อ่านละคร เลือดรักทระนง ตอนที่ 8 วันที่ 31 ส.ค.59

อ่านละคร เลือดรักทระนง ตอนที่ 8 วันที่ 31 ส.ค.59

“มีกระถินกับแม่นิ่มคอยอารักขา ลองใครมาทำสิคะ กระถินจะจับส่งตำรวจให้ดู”

พุดกรองแอบได้ยินก็คิดว่าเฝ้ากันเข้มงวดขนาดนี้โอกาสที่จะเข้าถึงตัวคุณพระเพื่อวางยาคงยาก แล้วก็เห็นลู่ทาง เมื่อได้ยินกระถินกับแม่นิ่มคุยกันว่า เกรงว่าสงครามลุกลามมากขึ้นยารักษาคุณพระจะหายาก จึงคิดจะสั่งยามาเก็บไว้ พุดกรองจึงแอบดูยาที่กระถินจัดให้คุณพระ จำลักษณะสีและขนาดของยาไว้

โอกาสของพุดกรองมาถึงเมื่อกระถินไปรับยามา ละมุดที่ถือถุงยาแบบเดียวกับกระถินสะกดรอยตามมา ได้โอกาสเมื่อกระถินวางห่อยาไปรับโทรศัพท์เปลี่ยนถุงยาไป ละมุดสงสัยว่าพุดกรองจะเอายาของคุณพระไปทำอะไร พุดกรองบอกว่ากลัวกระถินทำเสน่ห์คุณพระ ส่วนยาที่เอาไปเปลี่ยนก็เป็นยาโด๊ปเพื่อท่านจะได้กลับมาปึ๋งปั๋งเหมือนเดิม



ooooooo

ปี 2485 ท่านหญิงไม่ได้ทำงานแล้วเพราะโรงแรมถูกยึดเป็นศูนย์บังคับการกองทัพญี่ปุ่นไปแล้ว ไทยกลายเป็นแนวร่วมในการทำสงครามไปโดยปริยาย

แม่นิ่มเป็นห่วงรามจะถูกคนที่นั่นมองว่าเป็นศัตรูของเขาไปด้วย ทุกคนเป็นห่วงราม กระถินจึงเล่าให้ฟังว่า

“พี่รามส่งจดหมายมาหาแม่นิ่มฉบับเดียวตอนเรียนจบว่าจะขอหางานทำหาประสบการณ์ที่นั่น เห็นว่าได้งานที่ลอนดอน แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย จดหมายที่ส่งไปก็ไม่เคยตอบกลับมา”

ที่แท้คือ จดหมายทั้งจากรามถึงกระถินและจากกระถินถึงรามถูกปูเป้ติดสินบนเมดให้เอามาให้ตนทั้งหมด ตัดการติดต่อสองฝ่ายโดยเด็ดขาด ขณะเดียวกันปูเป้ก็หว่านล้อมให้รามกลับบ้านอ้างว่าอยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัย แต่รามไม่กลับบอกว่า

“ทางบริษัทบอกว่าจะวิ่งเต้นขอสิทธิพิเศษจากทางการให้ว่าผมมาอยู่ในฐานะมิตร เพื่อให้ผมอยู่ทำงานที่นี่ต่อไปได้และผมสัญญากับตัวเองแล้ว ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ ผมจะไม่กลับ ส่วนปูเป้รีบกลับไปเสียเถอะนะ ไม่งั้นทางบ้านคุณจะเป็นห่วงเอาได้”

ปูเป้ถามว่ารามจะดึงดันพิสูจน์ตัวเองไปเพื่ออะไร คนที่รามแคร์ เคยใส่ใจรามอย่างตนไหม รามตอบอย่างมุ่งมั่นว่า

“ใครจะลืมก็ไม่เป็นไร แต่ผมจะทำให้เขาต้องหันกลับมามองผมอีกครั้งให้ได้” ทำให้ปูเป้ยิ่งแค้นกระถินมากขึ้น

ooooooo

ภาวะสงครามทำให้เศรษฐกิจซบเซากิจการของห้างได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก จนคุณพระบอกกระถินว่า ถ้าเกินกำลังเราก็ต้องถอดใจ

