อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[3] วันที่ 5 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[3] วันที่ 5 ก.ย.59

“ร้อนนะท่าน ปากอาจจักสุกได้”
“ข้าอยากกลับเข้าจันทรปุระ” อริยะรู้สึกสังหรณ์ใจ
“นี่หูข้าเฝื่อนไปหรือไม่”
“ข้ารู้สึกกังวลว่าจักเกิดเรื่องมิดี”
“ท่านแม่ทัพปุณณะอยู่เคียงข้างองค์สูริยะทั้งคน ท่านจักกังวลไปไย” อริยะถอนใจ คีรินย้ำ “นี่เรามาได้ค่อนทาง พรุ่งนี้ก็จักถึงชายแดนอยู่แล้วนะท่าน มุ่งไปข้างหน้าเถิด อย่ามัวพะวงกับข้างหลังเลยจะเสียการเปล่า”
สายตาอริยะเป็นกังวล
บึงบัว ซากศพหญิงสาวที่ถูกบูชายัญแล้ว ถูกโยนทิ้งลงน้ำจมลงไม่นานก็ลอยขึ้นมาคว่ำหน้า ทั่วทั้งบึงนั้นเต็มไปด้วยซากศพสุดลูกหูลูกตา ช่างตัดกับอารมณ์ตระการตาของดอกบัวที่บานเต็มบึง

เรือนกัมพู กัมพูพยายามดิ้นรนคลายแขนข้างหนึ่งที่ถูกมัดอยู่จนหลุดออกมาได้.. กัมพูร่วงลงจากตั่งกระแทกพื้นและพยายามกระเสือกกระสนคืบคลานออกไปจากห้อง



ปราสาทเทวะ บุษกรกล่าวกับทหาร “จันทร์เต็มดวงคืนนี้ เทวะจักสำแดงความพึงพอใจต่อเครื่องสังเวยบูชายัญ”
“ทั้งเมืองเราไม่เหลือหญิงสาวให้บูชายัญแล้ว ท่านมหาพราหมณี” ทหารรายงาน
“ใครบอกเจ้า...ยังเหลืออีกคนนึง นางผู้นี้สำคัญยิ่งแลเทวะจักพึงพอใจอย่างสูงสุด เพราะข้าจักเป็นผู้ปลิดชีวิตนางถวายเลือดแลหัวใจของนางต่อเทวะด้วยมือของข้าเอง” ทหารยังนิ่งอึ้ง บุษกรสำทับ “ไปจับตัวพระอัครชายาเกศอาภามา จันทร์เต็มดวงคืนนี้นางจักเป็นเครื่องสังเวยเทวะคนสุดท้าย”

กลางวันกลางป่า อริยะควบม้านำมา..แต่ต้องชะลอม้าลงและแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างแปลกใจเพราะรอบตัวมืดสลัวลงจนแทบจะกลายเป็นกลางคืน เกิดสุริยุปราคา พระจันทร์กำลังกลืนอมบังพระอาทิตย์จนใกล้จะหมดดวง นกทั้งฝูงร้องระงมบินกลับรังกันแทบไม่ทัน อริยะมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างพรั่นพรึง คีรินและกองกำลังม้าตามมาทัน ทุกคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า..ม้าหลายตัวตื่นตระหนก
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น กลางวันจึงได้กลับกลายเป็นกลางคืนเยี่ยงนี้” คีรินแปลกใจ
“ลางร้ายเป็นแน่ คีริน..สิ่งนี้ปรากฏเหมือนในความฝันของเรามิมีผิด” ทุกคนใจเสีย..พูดอะไรไม่ออก “กลับจันทรปุระ..เราแน่ใจว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นที่นั้นแน่” อริยะสั่งแล้วบังคับม้าหันกลับทันที ฝูงม้าควบเต็มกำลัง

