อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 12/4 วันที่ 4 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 12/4 วันที่ 4 ก.ย.59

“โกหกหลอกลวงเพื่อเปลื้องความทุกข์ให้สรรพสัตว์ในโลกนี้ได้ ท่านพ่อน่าจะร่วมยินดีกับข้ามากกว่า นับวันข้ายิ่งเป็นที่รักเคารพบูชาแก่ราษฎรมากเสียกว่ากษัตริย์บนบัลลังก์เสียอีก”
“อย่าได้คิดเหิมเกริม...บุษกร” กัมพูปราม
บุษกรยิ้มเย็น “ให้ข้าได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีต่อท่านเถิด”
บุษกรหยิบชามอาหารมาตักป้อนกัมพู กัมพูเบือนหน้าหนี บุษกรยัดเยียดอาหารเข้าปากกัมพู สีหน้าบุษกรเปี่ยมกตัญญู ตรงข้ามกับความรุนแรงในการป้อนอาหาร

ท้องพระโรง วังสูริยะ สูริยะปรึกษากับปุณณะ และอริยะ
“เป็นเรื่องที่ดีมิใช่รึ ที่นางช่วยแบ่งเบาภาระท่านมหาพราหมณ์กัมพู”


ปุณณะท้วง “เป็นเรื่องดี หากแต่ข้ารู้สึกว่าหลายอย่างผิดไปจากสิ่งที่ท่านมหาพราหณ์กัมพูเคยทำไว้”
“ในเมื่อนางอ้างว่าเทวะเมตตา ส่งผ่านบัญชามากับนางเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขราษฎร ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ราษฎรจะเห็นนางเป็นที่พึ่งนะท่านแม่ทัพ” อริยะเห็นดีด้วยกับสูริยะ
ปุณณะขัด “เรื่องทุกข์ร้อนทั่วไปข้าไม่คิดติดใจ แต่หลายครั้งที่ราษฎรเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกันยังต้องหันไปพึ่งนางให้เป็นผู้ตัดสินคดีความเช่นนี้ ข้าคิดว่าไม่เหมาะสมเพราะปกติผู้ตัดสินชี้ขาด ถูกผิด คือท่านมิใช่รึ...องค์สูริยะ” สูริยะ อริยะมองหน้ากัน ไม่เคยคิดสิ่งนี้ ปุณณะเอ่ยต่อ“ข้ามิได้มีอคติอย่างใดต่อนางเพียงแต่รู้สึกว่าหากปล่อยให้เป็นเยี่ยงนี้ต่อไป จันทรปุระจะปกครองยาก เพราะอำนาจมิได้อยู่ในมือท่านเสียแล้ว”
สูริยะได้ฟังถึงกับคิดหนัก

ปราสาทเทวะ เกศอาภา อุษาก้าวเข้ามาในปราสาทเทวะแล้วต้องงงงัน เพราะชาวบ้านมากมายมาชุมนุมอยู่ ชาวบ้านทุกคนใจจดใจจ่อไปไปที่ลานหน้าแท่นบูชาเพราะบุษกรกำลังทำพิธีรักษาคนป่วย คนป่วยนั้นนอนคว่ำ บุษกรกำลังใช้หวายอาคมโบยลงหลังคนป่วย บุษกรกระหน่ำโบยเหยื่อด้วยอารมณ์รุนแรง เกศอาภากับอุษาตะลึงกับภาพที่เห็น..คนไข้ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
“ออกไป จงออกไป โรคร้ายจงออกไป” บุษกรพล่ามบอก
เกศอาภาเบือนหน้าหนีความรุนแรง
คีรินที่มาสอดแนมดูความเป็นไปอยู่แล้วขยับเข้ามาหาเกศอาภา “พระอัครชายา”
“คีริน...นี่มันอะไรกัน ปราสาทเทวะมิได้เป็นที่สงบใจให้เกิดมงคลแก่ชีวิตอีกต่อไปแล้วอย่างนั้นรึ” อุษาแปลกใจ
“นางว่านี่คือวิธีรักษาคนป่วยของนาง ตามที่เทวะบัญชามา”
“เสียสติไปแล้ว เจ้าเข้าไปหยุดนางเสียเถิด” เกศอาภาสั่ง
“ข้าได้รับคำสั่งมาให้แค่สังเกตการณ์ แล้วรายงานต่อองค์อริยะเท่านั้น”
เกศอาภาพรู้สึกไม่ดี “น่าสลดหดหู่ใจเหลือเกิน อุษา..วันนี้ข้าคงไม่ขอพรใดๆ จากเทวะแล้วล่ะ” เกศอาภามองไปที่ลานหน้าเทวะอีกครั้ง ก่อนจะกลับออกไปทันที
อุษาหันมาสั่งคีริน “เจ้ารายงานไปเลยว่า ท่าทีของท่านมหาพราหมณียากจะทำใจได้ว่านี่คือความเมตตาจากเทวะ”
อุษาตามเกศอาภาออกไป คีรินมองกลับไปที่ลานพิธีอีกครั้ง บุษกรยังโบยคนป่วยอย่างเมามันเหมือนมีความสุขที่ได้เห็นเลือด

