อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 12/3 วันที่ 4 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 12/3 วันที่ 4 ก.ย.59

ไซท์งานขุดค้น อธินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย เมื่อเห็นเป็นเบอร์โยสิตา “ว่าไงลูก”
“พ่อคะ...อาจารย์เกรียงกับคุณกฤตคงกำลังไปที่ไซท์งานขุดค้นของพ่อ”
“อะไรนะ อีกทีซิลูก พ่อฟังไม่ถนัด (ฟัง) อะไรยังไง พ่อไม่เข้าใจ”
“เขากำลังไปพร้อมกับศิลาจารึกแผ่นนั้นค่ะ”

บนถนน..ในรถกระบะ ห่อผ้าที่ใช้ห่อแผ่นศิลาจารึกถูกวางอยู่เบาะด้านหลัง กฤตธรเป็นคนขับรถ เกรียงนั่งด้านหน้า “ผมหวังว่าคุณโยเธอจะไม่เฉลียวใจ ถึงเฉลียวใจก็ขอให้ถ่วงเวลาเธอได้ซักระยะนึงนะครับ”



ข้างทางถัดจากปั๊มน้ำมัน โยสิตากระสับกระส่าย
ปารมียกนาฬิกาขึ้นดู “ไอ้โย..ฉันว่ามันผิดปกติแล้วละ นี่มันนานเกินไปแล้ว เติมน้ำมันซื้อของ กินข้าว ถ้านานขนาดนี้ก็คงแถมเข้านวดสปาด้วยแหงๆ”
“เอาไงดี ขึ้นรถรออยู่อย่างนี้ฉันว่าไม่ได้เรื่องแน่”
“เอาไงเอากัน อาจถึงเวลาต้องเสี่ยงแล้วละมัง”
“วนรถกลับเข้าไปดูในปั๊มให้เห็นกับตา”
โยสิตากับปารมีขับรถออกไป

ในปั๊มน้ำมัน โซนพักรถ รถปารมีแล่นเข้ามาในบริเวณลานจอดรถ ทั้งปารมี-โยสิตา ช่วยกันกวาดสายตามองหารถเกรียง
“โน่นไง รถ...หาที่จอดห่างๆ ไว้แก อย่าเข้าไปใกล้มาก”
ปารมีพยักหน้ารับแล้วขับรถเข้าไปจอดมุมนึง “คงยังอยู่กันในร้านอาหาร” โยสิตาเห็นพนักงานร้านซ่อมรถคนหนึ่งเดินออกมาที่รถเกรียง คลี่ผ้าคลุมรถ คลุมกันแดดให้รถเกรียง โยสิตาแปลกใจ ปารมีเอ่ยทันที “ไอ้โย..แกรู้สึกไหมว่ามันทะแม่งๆ”
โยสิตาลงจากรถทันที เดินตรงไปที่รถเกรียง พนักงานคลุมผ้าให้รถเกรียงเสร็จพอดี กำลังจะเดินกลับเข้าร้าน โยสิตาเอ่ยถาม “คุณคะคุณ...เจ้าของรถคันนี้ไปไหนคะ”
“ไปไหนไม่รู้ครับ แกไม่ได้บอก เช่ารถผมแล้วก็ไปเลย”
“เช่ารถ” โยสิตาเสียงสูงแปลกใจ
“ยังมีอีกหลายคัน คุณจะเช่าไหม”
ปารมี-โยสิตา แทบเป็นลม...เสียรู้ เสียค่าโง่ อย่างไม่น่าให้อภัยตัวเอง

บ้านกสินทร์ กวินทร์ถือสายรอจนกฤตธรรับสาย “พี่กฤต นี่มันเรื่องอะไรกันแน่” กวินทร์ยิงคำถามใส่
“อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้ พี่เชื่อว่านายก็คงจะพอเดาอะไรออก เรื่องบางเรื่องอยู่เหนือความจริงที่ยากจะพิสูจน์..”
“แล้วนี่พี่กับอาจารย์เกรียงไปไหนกัน”
“อย่าเพิ่งรู้เลย รู้ไว้แค่ว่าอาจารย์เกรียงกำลังทำเพื่อเราทุกคน เท่านี้ก่อนนะนายวินทร์” กฤตธรตัดสาย
“เดี๋ยวก่อนพี่กฤต..พี่กฤต”
กสินทร์ยืนฟังอยู่ด้วยเอ่ยถาม “ถ้ามันเกี่ยวข้องกับศิลาจารึกแผ่นนั้น พ่อว่าพ่อเดาไม่ผิดว่าพวกเขากำลังไปไหนกัน”

