อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 12/5 วันที่ 4 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 12/5 วันที่ 4 ก.ย.59

“เจ้าคิดอะไรอยู่ เกศอาภา”
“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ นอกจากเทวะเป็นผู้สร้างแล้วมันย่อมมีสาเหตุของมันเสมอ”
“แต่เรื่องนี้มันเป็นชะตากรรม มหาพราหมณียังบอกเยี่ยงนั้น”
“แล้วเราต้องยอมรับชะตากรรมนั้นทั้งที่เรามิต้องการเยี่ยงนั้นรึ” อริยะเถียงไม่ออก เกศอาภาย้ำ “ข้าเชื่อว่าหากเราพบสาเหตุของปัญหา เราต้องพบหาทางแก้ไข”

ท้องพระโรงวังสูริยะ คีรินแจ้งข่าวแก่อริยะ สูริยะ ปุณณะ “เท่าที่ข้าสืบมาได้ คนแรกที่ตายด้วยโรคร้ายนี้ เพิ่งอพยพมาจากทิศเหนือ”
“หมายความว่าเราผิดพลาดที่เปิดรับคนพวกนี้ให้เข้ามาจันทรปุระเยี่ยงนั้นรึ” สูริยะซัก


“ถึงเวลานี้ คงสายเกินไปแล้ว โรคร้ายแพร่ระบาดไปจนทั่วเมือง ซากศพมากมายจนมิมีที่จะฝังราษฎร มิมีใครกล้าแตะต้องศพ เพราะกลัวจะต้องตายตกตามกัน ที่เอาศพไปโยนทิ้งน้ำก็มาก จนมิมีใครกล้าตักน้ำมากินมาใช้”
อริยะหนักใจ “หมายความว่าความตาย มาเยือนเราจนถึงชานเรือนแล้วเยี่ยงนั้นรึ”
ปุณณะถาม “องศ์สูริยะ...สถานการณ์คับขันถึงเพียงนี้แล้ว ท่านคิดอ่านเยี่ยงไรได้โปรดสั่งลงมาเถิด”
ทุกคนลุ้นฟัง

เรือนเกศอาภา เกศอาภาตกใจกับสิ่งที่อุษาบอก “อพยพเยี่ยงนั้นรึ...เจ้าได้ยินมาผิดแน่อุษา เป็นไปมิได้หรอก”
“องค์อริยะให้ทุกคนเตรียมตัวเผื่อว่าเข้าตาจนคับขับกันจนถึงที่สุดแล้ว”
“จันทรปุระเป็นแผ่นดินเกิดแลจะเป็นแผ่นดินตายของข้า ข้าเคยตั้งจิตอธิฐานต่อหน้าเทวะว่าหากมีศัตรูใครรุกรานเข้ามาเพื่อแย่งชิงแผ่นดินนี้ไปจากข้า ข้าจะขอสู้จนตัวตาย...แต่นี่มันคืออะไรกันอุษา... ศัตรูของจันทรปุระมิมีตัวตน มิมีอาวุธ แต่เราจะต้องละทิ้งแผ่นดินของเราเพื่อหนีมันเยี่ยงนั้นรึ...ข้าจะมิยอมไปไหนทั้งนั้น ข้าจะมิยอมแพ้ให้กับศัตรูที่เรามองมิเห็น เพราะข้ายังเชื่อว่าเราต้องเอาชนะมันได้” สายตาของเกศอาภาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

ปราสาทเทวะ เปลวไฟที่จุดในภาชนะบูชาเทวะอ่อนแสงลงมาก เกศอาภาสวดมนต์เบื้องหน้าเทวะ
บุษกรก้าวเข้ามา “เจ้าคิดว่าเทวะจะรับฟังคำวิงวอนจากเจ้าเยี่ยงนั้นรึ” เกศอาภาหันกลับมา บุษกรเอ่ยต่อหน้าเชิด “ชะตากรรมถูกกำหนดมาแล้วจากเทวะ ใครหน้าไหนก็มิมีทางขัดขืนได้หรอก”
“ข้าสวดวิงวอนขอเพียงกำลังใจแลสติปัญญาให้ก่อเกิดแก่ข้าเท่านั้น มิใช่เพื่อตัวข้าเอง แต่เพื่อทุกคนในจันทรปุระ” เกศอาภาไม่สนใจสิ่งที่บุษกรพูด
“คนโง่เขลาเท่านั้นที่พยายามดิ้นรนขัดขืนชะตากรรม เจ้าดูเอาเถิดเปลวไฟบูชายังริบหรี่ลงทุกที มันมิต่างจากชะตากรรมของจันทรปุระเลยแม้แต่น้อย” บุษกรขู่แล้วเดินเดินออกไป
เกศอาภาหันกลับไปที่ไฟบูชา ไฟในภาชนะริบหรี่ลงเหมือนจะดับมอดจริงๆ เกศอาภาหันไปหยิบโถน้ำมันเทเติมลงในภาชนะ...ไฟค่อยๆ ลุกโซนสว่างขึ้นอีกครั้ง เกศอาภาจ้องมองเปลวไฟนั้นแล้วเหมือนความคิดบรรเจิด สติปัญญาเกิดขึ้นในนาทีนั้นจริงๆ