เชิงเขาทางขึ้นอาศรมสูริยะ สุริยุปราคาเต็มดวง บรรยากาศโดยรอบมืดมัว เสียงกา เสียงแร้ง ร้องก้องชวนขนลุก
กลุ่มทหารยืนแหงนมอง ทั้งหลอนทั้งตะลึงเหมือนถูกมนต์สะกด...ปุณณะตกอยู่ในอารมณ์นั้นเหมือนกัน
ทหารรีบเข้ามารายงาน “ท่านแม่ทัพ..ข้าไปพบท่านมหาพราหมณ์กัมพูที่กลางทาง ท่านมหาพราหมณ์บอกแก่ข้าว่าต้องการพบท่านเป็นการด่วน เพราะมีเรื่องสำคัญต้องแจ้งให้ท่านทราบ”
ปุณณะมองลงมาและเห็นทหารอีกสองนายกำลังช่วยกันแบกประคองกัมพูเข้ามาปุณณะรีบลงมาหา “ท่านมหาพราหมณ์..”
กัมพูพยายามเอื้อมมือออกมา “ท่านแม่ทัพ” ปุณณะจับมือกัมพูไว้แน่น “ฟังข้าให้ดี...จันทรปุระกำลังตกอยู่ในอันตราย”

เรือนเกศอาภา บรรยากาศยังมืดสลัวถึงขนาดอุษาถือโคมส่องสว่างนำทางออกมาจากเรือน ทั้งคู่ดูหวาดกลัวและเหมือนกำลังเร่งรีบจะไปที่ใดสักแห่ง
“เกศอาภา” เสียงปุณณะเอ่ยเรียก
“ท่านพ่อ”
ปุณณะเข้ามากับทหารติดตาม 2 นาย “เจ้ากำลังจักไปไหนกัน”
“ปราสาทเทวะ..ลูกจักไปขอร้องท่านมหาพราหมณีให้หยุดการบูชายัญถวายเทวะด้วยเลือดเนื้อของคนที่บริสุทธิ์เสียที”
“เจ้าไปมิได้เด็ดขาด...สิ่งที่เจ้าต้องทำตอนนี้คือหนีออกไปจากจันทรปุระให้เร็วที่สุด”
เกศอาภางงช็อก “ท่านพ่อ..”
อาศรมบนยอดเขา สูริยะนั่งหลับตาอยู่ในการเจริญภาวนา แต่ก็ต้องลืมตาขึ้นเพราะเสียงทุบประตูและเสียงเรียก
“องค์สูริยะ..ได้โปรดเถิด...องค์สูริยะ”
สูริยะลุกขึ้นและเดินออกมาคลายสลักประตูเปิดออกเห็นทหาร 2 นาย ประคองร่างกัมพูไว้“ท่านมหาพราหมณ์...”

เรือนเกศอาภา เกศอาภาอุทานหลังฟังคำปุณณะ “นางทำเยี่ยงนั้นเพื่ออะไรท่านพ่อ”
“ในเมื่อนางมิสมหวังกับการได้ขึ้นเป็นพระอัครชายา นางจึงหวังจะนั่งบัลลังก์เป็นพระมหาเทวีแทน”
อุษาช็อกตาค้าง เกศอาภาแทบพูดไม่ออก “ลูกมิอยากจะเชื่อเลย”
“แลตอนนี้นางก็ทำสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว นางอ้างสิทธิ์ในดาบกษัตริย์จันทรปุระ จนทหารจำนวนมากยอมอยู่ภายใต้อำนาจแลคำสั่งของนาง”
“แล้วเทวะบัญชานั้นเล่า ท่านลุง” อุษาเอ่ยถามกังวล
“ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องตบตาให้ทุกคนหลงเชื่อในอำนาจของนางเท่านั้น”
“ร้ายกาจที่สุด..นางผู้นี้มิเคยทิ้งสันดานเดิม” อุษาโพล่งด่าทนไม่ไหว
“มิมีเวลาแล้วเจ้าต้องหนีออกไปให้เร็วที่สุด ไปหาองค์อริยะที่ชายแดน” ปุณณะสั่ง
“ไม่ ลูกจะมิไปไหนทั้งนั้น ลูกจะขอเผชิญหน้ากับศัตรูที่คิดทำลายราชบัลลังก์” เกศอาภาตั้งใจแน่วแน่
“เกศอาภา” อุษาเรียกเสียงดัง
ปุณณะเอ่ยบอก “เป้าหมายของนางคือชีวิตเจ้า”
“ลูกหากลัวไม่”
“คิดเผื่อไปให้ถึงวันข้างหน้า..เกศอาภา องค์อริยะคอยเจ้าอยู่ที่ชายแดน หากเจ้ามีอันเป็นไปราชบัลลังก์จันทรปุระจะมีความหมายอะไรต่อองค์อริยะ” เกศอาภาอึ้ง

