อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[2] วันที่ 5 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[2] วันที่ 5 ก.ย.59

บุษกรเดินตรงไปที่หน้าแท่นบูชาเทวะ สาดกำยานลงภาชนะบูชาไฟจนลุกพรึบขึ้น เกศอาภากับอุษายืนอยู่ด้วยกันมุมหนึ่ง..ลุ้นระทึกกับคำตอบ บุษกรขยับไปที่ฐานเทวะ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นพร้อมท่องมนต์บางอย่างงึมงำ แล้วประทับมือลงบนเท้าสองข้างของเทวะ สูริยะ ปุณณะ รู้สึกศรัทธาเต็มเปี่ยม บุษกรเหมือนสั่นเทิ้มไปทั้งร่างราวกับได้รับพลังมหาศาลบางอย่างเข้าสู่ตัว...หยุดนิ่ง เงยหน้าขึ้นมองเทวะและหันกลับมา น่าอัศจรรย์ใจมากที่บุษกรเหมือนกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ทรงพลังมหาศาล
“มีแต่ความโศกเศร้าปกคลุม..จันทรปุระจักเกิดความสูญเสียคนที่จากไปแล้ว จักจากไปลับมิมีวันได้กลับคืนมา..
ความตายพรากเขาไปแล้ว ความตายพรากเขาไปแล้ว”
ทุกคนช็อกตะลึง บุษกรล้มพับทันที

เรือนเกศอาภา เกศอาภาเหมือนยังช็อกไม่หาย ทรุดลงนั่งเหมือนหมดเรี่ยวแรง
อุษากังวล “แล้วทีนี้จะทำเยี่ยงไรกัน ข้าใจคอไม่ดีเลย”


“ต้องมีหนทางแก้ไขสิ..ต้องมี” เกศอาภามั่นใจ
“แต่นี่เป็นโองการเทวะ..หากมีหนทางแก้ไขได้ ทำไมเทวะไม่บัญชาลงมาหรือเราต้องยอมรับชะตากรรมนี้เทวะจึงจะพอใจ”
เกศอาภายังนึกค้านในใจ
กลางป่า อริยะกับคีริน เหยาะม้าอยู่เคียงข้างกัน
อริยะเอ่ยบอก “พ้นแนวป่า ข้างหน้าเราควรหยุดพักตั้งค่ายค้างแรมได้แล้วคีริน”
“ข้ามเขาไปอีกลูกเถิด ที่นั่นเหมาะกับการพักค้างแรมมากกว่า” คีรินแนะนำ
“แต่ทหารเดินเท้าของเราเหนื่อยล้ามากแล้ว..ข้าเห็นว่าเราควรพักวันนี้ เรามาได้ไกลมากพอแล้ว”
“ใจข้าร้อนอยากไปให้ถึงชายแดนเสียวันนี้เลยด้วยซ้ำ”
“แค่ศัตรูรู้ว่าเรายกกองกำลังออกมา มันก็คงแตกกระเจิงกลับไปแล้วล่ะ”
ขบวนกองม้าเดินทางมุ่งหน้าต่อไป ท้องฟ้าเหมือนมีเมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้น ส่งเสริมให้บรรยากาศหลอนขึ้นอีก

วันใหม่ ปราสาทเทวะ บุษกรนั่งหลับตาเหมือนอยู่ในสมาธิลานเบื้องหน้าเทวะ ทุกคนใจจดใจจ่อรอฟังผลด้วยความกังวล บุษกรลืมตาขึ้นแหงนหน้ามองเทวะ ดูขลังน่าเลื่อมใส เกศอาภาลุ้นจนอุษาต้องเอื้อมมือมาจับกุมมือเกศอาภาให้นิ่งเอาไว้
“เยี่ยงไรกัน ท่านมหาพราหมณี” สูริยะร้อนใจ
“ยิ่งข้าเพ่งสมาธิจิตของข้ามากเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าเสียงจากเทวะจักยิ่งแผ่วเบาลงไปอีก จนข้าแทบจะไม่ได้ยิน”
“แต่ก็หมายความว่าเทวะยังเมตตาบอกหนทางแก้ไขเรื่องร้ายใช่รึไม่ ท่านมหาพราหมณี”
“แก้ไขหาได้ไม่ ชะตากรรมถูกกำหนดเอาไว้แล้ว เพียงแต่หนักอาจจักกลายเป็นเบาได้ ด้วยบารมีแลความเพียรมุ่งมั่นของท่านผู้เดียว”
“ท่านบอกข้ามาเถิด ข้ายินดีแลพร้อมจักทำทุกสิ่งตามท่านบอกเพื่อความพึงพอใจของเทวะ”
บุษกรได้ยินก็ยิ้มพอใจ