ขณะคุณพระลุกขึ้นจะกลับห้องก็เกิดจุกเสียดท้องรุนแรงจนทรุดลง กระถินจะพาไปโรงพยาบาลก็ไม่ยอมไป แม้ผู้คนจะพากันหนีสงคราม คุณพระก็ไม่ยอมไปไหน

คืนนี้พุดกรองนัดทดไปพบกันที่คอฟฟีช็อป บังเอิญสร้อยสนเห็นทั้งสองสุมหัวกันอยู่ในร้านจึงหาโต๊ะใกล้ๆ แอบฟัง สร้อยสนตกใจมากเมื่อพุดกรองบอกว่าคุณพระยังจับไม่ได้ว่าอาการทรุดเกิดจากอะไร ทดสะใจว่ากระถินคงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังฆ่าท่าน

ทดสงสัยว่ากระถินเคยเห็นพินัยกรรมไหม เสนอว่าเราต้องรีบหาพินัยกรรมให้เจออย่าให้ถึงมือกระถินได้เพราะถ้าคุณพระสิ้น ทุกอย่างก็จะเข้าทางมือกระถินหมด

“หรือไม่ก็ต้องกำจัดนังกระถินไปให้พ้นทาง ถ้ามันตายก่อนคุณพี่ เราก็จะไม่มีมารผจญอีกเลย”

พุดกรองเสนอเหี้ยมจนสร้อยสนตกใจแทบช็อก

สภาวะของห้างเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดนอกจากจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองแล้วยังถูกทหารญี่ปุ่นวาง อำนาจบาตรใหญ่บังคับซื้อผ้าที่หามาได้อย่างยากเย็นไปในราคาถูกๆ กระถินแค้นมาก ขณะนั่งสามล้อกลับมีไซเรนเตือนภัยจนสามล้อไม่ยอมไป กระถินจึงต้องวิ่งกลับด้วยความเป็นห่วงคนทางบ้าน...

ที่คฤหาสน์กำลังวุ่นวาย ทุกคนพากันหนีลงหลุม หลบภัยท่ามกลางความมืดและเสียงไซเรนหวีดหวิวสยอง แม่นิ่มดูแลให้บ่าวพาคุณพระและเอมปรีดิ์ลงหลุมหลบภัย ท่านหญิงและท่านชายมาหลบภัยที่นี่ด้วย

พุดกรองวิ่งมากับละมุด จู่ๆก็บอกว่าลืมของวิ่งกลับไป ท่านชายถามหากระถิน คุณพระบอกว่าพุดกรองก็ยังไม่มา แม่นิ่มคาดว่าสองคนคงอยู่ที่บ้าน

กระถินเห็นไฟที่ห้องพักฟื้นคุณพระเปิดอยู่จึงวิ่งไปที่นั่นเจอกับพุดกรองที่หมายฉวยโอกาสนี้ไปค้นหาพินัยกรรม เมื่อเจอกันพุดกรองเปิดหน้าชนจะฉวยโอกาสนี้กำจัดกระถินเสียเลย ปิดประตูขังกระถินไว้และเปิดไฟทุกดวงเป็นเป้าล่อเครื่องบินแล้ววิ่งลงมาเจอทดกำลังวิ่งมาตามพอดี บ่นพุดกรองว่าจะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อกระดาษแผ่นเดียวนี่หรือ

ท่านชายวิ่งกลับมาได้ยินเสียงกระถินตะโกนให้เปิดประตูอยู่ในห้องจึงเปิดประตูพากระถินวิ่งลงมา เสียงเครื่องบินทิ้งระเบิดดังสนั่นท่านชายกอดกระถินหมอบหลบ บอกกระถินว่า “ฉันอยู่นี่ ไม่ต้องกลัวนะ”

ooooooo

ขณะเดียวกัน ที่อังกฤษ รามกลับจากทำงานถึงแมนชั่นที่พัก เสียงไซเรนเตือนภัยดังขึ้น ผู้คนพากันวิ่งหนีกระเจิง ปูเป้วิ่งมาถูกฝรั่งผลักล้มลง รามเข้าไปช่วยถามว่ามาได้ยังไง ปูเป้บอกว่าเป็นห่วงเขาและจะพากันวิ่งต่อแต่ปูเป้เท้าแพลงวิ่งไม่ไหว รามจึงอุ้มไป

