อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 11 วันที่ 2 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 11 วันที่ 2 ก.ย.59

“อุษา..ทำเยี่ยงไรจิตใจข้าจึงจะสงบลงได้” สีหน้าเกศอาภาระทมทุกข์
“ขอเทวะเป็นที่พึ่งเถิด เราจะทำสิ่งใดได้ นอกจากสวดมนต์ ขอพรจากท่าน หากเทวะพึงพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็ขอให้จันทระปุระกลับคืนสู่ความสงบสุขบริบูรณ์ดังเดิมด้วยเถิด” อุษาปลอบ
เกศอาภาพยายามทำใจให้สงบ ประนมมือขึ้น หลับตาสวดมนต์บูชาเทวะ
บุษกรทำพิธี ฟ้ามืดทะมึน ฝนตั้งเค้ามาอย่างแรง

เกศอาภายังหลับตาสวดมนต์อยู่ แสงฟ้าแลบสาดเข้ามาในบรรยากาศครึ้มๆ ตามด้วยเสียงฟ้าคำราม
อุษาสะดุ้ง ลืมตาขึ้นแล้วรีบไปที่หน้าต่าง “ฝนตกแล้ว...เกศอาภา...ฝนตกแล้ว เทวะประทานพรแก่จันทรปุระแล้ว”


เกศอาภาค่อยๆ ลืมตาขึ้น อุษาดีใจวิ่งออกไปนอกห้อง เกศอาภาหันมามองสายฝนที่กำลังโปรยปรายลงมาภายนอก ทั้งปิติและสะเทือนใจ ปนเปผสมผสาน เกศอาภาร้องไห้กับสายฝน
เช้าวันใหม่ ห้องบุษกร บุษกรแต้มดินสอพองสีขาว ขีดเส้นลงบนหน้าผากตัวเอง สายตามุ่งมั่นเปี่ยมพลัง

กัมพูที่นอนอยู่ค่อยๆ หันมามอง เห็นบุษกรแต่งชุดมหาพราหมณ์เต็มยศเดินเข้ามาข้างตั่งที่นอน กัมพูมองบุษกรเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“ท่านพ่อ วันนี้ลูกจะได้ทำหน้าที่สำคัญแทนท่านพ่อแล้ว...ท่านพ่อ จงภูมิใจในตัวลูกเถิด”
“เทวะไม่เคยประสงค์ชีวิตเลือดเนื้อใคร” กัมพูยังยืนยันคำเดิม
แต่บุษกรไม่ฟัง “สายไปเสียแล้วท่านพ่อ ท่านทำใจให้สบายเถิด มนต์ทุกบทที่ท่านพ่อเคยท่องสวดลูกจำได้จนขึ้นใจ พิธีวันนี้จะมิมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง...ท่านจงวางใจเถิด” บุษกรยิ้ม สัมผัสปลายเท้ากัมพู แสดงความเคารพแล้วค่อยๆ ถอยออกไป
กัมพูกระสับกระส่ายแต่มิอาจขยับลุกขึ้นมาได้

ปราสาทเทวะ คละคลุ้งไปด้วยควันกำยานแสงไม่เหมือนเดิมในยุคกัมพู บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังแห่งอำนาจ ความรุนแรง และความตาย ผู้ร่วมพิธีอยู่มุมหนึ่ง บุษกรยังสวดบูชาสรรเสริญเทวะอยู่หน้าแท่น ผงกำยานถูกซัดเติมลงไปในอ่างไฟเป็นระยะ ไฟลุกพรึ่บก่อนจะกลายเป็นควันคละคลุ้ง