เรือนเกศอาภา อริยะกำลังจะลงจากเรือน เกศอาภากลับเข้ามาพอดีเอ่ยเรียก “ท่านจะไปไหน”
“เข้าเฝ้าองค์สูริยะ ปรึกษากัน วางแผนเรื่องการย้ายเมือง”
“เรามิต้องย้ายเมือง จันทรปุระจะอยู่ที่นี่ตลอดไป”
อริยะแปลกใจหันกลับมา “เราดึงดันต่อชะตากรรมมิได้หรอกนะ เกศอาภา”
“ได้...ในเมื่อเรามิยอมรับชะตากรรมที่เรามิได้เป็นผู้ก่อ ข้าคิดออกแล้วว่าจะต้องทำเยี่ยงไร จึงจะเอาชนะเหตุอาเพศ
ครั้งนี้ได้” อริยะอึ้ง

ท้องพระโรง วังสูริยะ สูริยะแปลกใจกับสิ่งที่เกศอาภาบอก “ไฟ เยี่ยงนั้นรึ”
อริยะแจง “ท่านพ่อ...ไฟที่ลุกโชติช่วง คือ สิ่งที่เทวะประทานให้ทุกคน เทวะมิได้ทอดทิ้งพวกเรา หากแต่พวกเราหลงลืมที่จะถวายสักการะเทวะด้วยเปลวไฟที่สว่างโชติช่วงต่างหาก”
บุษกรจ้องเขม็ง ถูกปลุกด้วยความคิดที่ตัวเองก็คาดไม่ถึง เกศอาภาอีกแล้ว!
“เช่นนั้น จงสั่งการลงไปเดี๋ยวนี้” สูริยะสั่ง

ไฟถูกจุดขึ้นมากมายหลายจุด จันทรปุระทั้งเมืองสว่างไสว มีการเผาศพด้วยกองฟืน ในปราสาทเทวะน้ำมันถูกเติมลงในภาชนะจุดบูชา...ไฟลุกโชติช่วง...
“ให้ราษฎรจุดไฟให้สว่างไสวทั่วทั้งเมือง ซากศพทั้งหมด ห้ามขุดฝังหรือโยนทิ้งน้ำ แต่จงส่งดวงวิญญาณเพื่อไปอยู่
กับเทวะด้วยเปลวไฟ จงบูชาน้ำแลอาหารทุกคำที่จะกินด้วยไฟ ให้ราษฎรช่วยกันดูแลไฟให้จันทรปุระสว่างไสวทั้ง
วันแลคืน” สูริยะประกาศก้อง
ในเวลากลางคืน นอกจากแสงจันทร์สว่างเรือง ยังเห็นกองไฟที่ถูกจุดไว้ สว่างวอมแวมทั่วจันทรปุระ

เรือนเกศอาภา อริยะกล่าวชมเกศอาภา “สติปัญญาเจ้าหลักแหลมนัก จันทรปุระพ้นเพทภัยครั้งนี้ได้ก็เพราะเจ้าแท้ๆ เกศอาภา”
เกศอาภาถ่อมตัว “เทวะต่างหากที่ประทานพรนี้แก่พวกเรา เทวะเพียงต้องการพิสูจน์เท่านั้นว่าสติปัญญาที่ท่านประทานมาให้ทุกคน เราได้ใช้มันอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่”
“ราษฎรจะจดจำชื่อของเจ้าไปอีกนาน” ปูณณะเอ่ยชื่นชม
“ท่านพ่อ...ลูกมิได้หวังว่าจะเป็นที่จดจำ ลูกทำเพื่อจันทรปุระที่ลูกรักแลหวงแหนเท่านั้น ลูกจะปกป้องจันทรปุระ
แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของลูกก็ตาม” ทุกคนสีหน้ามีความหวัง

