อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 10/2 วันที่ 1 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 10/2 วันที่ 1 ก.ย.59

“เป็นไปได้ที่ศิลาจารึกหลักนี้จะเป็นคำสวดสรรเสริญเทพเจ้า เพราะตำแหน่งที่ขุดพบอยู่ไม่ไกลกันเลย บริเวณนี้ทั้งหมดคงเป็นเทวาลัย”
มือโยสิตายังคนกาแฟในถ้วยเหมือนเหม่อลอย นึกย้อนถึงตอนที่บุษกรกำแผ่นหินศิลาจารึก ชูขึ้นสูงเหนือหัวประกาศความแค้นต่อหน้าเทวะ “โยว่าไม่ใช่หรอกค่ะพ่อ” กฤตธร อธิน หันมามองโยสิตา “ไม่ใช่จารึกคำสวดสรรเสริญเทวะ”
“แล้วมันจะเป็นอะไรไปได้”
“มีแต่พลังความชั่วร้ายอยู่ในนั้น มันไม่มีทางเป็นคำสวดสรรเสริญเทวะไปได้หรอกค่ะพ่อ”
“ลูกรู้ได้ยังไง”

โยสิตาชะงัก เหลือบมองไปทางกฤตธร กฤตธรนิ่งเหมือนไม่อยากให้พูด “โยแค่เดาเอาน่ะค่ะพ่อ”


“งานวิชาการจะมาใช้การเดากับความรู้สึกเอาได้ยังไง”
กฤตธร โยสิตาสบตากัน เรื่องการเห็นอดีตชาติ ไม่มีทางที่ใครจะเชื่อแน่นอน

รถกสินทร์แล่นเข้ามาจอด อธิน กฤตธร โยสิตา ออกมาต้อนรับ กสินทร์ และเกรียงลงจากรถ รับไหว้อธิน โยสิตา
“สวัสดีคุณอธิน สวัสดีหนูโย”
“ผมไม่คิดว่าคุณพ่อจะมาจริงๆ แถมขับรถมาเองด้วย”
“นานๆ ขับรถออกจากต่างจังหวัดทีก็ดีเหมือนกัน ได้พักผ่อนเปิดสมองบ้าง”
“แล้วจะกลับตอนเย็นเหรอครับ”
เกรียงแย้ง “ใครว่าล่ะครับ คุณพ่อคุณกฤตให้ผมแพ็คกระเป๋า เตรียมมาค้างแรมที่นี่ด้วยสองสามวัน”
“หา...”
“ถ้าเป็นการรบกวนเกินไป ผมไปนอนค้างโรงแรมในเมืองได้นะคุณอธิน”
“ไม่ได้เป็นการรบกวนอะไรเลยครับ เพียงแต่ที่นี่อาจจะไม่ได้สะดวกสบายเท่าที่ควร”
“เรื่องเล็กน่าคุณอธิน ใช้ชีวิตนอนกับดินกินกับทรายไม่ใช่ว่าผมไม่เคยสัมผัสมานะ นานๆได้กลับมาใช้ชีวิตง่ายๆอย่างนี้บ้างผมว่ามันมีรสชาติดี”
อธินเชื้อเชิญกสินทร์ เกรียงให้ไปที่เต็นท์รับรอง โยสิตาจะขยับตามแต่ชะงัก มองไปที่ขอบฟ้าด้านหนึ่ง เหมือนเมฆสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นที่ขอบฟ้าไกลๆ เหมือนจะมีพายุใหญ่...รูปร่างของเมฆนั้นแปลกตาน่ากลัวเหมือนไม่ใช่เมฆปกติ
โยสิตาไม่สบายใจ ลึกๆก่อนขยับตามทุกคนออกไป
เต็นท์ที่เก็บเทวรูป ของที่ขุดได้ ทีมงานบางคนกำลังทำความสะอาด บางคนเตรียมทำหมายเลขโค้ดกำกับของแต่ละชิ้น กสินทร์ เกรียง ยืนมองเทวรูปอยู่ด้วยความทึ่ง
กสินทร์ชื่นชม “เทวรูปองค์นี้งามจริงๆ สมบูรณ์มากด้วย”
อธินเห็นพ้อง “ครับ...โชคดีมากที่ไม่มีส่วนไหนแตกหักชำรุดหรือสูญหายไปเลย”
“ไม่พบพระพุทธรูปบ้างเลยเหรอ คุณอธิน”
“ยังครับ...อาจจะไม่มีพระพุทธรูปศาสนาพุทธ อาจจะยังเข้ามาไม่ถึงจันทรปุระก็ได้ครับ”
“แล้วตำนานที่ว่าเมืองนี้สูญสลายเป็นเพราะคำสาปล่ะ มันมีเค้าไหม คุณอธิน”
“มันก็เป็นแค่ตำนานเท่านั้นแหละครับ”
“นี่ถ้ามีใครจากยุคสมัยนั้นมาบอกเล่าให้พวกเราฟังได้ ก็คงจะดีนะ” กสินทร์หัวเราะ
กฤตธร โยสิตา สบตากันแวบหนึ่ง
อธินเปรย “เรื่องคำสาปอะไรนี่ ผมว่ามันคงเป็นแค่กุศโลบายบางอย่าง ของคนรุ่นหลังมากกว่า”
เกรียงซักต่อ “คุณอธินจะหมายความว่า คำสาปอะไรนี่มันไม่มีอยู่จริงอย่างนั้นใช่ไหมครับ”
“มันเป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้มากกว่าครับ”
เกรียงไม่เห็นด้วย “คำสาปแช่งกับมิจฉาฐิทิ มันก็คือสิ่งเดียวกัน อำนาจภัยอะไรก็ไม่น่ากลัวเท่ามิจฉาฐิทิในใจคน เพราะมันดลบันดาลการทำลายล้างทุกอย่างได้ แม้แต่ความเป็นคน”
“อาจารย์เกรียงพูดให้ได้คิดกันอีกแล้ว”
เกรียงมองดูเทวรูปอย่างสนใจ โยสิตารู้สึกว่าเกรียงน่าจะพอรู้อะไรดีๆบ้าง