เรือนเกศอาภา เกศอาภาปรับทุกข์กับอริยะ เกศอาภาตั้งข้อสงสัย “ข้ารู้ว่าการตั้งคำถามด้วยแคลงใจต่อเทวะเป็นสิ่งไม่บังควร แต่เมื่อข้าเห็นด้วยตาข้าแล้ว หัวใจของข้าก็อดตั้งคำถามนี้มิได้ สิ่งที่นางทำถูกต้องแน่แล้วหรือว่ามันคือบัญชาจากเทวะ”
“เจ้ามิได้ลบหลู่เทวะด้วยคำถามนี้ เพราะข้าเองก็เกิดคำถามนี้เช่นกัน”
“ถ้าอย่างนั้นก็หยุดนางเสียเถิด”
“นางคือตัวแทนของท่านมหาพราหมณ์กัมพู ในเมื่อท่านมหาพราหมณ์มิได้ทักท้วงทัดทานอะไร ก็เป็นเรื่องยาก”
“หมายความว่าเราต้องปล่อยให้เป็นไปเยี่ยงนั้นรึ”
“ราษฎรก็ดูเหมือนยอมรับแลยินดีกับสิ่งที่นางทำ...แล้วเราจะทำอะไรได้ เกศอาภา”
เกศอาภาว้าวุ่นใจ
เรือนกัมพู บุษกรก้าวเข้ามาในห้องกัมพูแล้วชะงักหยุดมองนิ่ง กัมพูนอนคว่ำอยู่ที่พื้นพยายามคืบคลานพาตัวเองออกมา บุษกรมองนิ่งเฉย ปล่อยให้กัมพูคืบเข้ามาจนถึงปลายเท้าบุษกร กัมพูเห็นปลายเท้าบุษกร พยายามเงยหน้าขึ้นมอง
บุษกรสวมบทเป็นลูกกตัญญูทันที “ท่านพ่อ นี่ท่านตกลงมาจากที่นอนรึ...เทวะท่านเจ็บตรงไหนรึเปล่า...โธ่ แล้วนี่ทำไมไม่มีใครเข้ามาดูแลท่านเลย” บุษกรประคองกัมพู
กำพูเสียงแข็ง “ข้ารู้...เจ้าลงดาลประตูไว้แลสั่งห้ามทุกคนเข้ามาในห้องนี้”
“ท่านเอาอะไรมาพูด ข้าจะทำเยี่ยงนั้นทำไมกันท่านพ่อ แล้วนี่ท่านจะไปไหน อยากจะออกไปสูดอากาศข้างนอกรึ”
“ข้าจะไปเข้าเฝ้าองค์สูริยะ มีเรื่องที่ข้าต้องบอกองค์องค์สูริยะมากมาย”
“ท่านป่วยไข้อยู่อย่างนี้ท่านจะไปได้เยี่ยงไร” บุษกรยิ้ม “มีเรื่องอะไรที่จะบอกกล่าวท่านก็ฝากข้าไปก็ได้ ท่านพ่ออย่าลืมสิว่าถึงวันนี้ข้าคือมหาพราหมณีที่ทำหน้าที่แทนท่านทั้งหมดแล้ว” บุษกรลากแขนกัมพูทั้งสองข้างไปกับพื้น พากลับไปที่ตั่งนอน ร่างกัมพูถูกกระแทกลงนอนบนตั่งอย่างทุลักทุเล ยาจากขวดเล็กถูกเทลงในภาชนะน้ำดื่ม แล้วถูกยื่นมาจ่อที่ปากกัมพู “ท่าทางท่านกระหายน้ำมาก ดื่มน้ำนี้แล้วพักผ่อนให้สบายซะ ข้าจะอยู่ปรนนิบัติดูแลท่านอย่างดี” กัมพูไม่ยอมเปิดปากแข็งขืนไว้ “อ้าปากสิท่านพ่อ”
กัมพูปฏิเสธชัดเจน บุษกรโกรธ มือบุษกรขยับเข้าปิดจมูกกัมพู กัมพูทุรนทุรายจนต้องอ้าปากเพื่อหายใจ ภาชนะน้ำดื่มถูกยัดเข้าปาก กรอกน้ำผสมยานั้น หกเรี่ยราดเพราะกัมพูพยายามขัดขืน หน้าเหี้ยมของบุษกรค่อยๆ คลายลง เป็นรอยยิ้มถึงพอใจ

