อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[1] วันที่ 5 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[1] วันที่ 5 ก.ย.59

“นั่นสิ..มิรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ข้าว่าน่าจักเป็นไข้ทางใจเสียมากกว่า..เมื่อสักพักเห็นว่าไปคุยธุระสำคัญกับท่านแม่ทัพปุณณะ”
เกศอาภาเหลือบมองอุษาแว่บหนึ่ง “ธุระอะไรท่านรู้รึไม่”
“ข้าถามคีรินมันก็มิยอมบอกแต่พอกลับมาท่าทางซึมเหมือนคนใกล้ตาย ถามอะไรก็มิยอมตอบสักคำ..น่าเป็นห่วง”
อริยะเดินออกไป อุษาใจฝ่อชาตินี้คงไม่ได้มีผัวจริงๆ
“อุษา..เจ้ามิน่าไล่คีรินให้ไปขอท่านพ่อข้าเลย ท่านพ่อคงมิยอมยกเจ้าให้เขา นี่คงผิดหวังจนแทบป่วยไข้ทีเดียว..น่าสงสารจริง” เกศอาภาแกล้งขู่

อุษาจ๋อยเจื่อนใจแป้วแต่ทำกลบเกลื่อน “ก็ดีละ สมน้ำหน้าคนมิรู้จักเจียมตัว ข้ามิเคยอยากได้มาเป็นผัวสักนิด”
เกศอาภาแอบขำที่อุษาซ่อนหน้ากลบอารมณ์จริงมิดชิด



วันใหม่ วังสูริยะ คีรินหัวเราะชอบใจ
“อย่าลำพองไปคีริน ถ้านางรู้ความจริงขึ้นมาว่าเจ้าแกล้งนางทีนี้ละงอนง้อยังไงนางก็คงมิยอมเจ้าแน่” อริยะเอ่ยปราม
“ข้าคิดแผนต่อไปไว้เรียบร้อยแล้วต่อให้นางเล่นแง่เยี่ยงไรนางก็บิดพลิ้วมิได้แน่”
“ให้พ้นพิธีราชาภิเษกเสียก่อน ข้าจักจัดงานใหญ่ให้เจ้า..คีริน”
“งานอะไร”
“ก็งานแต่งเจ้ากับอุษาน่ะสิ”
คีรินดีใจล้นอก ตะโกนลั่น “ข้าจักมีเมียแล้ว” อริยะหัวเราะ

ท้องพระโรง ปุณณะแจงข่าวต่ออริยะและสูริยะ “ม้าเร็วของเราส่งสาสน์ไปยังกษัตริย์ทุกเมืองรอบๆ จันทรปุระแล้วสองเมืองตอบมาแล้วว่าจักมาร่วมแสดงความยินดีในวันราชาภิเษกองค์อริยะเมืองอื่นๆ น่าจักได้คำตอบในเร็ววันนี้”
“ดีแล้ว ข้าฝากท่านสั่งการลงไปที่พญาวังให้เตรียมการดูแลการต้อนรับแขกเมืองของเราให้สมเกียตริด้วย” สูริยะสั่งการ
“ท่านจงวางใจ เรื่องนั้นข้ายินดีรับเป็นภาระของข้า” ปุณณะรับคำ
“พิธีสังเวยบูชาเทวะเราจักจัดให้มีขึ้นสามวันสามคืนท่านคิดเห็นเยี่ยงไร ท่านมหาพราหมณีบุษกร” สูริยะเอ่ยถาม บุษกรนั่งก้มหน้านิ่ง สูริยะมองอย่างแปลกใจ ทุกคนมองแปลกใจ.. บุษกรเริ่มโยกตัวโล้ไปมาแบบเจ้าจะเข้าประทับทรง
อริยะเรียก “ท่านมหาพราหมณี....”
บุษกรกรีดร้องโหยหวนเหมือนเจ็บปวดมากจนตัวงอบิด ทุกคนตกใจ บุษกรลุกขึ้นพรวด กระทืบเท้าปัง ชี้หน้าสูริยะ บุษกรทำเสียงทุ้มต่ำ “พิธีสังเวยบูชาข้าจักมิมีวันเกิดขึ้น การตัดสินใจของเจ้าคือจุดจบของจันทรปุระ มันกำลังจักล่มสลาย มันกำลังจักมาถึงการวิบัติ จันทรปุระกำลังจักสูญหายไปจากแผ่นดินนี้”
บุษกรกรีดร้องเหมือนภายในจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ บุษกรล้มฟุบพับลงกองกับพื้น ทุกคนตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