โยสิตา คุยกับกฤตธร
“อาจารย์เกรียงแกเป็นคนมีสัมผัสที่หก แกฝึกนั่งสมาธิจนแกเห็นหลายๆอย่างที่คนอื่นไม่เห็น”
“คุณเชื่อเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอคะ”
“ไม่รู้สิ..ผมเองก็บอกไม่ถูก แต่หลายครั้งแล้วนะที่แกพูดหรือแนะนำอะไรบางอย่างแล้วมันเป็นไปตามนั้นจริงๆ ทำไมเหรอคุณโย”
“ฉันรู้สึกว่าอาจารย์เกรียงต้องรู้หรือเห็นอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับที่นี่”
“อยู่ที่แกจะพูดออกมาหรือเปล่าครับ เพราะอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์แกจะไม่พูดเด็ดขาด แกไม่ต้องการให้ใครรู้สึกว่าแกอวดอ้างอิทธิฤทธิ์ครับ”
โยสิตานิ่ง

อีกมุมไซท์งานขุดค้น เกรียงยืนหลับตา เหมือนตั้งสมาธิสัมผัสกับบางสิ่งบางอย่าง โยสิตาเดินเข้ามาเงียบๆ เกรียงค่อยๆลืมตาขึ้น
“ขอโทษค่ะอาจารย์ ถ้าดิฉันเข้ามารบกวน”
“ไม่ได้รบกวนอะไรหรอกคุณโย”
“เมื่อกี้อาจารย์พูดถึงคำสาป”
“ความอาฆาตพยาบาทของคนบางคน มันก็เป็นพลังงานอย่างนึง อำนาจการทำลายล้างอาจสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับบุญทำกรรมแต่ง” โยสิตานิ่งอึ้ง ตั้งใจฟัง “คุณมีคำถามมากมายในใจตอนนี้ จนมันทำให้จิตใจของคุณว้าวุ่น นั่นละอันตราย ตั้งสติให้ดีคุณโย แล้วจิตคุณจะมีพลังพร้อมรับมือกับ” เกรียงนิ่งชะงักไปชั่วครู่ “อำนาจร้าย”
“อาจารย์รู้เรื่องทุกอย่างดี”
“กรรมเป็นเครื่องกำหนดทุกสิ่ง แม้แต่การโคจรมาพบกันในวันนี้ ได้รู้จักกัน ได้เป็นเพื่อนกัน ได้อุปถัมภ์ค้ำชูกัน หรือแม้แต่เกลียดกันเป็นศัตรูกัน ก็ล้วนมาจากกรรมที่เคยร่วมสร้างกันมาทั้งสิ้น”

กลางคืน เต็นท์ที่พักของเกรียง เกรียงกราบลงบนหมอนหลังจากสวดมนต์เสร็จ และขยับท่านั่งเปลี่ยนเป็นขัดสมาธิ
เพื่อเข้าวิปัสสนา แค่หลับตาลงกำหนดจิตตามลมหายใจได้ไม่ถึงอึดใจ เสียงหัวเราะต่ำๆ ทุ้มๆ ของบุษกรก็ดังแว่ว
เข้ามา เกรียงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง
บุษกรยืนอยู่มุมหนึ่งในความมืด “มากันพร้อมหน้าพร้อมตาทีเดียว นี่คงถึงเวลาต้องชำระสะสางแล้วละมัง”
“กรรม คือ สิ่งที่ต้องชดใช้ไม่มีใครหนีพ้นไปได้”
“รู้ตัวก็ดีแล้ว ท่านอย่าได้คิดที่จะปกป้องมันก็แล้วกัน”
“ข้าหมายถึงตัวเจ้าต่างหากบุษกร”
“ข้าไม่เคยคิดหนี ข้าคือฝ่ายรอคอยให้ถึงวันนี้ต่างหาก”
“เจ้าโกหกหลอกลวงแม้กระทั่งตัวเจ้าเอง เจ้าหนีการชดใช้กรรม จองจำวิญญาณตัวเองอย่างนี้ เจ้าจะไม่มีวันได้พบ
ความสุขแท้ เจ้าจะจมอยู่แต่กับบาปที่เจ้าก่อเอาไว้ชั่วกัปชั่วกัลป์”
“เทวะของท่านบัญชาลงมารึไร....” บุษกรหัวเราะ “เทวะที่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นแค่ก้อนหินก้อนหนึ่งที่นอนจมดินอยู่โน่นไง”
“ปล่อยวางซะเถอะบุษกร แล้วเจ้าจะพบหนทางแห่งการชำระบาป”
“ปล่อยวางอย่างนั้นรึ ข้ารอคอยมาร่วมพันปี ทนทรมานมานานหนักหนา แล้วท่านจะให้ข้าปล่อยวางง่ายๆ ได้
อย่างไร” บุษกรตวาด
เสียงครืนเหมือนเสียงฟ้าร้อง ไกลๆ ตามมาด้วย การสั่นสะเทือนของทุกสิ่ง เกรียงอัศจรรย์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เต็นท์นอนโยสิตา – อธิน โยสิตาสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นเพราะรู้สึกได้ถึงแผ่นดินไหว อธินลุกพรวดขึ้นหลังจากงุนงง ข้าวของหลายอย่างบนโต๊ะล้มระเนระนาด ของที่ห้อยแขวนอยู่แกว่งไกวไปมา
“โย.........โย”
“เกิดอะไรขึ้นละพ่อ” โยสิตารีบเผ่นออกนอกเต็นท์กับอธินทันที
กฤตธร กสินทร์ โกยกันออกมานอกเต็นท์ที่พักพอดีเหมือนกัน ทีมงานต่างพากันหน้าตื่น
กสินทร์ตกใจ“นี่มันอะไรกัน”
อธินอธิบาย “แผ่นดินไหวครับคุณกสินทร์”
กสินทร์อึ้ง “รุนแรงขนาดนี้เลยเหรอ”
“คุณปลอดภัยดีใช่ไหม คุณโย” กฤตธรห่วงโยสิตา
“ฉันไม่เป็นไร...ตกใจนิดหน่อยเท่านั้น”
อธินตะโกนถามทีมงาน “ทุกคนปลอดภัยดีใช่ไหม มีใครเป็นอะไรรึเปล่า”
“อาจารย์เกรียงล่ะครับ คุณพ่อ”
“นั่นสิ...” กสินทร์ตะโกน “อาจารย์ อาจารย์เกรียง”