บุษกรร่ายคาถาดุดันเร่งเร้าขึ้นทุกที ทุกคนที่ร่วมพิธีตกอยู่ในภวังค์ของความขึงขังศักดิ์สิทธิ์และมีอำนาจ หน้าเทวะที่มีแสงสีแดงและเงาวูบไหวของไฟบูชาทาบทับ บุษกรเร่งบทสวด เหงื่อเต็มหน้าผากนาง การแสดงของนางเต็มไปด้วยพลังที่จะต้องสะกดทุกคนให้ศรัทธาและเกรงกลัวอำนาจนางให้ได้ มือบุษกรซัดกำยานลงอ่างไฟอีกกำใหญ่ ไฟลุกพรึบ

ลานบูชายัญ เลือด วัว-ควาย ไหลนองกับพื้น ฟ้าด้านหนึ่งปรากฏแนวเมฆสีเทาดำทะมึนก่อตัวขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมฆดำนั้นครอบคลุมจันทรปุระทั้งเมืองเห็นสายฟ้าฟาดลงไกลๆ น้ำฝนที่เริ่มสาดเม็ดลงมา ทำให้เลือดที่นองพื้นไหลมาบรรจบกัน...กลายเป็นลำธารเลือดไหลไปตามพื้น

ปราสาทเทวะ คีรินขยับเข้ามาหาสูริยะ “เรียนองค์สูริยะ...ตอนนี้ข้างนอกปราสาทเทวะ ฝนตกทั่วแผ่นดินจันทรปุระแล้ว”
ทุกคนมองหน้ากันอย่างทึ่ง แล้วพากันแสดงคารวะต่อเทวะ บุษกรที่ยังอยู่หน้าแท่นบูชายิ้มกระหยิ่มกับลูกฟลุคครั้งนี้ นางยิ่งลำพองในอำนาจของตน แสงฟ้าแลบสาดเข้าหน้าบุษกร

วันใหม่ ท้องพระโรงวังสูริยะ เกศอาภา อริยะ สูริยะ ปุณณะ คีริน พร้อมหน้า
อริยะดีใจ “ราษฎรต่างพากันดีใจที่ท่านพ่อช่วยให้พวกเขาพ้นทุกข์ได้ในคราวนี้”
ปุณณะเอ่ยต่อ “พวกที่กำลังจะอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่แผ่นดินใหม่ ก็พากันเปลี่ยนใจขออยู่กับจันทรปุระต่อไป”
“ความดีความชอบอันเกิดแก่จันทรปุระในครั้งนี้ ต้องยกให้บุษกร ท่านมหาพราหมณ์กัมพูก็ล้มป่วยจนมิอาจแม้แต่จะลุกขึ้นยืนได้ เทวะยังเมตตาที่ประทานพรแก่นาง จงสั่งลงไปให้รู้ถ้วนทั่วทุกคนว่านับแต่วันนี้ ข้าขอแต่งตั้งให้บุษกรเป็นมหาพราหมณีแห่งจันทรปุระ” สูริยะประกาศ
อริยะ ปุณณะน้อมรับ เกศอาภาเกิดความกังวลขึ้นในใจ อนาคตจะเป็นอย่างไรหนอ

ปราสาทเทวะ บุษกรยืนอยู่หน้าแท่นบูชา “วันนี้กราบไหว้ข้าในฐานะมหาพราหมณีไปก่อนเถิดพวกหน้าโง่ วันข้างหน้าพวกเจ้าจะได้กราบไหว้ข้าในฐานะมหาเทวีแห่งจันทรปุระ” บุษกรยิ้มอย่างได้รับชัยชนะ