เชิงบันไดขึ้นยอดเขา สูริยะแต่งชุดขาวเพื่อจำศีลภาวนา เดินขึ้นบันไดขึ้นเขาไปตามลำพัง ปุณณะกับทหารอารักขาส่งเสด็จอยู่เชิงบันได สูริยะขึ้นเขาไปคนเดียวตามที่ได้รับคำแนะนำจากบุษกรมา
“ท่านจงวางทุกสิ่งลง แม้แต่ดาบประจำองค์กษัตริย์ ท่านจงนุ่งขาวห่มขาวชำระล้างจิตให้นิ่งสงบ ถือศีลแลสวดมนต์ภาวนาปิดวาจาแลการรับรู้ทั้งหมดในที่อันสงบวิเวก อย่างน้อยเจ็ดวันเจ็ดคืน หากเทวะเมตตาทุกอย่างจากหนักจักกลายเป็นเบาจากร้ายจักกลายเป็นดี”

ก่อนหน้านี้ ที่ปราสาทเทวะ เกศอาภากล่าว “ข้าจักสวดมนต์ถวายเป็นเทวะบูชาด้วยเช่นกัน”
บุษกรมองแล้วยิ้ม “เหมาะสมแล้ว จิตใจเจ้างดงามเปี่ยมไปด้วยความเสียสละ เทวะจักต้องเมตตาแลช่วยให้จันทรปุระรอดพ้นจากชะตากรรมอันเลวร้ายได้แน่”
สูริยะเดินตรงเข้าไปหน้าเทวะ วางดาบประจำองค์กษัตริย์ลง บุษกรมองดาบนั้นอย่างสมหวัง
เชิงเขาปากทาง ปุณณะแปลกใจ “ท่านมหาพราหมณีต้องการพบข้าเยี่ยงนั้นรึ”
ทหารเอ่ยบอก “นางว่ามีเรื่องสำคัญมากที่จักต้องปรึกษาท่าน”

ปราสาทเทวะ ปุณณะอยู่ยืนต่อหน้าบุษกร
บุษกรเอ่ยแบบผู้มีอำนาจ “ในภวังค์สมาธิจิตอันน่าสงบของข้า เมื่อคืนเทวะได้เมตตามาหาข้าแลบอกวิธีที่จักช่วยให้จันทรปุระมิต้องตกอยู่ในชะตากรรมอันเลวร้ายนั้นแล้ว”
“นับเป็นข่าวดี..ข้าจักรีบไปบอกองค์สูริยะ” ปุณณะดีใจ
“มิได้เด็ดขาด องค์สูริยะจักต้องอยู่ในการบำเพ็ญศีลภาวนาอย่างต่อเนื่องเจ็ดวันจักขาดเสียมิได้ ภาระนี้จึงตกเป็นของท่าน หากท่านต้องการให้จันทรปุระรอดพ้นหายนะ”
ปุณณะงงว่าบุษกรจะให้ทำอะไร

กลางหมู่บ้าน ทหารพาตัวหญิงสาวออกมาจากบ้านไม่ได้บังคับขู่เข็ญ แต่งงๆ เสียมากกว่า พ่อแม่ตามออกมาดูลูกที่ถูกทหารพาตัวออกไป หญิงสาวถูกพาออกมารวมกัน 3-4 คน พาขึ้นเกวียน ปุณณะนั่งอยู่บนหลังม้า ควบคุมอยู่ห่างๆ ขบวนเคลื่อนออก โดยมีม้าของปุณณะนำ ชาวบ้านจับกลุ่มกันมองตามงงๆ

