อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 9 วันที่ 31 ส.ค.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 9 วันที่ 31 ส.ค.59

“อุษา..เจ้าก็เห็นแล้วกับตาว่าท่านรักและหลงนางอย่างไม่ลืมหูลืมตาขนาดไหน ถึงข้าจะบอกความจริงนอกจากองค์อริยะจะไม่มีทางเชื่อข้าแล้ว อาจพาลคิดว่าลูกในท้องข้า มิใช่ลูกของท่านก็ได้”
“เจ็บใจนัก เสียทีใครก็ไม่เจ็บใจเท่าเสียทีนังผู้หญิงคนนี้”
เกศอาภาน้ำตาร่วง

เรือนบุษกร อริยะกระวนกระวายนั่งไม่ติดที่ หมอหลวงทำทีเป็นตรวจอาการของบุษกร บุษกรทำเป็นร้องครางเบาๆ แต่สายตาแข็งกร้าวจับจ้องหน้าหมอหลวงที่กำลังแมะชีพจร

“เป็นอย่างไรบ้างหมอ” อริยะถามด้วยความร้อนรน
“เอ่อ.. “ หมอหลวงเช็ดเหงื่อบนหน้า “เอ่อ..”


“บอกความจริงข้ามาเดี๋ยวนี้” อริยะเสียงดังคาดคั้น
หมอหลวงเหลือบมาเจอสายตาบุษกรอีกที บุษกรสายตาเหี้ยมเกรียม “พระชายา แลลูกในครรภ์แข็งแรงดี องค์อริยะ” หมอหลวงรีบรายงานด้วยความกลัว
“แน่ใจรึ.. เจ้าตรวจดูดีแล้วแน่นะ” อริยะถามเพื่อความแน่ใจ
“ชีพจรแข็งแรงเป็นปกติดีทั้งแม่ลูก องค์อริยะ”
“ได้ยินจากปากเจ้าเยี่ยงนี้ ข้าค่อยคลายใจได้บ้าง แล้วเจ้ายังเจ็บตรงไหนบุษกร ถึงได้ร้องคราง” อริยะหันมาถามบุษกร
“เจ็บในท้องนี่แหละท่านพี่ แต่คงเป็นเพราะข้าหิวมากกว่า ตั้งแต่เช้าข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”
“อาการแพ้ครรภ์ก็มักเป็นเยี่ยงนี้ พระชายาควรแข็งใจกินให้ได้มากๆ ลูกในครรภ์จะได้แข็งแรง” หมอหลวงเสริม
“เจ้าอยากกินอะไร ก็สั่งนังพวกนั้นให้มันสรรหามาเถิด” อริยะเอ่ยบอก หมอหลวงค่อยๆ ถอยเลี่ยงออกไป “เวลานี้เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี เพื่อลูกของเรา”
“ข้ากลัวเหลือเกินท่านพี่”
“มีสิ่งไรต้องกลัว”
“ถึงเวลานี้ข้าตระหนักแล้วว่า ไม่มีสิ่งไรร้ายกาจเท่าความริษยาชิงชังของคน ข้ากลัวว่านางจะไม่หยุดเพียงเท่านี้”
“เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกบุษกร เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง” อริยะสายตาเอาเรื่อง