แรงสะเทือนจากการทิ้งระเบิดทำให้ตู้ในแมนชั่นล้มทับรามกับปูเป้ เธอหวีดร้องกอดรามไว้แน่นอ้อนวอนอย่าทิ้งตนไป ตนยังไม่อยากตาย รามกอดปลอบว่าตนอยู่นี่เราจะไม่ตาย เราต้องรอดกลับไป

ปูเป้เห็นเลือดของตนเปื้อนผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กของราม บอกเขาว่า

“ผ้าของรามเปื้อนหมดแล้ว”

“ช่างมัน มันไม่ได้สำคัญอะไรอีกแล้ว”

ooooooo

เมื่อไซเรนเปิดสัญญาณปลอดภัย ท่านชายถามกระถินที่ยังหลบอยู่ในบ้านด้วยกัน ถามว่าทำไมพุดกรองจึงขังเธอไว้ในห้อง กระถินจึงเล่าเรื่องให้พินัยกรรมให้ฟัง

ท่านชายเป็นห่วงกระถินบอกว่าถ้าทำกันถึงขนาดนี้ ตนไม่อยากให้กระถินอยู่ที่นี่อีกต่อแล้ว

“หม่อมฉันต้องอยู่เพื่อปกป้องคุณลุงเพคะ เพราะตราบใดที่คุณลุงยังอยู่ พินัยกรรมจะว่าอย่างไรก็ไม่มีความหมาย คุณลุงจะต้องอยู่เพื่อกันท่าคุณพุดกรองต่อไป”

เมื่อทุกคนกลับมาที่บ้านต่างโล่งใจที่กระถินและท่านชายปลอดภัย คุณพระขอบพระทัยที่ท่านช่วยกระถิน

พุดกรองหาพินัยกรรมไม่เจอ จึงเลียบเคียงถามคุณพระเรื่องที่ดินที่ตลาดพลูที่หลุดจำนองว่าโฉนดอยู่ที่ไหน เพราะวันก่อนมีคนมาถามจะซื้อไปสร้างตึกแถวให้เช่า คุณพระบอกว่าเรื่องเอกสารให้ทดจัดการให้แล้วไม่ต้องห่วง พุดกรองบอกว่าทดหาไม่เจอท่านลองนึกดูว่าเก็บเอกสารไว้ที่ไหนบ้าง ถูกกระถินดักคอว่าอยากรู้ที่เก็บโฉนดหรืออยากรู้ที่เก็บเอกสารสำคัญอย่างอื่นกันแน่

“ดูเธอจะห่วงสมบัติเสียยิ่งกว่าห่วงอาการฉันอีกนะ แม่พุดกรอง”

“คุณพี่ก็มีคนห่วงอยู่ทุกขณะจิตอยู่แล้วนี่ไงคะ ประจบออกนอกหน้า ดิฉันทำอะไรถึงไม่เคยเข้าตาคุณพี่ทั้งนั้น”

พุดกรองแกล้งทำงอน ออกไปเจอทดที่ห้องทำงาน ทดถามว่าได้เรื่องไหม พุดกรองบอกว่าไม่ยอมบอกไม่รู้ว่าเอาไปซ่อนที่ไหน

“ผมหาในนี้ทั่วแล้วก็ไม่มี ทำไมท่านถึงได้เลือกเก็บพินัยกรรมเอาไว้เอง”

พุดกรองมั่นใจว่าพินัยกรรมต้องอยู่ในบ้านนี้แหละเราต้องหาให้เจอ สร้อยสนที่แอบฟังอยู่หน้าห้อง เธอไม่พอใจที่ทั้งสองกำลังมุ่งมั่นหาพินัยกรรมกันอยู่

ในภาวะสงครามที่ทุกคนต้องหนีตายกันเกือบทุกวัน เอมปรีดิ์เห็นแม่นิ่มตัดเสื่อมาเย็บเป็นกระเป๋า

ให้ใช้กันเพราะขาดแคลนผ้า พูดปลงๆกับท่านหญิงว่า

“สุดท้ายเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน คนเราก็ต้องการของยังชีพเพียงเท่านี้แหละเพคะ”