ปราสาทเทวะ พระจันทร์เต็มดวง ดวงใหญ่เป็นพิเศษโผล่ปรากฏเด่นด้านหลังปราสาทเทวะ
“ดาบกษัตริย์แห่งจันทรปุระเล่มนี้กำลังจะได้ทำหน้าที่สำคัญของมันแล้ว” บุษกรลูบคมดาบอย่างเลือดเย็นสงบนิ่ง
“ข้าจะส่งวิญญาณสุดท้ายเพื่อให้ไปเข้าเฝ้าเทวะด้วยมือของข้าเอง” บุษกรแหงนมองรูปเทวะและหันหันกลับมาทางทหาร “ไปเอาตัวพระอัครชายาเกศอาภามาเดี๋ยวนี้”
ทหารแสดงความเคารพก่อนออกไป
เรือนเกศอาภา ในความมืด เห็นแต่คบไฟสว่างบุกเข้ามาผ่านสวน ทหารถีบประตูพังเข้าไปแล้วกรูกันกระจายเพื่อจับตัวเกศอาภา
ปราสาทเทวะ บุษกรช็อกขัดใจ “ไม่พบตัวนาง..หมายความว่าเยี่ยงไร”
“มิมีใครสักคนบนเรือน..พระอัครชายาเกศอาภาคงหนีไปแล้ว” ทหารรายงาน
บุษกรกำดาบในมือแน่น เกี้ยวกราด “ไปตามลากตัวนางกลับมาให้ข้าให้ได้ มิเช่นนั้นโคตรเง่าของพวกเจ้าจะต้องสังเวยชีวิตแทนนาง”

ด่านประตูเมือง ทหารอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน ม้าสามตัวควบตามกันมาจะออกนอกเมือง
ทหารนายหนึ่งถือคบออกมาขวางหน้าด่าน “นั่นใคร ค่ำมืดแล้วจักไปไหนกัน”
“ข้าเอง...แม่ทัพปุณณะ” ปุณณะแสดงตัว
“ท่านแม่ทัพ..” ทหารแสดงความเคารพ
“ข้าจะออกไปส่งหลานชายข้า...เปิดประตูเมือง” ปุณณะสั่ง
“ข้าได้รับคำสั่งจากเบื้องบน ให้ตรวจตราคนเข้านอกออกในให้ละเอียด”
“แม้แต่ข้า เจ้าก็จะกล้าตรวจเยี่ยงนั้นรึ”
“ท่านมหาพราหมณีเป็นผู้ถือดาบกษัตริย์แทนองค์อริยะสูริยะในเวลานี้”
“เช่นนั้นก็เชิญ”
ทหารถือคบและดาบเข้ามาตรวจส่องดูอีกสองคนบนหลังม้า เกศอาภาและอุษาแต่งตัวเป็นชายอย่างรัดกุมไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน ปุณณะแอบลุ้นมือกำดาบกระชับเตรียมตัวเผื่อกรณีฉุกเฉิน
ทหารตะโกนบอก “ผู้ชาย..มิใช่ผู้หญิง..เปิดประตู”
ประตูเมืองถูกเปิดออก ปุณณะ เกศอาภา และอุษาควบม้าตามกันไป

