อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 9/5 วันที่ 1 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 9/5 วันที่ 1 ก.ย.59

ที่ชายป่า หมอหลวงอุ้มลูกขึ้นเกวียน ส่งให้เมียที่นั่งอยู่บนเกวียนอยู่แล้ว บนเกวียนมีสัมภาระเดินทาง “เจ้าดูแลลูกให้ดี เสร็จธุระแล้ว ข้าจะรีบตามเจ้าไป ไม่ต้องบอกใครทั้งสิ้นว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน” หมอหลวงสั่งเสียแล้วโบกมือให้บริวารบังคับวัวลากเกวียนออกเดินทาง

อริยะเดินจะมาเข้าเฝ้าสูริยะ หมอหลวงที่แอบซุ่มดักรอเจออริยะอยู่พรวดพราดเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าอริยะ “ขออำนาจบารมีท่านคุ้มครองข้าด้วยเถิด”
“นี่มันอะไรกันท่านหมอ”

“ข้าสำนึกผิดแล้ว ขอองค์อริยะเมตตา ยกโทษให้แก่ข้าด้วยเถิด”


“พระอัครชายาสบายขึ้นมากแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นถึงจะทำร้ายจิตใจนางแลข้าเพียงใด ข้าก็มิอาจโทษว่าเป็นความผิดของเจ้าคนเดียวได้หรอก”
หมอหลวงร้องไห้ “เป็นความผิดของข้า ข้าหลงผิดไปแล้ว ข้าหลงผิดไปด้วยความเขลาของข้าเอง”
“หลงผิดอะไร เจ้าจะบอกอะไรกับข้ากันแน่”
“พระอัครชายาต้องแท้งลูกในครรภ์ ก็เพราะ....”
“ท่านพี่” หมอหลวงชะงัก อริยะหันไปมอง บุษกรเดินลงมาจากเรือน “ท่านพี่มาเฝ้าท่านพ่อรึ ท่านพ่อของข้ากับท่านแม่ทัพปุณณะรอท่านอยู่พอดี”
“มีข้อราชการต้องปรึกษากันหลายอย่าง...เจ้าดูแลตัวเองให้ดีนะบุษกร ห่วงลูกในท้องให้มาก”
“ท่านพี่อย่าได้ห่วงไปเลย...ลูกคือแก้วตาดวงใจของน้อง อีกอย่างท่านหมอก็ช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด วันที่ลูกของเรา
ลืมตาดูโลก คนที่สมควรได้รับความดีความชอบก็มีท่านหมอนี่รวมอยู่ด้วยคนนึงละ”
หมอหลวงก้มหน้า อริยะพยักหน้ารับรู้ บุษกรยิ้มเย็น

ชายป่า หมอหลวงรีบสาวเท้าหนีมาในความมืด บุษกรโผล่ออกมาดักขวางหน้าเอาไว้ หมอหลวงสะดุ้งสุดตัว
“เจ้ากำลังพยายามทำอะไร”
“พระชายา”
“เจ้าคิดจะเอาตัวรอดคนเดียว แล้วโยนผิดมาให้ข้าเยี่ยงนั้นรึ”
“ข้ามิได้คิดเยี่ยงนั้น”
“โกหก...ไม่เช่นนั้นเจ้าจะมาดักพบองค์อริยะทำไม..เจ้าบอกอะไรกับองค์อริยะไป พูดมาเดี๋ยวนี้”
หมอหลวงละล่ำละลัก “ข้าไม่ได้พูดอะไรเลยพระชายา ข้าไม่ได้พูด”
“แต่เจ้าคิดจะพูด คิดจะหนีเอาตัวรอด”
“ความลับไม่มีในโลกนี้พระชายา”
“มี...ถ้าเจ้าไม่เปิดปากพูดมันออกมา”
“ข้าสัญญาว่าข้าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับตลอดไปจะไม่มีใครรู้ พระชายาปล่อยข้าไปเถิด..ลูกเมียข้าคอยข้าอยู่...ข้าสัญญาว่าชาตินี้ ข้าจะไม่กลับมาเหยียบจันทรปุระให้ใครเห็นหน้าอีกเลย ความลับจะเป็นความลับตลอดไป”
“เจ้าพูดได้ถูกใจข้าทีเดียว” หมอหลวงฟูมฟายด้วยความกลัว อยู่ดีๆ เหมือนสะดุ้งเฮือกขึ้น แล้วรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว มีดจิ้มเข้าพุง บุษกรชักมีดออกจากพุงหมอหลวง “ความลับจะเป็นความลับตลอดไป”
บุษกรแทงซ้ำเข้าไปอีกฉึก ร่างหมอหลวงร่วงลงกองกับพื้น มือบุษกรยังกำมีดแน่น กะซ้ำให้มั่นใจ ไกลๆเห็นแสงสว่างจากคบไฟเหมือนมีคนจะผ่านมาทางนี้ บุษกรรีบพาตัวเองหลบเข้ามุมหนึ่ง ก่อนจะหนีไป หมอหลวงกำลังจะขาดใจ