ท้องพระโรง วังสูริยะ สูริยะประกาศก้อง “ถึงวันนี้ จันทรปุระรอดพ้นเภทภัยมาได้ ก็เพราะเทวะยังเมตตาปกป้องคุ้มครองพวกเรา แลทำให้ข้าได้คิดว่าหากจันทรปุระจะต้องเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป คงถึงเวลาแล้วที่ข้าจะต้องส่งต่ออำนาจ แลราชบัลลังก์ให้แก่ทายาทของข้าเสียที วันจันทร์เต็มดวงเดือนอ้าย องค์อริยะจะขึ้นครองบัลลังก์กษัตริย์จันทรปุระแทนข้าจะประกาศออกไปให้รู้กันถ้วนทั่วทั้งแผ่นดิน”
ทุกคนเหมือนรับรู้สิ่งนี้กันมาแล้ว ไม่มีใครตกใจหรือแปลกใจ หรือคิดจะทัดทาน ยกเว้นบุษกรที่แอบช็อกอยู่ในใจ
เพราะเพิ่งได้รับรู้ ตอนนี้หัวใจนางเต้นระรัว

ปราสาทเทวะ บุษกรยืนต่อหน้าเทวะ “ข้ารู้...ท่านกำลังหัวเราะเยาะข้าอยู่ ดีแล้ว...ที่มาถึงวันนี้ได้ ในเมื่อเสี้ยนหนามมันกล้าประกาศความเป็นศัตรูกับข้า มันก็จะได้เห็นเช่นเดียวกับท่าน บัลลังก์กษัตริย์แห่งจันทรปุระ ต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว”
รูปปั้นเทวะนิ่งไม่ส่งสัญญาณตอบรับอะไรกลับมาเลย บุษกรยิ่งเดือดดาล ผลักไฟที่จุดบูชาล้มตึง อย่างท้าทายและ
ระบายอารมณ์

เรือนเกศอาภา เกศอาภากับอุษา นั่งเย็บชายผ้าอยู่ด้วยกัน
อุษาปลาบปลื้ม “อีกหน่อยข้าก็คงได้เย็บผ้าผืนน้อยๆ เอาไว้ให้ลูกเจ้า หัวปีคนนึงท้ายปีคนนึง จะได้เป็นเพื่อนเล่นกัน”
เกศอาภาหยอกล้อ “เจ้ามัวแต่คิดเรื่องลูกคนอื่นมิคิดเลี้ยงลูกตัวเองบ้างรึไร”
อุษาหัวเราะ “อุ๊ย..ผัวยังมิมีแล้วจะมีปัญญามีลูกได้เยี่ยงไร”
“เจ้ามิคิดจักมีเองมากกว่า”
“ใครคิดจักมาเป็นผัวข้าก็คงกลัวว่าจักเคราะห์ร้ายกันทั้งนั้น”
“ก็แล้วถ้ามีคนมิกลัวเคราะห์ร้ายนั่นล่ะ”
“ก็แปลว่าคนคนนั้นยังมิรู้จักข้าดีพอ”
“อุษา...นี่ข้าพูดจริงนะ มีคนเขามาทาบทามสู่ขอเจ้ากับข้า” เกศอาภาน้ำเสียงจริงจัง
“คนคนนั้นมันต้องเสียสติเป็นแน่” อุษาหัวเราะงอหาย “อยากรู้จริงว่าใครกัน”
“ข้าว่าเจ้าก็รู้ดีว่าเป็นใคร” อุษาชะงัก เกศอาภาเอ่ยต่อ “คีรินเขาก็ไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ออกจะเป็นคนดีมาก..กล้าหาญมีน้ำใจที่สำคัญเป็นคนซื่อสัตย์แลรักเจ้าจริง”
อุษาทั้งอายและใจเต้นแรง แต่แสร้งกลบเกลื่อนอารมณ์หญิงนั้นไว้มิดชิดด้วยการระเบิดหัวเราะ “ข้ากลับมิเห็นสิ่งที่เจ้าว่ามาสักนิด”
“อุษา..เจ้าจักอยู่แลปรนนิบัติข้าไปจนแก่เฒ่ามิได้หรอกนะ”
อุษานิ่งไปเหมือนกัน “เจ้าคงเบื่อรำคาญข้ามิน้อย จึงได้เสือกไสไล่ส่งข้าไปเสียเยี่ยงนี้”
“มิใช่เยี่ยงนั้นเลยอุษา ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าทำหลายอย่างเพื่อข้ามามากพอแล้ว...ในเมื่อมีคนที่รักเจ้าอย่างจริงใจข้าก็อยากเห็นเจ้ามีความสุขเป็นการตอบแทนบ้าง”