“นอกจากชีวิตแล้ว สมบัติอะไรก็คงไม่สำคัญทั้งนั้น” ท่านหญิงเอ่ยปลงๆ

แต่พุดกรองไม่คิดอย่างนั้น ให้ละมุดสั่งบ่าวให้ขนหีบใบใหญ่หนีลงหลุมหลบภัยทุกครั้งที่เครื่องบินมา บ่าวติงว่าหีบใหญ่และหนักมาก ก็ถูกละมุดด่าว่าถ้าไม่ขนหีบจะอยู่เป็นเปรตขอส่วนบุญอยู่ที่นี่ทำไม

เมื่อเครื่องบินมาทิ้งระเบิด กระถินประคองคุณพระที่เดินไม่ค่อยไหวแล้วจะพาไปลงหลุมหลบภัย คุณพระเดินไม่ไหว กระถินเห็นบ่าวกำลังพยายามขนหีบของพุดกรองก็บอกให้ทิ้งไว้ตรงนั้นเอาตัวให้รอดก่อน

พุดกรองเห็นบ่าวทิ้งหีบไว้ก็สั่งละมุดให้สั่งบ่าวไปเอามาเดี๋ยวนี้

“ไม่ต้อง” เอมปรีดิ์สั่ง

“ชีวิตเธอเธอก็รัก ชีวิตเขาเขาก็รักตัวเองเหมือนกันแหละ” คุณพระไม่พอใจ พุดกรองโต้ว่าเป็นหน้าที่พวกมัน

“เธอจะให้เขาเอาชีวิตมาแลกกับสมบัติบ้าบอของเธอรึไง ถ้าชีวิตเธอมีค่าแค่สมบัติพวกนั้นก็เชิญเธอกลับไปเอาเอง”

พุดกรองเสียหน้ามากที่ถูกทั้งเอมปรีดิ์และคุณพระหักหน้าต่อหน้าบ่าวไพร่

สร้อยสนอยากรู้ว่าพินัยกรรมอยู่ในหีบนั้นหรือไม่ เอากุญแจมาไขดูปรากฏว่าไม่มีพินัยกรรม บอกกระถินว่าคุณแม่อาจยังหาไม่เจอหรือไม่ก็เอาไว้ที่อื่น

“ช่างมันเถอะค่ะ พินัยกรรมฉบับนั้นไม่สำคัญ กระถินจะไม่ยอมให้คุณลุงเป็นอะไรทั้งนั้น ตอนนี้เรารีบหนีกันก่อนนะคะ” กระถินลากสร้อยสนวิ่งไปลงหลุมหลบภัยกัน

ooooooo

ด้วยความเป็นห่วงรามที่ขาดการติดต่อมานาน ท่านชายจึงให้เพื่อนที่ทำงานอยู่กระทรวงการต่างประเทศช่วยด้วยช่วยกันหาที่ตั้งของสำนักงานของรามให้เพื่อจะติดต่อไปทางนั้น เพื่อนหามาให้ แต่ก็ติงว่า

“ที่จริงจะทรงจดหมายหาปูเป้เสียก็ได้นะกระหม่อม รับรองว่าถึงนายรามแน่ เพราะเขาเป็นคู่หมั้นกัน” เห็นท่านชายอึ้ง เพื่อนชี้แจงว่า “คงหมั้นเพื่อกันเสียงครหา เพราะเห็นเขาว่ากันว่าฝ่ายหญิงย้ายไปอยู่กินด้วยกันแล้ว”

ท่านชายอึ้ง ลังเลว่าจะบอกเรื่องนี้กับทางบ้านของรามอย่างไรดี?

วันนี้ขณะกระถินอ่านหนังสือพิมพ์ให้คุณพระฟังอยู่นั้น จันทร์เอาจดหมายที่ส่งมาให้ กระถินรีบค้นดู เจอจดหมายจากรามฉบับหนึ่ง รีบเปิดดูด้วยความดีใจ

แต่พอเปิดออกในซองไม่มีจดหมายแต่มีรูปถ่ายใบเดียวเป็นรูปรามกับปูเป้ถ่ายในวันหมั้นอย่างหวานชื่น กระถินมือสั่น พลิกดูด้านหลัง เห็นข้อความเป็นภาษาไทยที่รามเขียนไว้ว่า

“She is the love of my life...โปรดอวยพรให้กับการหมั้นของเราด้วย”

กระถินนิ่งงันไปกับภาพนั้นจนภาพร่วงจากมือ คุณพระถามอย่างตื่นเต้นว่าจดหมายจากรามรึ ว่ายังไงบ้าง กระถินอ้ำอึ้ง หยิบกระดาษเปล่าที่ปนอยู่กับกองจดหมายออกมา แกล้งทำเป็นจดหมายจากราม พยายามทำเสียงปกติบอกว่า

“พี่รามแค่เขียนมาเล่าถึงสถานการณ์ที่นั่นคะ” แล้วทำเป็นอ่านจดหมายทั้งที่มีแต่กระดาษเปล่าว่า...

