงปรากฏตัวอีกครั้ง“เพราะพระชายาก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าพระครรภ์พระชายามันเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงทั้งเพ”
บุษกรตะลึงตาค้างยิ่งกว่าเห็นผี

ระหว่างทางไปวังสูริยะ เกศอาภารีบรุดเดินมากับอุษา จนพวกนางบริวารแทบตามไม่ทัน
“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยอุษาว่าทุกอย่างที่เจ้าเล่ามาจะเป็นความจริง”
“คีรินเป็นคนช่วยชีวิตท่านหมอเอาไว้ได้ ท่านหมอจึงได้เปิดปากพูดความจริงทั้งหมดออกมา เรื่องที่นางตั้งครรภ์เป็นเรื่องหลอกลวง ซ้ำร้ายนายยังเป็นผู้บงการให้หมอหลวงวางแผนกำจัดลูกในครรภ์ของเจ้าด้วย”
“จิตใจนางทำด้วยอะไร ถึงได้โหดเหี้ยมเลือดเย็นอย่างนี้”
“เรื่องมนต์ดำที่เกิดขึ้นกับองค์อริยะก็เป็นฝีมือนาง”
“เพื่ออะไรอุษา เพื่อการได้ขึ้นเป็นพระอัครชายาเยี่ยงนั้นรึ”
“คนเราทำได้ทุกอย่างนั่นละ เพียงแต่คนอย่างนางแยกไม่ออกระหว่างความดีความชั่ว สมควรแล้วที่จะต้องอาญาแผ่นดิน ตัดหัวอย่างเดียวหาพอไม่ต้องเสียบประจานไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกด้วย”