เรือนกัมพู บุษกรออกมาจากห้องกัมพู ลงดาลประตูจากข้างนอก
บริวารเข้ามาพอดี “ท่านมหาพราหมณี...องค์อริยะมาขอเยี่ยมท่านมหาพราหมณ์”
“ไปเชิญท่านเข้ามา” บริวารออกไป บุษกรหันกลับไปปลดดาลที่ลงประตูไว้ออก อริยะกับคีรินเดินเข้ามา “องค์อริยะอุตส่าห์มาถึงเรือนข้า”
อริยะเอ่ย “ข้าไม่ได้มาเยี่ยมท่านมหาพราหมณ์นานแล้ว อาการป่วยไข้ท่านเป็น เยี่ยงไรบ้าง”
“ท่านสบายดีขึ้นกว่าก่อน..ข้าเพิ่งดูแลป้อนข้าวน้ำเสร็จ ตอนนี้ท่านกำลังนอนพักอยู่”
“ข้าขอเข้าไปเยี่ยมท่านมหาพราหมณ์”
“เกรงว่าจะไม่สะดวก ท่านพ่อเพิ่งหลับสนิทก่อนข้าออกมา”
“ข้ารับรองว่าจะมิรบกวนท่านมากไปกว่าให้เห็นกับตาว่าท่านสบายดี...มิเช่นนั้นข้าคงกราบทูลองค์สูริยะไม่ถูกแน่”
บุษกรจำใจหลีกทางและผลักประตูเปิดให้อริยะ “เช่นนั้นก็เชิญท่านเถิด น้ำใจแลความห่วงใยจากองค์สูริยะคงทำให้ท่านพ่อข้าปลาบปลื้มใจมิน้อย”
ในห้องกัมพู กัมพูนอนตาลอยเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นเพราะฤทธิ์ยา
“ท่านมหาพราหมณ์...ข้าเองอริยะ...”
กัมพูเห็นอริยะเบลอๆ ทุกอย่างในตัวกัมพูหนักอึ้งเหมือนถูกบีบกดทับถ่วงเอาไว้ “องค์อริยะ”
“ท่านพ่อฝากข้ามาเยี่ยมท่าน ท่านเป็นห่วงอาการป่วยของท่าน”
มือกัมพูที่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ พยายามจะขยับเพื่อจับมืออริยะ แต่ก็ไม่มีใครเห็นนอกจากบุษกร
บุษกรขยับไปจับมือกัมพูไว้ “ท่านพ่อได้ยินรึไม่องค์สูริยะเป็นห่วงท่านมาก...” บุษกรบอกกับอริยะ “ท่านพ่อคงง่วงนอนมาก...ระยะหลังมานี้ท่านนอนหลับเสียเป็นส่วนมาก มิค่อยลุกเดินเหินไปไหน”
อริยะถามด้วยความกังวล “หมอหลวงมาตรวจดูบ้างรึไม่”
“มาเสมอ แต่ก็รักษาอะไรมิได้”
กัมพูพยายามเปิดปากเปล่งเสียงออกมาอย่างยากเย็นฟังไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นคำ
อริยะพยายามตั้งใจฟังแต่ก็ฟังไม่รู้เรื่อง “ท่านจะพูดอะไร”
บุษกรรีบตอบแทน “ท่านฝากขอบคุณองค์สูริยะที่อุตส่าห์มีน้ำใจนึกถึงท่าน รวมทั้งท่านด้วยที่อุตส่าห์มาเยี่ยม”
มือกัมพูที่ถูกมือบุษกรกุมเอาไว้พยายามรวบรวมกำลังขัดขืน แต่มือบุษกรก็บีบรัดเอาไว้อย่างแนบเนียน
“ท่านพักผ่อนให้มากเถิด ข้าหวังว่าเทวะเมตตาประทานพรให้ท่านพ้นความเจ็บป่วยในเร็ววัน”
กัมพูที่เหมือนใช้ความพยายามจะสื่อสารต้องเหมือนยอมแพ้...น้ำตาท้นเอ่อ...โอกาสมาถึงแต่คว้าเอาไว้ไม่ได้