“กราบเท้าคุณพ่อที่เคารพรัก ตอนนี้ลูกอยู่ทางนี้สบายดี หวังว่าคุณพ่อเองก็จะสุขสบายอยู่เช่นกัน ตอนนี้ทางอังกฤษมีข่าวดีเพราะกองทัพเยอรมันนาซีที่บุกรัสเซียเพิ่งปราชัยในสงครามเป็นครั้งแรก จอมพลฟอน เปาลิส ได้ทำการล้อมเมืองไว้ถึง 6 สัปดาห์ แต่ไม่สามารถตีรัสเซียได้...”

คุณพระรู้ทันเพราะเป็นข่าวที่กระถินเพิ่งอ่านให้ฟังไปเมื่อกี๊นี้เอง ถามว่ารามไม่ได้เขียนจดหมายมาจริงๆ ใช่ไหม ไม่ต้องมาหลอกให้ลุงดีใจ กระถินจึงส่งซองจดหมายให้บอกว่ารามเขียนมาเท่านี้ คุณพระเห็นรูปรามกับปูเป้ ถามเสียงพร่าว่านี่มันไม่เห็นลุงเป็นพ่อแล้วใช่ไหม บอกว่าตนอยากเห็นคนที่อยู่ข้างรามเป็นกระถิน

“แต่พี่รามคงอยากเด็ดดอกไม้บนสวรรค์อย่างดอกปาริชาติมากกว่าดอกไม้ข้างทางอย่างดอกระถินค่ะ”

“เจ้าเท่านั้นที่ลุงหวังให้เป็นคุณผู้หญิง ลุงขอโทษที่เจ้ารามมันไม่รักดี” คุณพระหน้าสลดแล้วพลิกตัวหันหลังให้กระถินอย่างผิดหวังมาก

คืนนี้เองคุณพระเขียนพินัยกรรมฉบับใหม่ด้วยลายมือตัวเอง เขียนเสร็จมองกระถินที่หลับอยู่ข้างเตียงอย่างสงสาร พับพินัยกรรมแล้วสอดไว้ในหนังสือ “โคลงโลกนิติ” ที่อ่านกับกระถินเป็นประจำ

ooooooo

หลังจากคุณพระได้ดูรูปหมั้นของรามกับปูเป้แล้วก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ ท่านชายบอกกระถินว่าตนได้ยินข่าวนี้มานานแล้วแต่คิดว่ารามคงไม่อยากให้ทางบ้านรับรู้

“พี่รามคงไม่อยากให้ทางบ้านรับรู้จริงๆนั่นแหละค่ะ” กระถินพลิกด้านหลังรูปให้ท่านชายดู “ลายมือของพี่รามทำไมหม่อมฉันจะจำไม่ได้เพคะ ถ้าเดาไม่ผิดนี่คงเป็นคุณปูเป้ปลอมลายมือพี่รามส่งมา พี่รามไม่น่าจะรู้เห็นด้วยหรอกเพคะ” ท่านชายถามว่ากระถินรู้ว่าเขาหมั้นกันจริงๆ

ใช่ไหม “เรื่องความรักเธอคงไม่ได้โกหก แต่เรื่องที่เธอทำให้คุณลุงทรุดลง หม่อมฉันก็ยอมไม่ได้เช่นกันเพคะ”

กระถินเขียนจดหมายถึงปูเป้แสดงความยินดีตามที่ปูเป้เขียนขอมาว่า

“ดิฉันขอแสดงความยินดีกับการหมั้นของคุณและพี่รามด้วย ที่ดิฉันตั้งใจส่งจดหมานี้ถึงคุณปูเป้โดยเฉพาะ เพราะรู้ว่าคุณเป็นคนส่งรูปถ่ายใบนั้นมาให้ ในฐานะน้องสาว ดิฉันยินดีจะยกพี่ชายให้คุณแต่กรุณาคืนพี่รามให้คุณพ่อของเขาด้วย คุณลุงกำลังป่วยหนัก อย่าพยายามให้พี่รามตัดขาดกับทางบ้าน เพราะพี่รามไม่ได้เป็นแค่คู่หมั้นของคุณ แต่เขายังมีพันธะเป็นลูกชายของคนอื่นอยู่เช่นกัน”