บุษกรนอนอยู่กับพื้นค่อยๆ ลืมตาขึ้น อริยะปฐมพยาบาลอยู่ข้างๆ “ท่านมหาพราหมณี...”
บุษกรลุกขึ้นนั่ง มองรอบตัวอย่างงงัน “เกิดอะไรขึ้น”
“ท่านลุกขึ้นพูดอะไรบางอย่างแล้วท่านก็ล้มลง”
“ข้าพูดอะไร ข้ามิรู้ตัวข้าเลย” ทุกคนมองหน้ากันแปลกใจ “ข้ารู้สึกเหมือนมีร่างดำทะมึนปรากฏตัวอยู่ด้านหลังบัลลังก์องค์สูริยะ แล้วร่างนั้นก็โถมปะทะข้า ข้าพยายามขัดขืนแต่ก็ต่อสู้กับพลังนั้นมิได้” ทุกคนเงียบ “แน่แล้ว พลังอำนาจนั้นคือเทวะ ข้ารับรู้ได้ด้วยจิตของข้า..บอกข้าเถิดเทวะบอกอะไรกับพวกท่าน”
อริยะยังอึ้งงัน

วังสูริยะ สูริยะกังวลใจเอ่ยกับอริยะ “เทวะลงมาประทับร่างของนางเพราะต้องการบอกชะตากรรมของจันทรปุระ”
“ท่านพ่ออย่าเพิ่งกังวลไปเลย ลูกเชื่อว่าทุกสิ่งต้องมีหนทางแก้ไขเทวะเมตตา แลมิเคยทอดทิ้งพวกเราท่านย่อมมิประสงค์ที่จักเห็นความวิบัตินั้นดอก”
“เทวะประสงค์สิ่งใดพ่อจักยอมทำทุกอย่าง ขอเพียงจันทรปุระรอดพ้นจากความวิบัติเท่านั้น”

บริเวณภายนอกวังสูริยะ ปุณณะเดินคุยมากับอริยะ “เทวะมิเคยสำแดงความห่วงใยถึงเพียงนี้ ครั้งนี้สิ่งที่จันทรปุระต้องเผชิญอาจเป็นเรื่องหนักหนา”
“ท่านพ่อกังวลมาก ข้าได้แต่ปลอบใจหากภัยร้ายนั้นปรากฏชัดแจ้งข้าเชื่อมั่นว่า เราต้องจัดการกับมันให้สิ้นซากได้..แต่นี่..”
อริยะยังพูดไม่ทันจบ คีรินเข้ามาพอดี “องค์อริยะ..ท่านแม่ทัพ”
“สีหน้าเจ้ามิสู้ดี..คีริน..มีเรื่องอะไร”
คิรินรายงาน “ม้าเร็วจากชายแดนด้านเหนือกลับมาแล้ว..พร้อมกับข่าวมิสู้ดี”

ท้องพระโรงวังสูริยะ สูริยะตั้งใจฟังด้วยความเครียด
ปุณณะรายงาน “เมืองด้านเหนือคงได้ข่าวผลัดเปลี่ยนราชบัลลังก์คงคิดว่าจันทรปุระกำลังอ่อนแอ จึงยกกองกำลังเข้ามา”
“ไพร่พลมากมายขนาดไหนมีข้อมูลรึไม่ท่านแม่ทัพ” สูริยะซัก
“มิมาก..อาจจะแค่หยั่งเชิงเรา”
“แต่เราก็จะประมาทมิได้” สูริยะย้ำ
ปุณณะเห็นด้วย “เช่นนั้น องค์สูริยะหากประมาทศัตรูอาจได้ใจกองกำลังที่ว่าน้อยนิดอาจตีล่วงเข้ามาถึงกลางเมืองได้”
“แล้วท่านคิดว่าเราควรทำเยี่ยงไร”
อริยะรีบเสนอ “ข้าเห็นว่าเราควรยกกองกำลังของเราออกไปยันศัตรูไว้ที่ชายแดนมิควรให้ศัตรูล่วงล้ำเข้ามาได้จนย่ามใจ”
“สิ่งที่องค์อริยะคิดนั้นเหมาะสมแล้ว” ปุณณะสนับสนุน
“แลข้าขออาสายกกองกำลังของเราออกไปเอง ท่านพ่อ” อริยะมุ่งมั่น