ไซท์งานขุดค้น อธินกดรับโทรศัพท์ทันที “ว่าไงลูก”
“พ่อคะ โยคลาดกับพวกเขาแล้ว โยไม่แน่ใจว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรกับศิลาจารึกแผ่นนั้นกันแน่ โยแน่ใจอย่างเดียว..พวกเขาต้องกำลังมุ่งหน้าไปที่ไซท์งานของพ่อแน่”
แสงวาบเหมือนฟ้าแลบ สาดเข้ามาเต็มๆ ฟ้าที่แจ้งจางปาง อยู่ดีๆ เกิดแนวเมฆฝนดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและตามด้วยสายฟ้าแลบสว่างจ้า
ปารมีแปลกใจ “อะไรกันเนี่ย...”
“ฮัลโหล. ฮัลโหล พ่อคะ” สัญญาณถูกตัดขาด
“ไอ้โย แกหยุดใช้โทรศัพท์เดี๋ยวนี้ ฉันเสียว” ปารมีโวยลั่น สิ้นคำฟ้าผ่าลงมาท่ามกลางเมฆฝนดำทะมึน เสียงดังสนั่น ปารมีตกใจ “วี๊ด...ด...” โยสิตาใจหายแวบ อกสั่นขวัญผวา

ทุ่งโล่ง รถกระบะกฤตธรกับเกรียงแล่นมาตามทางลูกรัง บรรยากาศรอบตัวมืดสลัวลงเหมือนฟ้าดับ บนขอบฟ้าเมฆดำคืบคลานครอบคลุมอย่างรวดเร็วราวกับจะเกิดทอร์นาโด...ฟ้าแลบฟ้าผ่าเป็นระยะ

อธินแหงนมองดูท้องฟ้าที่มืดทะมึนลงอย่างรวดเร็ว...ทีมงานวิ่งกันอลหม่านเพราะจู่ๆ ลมแรงก็พัดเข้ามา..จนเต็นท์ที่พักที่ทำงานมีท่าทีว่าจะเดือดร้อนแน่
อธินตะโกน “ดูแลข้าวของให้ปลอดภัยด้วย..” อธินต่อสู้กับลมแรงแต่แทนที่จะหลบเข้าที่กำบัง อธินกลับตัดสินใจฝ่าลมแรงออกไปทางหนึ่ง
ทุ่งโล่ง บรรยากาศเหมือนหลุดเข้ามาสู่แดนสนธยา รถปารมีที่แล่นมาตามทางลูกรังนั้นเกิดเครื่องดับเอาดื้อๆ ปารมีโวยวาย “เฮ้ย...ย...อะไรจะมาเสียเอาตอนนี้”
“น้ำมันหมดรึเปล่าแก”
“ไม่ สาบานได้เมื่อวานฉันเพิ่งเติมเต็มถัง”
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย จะถึงอยู่แล้วนะแก...เปิดกระโปรงหน้าฉันจะออกไปดูเอง” โยสิตาไม่ทันฟังคำคัดค้านก็เปิดประตูออกไปทันที โยสิตาเปิดฝากระโปรงรถขึ้น
“เกศอาภา....” โยสิตาได้ยินเสียงนั้นชัดเจน หันขวับไปมอง ร่างบุษกรยืนอยู่ไกลออกไปพอประมาณ โยสิตาผงะ “พวกเขากำลังจะทำลายศิลาจารึกแผ่นนั้นแล้ว..พ่อของเจ้าก็ไม่มีทางขัดขวางพวกเขาได้หรอก มากับข้าสิ..ข้าช่วยเจ้าได้” บุษกรหันกลับและเดินจากไป
โยสิตาถลันตาม “เดี๋ยวก่อน รอก่อน” บุษกรที่เดินจากไปเหมือนจางลงเรื่อยๆ เดินหายเข้าไปในหมอกควัน โยสิตาชะงัก หันกลับมาทางรถ “ผักบุ้ง..แกเห็น” โยสิตาชะงัก เพราะไม่มีรถ ไม่มีปารมี..รอบตัวมีแต่ความเวิ้งว้าง..ถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง “ผักบุ้ง” โยสิตาตะโกน โยสิตาหันกลับไปทางบุษกร แต่ก็ไม่เห็นบุษกรแล้ว เบื้องหน้าคือทางลูกรังสีแดงที่ทอดยาวไม่จบสิ้น โยสิตาหันกลับมา ตะโกนเรียกปารมีสุดเสียง “ผักบุ้ง..ผักบุ้ง”

ปารมีถลันลงมาจากรถเพราะจู่ๆ โยสิตาก็หายไป “ไอ้โย...ไอ้โย...” ปารมีตะโกนเรียกสุดเสียง ปารมีเคว้งคว้างพอกัน เพราะเหมือนถูกทิ้งให้อยู่ลำพังในแดนสนธยา “ไอ้โย..แกอย่าเล่นยังงี้สิวะ”

