อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 2 วันที่ 20 ก.ย.59

อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 2 วันที่ 20 ก.ย.59

ชัยพงษ์ส่งกล่องขนมเล็กๆให้ แล้วเดินขึ้นไปที่ห้องทำงานของธนาธิป ถามว่ายุ่งอยู่หรือเปล่า ธนาธิปบอกว่าไม่ กำลังดูประวัตินักเรียนไทยคนใหม่ ลูกสาวท่านรัฐมนตรีเด่นชาติเพื่อนคุณพ่อของชัยพงษ์

“อ๋อ...เคยเจอกันสมัยเด็กๆฮะให้เจอตอนนี้คงจำไม่ได้” ชัยพงษ์ส่งเอกสารให้บอกว่านี่คือสรุปการประชุมของสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในปีนังที่กงสุลให้ตนไปฟัง อยู่ในนี้ทั้งหมด ธนาธิปขอบคุณ ถามว่ามีปัญหาอะไรไหม

“ก็นิดหน่อยฮะ คนไป KL กันเยอะ แต่ปีสองปี ที่ผ่านมา ปีนังก็เริ่มกลับมาฮิปมากขึ้น ทุกคนก็หวังว่าจะมีคนไทยสนใจมาเที่ยวมากขึ้น ผมว่าน่าจะลองคุยกับทางเอ็มดีของการบินไทยที่นี่นะฮะ จัดโปรโมชั่นดีๆ คนน่าจะมาเยอะ”



ธนาธิปบอกว่าน่าสนใจ ตนจะลองเอาเข้าที่ประชุมดู นึกได้ถามว่าภรรยาท่านรัฐมนตรีเด่นชาติยังไม่กลับเห็นว่าจะกลับพรุ่งนี้ ถามว่าเขาจะไปส่งเองไหม ชัยพงษ์ บอกว่าตนติดถ่ายภาพนิ่งให้โฆษณา นัดไว้นานแล้วด้วย

“ไม่เป็นไร ผมให้คนของทางกงสุลดูแลให้อยู่แล้ว แค่ถามดูเฉยๆ”

ทั้งสองเดินลงบันไดมาด้วยกัน เป็นผู้ชายเท่ๆ สองคนที่บุคลิกต่างกัน ธนาธิปถามชัยพงษ์ว่าทำงานเยอะขนาดนี้เมื่อไหร่จะกลับไปช่วยงานคุณพ่อของเขาที่ภูเก็ตเสียที ชัยพงษ์บอกว่าอีกสักพักดีกว่า ตนอยากสร้างตัวด้วยตัวเอง อยากตามหารักแท้ ธนาธิปถามว่าในปีนังนี่เหรอ

“กลับไปภูเก็ตก็คงต้องลุยงานโรงแรมกับอสังหา ...น่าจะหายากพอกันนั่นแหละครับ” ถามหยอกว่าหรือท่านกงสุลจะไม่ออกวีซ่าทำงานให้

“ตามใจ ผมไม่มีปัญหา มีคุณช่วยงานก็เบาไปเยอะ กลัวก็แต่คุณบันลือจะเป็นเบาหวานเพราะขนมที่เชฟชัยพงษ์เอามาฝากนั่นแหละ”

เดินมาถึงประตู มีรถคันหรูจอดรออยู่แล้ว บันลือยืนตรงอยู่ข้างรถถือกระเช้าใส่ต้นกล้วยไม้กำลังออกดอกงามผูกริบบิ้นสวยหรูที่กระเช้า บอกธนาธิปว่า “ท่านกงสุลใหญ่สะสมกล้วยไม้ และกำลังตามหาพันธุ์นี้ครับ”

ธนาธิปยิ้มพอใจที่บันลือทำงานได้ถูกใจ

ooooooo

นับแต่นางก้าวเข้ามาในคอนแวนต์ เธอถูกกฎระเบียบที่เคร่งครัดของที่นี่กำหนดให้ชีวิตเหมือนหุ่นยนต์