ปราสาทเทวะ บุษกรยืนมองเปลวไฟที่วอมแวมในภาชนะจุดบูชา รอยยิ้มเยือกเย็นฉาบบนหน้า บุษกรเหลือบมองรูปเทวะ “โลกจักต้องจดจำ..ผู้กุมชะตากรรมจันทรปุระหาใช่ท่านไม่เทวะ..หากแต่เป็นข้าเพียงผู้เดียว” มือบุษกรเอื้อมจับเปลวไฟในภาชนะนั้น.ดับไฟด้วยมือ..

ในสวน เรือนเกศอาภา อุษาเดินเข้ามาหาคีรินที่นั่งก้มหน้าอยู่มุมหนึ่ง อุษาอ้ำอึ้งจะพูดหรือไม่พูดก่อนดี..พูดก่อนแล้วจะเสียฟอร์มไหม แต่ไม่พูดก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พูด “นานแค่ไหน” คีรินเงยหน้าขึ้นเหมือนงง “ข้าถามว่าเจ้าต้องไปนานแค่ไหน..ชายแดนน่ะ”
“มิมีใครรู้ อาจจะแค่สามเดือน..ปีนึง..หรือสองปี หรือไปแล้วข้าอาจจะมิได้กลับมาอีกเลยก็ได้”
“มันอาจจะมิได้เลวร้ายอย่างที่เจ้าคิดหรอกกระมัง” อุษาคิดไปในทางที่ดี
“สงครามมิเคยปราณีใคร แต่เพื่อแผ่นดินเกิดข้าจักพยายามรักษาชีวิตของข้าให้ยืนนานที่สุด”
“เจ้าคิดถูกแล้วยังไงเจ้าก็ต้องกลับมา เจ้าตายมิได้หรอก”
“มิมีใครรู้หรอกว่าวันพรุ่งนี้จักเกิดอะไรขึ้น ยังไงข้าก็บอกลาเจ้าเอาไว้เสียตอนนี้เลย เผื่อว่าเราจักมิได้เห็นหน้ากันอีก” อุษาใจหายแวบ..หน้าซีดเผือด “ข้าจักจดจำใบหน้าของเจ้า เสียงของเจ้า ท่าทางของเจ้าเวลาเจ้าโกรธข้าเอาไว้ จนลมหายใจสุดท้ายของข้า..” คีรินฝืนยิ้ม
น้ำตาอุษาแทบร่วงแต่เกลื่อนด้วยความโกรธ “ใจร้าย...คีริน..เจ้าใจร้ายมาก”
คีรินงงกับท่าทีอุษา อุษาวิ่งหนีออกไปทันที.. คีรินท้อใจ..ไม่เข้าใจผู้หญิงอยู่ดี