ทุ่งโล่ง แผ่นศิลาวางอยู่กับพื้น ถูกเปิดผ้าคลุมออกมีสายสิญจน์ยังพันอยู่
“เราจะทำลายมันด้วยวิธีไหนครับอาจารย์” กฤตธรสงสัย
“ทุบให้แตกออกเป็นสองส่วน ส่วนนึงทิ้งให้จมลงก้นบึง อีกส่วนฝังดินบริเวณนี้”
เกรียง ยกศิลาจารึกขึ้นชูสุดแขนกะจะฟาดลงบนหินก้อนใหญ่ให้แตก..ท้องฟ้าที่มืดทะมึนมีสายฟ้าฟาดลงมาเป็นระยะ
“หยุดเดี๋ยวนี้คุณเกรียง” กฤตธรหันไป อธินก้าวเข้ามาเสียงกร้าว “ผมไม่ยอมให้คุณทำลายศิลาจารึกแผ่นนั้นเด็ดขาด..วางลง..ผมบอกให้วางลง”
“คุณอาครับ มันเป็นความจำเป็น” กฤตธรพยายามจะอธิบาย
“ความจำเป็นอะไรของพวกคุณ การค้นพบจันทรปุระเป็นเรื่องสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์..ศิลาจารึกแผ่นนี้เป็นกุญแจสำคัญไปสู่ความรู้อีกมากมายเกี่ยวกับจันทรปุระ มันเป็นสมบัติของชาติ เป็นสมบัติของทุกคนไม่ใช่คนใดคนนึง วางลงซะคุณเกรียง ไม่อย่างนั้นคุณเจอข้อหาหนักแน่” อธินขู่
“คุณอธิน..ศิลาแผ่นนี้มันไม่ใช่ศิลาจารึกการสร้างเมืองอย่างที่คุณเข้าใจ แต่มันคือสิ่งอัปมงคล มันมีแต่พลังความชั่วร้ายในตัวมัน เพราะมันคือศิลาที่จารึกแต่คำสาปแช่ง ความเกลียดชัง ความแค้นของคนที่สร้างมันขึ้นมาจะทำลายล้างทุกคนที่เกี่ยวข้องกับมัน”
สิ้นคำพูดเกรียง บนท้องฟ้าดำทะมึน..อสนีบาตฟาดลงอย่างแรงพร้อมเสียงครืน สายฟ้าที่เหมือนฟาดลงไม่ไกล พลังแรงจนทุกคนกระเด็นกันไป ศิลาจารึกหลุดมือเกรียง และกระแทกลงพื้นดิน เสียงหวีดร้องโหยหวนเหมือนเสียงปีศาจดังก้องมาจากที่ไกลๆ

ปราสาทเทวะ พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นเหนือปราสาท เสียงตอกสกัดแผ่นหิน ดังก้องมาจากในปราสาทเป็นระยะสม่ำเสมอ

ชาวบ้านรุมล้อมรอคิวที่จะได้เข้าหาบุษกรในฐานะผู้วิเศษที่ได้รับพรโดยตรงมาจากเทวะ
บุษกรให้คำปรึกษาเมียที่พาผัวป่วยมารักษาอาการเดินไม่ได้ “ผัวเจ้าทำผิดต่อเทวะ หมิ่นเทวะด้วยคำพูดบางอย่าง..เจ้าต้องขอโทษเทวะ ด้วยการปั้นข้าวสามก้อน แลนำไปวางทางสามแพร่ง หากเทวะให้อภัยผัวของเจ้าจะกลับมาเดินได้อีกครั้งภายในสามวัน”
บุษกรโบกมือไล่ออกไป ชาวบ้านเข้ามาช่วยกันหามผัวง่อยออกไป ชาวบ้านอีกกลุ่มแบกหญิงชราใส่แคร่ ท่าทางป่วยหนักใกล้ตาย เข้ามาวางตรงหน้าบุษกร
“เทวะเมตตา..ใกล้เวลาที่เจ้าจะได้ไปอยู่กับเทวะแล้ว” บุษกรสัมผัสหน้าผากหญิงแก่ แลดูเปี่ยมไปด้วยเมตตา