เมื่อสินีนาฎพาเข้าห้องนอนของเกรด 10 บอกว่าห้องนี้มีมาดามฟรานซิสกับมาดามเทเรซ่าผลัดกันมานอนเฝ้า โดยมาดามนอนอยู่หน้าระเบียง นางมองไปแล้วพึมพำ “งี้ก็หนีไปไหนไม่ได้เลยดิ” สินีนาฎบอกว่าคุยกันก็ไม่ได้ ห้ามเล่น ห้ามเอาขนมขึ้นมากินในห้องนอนเด็ดขาด นางบ่นกะปอดกะแปด สินีนาฎให้กำลังใจ ด้วยคำปลอบที่เป็นอมตะคือ “อยู่ไปก็ชินเองแหละ” แล้วส่งผ้าปูที่นอนกับปลอกหมอนให้ นางรับไปงงๆ

“อย่าบอกนะว่าไม่เคยปูที่นอนเอง มาเดี๋ยวฉันสอนให้”

นางเห็นเตียงสินีนาฎปูตึงจนโยนเหรียญไปแล้วเด้งดึ๋ง ก็ถอดใจบอกว่านอนเตียงสิดีกว่า แล้วโดดผลุงขึ้นไปนอนเอามือล้วงไปใต้หมอน เจอหนังสือนิยายถามว่าเอาเข้ามาได้ยังไง สินีนาฎบอกว่ายืมจากห้องสมุด แต่จริงๆแล้วมาดามห้ามอ่านเวลานอน นางดูหนังสือนิยายแล้วทำเสียงแหวะบอกว่านิยายแบบนี้เลี่ยนมาก แต่สินีนาฎบอกว่าสนุกออก

“คนอ่านนิยายแบบนี้ก็ต้องฝันถึงเจ้าชายขี่ม้าขาวใช่ไหม” นางถาม มองแซวๆจนสินีนาฎเขิน

มาอยู่เกือบครบวันแล้ว ยิ่งผ่านเวลานางยิ่งรู้สึกว่าชีวิตตนเหมือนหุ่นยนต์มากขึ้นทุกที จนเมื่อถึงเวลาอาบน้ำ สินีนาฎบอกว่ามีเวลาอาบน้ำแค่ห้านาที มาดามจะเคาะระฆังเพื่อเปิดวาล์วน้ำให้ พออาบครึ่งทางมาดามจะเคาะระฆังครั้งที่สองเพื่อให้รู้ว่าเหลือเวลาอีกสองนาทีครึ่ง

นางไม่สามารถอาบได้ตามเวลา หมดเวลาแล้วนางยังล้างฟองสบู่ออกจากตัวไม่หมด สินีนาฎต้องรีบพาไปล้างที่มุมซักล้าง แต่น้ำตรงนี้ก็ให้ใช้ได้เพียงห้าขันเท่านั้น นางถามว่านี่ตนอยู่คุกใช่ไหม แล้วนางก็ตาเหลือกเมื่อเห็นในกะละมังใบหนึ่งมีบะหมี่สำเร็จรูปลอยเป็นแพ สินีนาฎบอกว่านั่นคือบะหมี่เย็นเพราะที่นี่ไม่มีน้ำร้อนให้

นางมึนถึงขีดสุด ในสมองเต็มไปด้วยสติกเกอร์เครื่องหมายคำถามเต้นดึ๋งๆ สินีนาถปลอบว่า แรกๆ ตนมาอยู่ก็อย่างนี้แหละอะไรก็อึดอัดไปหมด นาทีนี้นางเริ่มรู้สึกว่าตนไม่น่าทำตัวป่วนจนพ่อแม่ส่งมาอยู่ที่นี่เลย พลันก็สะดุ้งเมื่อระฆังดังขึ้นอีก นักเรียนพากันเก็บหนังสือเรียนออกไปเข้าแถวที่หน้าห้องทำการบ้าน นางถามงงๆ “เข้าแถว ไปไหนกันอีกล่ะ”

นางทำตามรุ่นพี่อึ้งๆเหวอๆ เมื่อระฆังเข้านอนตอนสามทุ่ม สินีนาฎบอกว่าต้องตื่นตอนตีห้า นางถามว่าตื่นมาทำอะไรตั้งแต่ตีห้าเพราะโรงเรียนอยู่แค่นี้เอง นางเดินเซ็งๆไปที่เตียง ดึงผ้าคลุมเตียงพาดไว้ที่ปลายเตียงถูกซิสเตอร์ฟรานซิสสั่งให้พับให้เรียบร้อยแล้วพาดไว้ที่ปลายเตียง นางรับคำจ๋อยๆ “ค่ะมาดาม พับใหม่เดี๋ยวนี้เลยค่ะมาดาม”