นอกเมือง ม้าสามตัวควบตามกันมาในความมืดสลัว ปุณณะชะลอฝีเท้าม้าลง “พ่อส่งเจ้าสองคนได้เพียงเท่านี้ จงมุ่งหน้าไปตามดาวดวงนั้น องค์อริยะคอยเจ้าอยู่เมื่อพบองค์อริยะแล้วบอกเขาว่าอย่าเพิ่งย้อนกลับมาจันทรปุระจนกว่าพ่อจักส่งข่าวไปกับคนของเรา”
“ท่านพ่อ ต่อจากนี้จักเกิดอะไรขึ้น” เกศอาภาสีหน้ากังวล
“มิมีใครรู้..เหมือนกับที่เราก็มิรู้ว่าจันทรปุระมาถึงวันนี้ได้เยี่ยงไรกัน..เจ้าสองคนรีบไปก่อนที่นางจักรู้ตัว..มิเยี่ยงนั้น
อันตรายใหญ่หลวงอาจจักทำให้เจ้ามิได้พบองค์อริยะอีกเลย”
“ท่านลุงไปกับเราเถิด” อุษาเอ่ยขอร้อง
“ข้ามีหน้าที่ต้องปกป้ององค์สูริยะ แม้ด้วยชีวิต องค์สูริยะก็ต้องปลอดภัย เจ้าไปกันได้แล้ว”
เกศอาภากัดฟัน ไม่ให้เสียน้ำตา “ท่านพ่อ..ท่านดูแลตัวเองด้วย”
ปุณณะกัดฟัน พยักหน้ารับคำแล้วเฆี่ยนม้าเกศอาภาให้วิ่งทะยานออกไป อุษาควบม้าตามเกศอาภาไป
ปราสาทเทวะ บุษกรเกรี้ยวกราดเพราะโกรธจัด ปัดเครื่องตั้งบูชาไฟล้มพังพินาศ “เจ้าพวกโง่เง่าไร้สติปัญญา นางหนีเล็ดลอดออกไปได้ โทษของพวกเจ้าคือความตายสถานเดียว” พวกทหารที่คุกเข่าอยู่ก้มหน้าลนลานด้วยความกลัว บุษกรใช้ดาบสูริยะฟันทหารตายอย่างเลือดเย็น
ปุณณะก้าวเข้ามา “หยุดเดี๋ยวนี้ บุษกร”
“ข้าคือมหาพราหมณีผู้กำลังจะขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์แห่งจันทรปุระ”
สูริยะก้าวตามเข้ามา “หยุดเรื่องโกหกหลอกหลวงของเจ้าได้แล้วบุษกร ข้ารู้ความจริงทั้งหมดแล้ว..เจ้ามิใช่มหาพราหมณีตั้งแต่นี้ไป เพราะเจ้าคือกบฏต่อราชบัลลังก์”
บุษกรหัวเราะ “ใครกันแน่ที่คือกบฏ ดาบกษัตริย์เล่มนี้เทวะประทานแก่ข้า ทหาร...” ทหารกรูกันเข้าล้อมสูริยะและปุณณะ เห็นได้ชัดว่าทหารกลายเป็นคนของบุษกรไปแล้ว “เห็นกับตาเจ้าแล้วใช่รึไม่.ข้ามีผู้ภักดีและต้องการกษัตริย์องค์ใหม่มากมายเพียงใด..” ทหารล้อมพร้อมโจมตีทั้งคู่ บุษกรสั่ง “ข้าจะปูนบำเหน็จรางวัลให้อย่างงามกับมันผู้ใดที่ตัดหัวกบฏสองคนนี้ได้”
สิ้นคำบุษกร ทหารเข้าโจมตี ปุณณะ นอกจากต้องป้องกันตัวเองยังต้องคุ้มกันสูริยะด้วย

