อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 4 วันที่ 25 ก.ย.59

อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 4 วันที่ 25 ก.ย.59

“หยุดได้แล้วสายสุดา เธอกับเพื่อนไม่ควรพูดจาให้ร้ายคนอื่นโดยเฉพาะเรื่องแบบนี้ และถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอพูดพวกเธอต้องขอโทษนางต่อหน้าเพื่อนทุกคนเข้าใจไหม” ซิสเตอร์ฟรานซิสเดินเข้ามาดุ ทุกคนจึงเงียบกริบ กลุ่มสายสุดารับคำหน้าจ๋อย เมื่อซิสเตอร์ ฟรานซิสบอกให้เข้านอนและห้ามคุยเรื่องนี้อีก ทุกคนรับคำกลับเตียง

“คนที่นางติดอยู่บนปีนังฮิลล์ด้วยคือท่านกงสุล ยิ่งเธอพูดว่านางมากแค่ไหนก็เหมือนเธอให้ร้ายพี่ชายของตัวเอง เป็นน้องภาษาอะไร” สินีนาฎพูดใส่หน้าสายสุดาแล้วเดินกลับเตียงตัวเอง

“พี่ธิป...” สายสุดาช็อก



เมื่อธนาธิปพานางกับคัมพลกลับมา เขาพาเข้าพบคุณแม่อธิการและบราเธอร์ เล่าเรื่องให้ฟังแล้วสรุปว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเด็กสองคน เขาไม่ได้อยู่กันตามลำพังแต่มีตนอยู่ด้วย นางบอกว่าพนักงานโรงแรมบนปีนังฮิลล์ทั้งหมดก็เป็นพยานให้ตนได้

“ไม่ต้องหรอก ฉันเชื่อหนูจ้ะ” คุณแม่อธิการเอ่ย แล้วขอบคุณคัมพลที่ช่วยปกป้องนาง ขอบคุณธนาธิปที่ไปช่วยเด็กๆไว้ทัน ธนาธิปบอกว่าหลังจากนี้ตนจะแจ้งความให้ทางตำรวจได้รับทราบด้วย

สินีนาฎขอโทษนางที่ตนหนีลงมาก่อน นางบอกว่าดีแล้วแต่เสียดายที่เธอไม่ได้ดูวิวสวยๆบนนั้นกับตน นางขอบคุณธนาธิปที่ไปช่วยตนทั้งยังช่วยยืนยันว่าตนไม่ใช่เด็กใจแตก ขอบคุณคัมพลที่เอาตนไปซ่อนไม่งั้นตนคงแย่แน่ๆ แล้วชมว่า

“พี่คัมพลเป็นฮีโร่!” คัมพลตัวฟูขึ้นมาทันที นางหันมาทางธนาธิป “แต่ลุงเป็นซุปเปอร์ฮีโร่!!!”

ที่ห้องเรียน พอซิสเตอร์ฟรานซิสเดินเข้ามาทุกคนก็เงียบกริบ จู่ๆ สายสุดา มีนา และจอยคามก็ลุกขึ้น มีนาพูดขึ้นก่อนว่า

“พวกเราขอโทษที่เอาเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมาพูดต่อ ฉันพูดมากไปหน่อย...ขอโทษ” จอยคามพูดต่อว่าตนก็ไม่ได้ตั้งใจ...ขอโทษ สุดท้ายสายสุดาพูดสั้นๆ เสียงกระด้างว่า ฉันก็ขอโทษ

“ไม่เป็นไร ฉันไม่ถือคนไม่รู้ ฉันยกโทษให้” นางยิ้มหวานให้แต่ตาแข็ง พอซิสเตอร์ฟรานซิสหันไปเขียนกระดาน นางจึงพูดต่อเบาๆ แต่เข้มว่า “ถ้าฝืนใจ วันหลังไม่ต้องขอโทษก็ได้นะ” แล้วก็ทำไม่รู้ไม่ชี้หันไปดูกระดานหน้าห้อง