พอซิสเตอร์ฟรานซิสเดินไปสายสุดาก็เอากระดาษทิชชูมาให้ห่อหนึ่งบอกว่าเอาไว้เผื่อคิดถึงบ้านจนน้ำตาร่วง นางมองหน้าบอกให้เอาคืนไปตนไม่ร้องไห้คิดถึงบ้านหรอก มีนาสอดขึ้นว่าเดี๋ยวมาดามปิดไฟอย่าให้ได้ยินเสียงสะอื้นนะ

สินีนาฎบอกนางว่าอย่าไปสนใจเลย สวดมนต์เหอะ นางชะงักถามว่า “สวดมนต์อีกแล้วเหรอ?” พอเสียงสวดมนต์ดังขึ้น แม้ว่านางจะสวดไม่เป็นแต่ก็ทำตามเพื่อนไปเก้ๆกังๆ

พอล้มตัวลงนอน หมอนเตี้ยไป นางเอาผ้าคลุมเตียงมาหนุนก็ยังไม่พอ ซิสเตอร์ฟรานซิสผ่านมาถามว่ามีอะไร นางบอกว่าหมอนเตี้ยไปกลัวจะนอนไม่หลับ ขอเบิกอีกใบได้ไหม แต่พอเห็นสายตาซิสเตอร์

ฟรานซิสนางก็เงียบ คิดถึงคำพูดของพ่อที่เคยบอกว่า “อยู่ที่นี่ไม่สบายเหมือนอยู่ที่บ้าน ต้องอดทนนะลูก” นางก็ทำใจล้มตัวลงนอนข่มใจไม่ให้คิดถึงบ้าน

ooooooo

นางไม่หลับ นอนน้ำตาซึมสะอื้นเบาๆ เพราะคิดถึงพ่อกับแม่ มองไปรอบตัวเห็นทุกคนหลับหมดแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไป

จอยคามกับสายสุดาจ้องจับผิดอยู่แล้ว ลุกย่องตามไปทำเสียงผีหลอกนาง แต่สายสุดาเองกลับกลัวผีจนมือเย็นเฉียบ แต่ทำปากเก่งบอกจอยคามว่า หลอกให้ยายนางฉี่ราดไปเลย ทั้งที่ตัวเองฉี่เกือบราดอยู่แล้ว

ทันใดนั้นจอยคามกับมีนามองไปข้างหลังสาย-สุดาทำหน้ายิ่งกว่ากลัวผี เพราะเห็นซิสเตอร์ฟรานซิสใส่ชุดขาวมายืนหน้าถมึงทึงถามเสียงเย็นเยือกว่า “ไปไหนกัน” จอยคามบอกว่าไปนอนค่ะ แล้วจอยคามกับมีนาก็วิ่งเข้าห้องนอนไปทันที

“แล้วเธอล่ะ” ซิสเตอร์ฟรานซิสถามสายสุดาที่ยืนหนีบขาแข็งอยู่ สายสุดาบอกว่าไปห้องน้ำค่ะพลางเหลือบมองที่พื้นทำหน้าไม่ถูก พอสายสุดาเดินไปแล้ว ซิสเตอร์ฟรานซิสก้มมองที่พื้นบ่นงึมงำ “ใครมาทำน้ำหกนองพื้นตรงนี้”

ไม่มีใครเห็นนางเพราะไปนั่งร้องไห้อยู่ข้างตู้ล็อกเกอร์ พลันก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงเปียโนแว่วมา นางลุกไปดูที่หน้าต่างเห็นที่บ้านพักกงสุลยังมีไฟเปิดอยู่ห้องหนึ่ง นางมองห้องนั้นและเสียงเพลงโฮม ทำให้โหยหาความอบอุ่นขึ้นมาจนทนไม่ได้ ออกจากห้องไปปีนต้นไม้ที่ตรงกับหน้าต่างที่มีแสงไฟ ฟังเพลงโฮม น้ำตาคลอคิดถึงบ้านอย่างที่สุด...