อริยะกับคีริน กลับออกมาจากเรือนกัมพู อริยะ
เอ่ยบอกกับคีริน “น่าเวทนาท่านมหาพราหมณ์ ข้าก็เพิ่งเคยเห็นคนที่ป่วยด้วยโรคประหลาดนี้”
“เคราะห์ยังดีที่นางดูแลท่านอย่างใกล้ชิด”
“เจ้าคิดเยี่ยงนั้นรึคีริน” อริยะไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น
“ท่านสงสัยในสิ่งใด”
“ท่านมหาพราหมณ์เหมือนพยายามจะบอกอะไรกับเรา...แต่...มิรู้สิ ข้าอาจจะคิดมากไปเอง...นางคงทุกข์ใจไม่น้อยกับความป่วยไข้ของพ่อนาง หวังแต่ว่าเทวะจะเมตตา แลสักวันคงคืนสุขภาพที่แข็งแรงให้แก่ท่าน”
ทั้งคู่เดินออกไป

ห้องกัมพู บุษกรยังยืนจ้องกัมพูอยู่ข้างที่นอน “ท่านคิดว่าข้ามิรู้เยี่ยงนั้นรึ ว่าท่านกำลังพยายามทำอะไร” กัมพูที่โดนฤทธิ์ยาเข้าไปอย่างหนักเหมือนสติจะดับลงทุกขณะ ได้แต่ฟังที่บุษกรพูด “ท่านยังเห็นข้าเป็นลูกสาวของท่านรึไม่ หากใช่ท่านควรภูมิใจในสิ่งที่ข้ากำลังไขว่คว้ามา...แลถึงวันที่ความสำเร็จอยู่ในมือข้า ข้าสัญญาว่าท่านจะได้อยู่ในที่ที่เหมาะควรสมแก่ตำแหน่ง และมิต้องทนทุกข์ทรมานเยี่ยงนี้...” บุษกรหยิบเชือกมาและเริ่มมัดข้อเท่ากัมพูผูกไว้กับขาตั่ง “ท่านบังคับให้ข้าทำเยี่ยงนี้เอง ท่านทำให้ข้าไม่ไว้ใจในตัวท่านเอง” บุษกรมัดแขนขากัมพูเอาไว้อย่างแน่นหนา
ท้องพระโรง วังสูริยะ สูริยะเอ่ยอย่างไม่คาดคิด “เลวร้ายขนาดนั้นเชียวรึ”
“บางบ้านถึงขนาดตายกันยกครัวทีเดียวท่านพ่อ” อริยะรายงานต่อ
ปุณณะวิตก “มิเว้นแม้แต่ลูกเด็กเล็กแดง ชายฉกรรจ์แข็งแรงมันก็พร้อมจะคร่าชีวิต”
คีรินเสริม“ข้าได้ยินมาว่า คนที่เคราะห์ร้ายจะล้มป่วยลงไม่เกินสามวันก็ตาย”
“ผีร้ายหรือเยี่ยงไรกัน เมฆหมอกความชั่วร้ายจึงได้ปกคลุมจันทรปุระมิจบมิสิ้น” สูริยะกับอริยะกังวลหนัก