ในสวน อุษาเดินมา..ใจเต้นระส่ำระสายใบไม้แถวนั้นรับเคราะห์เพราะถูกนางเด็ดดึงไปขยี้ขยำอย่างไร้เหตุผล
“ใบไม้นั่นมันทำความผิดอะไรรึ”
อุษาสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นก็พบคีรินเดินตรงเข้ามา คีรินหน้าเป็นเหมือนยิ้มยั่ว ยิ่งทำให้อุษาที่กลัวเสียเชิง ปั้นหน้ายักษ์ใส่ “กงการอะไรของเจ้า”
“ข้าละออกจักเป็นห่วง เจ้าโกรธเคืองใครมารึ บอกข้ามาข้าจักไปสั่งสอนมันเอง”
อุษาเดินหนีทันที “โกรธเจ้านั่นแหละ”
“โกรธที่ข้าไปขอเจ้าเป็นเมียจากพระอัครชายาน่ะรึ”
“เจ้าคิดรึว่าข้าจะยอมเป็นเมียของเจ้าง่ายๆ” อุษาไว้เชิง
“ผิดจากข้าก็มิมีใครดูแลเจ้าได้หรอก”
“เจ้าสำคัญตัวเองผิดไปแล้ว”
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าต้องทำเยี่ยงไรเจ้าจึงจักไว้ใจข้า”
“เจ้าหวังจักได้ข้าเป็นเมียแค่หุงข้าว ต้มแกง ให้เจ้ากิน”
“ใครบอกเจ้า..เรามีอย่างอื่นที่ต้องทำด้วยกันอีกตั้งหลายอย่าง มิใช่แค่กินข้าวด้วยกัน”
“อะไร”
“ถึงเวลานั้นเจ้าก็รู้เอง”
“อ้อ...เจ้าหวังแค่จักมีคนคอยล้างเท้าให้เจ้าคอยปรนนิบัติเจ้า.ไปขอข้ากับพระอัครชายา..ฝันไปเถอะว่าข้าจักยอม” อุษาเชิดใส่
“แล้วข้าต้องไปขอกับใครเจ้าจึงจักยอม”
“ก็ท่านลุงของข้า” อุษาโพล่งหลุดปาก
“จริงสิ..นี่ข้าลืมไปได้เยี่ยงไรว่าท่านแม่ทัพปุณณะเป็นท่านลุงของเจ้า ดีล่ะ ข้าจักไปหาท่านไปขอเจ้าเป็นเมียเดี๋ยวนี้เลย” อุษาตาเหลือก “เจ้าจักได้รู้เสียทีว่าเป็นเมียมิใช่แค่คอยหุงข้าว ต้มแกงให้ผัวกิน” คีรินเดินอารมณ์ดีออกไป
อุษาตะโกนตามไป “ท่านลุงมิมีทางยกข้าให้เจ้าหรอก คีริน” อุษากระสับกระส่ายร้อนใจ

สวนในวัง ปุณณะหัวเราะ “เจ้ากล้าหาญมากคีริน”
“ท่านหมายความว่าข้าบังอาจมากใช่รึไม่”
“จักว่าเช่นนั้นก็อาจจักใช่ ผู้ชายคนไหนมันก็ข่มได้หมด มีแต่เจ้านี่แหละที่กล้าขอมันไปทำเมีย ข้าต้องเป็นฝ่ายขอบใจเจ้าเสียด้วยซ้ำ” ปุณณะชอบใจ
“หมายความว่าท่านมิขัดข้อง”
“อุษามันมิได้เป็นสมบัติของข้า เจ้าขอกับพระอัครชายานั่นน่ะถูกต้องเหมาะสมแล้ว”
“นางว่าข้าต้องมาขอกับท่านแถมยังขู่ข้าด้วยว่าท่านมิมีทางยกนางให้ข้าหรอก”
ปุณณะหัวเราะ “ฤทธิ์มากเยี่ยงนี้ เจ้าคิดจักเปลี่ยนใจรึไม่เล่า” คีรินยิ้ม

เรือนเกศอาภา อริยะเข้ามา เกศอาภารีบไถ่ถาม “คีรินมิได้กลับมากับท่านรึ”
“คีรินท่าทางจะป่วยไข้เลยขอกลับไปบ้าน”
“ป่วยไข้รึ เมื่อเช้ายังเห็นอาการดีอยู่” เกศอาภาแปลกใจ
“นั่นสิ..มิรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ข้าว่าน่าจักเป็นไข้ทางใจเสียมากกว่า..เมื่อสักพักเห็นว่าไปคุยธุระสำคัญกับท่านแม่ทัพปุณณะ”

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 12/5 วันที่ 4 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