ก่อนหน้านี้พ่อเคยเล่นเปียโนและร้องเพลงให้แม่กับนางฟังด้วยเนื้อเพลงที่ประทับใจ... “เพราะเธอคือที่พักพิง คือทุกสิ่งที่มีความหมาย เมื่อเธออยู่เคียงชิดใกล้ เรื่องร้ายใดๆ ไม่เกรง...” เมื่อพ่อร้องเพลงจบก็ดึงแม่เข้าไปกอด แม่เขินเลยดึงนางไปกอดด้วย กลายเป็นสามคนพ่อแม่ลูกกอดกันด้วยความรักอย่างอบอุ่น...มีความสุข...

ไม่นานตึกนอนคอนแวนก็เปิดไฟสว่างทั้งตึก นักเรียนบางส่วนมาออกันที่ระเบียบตามชั้นต่างๆ รวมทั้งสายสุดาที่เปลี่ยนชุดนอนที่เปียกฉี่แล้ว และมีนากับจอยคาม ต่างใจจดจ่อที่จะได้เห็นนางถูก “แม่เสือ” รัวกลองรบ

เวลาเดียวกัน บันลือที่กำลังปิดหน้าต่างห้องทำงานของธนาธิป บอกเขาว่าตึกนอนคอนแวนต์เปิดไฟสว่าง นักเรียนออกมาหมด ธนาธิปเดินไปดูที่หน้าต่างพึมพำสงสัยว่า “มีเรื่องอะไรกัน”

ooooooo

ที่หน้าตึกนอนคอนแวนต์ ซิสเตอร์ฟรานซิส ซิสเตอร์เทเรซ่าและซิสเตอร์ออเดรย์อยู่กันพร้อมหน้า

ซิสเตอร์ฟรานซินสั่งลงโทษรักเรียนเกรด 10 ทุกคน พรุ่งนี้เช้าให้ทำความสะอาดสนามหน้าตึกนอนโทษฐานที่ปล่อยให้เพื่อนออกมาจากตึกตอนกลางคืนโดยไม่ได้รับอนุญาต สายสุดา มีนา จอยคาม และเพื่อนๆ ต่างไม่พอใจที่ถูกทำโทษ

ซิสเตอร์ออเดรย์ทักท้วงว่าเพื่อนไม่รู้ว่านางหายไปทุกคนกำลังหลับ ต้องถูกลงโทษอย่างนี้ไม่ยุติธรรม ซิสเตอร์เทเรซ่าเห็นด้วยว่า แบบนี้เพื่อนๆจะโกรธนางเอาได้ ซิสเตอร์ฟรานซิสยืนยันว่า เป็นเพื่อนก็ต้องดูแลกัน

นักเรียนใหม่มักจะคิดถึงบ้านและนอนร้องไห้ เพื่อนควรคุยด้วย แต่นี่ไม่มีเพื่อนคนไหนเป็นที่พึ่งได้เลย

“ถ้าชวนเพื่อนคุยในห้องนอนก็ต้องโดนทำโทษทั้งหมดอยู่ดี ในเมื่อซิสเตอร์ทราบอยู่แล้วว่าเด็กใหม่ ต้องทำแบบนี้ทุกคนก็น่าจะอะลุ้มอล่วยให้กับความผิดครั้งแรก” ซิสเตอร์ออเดรย์หว่านล้อม

“ไม่ได้ กฎก็คือกฎ เราต้องสอนให้เด็กเข็ดหลาบเสียตั้งแต่ครั้งแรกจะได้ไม่ต้องมีครั้งที่สอง แล้วเด็กเก่าก็รู้ทั้งรู้ ยังปล่อยให้เพื่อนหนีออกไปข้างนอก” ซิสเตอร์ฟรานซิสเฉียบขาด นางบอกว่าตนไม่ได้จะหนีไปข้างนอก

ก็ถูกซิสเตอร์หันขวับดุ “ฉันยังไม่อนุญาตให้เธอพูด! เรื่องเธอฉันจะจัดการพรุ่งนี้ ตอนนี้แยกย้ายกันกลับไปนอนได้แล้ว”

สิ้นเสียงประกาศิตของซิสเตอร์ฟรานซิส นักเรียนต่างกลับเข้าห้องนอนกันเงียบกริบ แต่พอนางจะเดินเข้าตึกก็ถูกสายสุดากับมีนามาขวางไว้ ทั้งสองมาดักหาว่านางหาเรื่องให้คนอื่นซวยไปด้วย อดนอนยังไม่พอต้องมาโดนทำโทษด้วย แล้วพูดใส่หน้านางพร้อมกันว่า