ปราสาทเทวะ บุษกรนั่งหลับตาอยู่ในสมาธิ
ปุณณะนำทหารที่พาตัวหญิงสาวเข้ามา “ท่านมหาพราหมณี หญิงสาวที่ท่านให้ข้าไปหาตัวมา มาถึงแล้ว”
บุษกรลืมตาขึ้นแล้วลุกเดินตรงเข้ามาเบื้องหน้าหญิงสาวพวกนั้น “พวกเจ้ากำลังจักได้สร้างความดีความชอบอันใหญ่หลวงแก่แผ่นดินเกิดของเจ้า เลือดเนื้อของพวกเจ้าคือเครื่องเซ่นสังเวยที่เทวะต้องการ”
หญิงสาวผวา เกาะกันกลม ปุณณะตกใจ “หมายความว่าเยี่ยงไรกันท่านมหาพราหมณี”
“บูชายัญนางพวกนี้ต่อหน้าเทวะ”
ปุณณะตอบกลับทันควัน “ไม่”
“นี่คือบัญชาเทวะ” บุษกรกล่าวอ้าง
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อย่างไรเสียก็ต้องรายงานองค์สูริยะ”
บุษกรคว้าดาบสูริยะขึ้นมา “ท่านเห็นรึไม่ สิ่งใดอยู่ในมือข้า..” ปุณณะนิ่งงัน “ผู้ครอบครองดาบกษัตริย์แห่งจันทรปุระคือผู้มีสิทธิ์ขาดในการออกคำสั่ง ผู้ใดฝ่าฝืนมันคือกบฏ” บุษกรประกาศกร้าว

เรือนเกศอาภา เกศอาภาลืมตาขึ้นจากการสวดมนต์ เพราะได้ยินเสียงเรียกมาแต่ไกล
“พระอัครชายา..พระอัครชายา” เกศอาภาลุกออกมา อุษาเข้ามาหอบหายใจไม่ทัน
“เสียงเจ้าดังไปถึงไหนต่อไหน ใครได้ยินก็ต้องคิดว่าเกิดเรื่องร้าย” เกศอาภาดุ
“เป็นเช่นนั้น พระอัครชายา เกิดเรื่องร้ายขึ้นอีกแล้ว”

ในหมู่บ้าน กลุ่มทหารฉุดลากหญิงสาวออกมาจากบ้าน คนแก่ที่ตามออกมาฉุดยื้อแย่งชิง ทหารใช้กำลังบังคับลากหญิงสาวออกไปจนได้

เรือนเกศอาภา เกศอาภาอื้ออึงไม่อยากจะเชื่อ “เทวะบัญชาเยี่ยงนั้นรึ...อุษา ข้ามิอยากจักเชื่อเลย”
“นางอ้างว่าเทวะเมตตามาบอกนางว่านี่เป็นหนทางเดียวที่จักทำให้เทวะพึงพอใจ แลจันทรปุระจักรอดพ้นจากความหายนะ”
“กี่คน...อุษา..ต้องบูชายัญหญิงสาวกี่คน..เทวะจึงจะพอใจ” อุษาได้แต่ส่ายหน้า บรรยากาศหดหู่และหลอนสิ้นดี

ปราสาทเทวะ หญิงสาวมากมายเตรียมถูกบูชายัญ กอดกันกลมร้องไห้ระงม บางคนกรีดร้องด้วยความหวาดสยอง ทหารเข้าฉุดดึงหญิงสาวออกมาคนหนึ่ง..บังคับกดให้นอนลงบนลานบูชายัญ ทหารเงื้อดาบสุดแขนฟันร่างหญิงสาว เลือดสดๆ ไหลเป็นทางไม่ขาดสายไปตามร่องพื้นหิน บึงบัวแดงที่บัวบานสะพรั่งแต่สีของมันไม่ต่างจากสีเลือด แดงก่ำไปทั้งบึง ใต้สีหม่นน้ำเงินดำของท้องฟ้า