รุ่งสางพระอาทิตย์ขึ้นที่ขอบฟ้าบริเวณชายป่า ม้าของเกศอาภากับอุษา..วิ่งเหยาะตามกันมา
“เรามากันไกลมากแล้วหยุดพักเสียหน่อยเถิดเกศอาภา ม้าจะได้พักกินน้ำด้วย” อุษาเอ่ยบอก
ทั้งคู่ชะลอม้าให้หยุดและลงจากหลังม้า กำลังจะจูงม้าลงไปที่ลำธาร เกศอาภาชะงักเหมือนกังวล “อุษา...ข้าเป็นห่วงท่านพ่อ ข้าควรจักกลับไปช่วยท่านพ่อ”
“เราอุตส่าห์มากันได้ไกลขนาดนี้แล้วจะย้อนกลับไปอีกได้เยี่ยงไร”
“ข้าละอายใจเหมือนคนเห็นแก่ตัวในเมื่อบุษกรต้องการชีวิตข้า ข้าก็พร้อมจักเผชิญหน้ากับนางแลกกับอีกหลายชีวิตที่ต้องสังเวยความโกรธแค้นของนาง”
“แต่ข้าเชื่อว่าท่านลุงจักต้องจัดการกับทุกสิ่งได้ เราควรไปให้ถึงองค์อริยะที่ชายแดนเสียก่อน จักคิดอ่านเยี่ยงไร
ค่อยว่ากันอีกทีนึง”
เกศอาภายังคิดหนัก ในความเงียบเสียงฝูงม้าที่กำลังควบมาจากทิศนึงทำให้ทั้งคู่หันไปมอง “อุษา...เสียงม้า..”
“พวกมันไล่ตามเรามาทันแล้วหรือไร” อุษาตระหนก
“มิใช่..มิใช่ทิศทางจากจันทรปุระ”
เห็นฝูงม้าควบม้าแต่ไกลลิบ เกศอาภาเห็นก็จำได้ “อุษา..องค์อริยะ..องค์อริยะ”
อริยะควบม้านำทุกคนมา.. อริยะตะโกนก้อง “เกศอาภา”

บันไดขึ้นปราสาทเทวะ ศพทหารเกลื่อนพื้น สูริยะตกอยู่ในวงล้อมทหารกลุ่มหนึ่ง แต่ยังสู้ทั้งที่อ่อนล้ามากแล้ว
ปุณณะก็ถูกล้อมอยู่อีกมุมหนึ่งยังสู้ไม่ถอยทั้งที่อ่อนแรงเต็มที
ในปราสาทเทวะ บุษกรตะโกนใส่เทวะ“มันผู้ใดที่ทำให้มารหัวใจของข้ามันรอดพ้นความตายไปได้ ข้าจักสับมันเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าท่าน...เทวะ”
กัมพูพยายามลากสังขารเข้ามา “ความเคียดแค้นในใจเจ้ามันหล่อหลอมเจ้าจนสิ้นความเป็นคนไปแล้ว บุษกร”
บุษกรหันกลับมา “ท่านพ่อ...ท่านมาจนได้”
“ข้ามาเพื่อให้เจ้าได้สับเป็นชิ้นๆ อย่างที่เจ้าต้องการ..พ่อเองเป็นคนเปิดเผยแผนการชั่วร้ายของเจ้า”
บุษกรค่อยๆ หัวเราะอย่างเจ็บปวดขมขื่น “ข้ามันคนอาภัพ ทุกคนทอดทิ้งข้าแม้แต่พ่อบังเกิดเกล้าของข้าเอง ยังมิมีความรักจริงให้ข้าเลย”
“เจ้าหวังแต่จักได้ความรักแต่เจ้ามิเคยเผื่อแผ่ความรักให้ใครเลย..บาปที่เจ้าก่อมันหนักหนาจนมิมีสิ่งใดจักชำระล้างได้แล้ว..มันเป็นความผิดของพ่อเองที่เลี้ยงดูเจ้ามิดีพอ เจ้าจึงเห็นผิดเป็นชอบเห็นความสุขของผู้อื่นเป็นสิ่งต้องทำลายล้าง”
บุษกรน้ำตาร่วง “ท่านมาเพื่อประณามข้าให้ข้าสำนึกผิดเยี่ยงนั้นรึ..คนที่ผิดคือนังเกศอาภาต่างหาก คือเทวะของท่านต่างหาก ในเมื่อสร้างข้าให้ลืมตาดูโลกนี้แล้ว ไยเทวะของท่านจึงต้องสร้างนังผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาด้วย มันมาเพื่อแย่งชิงความรักไปจากข้าแล้วข้าผิดตรงไหนท่านพ่อ ข้าผิดตรงไหน” บุษกรระบายความคั่งแค้นเขย่าร่างกัมพูอย่างแรงแล้วปล่อยทิ้ง

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[3] วันที่ 5 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