“ยายตัวซวย!”

ooooooo

สินีนาฎกับนางเดินมาที่เตียง เจอจอยคามยืนคอยอยู่พอเห็นหน้าก็พูดว่าพรุ่งนี้เธอตายแน่ยายเด็กใหม่ มีนามาแทรกว่าแล้วเธอจะรู้ว่านรกมีจริง นางถามสินีนาฎว่ามาดามฟรานซิสลงโทษหนักมากหรือ

“มาดามฟรานซิสชอบลงโทษให้พวกเราหลาบจำ โดยทำโทษไปครั้งเดียวไม่กล้าทำผิดซ้ำอีกเลย เรียกว่าจำจนตายฉันไม่ได้พูดให้เธอกลัวนะแต่งานนี้ฉันว่ามีตายจริงๆ” สินีนาฎย้ำจนนางอึ้ง แล้วจับมือให้กำลังใจว่า “ไม่ว่าจะโดนอะไรสู้ๆนะนาง”

ฟังแล้วนางยิ่งกังวลไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะโดนอะไรบ้าง จนเก็บไปฝันว่าซิสเตอร์ฟรานซิสลงโทษให้ปีนต้นไม้ให้ดูทุกต้น นางตื่นเต้นจนตกต้นไม้ก็สั่งให้ปีนขึ้นไปใหม่ ปีนถึง 6-7 ต้นจนนางเหนื่อยอ่อน ซ้ำถูกพวกสายสุดาสั่งให้ไปทำความสะอาดในห้องเก็บของแล้วแกล้งเอาแป้งไปโรย เอาจิ้งจกปลอมไปหลอกกระทั่งแกล้งให้ตกบันไดลิง นางร้องกรี๊ดจนตัวเองตกใจตื่นพบตัวเองตกลงมานอนอยู่ข้างเตียง

นางมองไปรอบๆ ปรากฏว่าทุกคนตื่นกันหมดแล้ว กำลังนั่งคุกเข่าเตรียมสวดมนต์ นางงัวเงียลุกขึ้นคุกเข่า สินีนาฎเตือนให้สวดมนต์ นางถามว่าสวดวันละกี่รอบ ก็พอดีคนอื่นพากันสวดมนต์แล้ว ซิสเตอร์ฟรานซิสหันมาเห็นสินีนาฎกับนางยังคุยกันอยู่ก็ดุ “ทำไมไม่สวดมนต์”

สินีนาฎรีบสวดตามคนอื่น สวดเบาก็ถูกดุว่าเสียงหายไปไหนหมด เธอเลยตะเบ็งสวด

“โปรดส่องสว่างพิทักษ์รักษา และคุ้มครองข้าพเจ้าตามทางความรอด ณ วันนี้ ด้วยเทอญ...อาเมน”

ซิสเตอร์ฟรานซิสเห็นนางยังงัวเงียไม่สวดตามเพื่อนก็ดุ “ทำไมไม่สวดมนต์!” นางสะดุ้งสวดเสียงดัง...

“นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุธธัสสะ”

ซิสเตอร์ฟรานซิสอึ้งจนดุไม่ออก ส่วนนักเรียนอื่นพากันกลั้นหัวเราะ...

แล้วนางก็อึ้ง เมื่อซิสเตอร์ฟรานซิสสั่งลงโทษนางให้คัดลายมือกฎระเบียบตึกนอน 100 จบส่งภายในวันนี้ก่อน 5 โมงเย็น ให้ช่วยแม่ครัวล้างจานทุกมื้อ งดของว่างทั้งตอนสาย ตอนเย็นและก่อนนอน นางถอนใจโล่งอกค่อยยังชั่วที่ไม่เรียกผู้ปกครองมา แต่แล้วก็ช็อกเมื่อ
ซิสเตอร์ฟรานซิสบอกว่า