อริยะลงจากเรือนบุษกรมา หมอหลวงเหมือนรีๆ รอๆ อยู่ใต้ถุนเรือนมุมหนึ่ง อริยะหันมาเห็นก็เอ่ยขึ้น “ข้านึกว่าเจ้าไปแล้ว”
“ข้า...ข้ามีบางเรื่องอยากถามท่าน”
“ไยต้องทำมีลับลมคมใน” อริยะมองหน้าหมอหลวง ที่เหมือนมีอะไรในใจ
“ข้าก็แค่หมอรักษาคนไข้มิได้มีอำนาจบารมีอะไร หน้าที่ของข้าก็คือรักษาคนให้หายจากป่วยไข้ด้วยสติปัญญาของข้า”
“เจ้าไม่ต้องห่วง ความดีความชอบที่เจ้าได้ทำ ข้าต้องตอบแทนให้คุ้มกับน้ำใจของเจ้าแน่”
“ข้ามิได้หมายถึงสินจ้างรางวัล”
“แล้วเจ้าจะบอกสิ่งไรกับข้า”
“ข้ามีเรื่องไม่สบายใจ ข้ามิอาจข่มตาให้หลับลงได้หลายคืนมาแล้ว”
“ความทุกข์ของเจ้าคืออะไรกันแน่ พูดออกมาตามตรง อย่าอ้อมค้อม” อริยะตัดบท
“พระอัครชายาเกศอาภา ขอร้องมิให้ข้าบอกความจริงบางอย่างแก่ท่าน”
“ความจริงอะไร” อริยะสงสัย
“ข้าคงบอกท่านได้เท่านี้ ความจริงที่ท่านอยากรู้ ท่านคงต้องไปถามพระอัครชายาเอาเอง”
บุษกรเดินตามลงมาพอดี หมอหลวงเห็นบุษกรจ้องเขม็งมา จึงก้มหน้าหดหัว
“นั่นเป็นความตั้งใจของข้าอยู่แล้ว” อริยะเดินออกไปทันที
หมอหลวงจะผละไปอีกทางไม่อยากสู้หน้าบุษกร แต่บุษกรเรียกไว้ “เจ้าคุยอะไรกับองค์อริยะ”
“ท่านถามถึงยาบำรุงครรภ์ของท่าน” หมอหลวงตอบเลี่ยง
“แน่ใจนะว่าเจ้าให้คำตอบที่องค์อริยะพอใจ” หมอหลวงอ้ำอึ้งไม่กล้าตอบ “เห็นทีว่าเจ้าคงต้องไปพูดคุยกับท่านมหาพราหมณ์กัมพูพ่อของข้าเสียบ้างแล้วกระมังท่านจะได้ตบรางวัลอย่างที่เจ้าคาดไม่ถึงมาให้สักก้อน” หมอหลวงได้แต่ก้มหน้า
เรือนเกศอาภา อุษาประคบยาเข้าที่รอยฟกช้ำบนหลังให้คีริน “ข้าว่าอีกสองสามวันกว่าจะหาย ช่วงนี้เจ้าก็อย่าเพิ่งโผล่หน้าออกไปจากเรือนให้ใครเห็นก็แล้วกัน ประเดี๋ยวจะเป็นเรื่อง” อุษาประคบเสร็จ ยกข้าวของออกไปจากห้อง
“มีโอกาสเหมาะเมื่อไร ข้าจะรายงานความจริงทั้งหมดให้องค์สูริยะได้รู้”
“จะมีประโยชน์อะไรคีริน ข้าเหนื่อยเต็มทนกับการต้องต่อสู้ช่วงชิงแบบนี้” เกศอาภาหน้าเศร้า
“เพื่อความถูกต้อง เพื่อจันทรปุระ พระอัครชายาตรองดูให้ดีเถิด เรื่องนี้สำคัญต่อวันข้างหน้าของแผ่นดินนี้”
เกศอาภาคิดหนัก หยิบยาสมุนไพรขึ้นมาทาที่แผลให้คีริน
อริยะก้าวเข้ามาในห้องพอดี “เห็นกับตาข้าอย่างนี้แล้ว ยังจะมีข้อแก้ตัวว่าเยี่ยงไรอีก” เกศอาภา คีรินหันมาตกใจ อุษาที่ตามเข้ามาตกใจจนภาชนะในมือร่วงลงพื้น อริยะชักดาบออกมา จ่อเข้าหน้าคีริน “ไอ้คนทรยศ”