กฤตธร โยสิตา โผล่พรวดมาถึงเต็นท์เก็บโบราณวัตถุ เกรียงกอดประคองเทวรูปองค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เพราะ
แรงสั่นสะเทือนอาจทำให้ล้มฟาดลงมาเสียหายได้
“อาจารย์”
กฤตธร โยสิตา รีบวิ่งเข้าไปช่วยเกรียงทันที อธิน กสินทร์ตามมาติดๆ รีบเข้าช่วยเหมือนกัน ข้าวของชิ้นเล็กๆ น้อยๆ
สั่นสะเทือนบนโต๊ะตามแรงแผ่นดินไหว ทุกคนที่ช่วยกันค้ำประคองเทวรูปองค์ใหญ่ไม่ให้ล้มฟาดลงมา

ในอดีต วิหารเทวะ เกิดแผ่นดินไหวเหมือนกัน เทวรูปสั่นสะเทือน พวกนางบริวารหวีดร้องด้วยความตกใจและกอดกันกลมด้วยความกลัว อุษาตาเหลือกช็อก เกศอาภาตื่นตะลึง มองรูปปั้นเทวะตาค้าง
อริยะรีบเข้ามาประคองเกศอาภา “ข้าอยู่ตรงนี้ เจ้ามิต้องกลัวเกศอาภา”
แรงสั่นสะเทือนเป็นระยะๆ ของแผ่นดินไหว ทำให้เครื่องถวายสังเวยต่างๆ ล้มคว่ำคะมำหงาย
ปุณณะรีบแจ้ง “องค์สูริยะออกไปข้างนอกก่อนเถิด ในนี้อาจมีอันตราย”
สูริยะ รีบออกไป ทุกคนตามออก กัมพูยังยืนอยู่เบื้องหน้าเทวะ ประนมมือสวดภาวนางึมงำ ที่ซอกมุมหนึ่งลับตา
บุษกรยืนซ่อนตัวอยู่ แผ่นดินไหวค่อยๆ สงบลง บุษกรจ้องมองเทวรูปอย่างท้าท้าย

ท้องพระโรง วังสุริยะ สูริยะ อริยะ กัมพู ปุณณะพร้อมหน้า
“ไม่เคยมีเรื่องเยี่ยงนี้เกิดขึ้นกับจันทรปุระ เจ้าจะไม่ให้พ่อกังวลได้อย่างไร อริยะ”
“ท่านพ่อกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นจักเป็นการบอกเหตุร้ายอย่างนั้นรึ”
“ไม่มีทางคิดเป็นอื่นได้เลย”
“หากจักเป็นเรื่องภัยสงคราม องค์สูริยะโปรดวางใจ งานการข่าวของเราทำงานกันอย่างเข้มแข็งไม่มีท่าทีว่าศัตรูจะคิดโจมตีจันทรปุระเลย” ปุณณมั่นใจ
สุริยะหันไปถามกัมพู “ท่านมหาพราหมณ์ ท่านมีความเห็นอย่างไร”
“แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น อาจจักมีผู้ใดทำเรื่องเลวร้ายจนเทวะไม่พอใจเป็นอย่างมาก”

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 10/2 วันที่ 1 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