อ่านแล้วปูเป้ขยำจดหมายทิ้งอย่างหงุดหงิดที่กระถินรู้ทันตน คำรามอย่างแค้นใจ

“ป่วยงั้นเหรอ แผนตื้นๆคิดว่าฉันจะหลงกลแกรึไงนังกระถิน”

วันนี้สร้อยสนไปรับยาของคุณพระจากโรงพยาบาลกลับมาบอกกระถินว่า

“หลวงแพทย์ให้ระวังเสมหะจะอุดตันที่ปอดแล้วทำให้ปอดติดเชื้อ นี่เป็นยาตัวใหม่ ตอนนี้ยาเท่าที่หาได้ทั้งโรงพยาบาลมีแค่ 30 เม็ดเท่านี้ ท่านกำชับให้กินต่อเนื่องอย่าให้ขาดจนกว่ายาจะหมด”

กระถินเทยาออกมาเป็นแคปซูลสีแดงดำ แม่นิ่มปรารภว่าหมดยาคราวนี้แล้วคงหาลำบากกว่าเก่าเพราะนำเข้ายาไม่ได้อีกแล้ว กระถินเสนอให้พาคุณลุงย้ายไปอยู่ที่หัวหิน สร้อยสนเห็นด้วยเพราะถ้าทางรถไฟโดนตัดเราจะไม่มีทางพาคุณลุงไปได้อีกเลย

สภาพของคุณพระขณะนี้ นอกจากเคลื่อนไหวไม่ได้แล้วยังต้องเจาะคอช่วยหายใจและดูดเสมหะทำให้พูดไม่ได้ เมื่อกระถินไปถามเรื่องย้ายไปอยู่หัวหินก็ได้แต่ทำเสียงฮือ...ฮือ...กระถินรู้ว่าท่านไม่อยากไป บอกว่าไม่อยากไปก็ไม่ไป ตนจะอยู่ด้วยกันไม่ไปไหน คุณพระจึงสงบลง

เมื่อคุณพระไม่ยอมไป กระถินจึงหว่านล้อมให้เอมปรีดิ์กับแม่นิ่มพาบ่าวไพร่อพยพล่วงหน้าไปก่อน ท่านชายเห็นด้วย บอกว่าเสด็จพ่อมีเรือนตากอากาศที่นั่น อีกหลัง ถ้าที่ไม่พออยู่ก็ขยับขยายไปอยู่ได้ ท่านชายบอกเอมปรีดิ์ว่า

“คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงกระถินหรอกนะจ๊ะชายกับพี่หญิงอยู่ทางนี้จะช่วยดูแลกระถินให้ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ พวกเราก็จะรีบตามไปสมทบที่หัวหินทันที”

ในวันที่กระถินส่งพวกแม่นิ่มเดินทางไปสถานีรถไฟ ต่างอาลัยอาวรณ์และเป็นห่วงกัน แม่นิ่มบอกกระถินว่าให้ “เข้มแข็ง อดทน เราต้องเป็นที่พึ่งให้ทุกคน แม่นิ่มสัญญาว่าเราต้องได้เจอกันอีก”

พุดกรองยืนมองอยู่ที่ระเบียง พูดอย่างสะใจว่า “ดีแล้วที่ไปเสียได้ ไม่ต้องกลับมาได้ยิ่งดี” ละมุดเสนอว่าเราก็น่าจะหาทางหนีทีไล่เอาไว้บ้าง พุดกรองพูดเหี้ยมเป็นนัยว่า “ถ้าจะมีใครตายก็คงไม่ใช่พวกเราหรอก”

ooooooo

ก่อนไปหัวหินแม่นิ่มเก็บดอกบุนนาคฝากไว้ให้คุณพระ เมื่อจันทร์เอาไปให้ คุณพระรับไปดมอย่างมีความสุขที่แม่นิ่มฝากดอกไม้ไว้ให้เหมือนแทนใจ