เรือนเกศอาภา อุษารายงาน “คนเจ็บป่วยไม่มีใครไปหาหมอกันแล้ว ทุกคนแห่กันไปให้นางช่วยรักษากันหมด”
“นางคงศึกษาจนมีความรู้แตกฉานดี เรื่องยาสมุนไพรละมัง” เกศอาภาคิดไปในทางที่ดี
“แตกฉานอะไรกัน..หายบ้างไม่หายบ้าง ที่ตายเพราะการรักษาของนางก็ไม่ใช่น้อย”
“โรคบางอย่างมันอาจจะเกินเยียวยานะอุษา”
“ข้าว่านางไม่ได้รักษา นางอ้างแต่เทวะต้องทำอย่างโน้น อย่างนี้เทวะจึงจะพอใจ หากเทวะไม่พอใจก็ตายอย่างเดียว อย่างนี้มันเป็นการรักษาที่ไหนกัน”
“เจ้าอย่าได้เที่ยวพูดออกไปเชียวนะอุษา ความคิดเจ้าจะทำเจ้าเดือดร้อน”
“การกระทำของนางต่างหากจะทำให้จันทรปุระเดือดร้อน”
“อุษา” เกศอาภาปราม
“แม้แต่เด็กเกิดใหม่ พ่อแม่มันยังอุ้มไปให้นางตั้งชื่อให้ ข้าว่านับวันนางจะมีความสำคัญมากเกินไปแล้ว”
“นางก็ทำหน้าที่ของนางแทนท่านพ่อของนางยังไงล่ะอุษา ในเมื่อราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขดีก็เป็นเรื่องดีเหมาะสมแล้วละ”
อุษาค้อนขวับขัดใจ ลึกๆ แล้วเกศอาภาก็เกิดความกังวลเหมือนกัน
ปราสาทเทวะ เกศอาภาเข้ามากับอุษา
“ค่อยยังชั่วที่มาแต่เช้า..ยังไม่ทันมีใครมา..ไม่อย่างนั้นอย่าหวังจะได้ความสงบเลย...ผู้คนไม่รู้มาจากไหนกันบ้าง” อุษาบ่น
“ไม่เห็นท่านพราหมณีเลย”
“คงยังไม่มา..แต่ก็ดีแล้วละที่ไม่ต้องเห็นหน้ากัน”
อุษาส่งดอกไม้ถวายเทวะให้เกศอาภา เกศอาภารับไปและสวดบูชาขอพร หลืบมุมด้านหลังเห็นบุษกรซุ่มแอบดูไม่คิดจะปรากฏตัว เกศอาภาอธิษฐานเสร็จถวายเครื่องบูชาเทวะ
“เจ้าอธิษฐานยืดยาวขนาดนี้ ถ้าข้าทายไม่ผิดเจ้าคงขอให้เทวะประทาน ลูกชายให้แก่เจ้าสักคน..ใช่รึไม่”
เกศอาภาได้ยินก็เขินอาย “ข้ามิได้เป็นผู้ขอเอง องค์อริยะต่างหากฝากให้ข้าขอ”
อุษาหัวเราะคิก แซวเกศอาภา บุษกรที่พยายามข่มความริษยาชิงชัง รอคอยวันที่จะได้ถลกหนังหัวมารความสุขให้สาแก่ใจ

เรือนกัมพู กัมพูนอนเป็นอัมพาตแทบขยับตัวไม่ได้..อาหารถูกวางไว้ข้างที่นอน
บุษกรอารมณ์ขุ่นมัว เข้ามายืนมอง “นังพวกนั้นมันว่าท่านพ่อไม่ยอมกินข้าวแม้แต่คำเดียว” กัมพูมองอย่างตำหนิ ไม่ยอมพูดอะไร “ท่านอยากให้คนทั้งโลกรุมตำหนิข้าหรือไร ว่าพ่อคนเดียวข้าก็ดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำไม่ได้”
“เจ้ามิได้กำลังทำผิดวิถีเทวะ แต่เจ้าแอบอ้างเทวะด้วย” กัมพูสวนกลับอย่างไม่พอใจ
“ท่านกล่าวหาข้า เพราะท่านคิดว่าข้ามีบุญบารมีเหนือกว่าท่าน..เทวะจึงได้เมตตาอาศัยร่างของข้าปัดเป่าความทุกข์ให้ราษฎร”
“โกหกหลอกลวงใครก็ได้ แต่เจ้าไม่มีทางโกหกหลอกลวงตัวเจ้าเองได้หรอก”
“โกหกหลอกลวงเพื่อเปลื้องความทุกข์ให้สรรพสัตว์ในโลกนี้ได้ ท่านพ่อน่าจะร่วมยินดีกับข้ามากกว่า นับวันข้ายิ่งเป็นที่รักเคารพบูชาแก่ราษฎรมากเสียกว่ากษัตริย์บนบัลลังก์เสียอีก”
“อย่าได้คิดเหิมเกริม...บุษกร” กัมพูปราม

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 12/3 วันที่ 4 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