ที่โรงเรียนจอร์จทาวน์อะคาเดมี่ วันนี้นักเรียนชายสองทีมแข่งรักบี้กันอย่างสนุกสนานแต่คัมพลไม่ได้ลงสนามเพราะยังบาดเจ็บอยู่ คริสเดินมาทักว่าหนักนะ คัมพลบอกว่านิดหน่อย สบาย

คริสติงว่าเราเป็นนักเรียนไม่ควรต้องเจ็บตัวอย่างนี้ คัมพลบอกว่าไอ้พวกนักเลงมันเหมือนตั้งใจมาหาเรื่องเรา เดวิดกับปีเตอร์เดินเฉียดมาถามเย้ยว่าไปเหยียบตีนใครเข้าล่ะ ปีนังฮิลล์เขามีไว้ดูวิวไม่ได้มีไว้ดูตีนนะ คัมพลสะดุดใจว่าสองคนนั้นรู้ได้ยังไงว่าตนไปปีนังฮิลล์ คัมพลกับคริสมองหน้ากันอย่างสงสัยว่าเดวิดกับปีเตอร์จะพัวพันกับแก๊งนักเลงที่เล่นงานตน

ooooooo

ที่ลานกิจกรรมวิคตอเรียคอนแวนต์ ขณะนักเรียนกำลังกินขนมและคุยกันอย่างสนุกสนานนั้น ที่มุมหนึ่ง ซิสเตอร์พาโบซอกนักเรียนเกาหลีปีสุดท้ายถือกระเป๋าเสื้อผ้าเดินออกจากโรงเรียน จรรยาบอกว่าเพราะทางบ้านมีปัญหาส่งต่อไม่ไหว

สินีนาฎมองโบซอกอย่างเห็นใจ แต่ไม่รู้ตัวว่าจรรยาแอบมองอยู่อย่างสงสารเพราะรู้เรื่องแม่ของเธอ แต่ไม่กล้าพูดให้สะเทือนใจ แม้ทางโรงเรียนจะคิดหาทางช่วยแต่แม่สินีนาฎก็ถูกศาลสั่งล้มละลายแล้ว คุณแม่อธิการจึงได้แต่ขอให้ช่วยกันสวดภาวนาขอให้พระผู้เป็นเจ้าประทานแสงสว่างให้กับเด็กน้อยผู้น่าสงสารให้ผ่านวันเวลาที่มืดมนนี้ไปได้ด้วยกำลังศรัทธาในพระองค์ด้วยเถิด

แม้ไม่มีใครพูดอะไรให้สะเทือนใจ แต่สินีนาฎเห็นชะตากรรมของโบซอกแล้วก็อดเศร้าไม่ได้ ซ้ำสายสุดายังกระแนะกระแหนให้บาดหูบาดใจว่า ไม่มีเงินก็ไม่มีที่เรียน ที่นี่โรงเรียนไม่ใช่สถานสงเคราะห์ นางได้ยินก็ไม่พอใจตำหนิว่าใจร้าย ใจแคบ ก็ถูกสายสุดาด่าว่าปากเสีย ทั้งสองเข่นเขี้ยวใส่กันจนสินีนาฎต้องตบไหล่นางให้ใจเย็นๆ

คุณแม่อธิการโทร.คุยกับธนาธิปที่ดูแลนักเรียนไทยในปีนัง ธนาธิปรับปากว่าพรุ่งนี้จะรีบเข้าไปพบ พอดีชัยพงษ์มาธุระเรื่องวีซ่า ธนาธิปจึงเล่าเรื่องของสินีนาฎให้ฟัง แต่กำชับว่าอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กับใครแม้แต่คัมพล ตนอยากให้ทางครอบครัวและโรงเรียนเป็นคนแจ้งข่าวนี้เอง
บรรดาซิสเตอร์ที่รู้เรื่องของสินีนาฎต่างสงสารเธอมาก เธอทำผิดก็ไม่ตำหนิจนสินีนาฎแปลกใจ นางได้แต่พยายามเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟังจะได้เพลิดเพลินไม่น้อยใจตัวเอง นางคุยจนถูกซิสเตอร์ปอลลีนเรียกไปตักเตือนที่ชอบคุยฝ่าฝืนกฎ