เมื่อแม่นิ่มไม่อยู่ พุดกรองมาคลุกคลีทำเป็นช่วยดูแลคุณพระแต่ที่แท้มาแอบดูยาที่กระถินป้อนให้คุณพระหลังอาหารเห็นไม่ใช่ยาตัวเดิมกลายเป็นแคปซูล

สีดำแดง สร้อยสนบอกว่าคุณลุงอาการไม่ดีหลวงแพทย์เลยเปลี่ยนยาให้

เมื่อกลับไปที่ห้องตัวเอง พุดกรองสั่งละมุดให้ขโมยยานั้นมาแล้วสอดไส้ยาพิษของตนแทน ละมุดนึกว่าเป็นยาโด๊ปที่พุดกรองเคยบอกติงว่า จนป่านนี้แล้วยังหมกมุ่นเรื่องพวกนี้ กลัวจะเป็นแตงเถาตายหรือ

“นังละมุด ถ้าเอ็งไม่ทำก็ไสหัวไปเลยนะจะมาเกาะกินถ่วงชีวิตข้า ทำให้ข้าดักดานอยู่อย่างนี้” ละมุดถามว่าจะให้ทำอย่างไรในเมื่อกระถินหวงยาขนาดนั้น พุดกรองจิกตาร้ายพึมพำ “มันต้องมีวิธีสิวะ”

แล้ววันนี้พุดกรองก็ไปป้อนข้าวให้คุณพระแทนจันทร์ พอกระถินเข้ามาไขกุญแจเอาขวดยามาเทยาออกมาแคปซูลหนึ่ง พุดกรองก็แกล้งทำข้าวต้มหกรดคุณพระจนกระถินต้องวางขวดยาหันมาดูแลคุณพระ ละมุดรีบแอบเปลี่ยนขวดยาทันที

ต่อมาละมุดรู้ว่ายาที่พุดกรองให้เปลี่ยนนั้นเป็นยาพิษ ตกใจถามว่า “เอ็งวางยาท่าน!” พุดกรองพูดเลือดเย็นว่าอาการปางตายอย่างนั้นปล่อยให้ทรมานทำไม ถึงไม่ไปตอนนี้ระเบิดลงก็ไปอยู่ดี

“ถ้าถึงคราวท่านก็ไปเองแหละไม่ถึงกับต้องฆ่าแกงกัน” ละมุดโยนยาทิ้งอย่างกลัวเรื่องจะแดง

พุดกรองหว่านล้อมว่าเราไม่ต้องลงมือเองแค่เปลี่ยนยาแล้วยืมมือกระถินลงมือให้ จะกลัวอะไร ถามว่าอยากเป็นขี้ข้าไปตลอดชีวิตหรือไง นี่เป็นทางเดียวที่เราจะยึดทุกอย่างไว้และโยนความผิดให้กระถินเป็นฆาตกร เห็นละมุดกลัวก็ปลอบว่า

“รามไม่อยู่นังแก่กับอีนิ่มก็เปิดไปแล้ว อีกระถินก็ยังไม่ระแคะระคายถ้าคุณพี่ตายเสียตอนนี้ก็จะไม่มีใครสาวถึงเรา”

ละมุดเอาขวดยาที่ใส่ยาพิษกลับมาที่ห้องพักฟื้นของคุณพระท่าทางมีพิรุธ เมื่อกระถินจะเอายาให้คุณพระกิน ละมุดก็หลอกกระถินว่ามีโทรศัพท์เข้า พอกระถินไปรับสายก็รีบเปลี่ยนขวดยา คุณพระเห็นก็ทำเสียงเอะอะแต่พูดไม่ได้

อ่านละคร เลือดรักทระนง ตอนที่ 8 วันที่ 31 ส.ค.59

ละครเรื่องเลือดรักทระนง บทประพันธ์โดย นางแก้ว
ละครเรื่องเลือดรักทระนง บทโทรทัศน์โดย ดนยา ทรัพย์ยิ่ง
ละครเรื่องเลือดรักทระนง กำกับการแสดงโดย แมน เมธี
ละครเรื่องเลือดรักทระนง ผลิตโดย บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด
ละครเรื่องเลือดรักทระนง ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ติดตามชมละครเรื่องเลือดรักทระนง ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