เรือนเกศอาภาตอนกลางคืน พระจันทร์เดือนเสี้ยว อริยะเช็ดดาบของตัวเองทำความสะอาดก่อนจะเก็บเข้าฝัก
เกศอาภามองภาพนั้นใจคอปั่นป่วน “ให้ข้าไปกับท่านได้รึไม่ หากศัตรูยกกองกำลังเข้ามาจริง ขอให้ข้าได้รบเคียงข้างท่านเถิดเราจักปกป้องจันทรปุระด้วยกัน”
“เกศอาภา..ข้าบูชาหัวใจของเจ้า..ต่อให้ศัตรูมากมาย มืดฟ้ามัวดินข้าก็มิกลัวแค่รู้ว่าแก้วตาดวงใจของข้าเข้มแข็งเพียงใด..เจ้าอยู่ที่นี่ดีแล้วอย่าได้กังวล เยี่ยงไรเสียไม่นานข้าก็ต้องกลับมา” อริยะดึงร่างเกศอาภาเข้าไปกอด
“กอดข้าให้แน่นๆ ทีเถิด” เกศอาภากระชับกอดอริยะ
อริยะกอดตอบพลางปลอบ “ตัวเจ้าสั่น..อย่ากลัวไปเลย”
“ข้าพยายามบอกตัวเองเช่นนั้น แต่ลางสังหรณ์ในใจข้า..มันบอกข้าว่าเราอาจจักมิมีวันได้พบกันอีก”
อริยะเอานิ้วจุ๊ปากเกศอาภา “ชู่ว..ว์..เยี่ยงไรเสียข้าก็ต้องกลับมา..เพราะข้ารู้ว่าเจ้าคอยข้าอยู่ที่นี่..คำสาบานนี้พอจักทำให้เจ้าอุ่นใจขึ้นบ้างรึไม่” อริยะจูบเกศอาภาเป็นการปลอบขวัญ
“ข้าจักสวดมนต์ถวายเทวะ อธิษฐานขอพรให้ท่านปลอดภัยทุกคืนทุกวัน” สีหน้าเกศอาภายังไม่คลายกังวล
“หากเจ้าคิดถึงข้าขอให้สวมพาหุรัดวงนี้ติดกายเจ้าไว้ตลอดเวลา เจ้าจักได้รู้ว่าความรักที่ข้ามีต่อเจ้ามากมายเพียงใด”
เกศอาภาซุกเข้าอกอริยะอีกครั้ง ใจหวิวจะขาดอยู่รอนๆ

เช้าวันใหม่ เรือนเกศอาภา ดาบอริยะที่วางไว้ถูกหยิบขึ้นมา อริยะพร้อมสำหรับการเดินทาง
เกศอาภาคุกเข่าคอยอยู่มุมหนึ่ง “อีกนานแค่ไหน ข้าจึงจักได้ทำหน้าที่นี้อีกครั้ง” เกศอาภาก้มลงหยิบขันน้ำขึ้นมาแล้วเทน้ำล้างเท้าผัวอย่างตั้งใจ

ลานหน้าประตูเมือง ชาวบ้านออกมาส่งกองกำลัง อริยะนำขบวนม้า คีรินตามหลังกับพลม้าต่างๆ ผ่านประตูเมืองออกมา
อุษามุดฝ่ากลุ่มชาวบ้านออกมา “คีริน..” อุษาตะโกนสุดเสียง คีรินชะลอม้าและบังคับให้หันกลับมา อุษาวิ่งเข้ามาหาคีริน “เจ้าต้องเก็บรักษาสิ่งนี้เอาไว้ให้ดี” อุษายัดผ้าใส่มือคีริน “เจ้าตายมิได้หรอกเพราะเจ้าจักต้องกลับมาคืนผ้าผืนนี้ให้ข้า..รับปากสิว่าเจ้าจักมิเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งที่ชายแดนโน่น”
“หากข้ากลับมาคืนผ้าผืนนี้แก่เจ้า เจ้าจักยอมเป็นเมียข้า..ใช่รึไม่อุษา”
“เอาชีวิตกลับมาให้ได้เถิด..ต่อให้ท่านลุงมิยอมยกข้าให้เจ้าข้าจักยอมหนีไปกับเจ้าเสียให้รู้แล้วรู้รอด”
คีรินยิ้มร่า.ใจมาเป็นกอง จูบหอมผ้าในมือผืนนั้นฟอดใหญ่ก่อนจะควบม้าตามอริยะออกไป อุษามองการจากไปของคนรักด้วยหลายความรู้สึก แต่อย่างน้อยก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก นางได้รับรักคีรินแล้วอนาคตจะเป็นอย่างไรไม่รู้