ปัจจุบัน เต็นท์ที่เก็บโบราณวัตถุ โยสิตาช่วยประคองเทวรูปไม่ให้ล้ม โยสิตาโต้ตอบกับบุษกรเหมือนบุษกรอยู่
ตรงหน้า “เพราะคุณนี่เองจันทรปุระถึงได้ล่มสลาย”
รอยยิ้มแห่งชัยชนะของบุษกรค่อยๆ เปลี่ยนเป็นชิงชังแล้วเกรี้ยวกราดตอบ “เพราะเจ้าต่างหาก นังคนสารเลว”
บุษกรเหมือนพุ่งตรงเข้ามาจะทำร้ายโยสิตา แต่ร่างเลือนหายไป โยสิตาระทึกขวัญ ตาไม่กะพริบ
“คุณโย...คุณโย” เสียงเรียกของกฤตธรเหมือนเรียกสติโยสิตากลับคืนมา
ทุกคนยังช่วยกันประคองเทวรูปเอาไว้ ทุกคนมองมาที่โยสิตาเป็นตาเดียว
“แผ่นดินไหวหยุดแล้วละครับ ขอบคุณทุกคนมากครับ” อธินเอ่ยบอก
ทุกคนขยับออกจากการประคองเทวรูป
“ไม่คิดว่าแผ่นดินไหวจะอยู่ห่างกรุงเทพแค่นี้เอง นี่ถ้าเทวรูปองค์นี้เสียหายจะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก” กสินทร์เอ่ย
โยสิตาหันกลับไปมองเทวรูป ปีศาจบุษกรปรากฏตัวด้านหลังเทวรูปคำราม “มันก็แค่ศิลาก้อนนึงเท่านั้น พวกหน้าโง่”
บุษกรเหมือนสำแดงฤทธิ์ ออกแรงผลักเทวรูป โยสิตาช๊อกตาค้าง เทวรูปค่อยๆ ล้มลง และเห็นได้ชัดว่าจะฟาดลงใส่ด้านหลังกสินทร์เต็มๆ โยสิตาช็อกแต่ขยับไม่ทัน
กฤตธรร้องเสียงหลง “คุณพ่อ”
คนที่พุ่งเข้ามาชาร์จและกันตัวกสินทร์ได้ทันคือเกรียง แต่ส่วนหนึ่งของเทวรูปก็ฟาดใส่ไหล่-ต้นแขนของกสินทร์อย่างแรง เกรียง-กสินทร์ล้มลงไปกับพื้น อธิน-กฤตธร-โยสิตา ช็อก เพราะเทวรูปฟาดลงกับพื้น ส่วนหัวแตกหักออกจากลำตัว โยสิตาช็อกหันไปมองบุษกร บุษกรหัวเราะสะใจ ก่อนร่างจะเลือนหายไปกับตา

บริเวณแค้มป์สำรวจ กระเป๋าสัมภาระของกสินทร์และเกรียงถูกใส่กระโปรงรถ ทีมงานช่วยกันขนมา กฤตธรประคองพากสินทร์ที่ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น มีผ้าคล้อง แขน-คอ เกรียงดูแลการขึ้นรถให้กสินทร์อย่างดี อธิน โยสิตา ทีมงาน ยืนส่งข้างรถด้วยความกังวล กฤตธรปิดประตูรถให้กสินทร์ เกรียงรีบไปทำหน้าที่คนขับ
กฤตธรบอกกับอธิน “คงไม่แวะโรงพยาบาลในเมือง...ผมจะพาคุณพ่อตรงกลับกรุงเทพเลยครับ”
“ผมเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
“มันเป็นอุบัติเหตุครับคุณอา” กฤตธรหันมาทางโยสิตา “คุณโย...ดูแลตัวเองด้วยนะครับ”
กฤตธรรีบไปที่รถตัวเอง โยสิตายังอกสั่นขวัญผวากับเรื่องที่เกิดขึ้น รถสองคันแล่นตามกันออกไป โยสิตาช็อกตาค้างอีกครั้ง ในรถกฤตธร...ข้างที่นั่งคนขับเห็นบุษกรนั่งรถออกไปด้วย หน้าผีขาวซีด บุษกรบิดคอหมุนได้รอบตัว
จ้องมาทางโยสิตาอย่างเย้ยเยาะ รถแล่นออกไปไกลเรื่อยๆ จนหายไปในความมืด