ปัจจุบัน ไซท์งานขุดค้น โยสิตาเป็นลมนอนหมดสติ เสียงเรียกของกฤตธรดังแว่วๆ “คุณโย...คุณโย” โยสิตาค่อยๆลืมตาพื้นขึ้นอย่างงงงัน ทุกคนรุมล้อมโยสิตาอยู่ โยสิตาเห็นกฤตธร “ฟื้นแล้วครับคุณอา...ฟื้นแล้ว”
“โย...เป็นยังไงบ้างลูก”
โยสิตาพยายามยันตัวลุกขึ้น
“อย่าเพิ่งรีบลุกก็ได้ครับ”
“เกิดอะไรขึ้นคะพ่อ”
“จู่ๆเราก็เป็นลมขึ้นมา..นี่ยังดีที่คุณกฤตคว้าตัวเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นล้มฟาดพื้นแน่”
โยสิตาหันไปมองหน้ากฤตธร “ผมว่าคุณนอนไม่พอแน่ๆ ยิ่งออกมาอยู่กลางแดดด้วย”
โยสิตาเหมือนยังมึนเพราะยังมีภาพโหดๆของบุษกรติดตาอยู่ “โยหมดสติไปนานเท่าไรคะ”
“เกือบห้านาทีได้มั้ง” อธินตอบลูกสาว
“ห้านาทีเหรอคะ...ทำไมมันเหมือนยาวนานมาก...”
เสียงบุษกรหัวเราะต่ำๆ โยสิตาหันขวับไปมองหา บุษกรยืนอยู่ด้านหลังกฤตธร
“ยาวนานมากงั้นรึ” บุษกรหัวเราะ “มันเทียบไม่ได้หรอกกับเวลาที่ข้ารอคอย กว่าจะมาถึงวันนี้”
“คุณโหดเหี้ยมเกินไปแล้วบุษกร” ทุกคนมองกันเลิ่กลั่ก
“โย...” กฤตธรหันไปมองด้านหลังตามสายตาโยสิตา
โยสิตาหันไปมองบุษกรอีกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นแล้ว กฤตธรแปลกใจ...โยสิตาเจออะไรมา

เต็นท์ที่พัก แก้วน้ำถูกวางลงตรงหน้าโยสิตา กฤตธรเชื้อเชิญ “ดื่มน้ำก่อนนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
“โย...ลูกมีอะไรที่คิดว่าอยากจะบอกพ่อไหม”
โยสิตาชะงักนิ่ง เหลือบมองไปทางกฤตธร กฤตธรลุ้นว่าโยสิตาจะพูดเรื่องบุษกรกับเห็นอดีตชาติรึเปล่า
“ไม่มีอะไรค่ะพ่อ โยคงแค่นอนไม่ค่อยหลับแถมเจอแดดแรงอีกต่างหาก เลยวูบไปอย่างคุณกฤตว่า”
“พ่อว่าเรากลับกรุงเทพไปก่อนดีไหม”
“นั่นสิครับ..ถ้าจะกลับผมยินดีไปส่ง”
“ไม่เป็นไรค่ะ โยขออยู่ช่วยพ่อที่นี่ต่อไปนะคะ”
“มีอะไรให้บอกพ่อ อย่าเก็บงำนิ่งเฉยเอาไว้คนเดียว”
“ค่ะ พ่อ”