ในเขตกำแพงเมือง กองกำลังของอริยะออกจากเมืองไปเห็นไกลลิบๆ แล้ว เกศอาภายืนมองภาพสะเทือนใจอยู่กับปุณณะ อุษาเดินเข้ามาหาเกศอาภา ทั้งคู่กอดกันร้องไห้ มองภาพไกลๆ เบื้องหน้าอย่างอดกลัวไม่ได้ว่าจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว
“เพื่อบ้านเมือง เยี่ยงไรเราก็ต้องแลกบางสิ่ง..คนที่ออกไปต้องเหนื่อยยาก คนที่อยู่ข้างหลังจึงต้องเข้มแข็งให้มาก” ปุณณะปลอบ
เกศอาภาพยายามฝืนกัดฟัน ไม่ฟูมฟายทั้งที่ห้ามไม่ให้น้ำตาไหลไม่ได้...
วังสูริยะกลางคืน ภายในท้องพระโรงมืดสลัว มีเพียงไฟจากภาชนะน้ำมันจุดทิ้งไว้สว่างจางๆ เหมือนใครคนหนึ่งหยุดเคลื่อนไหวที่กลางห้อง พุ่งความสนใจไปที่บัลลังก์กษัตริย์

นอกท้องพระโรง เกิดแสงสว่างเรืองออกมาจากทางหน้าต่าง “ไฟไหม้...ไฟไหม้”
ทหารวังวิ่งกรูกันเข้ามาจากทางหนึ่งอย่างตื่นตระหนก บุษกรแต่งตัวรัดกุมอำพรางตัวเองด้วยสีดำซ่อนตัวนิ่งอยู่ รอจนแน่ใจว่าพวกทหารวังมัววุ่นวายกับเหตุเพลิงไหม้ บุษกรจึงเร้นกายอาศัยความมืดหลบออกไปทางหนึ่งอย่างใจเย็น

กลางวันวันใหม่ เกศอาภากับอุษา ก้าวเข้ามาแล้วได้แต่ตะลึงมองสภาพความเสียหายในท้องพระโรงจากไฟไหม้อย่างสะเทือนใจ เกศอาภาตระหนก “เกิดเรื่องเยี่ยงนี้ขึ้นได้อย่างไรกัน”
อุษากุมมือเกศอาภาเอาไว้..ทั้งคู่เย็นวาบสะท้านจับขั้วหัวใจ “บัลลังก์กษัตริย์เสียหายไปกับไฟเยี่ยงนี้ ข้ากลัวเหลือเกิน กลัวว่าจะเป็นลางร้าย”

ปราสาทเทวะ สูริยะปรับทุกข์กับบุษกร “มิใช่เพียงแต่ข้าที่กังวลใจกับเรื่องนี้ ราษฎรต่างก็พากันพูดไปต่างๆ นานาจนหนาหู ท่านจงช่วยข้าไขข้อข้องใจด้วยเถิด สิ่งนี้เป็นลางบอกเหตุร้ายอันใด ท่านช่วยนำคำตอบจากเทวะมาสู่ข้าด้วย ท่านมหาพราหมณี”
บุษกรเดินตรงไปที่หน้าแท่นบูชาเทวะ สาดกำยานลงภาชนะบูชาไฟจนลุกพรึบขึ้น เกศอาภากับอุษายืนอยู่ด้วยกันมุมหนึ่ง..ลุ้นระทึกกับคำตอบ บุษกรขยับไปที่ฐานเทวะ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นพร้อมท่องมนต์บางอย่างงึมงำ แล้วประทับมือลงบนเท้าสองข้างของเทวะ สูริยะ ปุณณะ รู้สึกศรัทธาเต็มเปี่ยม บุษกรเหมือนสั่นเทิ้มไปทั้งร่างราวกับได้รับพลังมหาศาลบางอย่างเข้าสู่ตัว...หยุดนิ่ง เงยหน้าขึ้นมองเทวะและหันกลับมา น่าอัศจรรย์ใจมากที่บุษกรเหมือนกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ทรงพลังมหาศาล

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[1] วันที่ 5 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