คีรินถูกโยนเข้ามาในคุก ประตูคุกถูกปิด อริยะเดินเข้ามาหน้าห้องขัง “ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับทิ้งโอกาสนั้นไปเอง ยังไงข้าก็ขอขอบใจเจ้าอยู่ดี เพราะสิ่งที่ข้าได้เห็นวันนี้มันทำให้ข้าตัดสินใจกับเรื่องบางเรื่องได้ง่ายขึ้น”
คีรินตะเกียกตะกายมาที่ประตูคุก “ฟังข้าก่อน มันไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิด ข้าบริสุทธิ์ใจ พระอัครชายาก็เหมือนนายของข้าเหมือนกัน ข้าจะคิดชั่วต่อนางได้เยี่ยงไร ท่านโปรดตรองดูให้ดีเถิด” อริยะไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น เดินจากไป “องค์อริยะ...องค์อริยะ” คีรินร้องเรียกอย่างหมดหวัง

เกศอาภานั่งนิ่งพร้อมเผชิญสถานการณ์ อุษาอยู่ใกล้ๆ พร้อมปกป้องเกศอาภา
อริยะก้าวเข้ามาเผชิญหน้า “ข้าเพิ่งได้รู้จักกับความผิดหวังก็ครั้งนี้ ในโลกนี้ยังมีใครเหลือพอที่ข้าจะไว้วางใจได้อีก ในเมื่อคนที่ใกล้ชิดข้าร่วมมือกันทรยศหักหลังข้าเยี่ยงนี้เสียแล้ว เจ้าทำเรื่องอัปยศเยี่ยงนี้ได้ลงคอได้เยี่ยงไร..เกศอาภา” เกศอาภานิ่ง ยิ่งทำให้อริยะโกรธ ปราดเข้ามาถึงตัว กระชากดึงตัวเกศอาภาขึ้นมา “พูดออกมาสิ..แก้ตัวสิ..เผื่อข้าจะเข้าใจจะเห็นใจแลโทษที่เจ้าจะต้องได้รับมันจะได้ไม่หนักหนาเกินไปนัก พูดออกมา” อริยะเกรี้ยวกราดโมโหสุดขีด
“จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อท่านเองยังยอมรับว่าสิ้นความไว้วางใจในตัวข้าแล้ว ความรักมันไม่มีเหลือแล้ว หัวใจท่านไม่มั่นคงเสียแล้ว ความจริงก็กลายเป็นเพียงคำแก้ตัวที่ท่านไม่วันที่จะเปิดใจรับฟังได้หรอก”
“ความรักที่ข้ามีให้เจ้ามันไม่มากพอหรือไร เจ้าจึงตะเกียกตะกายคว้ามันจากชายอื่นอีก เจ้าหวงแหนตำแหน่งอัครชายาของเจ้ามากจนคิดร้ายต่อผู้อื่น คิดทำลายได้แม้กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า จิตใจเจ้าเหี้ยมโหดเลือดเย็นนัก” เกศอาภาไม่ยอมโต้ตอบ ยิ่งทำให้อริยะโกรธ อริยะกระชากตัวเกศอาภาอย่างแรง