เต็นท์ที่เก็บโบราณวัตถุ เทวรูปในสภาพตัวกับหัวแยกกัน ถูกจับวางราบกับพื้น ทีมงานจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยแล้วขยับออกไป อธินยืนมองซากความเสียหายด้วยความเสียดาย
“ซ่อมกลับมาให้สมบูรณ์อย่างเดิมได้ใช่ไหมคะพ่อ” โยสิตาเอ่ยถาม
“ซ่อมได้แต่ยังไงก็ไม่มีทางเหมือนเดิม”
“มันเป็นเหตุสุดวิสัย”
“โย...บอกพ่อมาตามตรง ลูกเห็น ลูกเจออะไร ที่มันไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาใช่ไหม”
โยสิตาสีหน้ากังวล ไม่กล้าพูด

วันใหม่ บ้านกสินทร์ กวินทร์รีบออกมาจากในบ้าน กฤตธรประคองพากสินทร์ออกจากรถ กสินทร์เข้าเฝือกอ่อนที่แขน แม่บ้านยืนต้อนรับนาย แล้วขยับไปเอากระเป๋าออกจากท้ายรถ
“โชคยังดีนะครับคุณพ่อ ที่แค่กระดูกร้าว ไม่หัก” กวินทร์เป็นห่วงเข้ามาประคอง
“อาจารย์เกรียงช่วยชีวิตพ่อไว้แท้ๆ ถ้าเข้ามาผลักพ่อไม่ทันมีหวัง”
“เจ็บแค่นี้ถือว่าฟาดเคราะห์นะครับ คุณกสินทร์” เกรียงปลอบ
“นั่นสิ...ไป...อาจารย์เข้าบ้านหาไรกินกันก่อน เหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว”
ก่อนขยับตามกสินทร์ เกรียงหันไปมองที่รถกฤตธร เหมือนมีคนมองออกมาจากรถกฤตธร แต่ในรถว่างเปล่าไม่มีอะไรผิดปกติ เกรียงเดินตามกสินทร์เข้าบ้าน
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่พี่กฤต”
กฤตธรตอบกวินทร์ไม่ได้

ไซท์งานขุดค้น หน้าจอโทรศัพท์ โชว์เบอร์กฤตธร โยสิตากดรับสาย“ค่ะคุณกฤต คุณพ่อคุณท่านเป็นยังไงบ้างคะ”
หน้าบ้านกสินทร์ กฤตธรกำลังเดินเข้าบ้าน “ไม่มีอะไรน่าห่วงครับ แค่กระดูกร้าวเท่านั้น หมอเข้าเฝือกอ่อนให้ ตอนนี้กลับถึงบ้านแล้วครับ”
“โชคยังดีนะคะที่อาจารย์เกรียงช่วยเอาไว้ได้ทัน”
กฤตธรหยุดเดิน “คุณโย...คุณรู้ดีใช่ไหมว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ” โยสิตานิ่งเงียบ ความร้ายกาจของบุษกรน่ากลัว แค่นึกก็หลอนแล้ว “มันเป็นฝีมือบุษกรใช่ไหม” กฤตธรซัก เกรียงเดินออกมาพอดีและเห็นบุษกรยืนอยู่ด้านหลังกฤตธร สายตาจ้องเขม็งที่กฤตธร “คุณโย” กฤตธรเรียกเพราะโยสิตาเงียบไป
“เขาโกรธฉันมาก ที่ฉันตอบโต้เขา อารมณ์เขาน่ากลัวมาก”
“คุณโย...คุณต้องระวังตัวให้มากๆ นะครับ ผมเป็นห่วง”
บุษกรแทบคลั่งพร้อมจะลุกเป็นไฟในพริบตา
เกรียงเห็นรีบเรียกกฤตธรตัดบท “คุณกฤตครับ...คุณพ่อเรียกให้หาแน่ะครับ”
“ครับอาจารย์...ขอบคุณครับ” แล้วกฤตธรก็บอกกับโยสิตา “ผมจะรีบกลับไปหาคุณทันทีที่ทางนี้เรียบร้อยเท่านี้ก่อนนะครับคุณโย” กฤตธรเดินผละออกมาจากบุษกร
เกรียงเผชิญหน้าบุษกร “เจ้าทำเกินไปแล้ว”
“น้อยเกินไปต่างหาก มันทุกคนที่ทำกับข้าไว้ต้องได้รับการตอบแทนอย่างสาสม” บุษกรเลือนหายฟุ้งกระจายกลายเป็นควันสีเทาดำไปในทันที เกรียงนิ่ง