ท้องพระโรง วังสูริยะ บุษกรผมเผ้ารุ่ยร่าย แผดเสียงดังต่อหน้าสูริยะ “ไม่ใช่ความผิดของข้า”
“ทั้งหลักฐานทั้งพยานยืนยันมัดตัวเจ้าแน่นหนาขนาดนี้ เจ้ายังจะปฏิเสธอีกรึ บุษกร”
กัมพูที่ยืนอยู่ด้านหลังสูริยะ รู้สึกตกใจและอดสูมาก
“หากจะเอาผิด ท่านก็ต้องไปเอาผิดกับคนที่มันแย่งชิงทุกอย่างไปจากข้า”
เกศอาภา อุษาเพิ่งมาถึง ก้าวตามกันเข้ามาพอดี
“จิตใจเจ้าโหดเหี้ยมอำมหิตเกินไปแล้วบุษกร” อริยะต่อว่า
“ท่านจะประณามข้าอย่างไรก็เอาเลย แต่จงรับรู้ไว้เถิด ความอำมหิตของข้ามันมาจากความรักที่ข้ามีต่อท่านนั่นแหละ หากในสายตาท่าน ข้าเลวจนไม่มีวันให้อภัยได้แล้ว ท่านก็จงฆ่าข้าด้วยน้ำมือท่านเสียเลยเถิด...ฆ่าข้าเลย”
อริยะกัดฟันแน่น บุษกรปราดเข้ามา กระชากดึงมีดสั้นที่วางอยู่ข้างตัวสูริยะ ชักมีดออกจากฝักแล้วเงื้อสุดแขนจะแทงตัวเอง อริยะพุ่งเข้ามาทันควัน อริยะปัดมีดในมือบุษกรกระเด็นไป ท่ามกลางความตกใจของทุกคน
สูริยะลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธ “เจ้าบังอาจมากที่คิดจะหนีผิดด้วยความตาย แลทำให้เลือดของเจ้าราดลงบนเรือนของข้า คีริน...ลากตัวนางออกไป..ประหารชีวิตนางด้วยการมัดคอ ร่างโยนให้แร้งกากิน หัวให้เสียบประจานไว้ที่ประตูเมือง”
บุษกรเหมือนไม่สะทกสะท้านกัดฟันแน่น เกศอาภาช็อกแทบเข่าอ่อน คีรินกำลังจะก้าวเข้ามาทำตามคำสั่ง
กัมพูก้าวเข้ามาทรุดลงต่อหน้าสูริยะ “บัญชาเทวะศักดิ์สิทธิ์เช่นไร อาญาแผ่นดินก็คือสิ่งที่ทุกคนต้องเคารพยำเกรง นางผู้นี้คือลูกสาวข้า นางทำความผิดร้ายแรงอย่างไม่มีทางให้อภัยได้ การลงโทษนางตามอาญาแผ่นดินจึงสมควรยิ่งแล้ว หากแต่จงอย่าลืม อาญาแผ่นดินข้อหนึ่ง มันผู้คิดร้ายต่อราชบัลลังก์ต้องโทษตัดหัวเสียบประจานทั้งโคตรของมัน องค์สูริยะท่านจงตัดหัวข้าเสียพร้อมกับนางด้วยเถิด”
ทุกคนตกใจ บุษกรหันขวับมาทางกัมพู
“ท่านมหาพราหมณ์”
“เป็นความผิดมหันต์ของข้าเองที่อบรมเลี้ยงดูเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าไม่ดีพอ จึงได้เกิดเรื่องอัปยศอดสูเยี่ยงนี้ขึ้น
“ท่านพ่อ”
“ท่านมหาพราหมณ์กัมพู...ท่านกำลังทำให้ข้าต้องลำบากใจ”
“หากความตายของข้าเป็นเยี่ยงอย่างแก่ทุกคน แลทำให้จันทรปุระอยู่ในความสงบสุข ผู้คนเกรงกลัวต่อการทำความชั่ว นั่นคือหน้าที่แลความภาคภูมิใจของข้า ท่านจงเปล่งวาจาเป็นคำสั่งออกมาเถิดองค์สูริยะ”
ทุกคนเงียบงันลุ้นบีบหัวใจ สูริยะถูกกดดันให้ต้องตัดสินใจ ลำบากใจที่สุด
เกศอาภาก้าวออกมาตรงหน้าสูริยะ “องค์สูริยะได้โปรดเมตตา เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นจันทรปุระได้สูญเสียมามากเกินพอแล้ว เราควรจะถืออาญาแผ่นดินเป็นที่ตั้งแต่ต้องสูญเสียยิ่งขึ้นอีกอย่างนั้นหรือ”
“อาญาแผ่นดินก็คืออาญาแผ่นดิน ข้าคือผู้สร้างมันขึ้นมา แล้วข้าจะละเลยมันได้อย่างไร”
“ท่านมิได้ละเลย หากแต่ได้โปรดใคร่ครวญดูอีกทีเถิด ได้โปรดตัดสินโทษพระชายาบุษกรด้วยราชธรรมด้วยเถิด เมตตาแลให้อภัยนางสักครั้ง” ทุกคนนิ่งฟัง บุษกรไม่คาดคิดว่าเกศอาภาจะมาแสดงตัวเป็นนางเอกขนาดนี้
“อริยะเกือบต้องเสียคนเพราะอำนาจมนต์ดำของนาง เจ้าเองก็ต้องเสียลูกไปด้วยความอำมหิตของนาง เจ้าคิดว่าความเมตตายังจะเป็นสิ่งที่นางควรจะได้รับอีกรึ”
“ต่อให้สำเร็จโทษนางหรือใครต่อใครต้องสังเวยชีวิต ก็ใช่ว่าลูกของข้าจะกลับฟื้นคืนมาได้ หากท่านตัดสินเรื่องนี้อย่างมีเมตตาแลให้อภัยนำทาง ข้าเชื่อว่าเทวะจะต้องสรรเสริญแลอำนวยพรแก่ท่าน ตัวข้านั้นมิอาจแค้นเคืองนางได้ด้วยนางก็สารภาพด้วยปากของนางเองว่าเพราะความรักนางจึงหลงผิดเยี่ยงนี้ องค์สูริยะโปรดทบทวนเรื่องนี้อีกทีเถิด”
บุษกรเงียบงัน บุษกรเหมือนสำนึกผิด น้ำตาร่วง
“เพื่อเห็นแก่เทวะแลท่านมหาพราหมณ์ ข้าจะเว้นโทษชีวิตเจ้า แต่นับแต่วันนี้ไปเจ้ามิใช่พระชายาองค์อริยะ จงกลับไปสู่ที่ที่เจ้าจากมา แลอย่าให้ข้าได้เห็นหน้าเจ้าอีก”
“เป็นพระกรุณา บุญคุณของท่านครั้งนี้ ข้า..บุษกร..จะขอจดจำจนวันตาย”
เกศอาภารู้สึกโล่งใจที่ทุกอย่างคลี่คลายไปได้ บุษกรก้มหมอบกับพื้น ภาษากายเหมือนยอมพ่ายแพ้อย่างราบคาบ หากแต่แววตายิ่งซ่อนความแค้นและชิงชัง