เทวรูปถูกนำขึ้นมาจากหลุมขุดค้นแล้ว อธินกำลังใช้แปรงอ่อนปัดไล่กำจัดเศษดินและฝุ่นออกจากองค์เทวรูป เห็นทีมงานทำงานแข็งขันอยู่ไกลๆ กฤตธรจับตามองโยสิตาด้วยความเป็นห่วง โยสิตาเก็บภาพเทวรูปกับการทำงานของอธินตามมุมต่างๆ ถ่ายรูปไปเหลือบหันไปมองข้างหลังเป็นระยะเหมือนหวาดระแวง
“ในเมื่ออยากจะให้ฉันรับรู้เรื่องทั้งหมด ก็ออกมาสิ ออกมาเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไร ฉันไม่กลัวคุณหรอก” โยสิตาพึมพำ
โยสิตากวาดตามองก็เจอสายตาอธินที่หันมามองแปลกใจและเป็นห่วง กฤตธรก็มองโยสิตาอยู่เหมือนกัน โยสิตารู้สึกตัวเองกลายเป็นเป้าสายตา หาเรื่องเลี่ยงเดินออกไปจากที่นั่น ด้านหลังเทวรูปเป็นหน้าจางๆของบุษกรโผล่ออกมาครึ่งหน้า จ้องมองตามโยสิตาไป

นอกเต๊นท์ที่พัก กลางคืน... พระจันทร์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้ากองไฟถูกสุมเอาไว้ไล่แมลง กฤตธรเดินเข้ามาหาโยสิตาที่นั่งอยู่มุมหนึ่ง “คุณเครียดจนนอนไม่หลับเลยเหรอคุณโย”
“เปล่า...ฉันกำลังท้าทายเขาอยู่ต่างหาก”
“บุษกร?”
“ในเมื่อเขามีตัวตนจริงแล้วต้องการอะไรบางอย่างจากฉัน จำเป็นด้วยเหรอที่จะมาบอกเล่าผ่านความฝัน...ถ้าเขาแน่จริงก็ปรากฏตัวต่อหน้าฉันตอนนี้ซะเลยสิ”
“คุณโย...บางสิ่งที่เรามองไม่เห็นพิสูจน์ไม่ได้ บางทีมันก็อาจจะเป็นแค่จิตใต้สำนึกของเราเองก็ได้”
“คุณเองก็ยอมรับว่าเขามีตัวตน”
“แต่การท้าทาย”
“คุณกลัวแต่ฉันไม่กลัว ฉันว่าถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะออกมาเผชิญหน้ากันตรงๆ แล้วบอกมาว่าต้องการอะไรกันแน่”
เสียงลมพัดอู้มาไกลๆ ทั้งคู่หันไปมอง ชั่วพริบตาก็เหมือนมีพายุใหญ่โหมเข้ามาปะทะอย่างแรง ทั้งคู่ต้องเอามือปิดหน้า กฤตธรเอาตัวเองเข้าเป็นกำบังให้โยสิตา เสียงหัวเราะบุษกร โยสิตา,กฤตธรหันไปมอง..ลมนั้นหยุดโหมปะทะแล้ว กลุ่มหมอกควันสีเทาดำฟุ้งๆค่อยๆรวมตัวเป็นรูปร่างคนแล้วชัดเจนปรากฏขึ้นเป็นบุษกร
“เจ้ากล้าเกินไปแล้วที่ท้าทายข้า”
กฤตธรตาค้างนี่เป็นครั้งแรกที่เผชิญหน้าบุษกรแบบถ่ายทอดสด
“บอกมาเลยว่าคุณต้องการอะไรจากฉัน”
“ต้องการอะไรอย่างนั้นรึ..นังคนสามาลย์ เจ้าคือต้นเหตุของความทุกข์ทรมานที่ข้าต้องเผชิญ จันทรปุระของข้าต้องล่มสลายก็เพราะเจ้าคนเดียว ข้ามาทวงทุกอย่างของข้าคืน แลเจ้าต้องชดใช้กรรมที่เจ้าทำเอาไว้” บุษกรเกรี้ยวกราดพุ่งตรงเข้ามาหาทั้งคู่ หมอกควันสีเทา-ดำฟุ้งรอบตัว