ไซท์งานขุดค้น อธินเปรยกับโยสิตา “พรุ่งนี้เช้ารถจากที่นี่จะกลับเข้ากรุงเทพ พ่อคิดว่าโยควรกลับไปพร้อมกับรถซะเลย”
“พ่อ...โยยังไม่อยากกลับ โยอยากอยู่ช่วยพ่อที่นี่”
“ถ้าทุกอย่างมันเป็นความจริงอย่างที่ลูกเล่ามา ที่นี่ก็อันตรายมาก...กลับไปซะ”
“โยไม่กลัว...พ่ออยู่ที่ไหน โยก็ขออยู่ที่นั่นด้วย”
“อย่าเล่นกับความเสี่ยง...โย ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่อำนาจลี้ลับเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไม่มีอยู่จริง”
“พ่อ...”
“กลับกรุงเทพไปซะ ที่นี่ไม่เหมาะกับลูกเลย เพราะถ้าลูกเป็นอะไรไปพ่อจะเสียใจที่สุด และจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย” อธินจับหัวโยสิตาก่อนเดินจากไป สัมผัสเพียงเท่านั้นแต่บอกถึงความรักมากมาย

บ้านรับรอง ห้องทำงานเกรียง ผ้าที่ใช้คลุมห่อแผ่นศิลาจารึกถูกกระชากดึงเปิดออก เกรียงจ้องมองแผ่นศิลาจารึก “เจ้ากับข้า...ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง...ออกมา..บุษกร” ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ “ขืนเจ้ายังหลบหน้าข้า ข้าจะนำศิลาจารึกแผ่นนี้กลับไปไว้ ในที่ที่มันควรอยู่...บุษกร”
ด้านหลังเกรียงกลุ่มควันสีเทา-ดำ รวมตัวกันแล้วก่อรูปกลายเป็นบุษกร บุษกรหัวเราะเสียงต่ำ เกรียงหันขวับกลับไป
“ท่านไม่กล้าทำอย่างนั้นหรอกข้ารู้ ศิลาแผ่นนั้นมันมีค่ามากมิใช่รึ”
“มันไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าการมีอยู่ของมันทำร้ายผู้คนมากมายไม่รู้จบอย่างนี้”
“ท่านขู่ข้ารึ ท่านคิดว่าข้าจะกลัวท่านรึ”
“แล้วเจ้าจะได้เห็น” เกรียงก้าวเข้าไป, ตั้งใจจะคว้าแผ่นศิลาจารึกขึ้นทุ่มให้แตกเพื่อทำลาย
บุษกรจ้องเขม็ง ทันทีที่สัมผัสแผ่นศิลานั้น เกรียงก็เหมือนถูกแรงปะทะผลักเข้าอย่างแรงจนกระเด็นออกมาไกลเหมือนถูกไฟช็อต “ท่านขวางทางไม่ได้หรอก ในอดีตท่านอาจจะทำได้แต่ไม่ใช่วันนี้” บุษกรหัวเราะเยาะ

กฤตธรจมอยู่กับความคิดเรื่องบุษกร กวินทร์ขยับเข้ามานั่งลงใกล้ๆ กฤตธรเอ่ยถาม “คุณพ่อหลับไปแล้วใช่ไหม”
กวินทร์พยักหน้า “ท่าทางเหนื่อยๆ”
“ก็ไม่ได้นอนกันเลยทั้งคืน”

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 11 วันที่ 2 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