ปัจจุบัน โยสิตา กฤตธร บุษกร เผชิญหน้ากัน “นังคนสอพลอลวงโลก สิ่งที่เจ้าทำมันก็แค่มารยาทตบตาคนอื่น เพื่อให้ใครต่อใครเห็นว่าเจ้าเป็นคนดีมีใจประเสริฐเท่านั้นเอง”
“ฉันเห็นแต่ความโหดเหี้ยมอำมหิตของคุณ แล้วคุณยังจะกล้าประณามคนอื่นได้ยังไง”
“นังเกศอาภา”
“ฉันไม่ใช่เกศอาภา ฉันคือโยสิตา”
“คุณโย คุณจะไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาทำไม”
“แล้วเขามายัดเยียดให้ฉันเป็นเกศอาภาทำไม ในเมื่อฉันคือโยสิตา”
“นังคนสารเลว”
“ไม่มีเกศอาภาอีกแล้ว มันเป็นอดีตที่ผ่านไปแล้ว”
“เจ้าคิดจะหนีสิ่งที่เจ้าทำเอาไว้อย่างนั้นรึ”
“ฉันเห็นแต่ความเลวของคุณ ไม่มีใครทำร้ายคุณ คุณต่างหากทำร้ายตัวเอง..บุษกร”
บุษกรแผดเสียงเกรี้ยวกราด “เจ้าเป็นคนทำให้จันทรปุระล่มสลาย มันเป็นความผิดของเจ้าคนเดียว”
“งั้นก็เล่ามาสิ ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน”
“เจ้าจะได้เห็น เจ้าจะต้องได้รับรู้เพราะเจ้าจะต้องชดใช้ นังคนสารเลว”
บุษกรแผดเสียงด้วยความโกรธแค้น ก่อนใบหน้าจะบิดเบี้ยวแล้วเปลี่ยนเป็นหน้าผี โยสิตา กฤตธร ตกใจตาค้าง
ปีศาจบุษกรพุ่งเข้าหาอย่างประสงค์ร้าย กฤตธรเอาตัวเองเข้ากำบังโยสิตาด้วยสัญชาตญาณ แต่ร่างปีศาจบุษกรก็อันตรธานไปกับหมอกควันสีเทาดำพร้อมเสียงกรีดร้องลั่น

หน้าเต้นท์ที่พัก โยสิตานั่งลงมุมหนึ่ง ยังอกสั่นขวัญผวาไม่น้อย
“คุณโย...หน้าคุณซีดมาก”
“ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าฉันประสาทหลอนไปเอง ขืนเล่าเรื่องแบบนี้ให้ใครฟัง เขาต้องว่าฉันเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ”
“แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องนี้ให้ใครรับรู้ไม่ใช่เหรอครับ”
“หลายครั้งแล้วที่เขาประกาศว่าฉันต้องชดใช้ ก็ไม่รู้ว่าฉันต้องชดใช้ยังไง”
“ผมว่าเรื่องแบบนี้คงไม่จบลงง่ายๆ แต่คุณโยไม่ต้องกลัว ตราบใดที่ผมยังอยู่..ผมจะปกป้องคุณเอง” โยสิตามองทะลวงเข้าไปในดวงตาของเขาก็พบแต่ความจริงใจในสิ่งที่เขาพูดออกมา “ถึงจะต้องแลกด้วยชีวิตผมก็ตาม”
เช้าวันใหม่ ไซท์งานขุดค้น ทีมงานหลายคน อิ่มอาหารเช้าแล้วและยกเอาจานชามไปเก็บรวม อธินจิบกาแฟไป ดูแผ่นสำเนาที่ก็อปปี้ ลายตัวหนังสือที่ถอดออกมาจากแผ่นศิลาจารึกไป
“เป็นไปได้ที่ศิลาจารึกหลักนี้จะเป็นคำสวดสรรเสริญเทพเจ้า เพราะตำแหน่งที่ขุดพบอยู่ไม่ไกลกันเลย บริเวณนี้ทั้งหมดคงเป็นเทวาลัย”

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 10 วันที่ 1 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