ย้อนอดีตไป ที่ท้องพระโรง วังสูริยะ บุษกร อริยะ สูริยะ คีริน พร้อมหน้า
“อาการแพ้ท้องของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างล่ะ บุษกร” สูริยะถามไถ่
“ลูกคนนี้เป็นอภิชาตบุตร เป็นผู้มีบุญบารมีสูงมาเกิดเป็นแน่ เพราะมิเคยทำให้ข้าต้องทุกข์ทรมานด้วยอาการแพ้ท้องอย่างคนอื่นเลย”
“ดีแล้ว..ข้าจะสั่งช่างหลวงให้มันทำเปลทองคำเอาไว้รอรับขวัญหลานคนนี้ของข้า”
“เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีของแสลงบางอย่างที่จะเสาะท้องก็อย่ากิน” อริยะเตือน
“ท่านพี่...ลูกคนนี้คือแก้วตาดวงใจ มิใช่เฉพาะน้อง แต่เป็นแก้วตาดวงใจของจันทรปุระทีเดียว น้องต้องถนอมกล่อมเกลี้ยงดูแลเขาอย่างดีที่สุด”
“ข้าจะกำชับไอ้หมอหลวงให้มันดูแลเจ้าให้ดี แต่นี่ก็ตามหาตัวมันไม่เจอมาหลายวันแล้ว”
“มันไปไหนของมัน” สูริยะกังวล
“คงเข้าป่าไปหาสมุนไพรของมันท่านพ่อ แต่ลูกให้ทหารออกตามหาตัวมันแล้ว” อริยะหันไปถามคีริน “อย่างไรคีริน มีข่าวมันบ้างรึไม่”
“ทหารพบซากศพถูกสัตว์ป่าแทะกินจนเหลือแต่กระดูกที่ชายป่าทางตะวันตก ไม่เหลือเค้าเลยว่าเป็นใคร แต่เศษเสื้อผ้าที่ติดตัวอยู่ คาดเดาได้ไม่ผิดว่าต้องเป็นท่านหมอแน่ องค์อริยะ”
“น่าเวทนามันนัก”
“น่าสงสารเหลือเกิน ท่านหมอเป็นคนรอบรู้การแพทย์ ทั้งจันทรปุระไม่มีใครรอบรู้เท่าเขาอีกแล้ว น่าเสียดายเหลือเกิน เทวะได้โปรดรับดวงวิญญาณของเขาไปด้วยเถิด”
“เราควรมอบบำเหน็จรางวัลให้เมียแลลูกของเขาให้เต็มที่ ท่านพ่อ”
สูริยะพยักหน้า บุษกรซ่อนแววตาของความสะใจสมหวังไว้ แต่ก็แอบเครียดเพราะไม่รู้หมากของตัวเองจะเดินต่อไปยังไง

เรือนบุษกร บุษกรเดินพล่านอย่างใช้ความคิด
บริวารเข้ามา “พระชายา”
“เยี่ยงไร ได้เรื่องอย่างที่ข้าสั่งใช่รึไม่”
“เรียนพระชายา...องค์รัชทายาท คงเป็นผู้มีบุญบารมีสูงเหนือใครมาเกิด จึงไม่มีใครกล้าเทียบ”
“หมายความว่าทั้งจันทรปุระไม่มีหญิงใดตั้งครรภ์เลยอย่างนั้นรึ”
“ข้าออกไปรีบถามจนทั่วแล้วไม่มีเลยพระชายา”
บุษกรเครียดจัด คิดไม่ตก..ถึงทางตัน บุษกรตวาด “ยังจะมานั่งเสนอหน้าอยู่อีก ออกไป” บริวารขยับออก บุษกรเดินพล่าน มือกำแน่น แล้วต้องชะงักเพราะหันมาเห็น กัมพูเข้ามายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ “ท่านพ่อ ท่านมาแต่เมื่อไร”

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 9/5 วันที่ 1 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