ท้องพระโรงวังสูริยะ เกศอาภาก้าวเข้ามาหลังจากตามหาปุณณะไปจนทั่ว “ท่านพ่อ” ปุณณะนั่งก้มหน้า สลดหดหู่ใจอย่างที่สุด “ไยท่านจึงไม่หยุดนาง”
“นางอ้างว่านี่คือบัญชาเทวะ”
“เทวะเคยเปี่ยมไปด้วยเมตตาต่อสรรพสัตว์..แล้วทำไม..”
“ทุกชีวิตที่ถูกบูชายัญจะได้ไปอยู่กับเทวะ รับใช้เทวะอย่างใกล้ชิด”
“แล้วความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่ญาติพี่น้องของนางพวกนั้นเล่า”
“เกศอาภา..พ่อเองก็เจ็บปวด”
“องค์สูริยะ ท่านพ่อรายงานเรื่องนี้กับองค์สูริยะแล้วรึไม่”
ปุณณะส่ายหน้า “การบำเพ็ญภาวนาขององค์สูริยะจะถูกรบกวนมิได้เด็ดขาด” เกศอาภาพบแต่ทางตัน “เกศอาภา..ลูกคิดเสียว่าทุกคนกำลังทำเพื่อจันทรปุระ เพื่อแลกกับชีวิตองค์อริยะ แลกกับความมั่นคงของราชบัลลังก์ มิมีอะไรที่เราจะทำได้ดีไปกว่าสวดภาวนาถวายเทวะ”
เกศอาภาสลดหดหู่จนแทบสิ้นแรง เสียงกรีดร้องด้วยความกลัวและเสียงร้องไห้โหยหวนระงม

ปราสาทเทวะ องค์เทวะมีคราบเลือดกระจายเปื้อน...เลือดสดๆ สาดกระเซ็นเข้าหน้าเทวะ เสียงร้องไห้,เสียงกรีดร้องไม่จบสิ้นบอกใหรู้ว่าการบูชายัญยังดำเนินต่อไป บุษกรนั่งหลับตานิ่งเหมือนภาวนา บุษกรลืมตาขึ้น ในแววตาของนางเต็มไปด้วยความเลือดเย็นอำมหิต..ดวงจิตสมหวังด้วยใกล้ถึงจุดหมายปลายทางรอยยิ้มจึงปรากฏบางเบา
แคมป์ที่พักกองกำลังกลางป่า อริยะสะดุ้งตื่นเหมือนฝันร้าย อริยะยังมึนงง...ฝันร้ายน่ากลัวเหมือนจริงมาก
มองรอบตัว..คีรินหลับสนิทอยู่ถัดไป อริยะหยิบฟืนโยนเข้าสุมในกองไฟที่ใกล้มอดแล้วลุกเดินออกมา.. ท้องฟ้าสีน้ำเงิน-ดำ เห็นดาวตกเป็นระยะ อริยะมองไปทางทิศเมืองจันทรปุระแล้วต้องตะลึง ปลายขอบฟ้าด้านจันทรปุระท้องฟ้าเป็นสีแดงคล้ำ นี่มันลางร้ายชัดๆ

เรือนเกศอาภา เกศอาภาหลับตานั่งสวดมนต์อยู่ น้ำตาของเธอไหลลงอาบแก้มทั้งที่หลับตา...ไม่มีความเจ็บปวดอะไรจะรุนแรงไปกว่านี้แล้ว เกศอาภาดึงตัวเองออกจากการสวดมนต์ภาวนา ปิดหน้าร้องไห้เพราะมันอั้นจนล้นปรี่จนสุดจะทานทน
อุษาขยับเข้ามาหา “พระอัครชายา”
“อุษา...จิตข้ามิอาจตั้งมั่นต่อการสวดมนต์ได้อีกแล้ว ชะตากรรมของผู้คนมากมายที่ต้องสังเวยชีวิตเลือดเนื้อตัวเองผ่านความเจ็บปวด มันหลอกหลอนข้าทุกลมหายใจ..ข้าได้ยินแต่เสียกรีดร้องด้วยความกลัว.อุษา..เมื่อไรจึงจักจบสิ้นเมื่อไรเทวะจึงจักพอใจ”
อุษาพูดไม่ออก อัดอั้นและเต็มตื้นในอกเช่นกัน ได้แต่กอดกันเอาไว้แทนคำพูดปลอบใจ