“ครั้งนี้จะยังไม่เชิญผู้ปกครองมาพบ แต่จะแจ้งท่านกงสุล ในฐานะที่ท่านมีหน้าที่ดูแลนักเรียนไทยทุกคน”

ooooooo

เช้านี้ นางถูกเรียกตัวไปที่ห้องพบผู้ปกครองในคอนแวนต์ นางนั่งหน้าจ๋อยอยู่เบื้องหน้าธนาธิป ถูกเขาสั่งให้นั่งเรียบร้อยให้เป็นกุลสตรี พอนางขยับนั่งเรียบร้อยก็ถูกสั่งให้นั่งหลังตรง นางเลยประชดนั่งหลังตรงแหนวแทบจะแอ่น

ธนาธิปเริ่มอบรม บอกว่าอยู่ที่นี่มาหลายปีไม่เคยมีนักเรียนไทยคนไหนหนีออกจากตึกนอน ถามว่าจะหนีไปไหน นางบอกว่านอนไม่หลับเฉยๆ เขาถามดุๆว่า “แล้วทำไมไม่คุยกับเพื่อน ออกมานอกตึกทำไม”

“ก็เพื่อนหลับกันหมดแล้ว ใครจะกล้าปลุกล่ะคะ”

“แล้วที่ซิสเตอร์เปิดไฟทั้งตึกเพื่อตามหาตัวเรา ไม่เป็นการปลุกเพื่อนหรือไง”

“ก็ไม่คิดนี่คะว่าซิสเตอร์ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น”

ธนาธิปถามว่านักเรียนหายไปทั้งคนจะไม่เป็นเรื่องใหญ่ได้ยังไง ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะบอกกับพ่อแม่เธอว่ายังไง

“บอกแล้วไงคะว่าไม่ได้จะหนีออกไปข้างนอก แค่ออกมาเดินเล่นพอได้ยินเสียงท่านกงสุลเล่นเปียโนเลยปีนต้นไม้ขึ้นมาฟัง” นางชี้ต้นไม้ที่ปีนให้ดู ธนาธิปตกใจว่าสูงขนาดนี้ นางบอกว่าแค่ชั้นสองเองไม่เห็นจะสูงเลย

ธนาธิปอบรมว่าเธอเป็นผู้หญิงมาปีนป่ายอย่างนี้ได้ยังไง นางบอกว่ามีกิ่งเยอะแยะเหยียบกิ่งนี้เหนี่ยว

กิ่งโน้นเดี๋ยวเดียวก็ขึ้นถึง ถามอย่างสนุกว่าถ้าท่านกงสุลไม่เชื่อจะปีนให้ดูก็ได้ เลยถูกธนาธิปเรียกปราม “นาง!”

ทันใดนั้นซิสเตอร์ออเดรย์เดินนำเอมอรเข้ามา นางแทบช็อกอุทาน “แม่!” ต่อว่าธนาธิปว่าไหนว่าจะไม่ตามผู้ปกครอง เอมอรบอกว่า ทางนี้ไม่ได้รายงาน แต่พอดีตนแวะมาหาลูก มาดามเลยพามาพบ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ออกจากห้องนอนไปทำไม นางน้ำตาร่วงบอกว่า

“นางคิดถึงบ้าน นางคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ นางอยากกลับบ้าน” เอมอรกอดนางไว้บอกว่าแม่เข้าใจลูก “เข้าใจก็ให้นางกลับบ้านนะคะนางจะไม่ทำตัวเหลวไหล จะไม่เถียงคุณพ่ออีก นางสัญญา”

“นาง...ฟังแม่นะลูก พ่อกับแม่ไม่ได้ส่งนางมาที่นี่เพราะนางเหลวไหล แต่พ่อกับแม่อยากให้นางได้อยู่ในที่ที่ดีที่สุด การที่นางต้องมาอยู่ที่นี่ มันก็ไม่ได้ง่ายสำหรับพ่อกับแม่ แม่ก็คิดถึงลูกเหมือนกัน แต่เพื่อสิ่งที่ดีที่สุด พ่อกับแม่ก็ต้องอดทน นางก็ต้องเข้มแข็งนะลูก แรกๆมันอาจจะยาก แต่ให้เวลามันสักพัก แล้วลูกจะอยู่กับมันได้”

“นางรักแม่ นางไม่อยากอยู่ห่างจากแม่นี่คะ”