นอกหมู่บ้าน เกวียนชาวบ้านขนศพมา หยุดลง ชาวบ้านช่วยกันยกศพลงจากเกวียนแล้วโยนศพลงกองสุมเอาไว้ในที่น้ำแฉะ ชาวบ้านที่ป่วยอยู่เดินหมดแรงและล้มลงตายรวมกับกองซากศพ คีรินกับอริยะยืนมองภาพสยองที่เกิดขึ้นอยู่มุมหนึ่งไกลๆ กลิ่นเน่าของศพคละคลุ้งจนต้องปิดจมูก อริยะตะลึงกับภาพที่เห็น ท้องฟ้าหม่นๆ เห็นฝูงแร้งบินวนอยู่ข้างบนรอกินอาหารชุดใหญ่

เรือนเกศอาภา อุษารายงานเกศอาภา “คีรินมันว่าศพนั้นเกลื่อนเมืองไปหมด ทุกเรือนมีแต่คนตายจนฝังกันไม่หวัดไหว ต้องเอาไปทิ้งรวมกันให้แร้งกามากิน กลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั้งเมือง”
“พอเถอะอุษา ข้ามิอยากฟัง นี่มันเกิดอาเพศอะไรกัน ทำไมจันทรปุระจึงได้เกิดเรื่องน่าเศร้าใจมิจบมิสิ้น” เกศอาภารู้สึกเศร้าใจ

ท้องพระโรง วังสูริยะ บุษกรยืนต่อหน้าทุกคน ทั้งอริยะ สูริยะ ปุณณะ คีริน เกศอาภา และอุษา
“เคราะห์ร้ายนี้เป็นไปตามประสงค์เทวะ มิมีสิ่งใดหยุดยั้งชะตากรรมนี้ได้” บุษกรประกาศกร้าว
เกศอาภากับอริยะ หน้าเสีย..
“ท่านมหาพราหมณี..ความทุกข์ร้อนของราษฎรในครั้งนี้ใหญ่หลวง จนทำให้ข้าเจ็บปวดนัก ท่านผู้สามารถได้ยินเสียงจากเทวะได้โปรดถามเทวะเถิดว่าท่านมิพอใจในสิ่งใด แลข้าจะต้องทำเยี่ยงไรเทวะจึงจะพอใจแลขจัดความทุกข์ยากนี้ให้พ้นจากจันทรปุระ” สูริยะไต่ถาม ทุกคนลุ้นรอฟังคำตอบจากบุษกร
“ชะตากรรม..มันเป็นชะตากรรมของจันทรปุระ..อัปมงคลเกิดแก่วงศ์ของท่าน มิมีสิ่งใดจะทำให้เทวะพึงพอใจได้ สายเลือดที่บริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะประคับประคองราชบัลลังก์เอาไว้ได้” คำตอบของบุษกร ทำให้ทุกคนเต็มไปด้วยความกังวล “ข้าได้ยินเทวะเพียงเท่านี้”
เกศอาภานึกแย้งอยู่ในใจลึกๆ

เรือนเกศอาภา อริยะเต็มไปด้วยความกังวล เกศอาภามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิด อริยะขยับเข้าไปหา “เจ้าอย่ากังวลให้มากไปเลย ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น เทวะเปี่ยมด้วยเมตตา มหาพรามณีจะต้องวิงวอนท่าน จนพบทางแก้ปัญหาจนได้”
“ข้ามิได้คิดลบหลู่เทวะ แต่ข้าอดตั้งคำถามต่อเทวะมิได้ เทวะจะยอมทนเห็นจันทรปุระล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา
หรือไร...หรือเทวะกำลังทดสอบพวกเราที่พึ่งพาแต่เทวะ มิเคยใช้สติปัญญาของพวกเรากับการแก้ปัญหาเลย” เกศอาภาบ่นเชิงตัดพ้อ แต่เหมือนคิดอะไรออก
“เจ้าคิดอะไรอยู่ เกศอาภา”
“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ นอกจากเทวะเป็นผู้สร้างแล้วมันย่อมมีสาเหตุของมันเสมอ”

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 12/4 วันที่ 4 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