เรือนกัมพู บุษกรขยับเข้ามาข้างตั่งกัมพู “ท่านพ่อ...” กัมพูถูกมัดแขน-ขา ล็อคไว้ นอนหลับตานิ่ง แต่ปากนั้นเหมือนพึมพำสวดมนต์ตลอดเวลา “งานสำคัญของลูกใกล้สำเร็จแล้ว ท่านเลิกสวดมนต์เพื่อตัวเองแลจงสวดมนต์เพื่อให้พรแก่ข้าเถิด”
กัมพูลืมตาขึ้น บุษกรยิ้มเยือกเย็น “สิ่งที่เจ้ากำลังทำมันต่ำช้ายิ่งกว่าการหมิ่นเทวะ”
“ถึงวันนี้ท่านยังคิดว่าเทวะมีอยู่จริงอีกรึ หากมีอยู่จริงทำไมเทวะไม่มาช่วยท่านให้พ้นจากพันธนาการนี้ล่ะ..ข้าเชื่อว่าท่านก็ต้องเคยถามคำถามนี้กับตัวเอง..หากว่าท่านยังไม่ได้คำตอบ ข้าจักตอบแทนท่านเอง..เทวะคือข้าแลข้าคือเทวะ”
“เจ้าเสียสติไปแล้ว” กำพูมองบุษกรเหมือนเป็นปีศาจ
“หลายเรื่องที่ผ่านมายังพิสูจน์ให้ท่านเห็นไม่เต็มตาอีกรึ มันเป็นพรจากเทวะเป็นบัญชาจากเทวะที่ไหนกัน มันมาจากบัญชาของข้าต่างหาก..อีกไม่นานหรอกท่านพ่อ บัลลังก์จันทรปุระจักตกเป็นของลูก อาณาจักรแห่งนี้จักมีผู้ครองบัลลังก์เป็นหญิง ท่านจงภูมิใจเถิดเมื่อถึงวันนั้นท่านจักได้รับการยกย่องอย่างสูงสุดในฐานะราชบิดากษัตริย์หญิงแห่งจันทรปุระ..ท่านจักได้รับการดูแลเป็นอย่างดียิ่งกว่าองค์สูริยะเสียอีก...แต่ก่อนจักถึงวันนั้นลูกขอกำจัดเสี้ยนหนามที่มันทิ่มตำใจของลูกให้พ้นทางเสียก่อน...ด้วยบัญชาเทวะพระอัครชายาเกศอาภาจักต้องสังเวยเลือดเนื้อของมันเพื่อบัลลังก์ของข้า.....” บุษกรหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
กัมพูสยดสยองกับความคิดบุษกร คาดไม่ถึงว่านางจะร้ายกาจขนาดนี้
ชายป่า ชาวบ้านพากันอพยพอย่างรีบเร่งหนีความตาย ใครมีวัวควายก็เทียมเกวียน ใครไม่มีก็เดินเท้า ทุกคนอยู่ในอารมณ์ตื่นกลัวไม่รู้ความตายจะมาถึงตัวเมื่อไร
ปราสาทเทวะ บุษกรหันกลับมาประกาศอย่างเกรี้ยวกราด “มันผู้ใดคิดหลบหนีให้ถือว่ามันมิภักดีต่อจันทรปุระ สิ้นศรัทธาต่อเทวะถือว่าเป็นกบฏ ฆ่าพวกมันทิ้งให้หมดมิต้องมีความปราณี”

ชายป่า ชาวบ้านอพยพหลายครัวเรือน ฝีเท้าม้าควบกันมาฝูงหนึ่ง อีกด้านเกวียนชาวบ้านที่กำลังอพยพหนีตายเป็นหมู่เหล่าหลายครอบครัวกำลังเร่งเดินทาง ทหารบนหลังม้าร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง ชาวบ้านในขบวนเกวียนบางคนกระโดดหนีเข้าป่าเอาตัวรอดบางคนจับอาวุธเตรียมป้องกันตัว ทหารควบม้ามาทันขบวนเกวียนแล้วฆ่าฟันชาวบ้านอย่างไม่ปราณี...มีแต่เสียงกรีดร้องของเด็กและผู้หญิง

เชิงเขาทางขึ้นอาศรม ปุณณะทรุดลงนั่งอย่างแทบหมดเรี่ยวแรงหลังจากทราบรายงานจากทหาร “นี่จันทรปุระมาถึงวันนี้ได้เยี่ยงไรกัน” มือปุณณะกำดาบแน่น แต่เวลานี้อาวุธในมือก็เหมือนไร้ค่า

กลางป่า กองไฟย่างไก่เผามันเป็นอาหาร คีรินเขี่ยหัวมันในขี้เถ้าออกมาจับด้วยใบไม้ แล้วแบ่งหัวมันออกเป็นสองส่วน ยื่นส่วนหนึ่งให้อริยะ
อริยะนั่งเครียดกังวล “คีริน...”
“ร้อนนะท่าน ปากอาจจักสุกได้”
“ข้าอยากกลับเข้าจันทรปุระ” อริยะรู้สึกสังหรณ์ใจ

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[2] วันที่ 5 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