อุษาเข้าขวาง “เท่านี้นางก็เจ็บมากพอแล้ว หากท่านทำให้นางต้องช้ำไปกว่านี้ คนที่ต้องเสียใจต่อความวู่วามเพราะความเขลาของตัวเอง ก็คือท่านเองนั่นแหละ”
“ไม่มีความเสียใจอะไรจะหนักหนา ไปกว่าการถูกตราหน้าว่าเป็นคนโง่อีกแล้ว” อริยะไม่ยอมหยุด
“ศักดิ์ศรีความเป็นองค์รัชทายาทของท่านนั่นแหละ ที่มันจะทำลายตัวท่านเอง เพราะท่านปิดหูปิดตาไม่ยอมรับฟังความจริง” อุษาโพล่งออกมา ยิ่งทำให้อริยะโกรธ
“พูดออกมา..ยังมีความจริงอะไรอีก พูดออกมา...เกศอาภา”
“พระอัครชายากำลัง..” อุษายังพูดไม่ทันจบ
เกศอาภาก็พูดดัก “อุษา..ข้าพร้อมที่จะบอกความจริงองค์อริยะแล้ว ให้ข้าเป็นคนพูดเสียเองเถิด” อุษาสะใจ อยากเห็นน้ำหน้าอริยะ “ข้าก้าวมาไกลเกินกว่าจุดที่ข้าคิดฝัน ข้าจำทนอยู่ในที่ตรงนี้ด้วยเหตุผลเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจข้า นั่นคือความรัก ในเมื่อวันนี้ทุกอย่างมันหมดสิ้นแล้วไม่มีอะไรเหลือแล้ว แม้แต่ความไว้วางใจกัน ข้าก็คงต้องขอถอยกลับไปอยู่ในที่เดิมที่ข้าจากมา ทั้งท่านแลข้าจะได้พ้นเสียจากความทุกข์ทรมานจากการทำร้ายจิตใจกันเสียที”
“เกศอาภา” อุษาตกใจ
“นั่นล่ะคือความจริงที่ข้าต้องการบอกแก่ท่าน” เกศอาภาเสียใจอย่างที่สุด
“ได้...เจ้าจะได้ในสิ่งที่เจ้าร้องขอแน่ ข้าไม่คิดเลยว่าลูกสาวท่านแม่ทัพปุณณะได้รับการอบรมสั่งสอนมาเยี่ยงนี้”
เกศอาภาน้อมรับในสิ่งที่พูดไป “ข้ายินดีรับโทษทัณฑ์ทุกอย่างตามอาญาแผ่นดิน หากการลงทัณฑ์ข้าจะทำให้ท่านสบายใจขึ้นเพราะศักดิ์ศรีเกียรติยศของท่านได้กลับคืนมา แต่ข้าขอสิ่งเดียวอย่าได้ประณามไปถึงท่านพ่อของข้าเด็ดขาด”
อริยะทั้งโกรธทั้งเจ็บที่เกศอาภาไม่สะทกสะท้านหรือฟูมฟาย ผลุนผลันออกไปทันที เกศอาภาแทบทรุดหลังจากรวบรวมความแข็งแกร่งเผชิญหน้าอริยะ อุษารีบเข้าประคองเกศอาภา
“ดีแล้ว...อุษา...ให้มันจบลงอย่างนี้...ดีที่สุดแล้ว” เกศอาภาน้ำตาร่วง