“ถ้านางไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ นางต้องเข้มแข็งนะลูก นางเป็นลูกแม่ เป็นลูกคุณพ่อ นางต้องเข้มแข็งนะจ๊ะ”

นางพยายามเช็ดน้ำตาแต่มันก็ไหลออกมาอีก เอมอรกอดนางไว้ในขณะที่ตัวเองก็แย่เหมือนกัน

ธนาธิปอยู่ที่หน้าห้อง เขายืนดูและฟังอยู่ เขาเข้าใจและรู้สึกเห็นใจทั้งเอมอรและนางเอมอรไปหาธนาธิปที่บ้านเพื่อฝากให้ช่วยดูแลนางให้ด้วย ธนาธิปบอกว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องดูแลนักเรียนไทยทุกคนที่นี่อยู่แล้ว เอมอรขอให้ดูแลเป็นพิเศษ ธนาธิปไม่ทันตอบก็พอดี

บันลือยกถาดกาน้ำร้อนพร้อมแก้วชาเข้าชุดกันเข้ามา ทุกอย่างจัดอย่างสวยงามพิถีพิถันถูกต้องตามแบบจนเอมอรชมทึ่งว่า

“โอ้โห คุณธนาธิปคะ อาคงต้องขอฝากคำชมไปถึงภรรยาของคุณธนาธิปแล้วล่ะค่ะ”

“ผม...ยังไม่ได้แต่งงานหรอกครับ พอดีทั้งหมดนี้คุณแม่ผมท่านสอนมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อของบันลือน่ะครับ”

“อ้าวตายจริง...แหม...ถ้าขนาดนี้อาว่าใครจะมาเป็นภรรยาคุณธิปนี่ต้องเนี้ยบต้องเป๊ะจริงๆนะคะเนี่ย”

ธนาธิปยิ้ม เปลี่ยนคุยเรื่องของนางอย่างสุภาพ ก่อนกลับ เอมอรขอบคุณที่ธนาธิปรับปากจะช่วยดูแลนาง เขาบอกว่าตนทำตามหน้าที่ เอมอรก็ยังพร่ำบรรยายว่า นางไม่ค่อยเหมือนเด็กอื่น นางสนิทกับพ่อมาก ถ้าอยู่ที่นี่มีเขาก็เหมือนพี่ชาย ก็คงทำให้หายคิดถึงบ้านได้ อนุญาตให้สิทธิ์เขาเต็มที่คิดเสียว่านางเป็นน้องคนหนึ่งก็แล้วกัน

“คุณอาไม่ต้องห่วงครับ ผมรับปากว่าจะช่วยดูแล อภิรดีให้เต็มที่ครับ คุณอาเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะครับ”

เอมอรขอบคุณ เมื่อเดินผ่านบันลือก็ยังเอ่ยปากฝากด้วยอีกคน เอมอรไปขึ้นรถแล้ว บันลือหันมอง

ธนาธิปยิ้มๆ ธนาธิปทำหน้าไม่ถูกเพราะรับปากเอมอรไปแล้ว บอกบันลือเหมือนปลอบใจตัวเองว่า

“เด็กผู้หญิงคนเดียว ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมากนักหรอก ใช่ไหมคุณบันลือ”

“แล้วคุณธิปหนักใจอะไรเหรอครับ” ธนาธิปบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน เดาทางเด็กคนนี้ไม่ออก คงต้องรู้จักกันมากกว่านี้อีกหน่อย “งั้นวันนี้ก็คงได้เริ่มครับ เพราะวันนี้วันเกิดท่านกงสุลใหญ่ ท่านให้คุณธิปเป็นธุระ

เอาขนมไปแจกเด็กๆที่โรงเรียนทั้งสองโรงเรียน ยังไงน่าจะได้พบกันครับ”

ooooooo

อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 2 วันที่ 20 ก.ย.59

ละครเรื่อง นางอาย บทประพันธ์โดย นราวดี
ละครเรื่อง นางอาย บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกษ
ละครเรื่อง นางอาย กำกับการแสดงโดย ปวันรัตน์ นาคสุริยะ
ละครเรื่อง นางอาย ผลิตโดย บริษัท เมกเกอร์ วาย จำกัด
ละครเรื่อง นางอาย ควบคุมการผลิตโดย ยศสินี ณ นคร
ละครเรื่อง นางอาย ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