วังสูริยะ ท้องพระโรง สูริยะเอ่ยถามอริยะด้วยท่าทางตกใจ “เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นได้อย่างไรกันอริยะ”
“ลูกคิดว่า เป็นเรื่องเล็กน้อยภายในครอบครัวของลูก จึงมิอยากให้ท่านพ่อต้องมารับรู้เรื่องน่ารำคาญใจ”
“เล็กน้อยอย่างนั้นรึ เจ้าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยได้อย่างไร ในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับทุกคนในที่นี้” อริยะนิ่ง กัมพู ปุณณะรอฟังอย่างตั้งใจ “เจ้าคิดว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดอยู่ที่ใคร” สูริยะสืบสวน
“คีริน...ท่านพ่อ ลูกขับมันให้ไปให้พ้นเขตจันทรปุระแล้วแต่มันยังบังอาจฝ่าฝืนคำสั่งลูก ลูกจึงขังมันไว้ในคุกหลวง”
“เรื่องวุ่นวายนี้ มันเริ่มต้นได้อย่างไรอริยะ” สูริยะสีหน้ากังวล

เรือนเกศอาภา อุษาแค้น ไม่พอใจ “นางวางแผนเอาไว้หมดแล้ว เจ้ามิเห็นหรอกรึ นางทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดเจ้าให้พ้นทาง”
“แล้วจะให้ข้าลุกขึ้นมารบรากับนางอย่างนั้นรึอุษา เพื่ออะไร...เพื่อกอดรัดตำแหน่งพระอัครชายาเอาไว้อย่างนั้นรึ เปล่าประโยชน์ในเมื่อความรักที่องค์อริยะเคยพร่ำพูด มันก็เป็นเพียงแค่ลมปาก แค่ภาพลวงตาเท่านั้น”
“แต่อย่าลืมว่า เลือดเนื้อเชื้อไของค์อริยะก็ถือกำเนิดในกายเจ้าแล้วเหมือนกัน”
“แล้วเจ้าคิดรึ องค์อริยะจะเชื่อว่าเด็กนี่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านจริงๆ” เกศอาภาเศร้าใจ
“ก็ต้องพิสูจน์กันให้เห็นจริง..เจ้ามิได้กำลังสู้เพื่อตัวเจ้าเอง แต่เจ้ากำลังปกป้องบัลลังก์จันทรปุระนะเกศอาภา คิดดูให้ดีเถิด เราจะยอมให้ความฉ้อฉลหลอกลวงจากพระชายาบุษกรอยู่เหนือความถูกต้องชอบธรรมได้เยี่ยงไรกัน”
เกศอาภานิ่งคิด บริวารเข้ามา “พระอัครชายา.. ทหารองค์สูริยะมาขอรับตัวท่านไปเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้”
วังสูริยะ ท้องพระโรง อริยะคอแข็งแทบไม่อยากปรายตามองเมื่อเกศอาภาเข้ามา แลก้มลงกราบแสดงคารวะต่อสูริยะ
“คนเป็นพ่อแม่ย่อมยินดี เมื่อลูกหลานช่วยกันสร้างเรือนหลังใหม่จนสำเร็จ แต่คนเป็นพ่อแม่เสียใจยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น หากเรือนที่ลูกหลานร่วมกันสร้างมามีอันพังล้มลงอย่างไม่ยอมให้พ่อแม่ได้รับรู้” เกศอาภารับฟังที่สูริยะพูดแต่ก้มหน้านิ่ง “ผัวเมียก็เหมือนลิ้นกับฟัน ไม่วันใดก็วันนึงย่อมกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา” อริยะยังคอแข็งฟังด้วยทิฐิ “หันหน้ากลับมาพูดคุยกันอย่างมีสติ ไม่มีอารมณ์ขุ่นเคืองใดๆ จะได้รึไม่” สูริยะพยายามประนีประนอม

เรือนบุษกร บุษกรเรียกหมอหลวงมาพบ “ข้าหวังว่าข้ากำลังจะได้ฟังข่าวดีจากเจ้า”
“ออกนอกเมืองไปทางตะวันตก หญิงชาวบ้านนางหนึ่งอยู่กินกับผัวของนางด้วยอาชีพทำนาแลหาของป่า
มาขาย นางกำลังตั้งท้องอ่อนๆ แลเลี้ยงลูกสี่คน” หมอหลวงบอก
บุษกรเอ่ยถามต่อ “เจ้าแน่ใจได้เยี่ยงไรว่าลูกในท้องของมันจะเป็นชาย”
“ลูกของนางสี่คนที่นางคลอดออกมาล้วนเป็นชาย ข้ามั่นใจเด็กในท้องก็ต้องเป็นชายเช่นกัน”
“ดี...เจ้าส่งข่าวมันไป...ลูกคนที่ห้าของมัน จะทำให้มันได้ลาภก้อนใหญ่ ข้อแม้เดียวคือ ทันทีที่ส่งเด็กถึงมือข้า พวกมันต้องไปให้พ้นเขตจันทรปุระ แลไม่คิดจะกลับมาที่นี่อีก” บุษกรยิ้มมีเล่ห์เหลี่ยม

อริยะแจงกับสูริยะ “นางขอคืนตำแหน่งพระอัครชายา นางยินดีที่จะกลับไปเป็นคนธรรมดาอย่างที่นางเคยเป็น สิ่งนี้มิเรียกว่าคำสารภาพผิด แล้วจะเรียกมันว่าอะไร...ท่านพ่อ”
เกศอาภาก้มหน้านิ่ง สูริยะพูดไม่ออก

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 9 วันที่ 31 ส.ค.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