“กฎบางอย่างล้าสมัย ละเมิดสิทธิเสรีภาพของพวกหนูเกินไปค่ะ” เลยถูกทั้งซิสเตอร์ฟรานซิสและปอลลีนถามว่ากล้าดียังไงมาว่ากฎของโรงเรียน กฎก็คือกฎเธอต้องถูกลงโทษ “หนูยอมรับโทษนะคะแต่เวลากินข้าวกับอาบน้ำมันควรเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เหรอคะ” นางพูด

เหตุผลของตนด้วยท่าทีอ่อนโยนน้ำเสียงปกติ แต่ซิสเตอร์ฟรานซิสหน้าตึงเอือมระอากับเหตุผลมากมายและการเถียงคำไม่ตกฟากของนาง

เมื่อธนาธิปมาที่โรงเรียน เดินผ่านห้องพักครูเห็นซิสเตอร์ฟรานซิสกำลังคุยกับนางอย่างเคร่งเครียดจึงเข้าไปในห้องพร้อมซิสเตอร์ออเดรย์ ได้ยินซิสเตอร์ปอลลีนตำหนินางว่าเถียงผู้ใหญ่ไม่น่ารักเลย นางบอกว่าไม่ได้เถียงแค่ถามเหตุผล

“เหตุผลของผู้ใหญ่มาจากประสบการณ์ ต่อให้มาดามอธิบายไป เธอจะยอมเชื่อในทันทีเหรอ” ธนาธิปถามขึ้น นางหันมายกมือไหว้ยิ้มแฉ่ง ซิสเตอร์ออเดรย์บอกฟรานซิสว่าท่านกงสุลมาคุยเรื่องเด็กนักเรียนที่นี่ โดยเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อสินีนาฎที่กำลังมีปัญหา ธนาธิปพูดยิ้มๆว่า

“บางทีประสบการณ์ตรงอาจทำให้นางเข้าใจอะไรมากขึ้น”

“เป็นคำแนะนำที่ดีค่ะ” ซิสเตอร์ฟรานซิสเอ่ย แล้วพูดกับนางว่า “ฉันรู้แล้วว่าควรจะทำยังไงกับเธอ”

ooooooo

วันต่อมาเมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ซิสเตอร์ฟรานซิสประกาศแก่นักเรียนในห้องอาหารว่า จากนี้ไปจนจบอาทิตย์ให้อภิรดีมีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจกรรมช่วงเวลารับประทานอาหารและอาบน้ำของทุกคนแล้วพูดกับนางว่า

“ฉันให้สิทธิเสรีภาพที่เธอร้องขอแล้ว เสรีภาพของเธอคงไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่อย่างนั้นเธอจะต้องรับโทษเท่าตัว”

นางรับคำด้วยความมั่นใจแล้วหันประกาศกับเพื่อนๆอย่างอาจหาญว่า

“ทุกคน...ทุกคน...ทุกคน! ตอนนี้ฉันเป็นผู้ดูแลแล้ว และฉันก็ถือคติที่ว่า กินข้าวต้องกินให้สนุก กินแบบน่าเบื่อมันจะไปอร่อยได้ยังไง เพราะฉะนั้น ใครอยากทำอะไรทำเล้ย...”

พวกนักเรียนเฮลั่นแล้วลุกเดินไปตักกับข้าวและข้าวกันชุลมุน คุยกันขโมงโฉงเฉง ครู่เดียวก็มีเสียงประท้วงว่าใครตักกับไปหมดเหลือแต่ข้าวจะให้คนมาทีหลังกินอะไร สินีนาฎถามนางอย่างกังวลว่าแบบนี้จะดีหรือ นางบอกว่าดีสิ กินข้าวก็ต้องกินอย่างมีความสุข สินีนาฎเลยไม่กล้าแย้ง

พอเสียงกริ่งหมดเวลาพักเที่ยงดังขึ้น นักเรียนก็พากันลุกไป ห้องอาหารจึงเหลือแต่ถ้วยชามที่กองเขละอยู่เต็มโต๊ะ

นางมานั่งควงปากกาที่โต๊ะเรียนอารมณ์ดีมาก สายสุดาเข้ามาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่าเป็นมื้อที่แย่ที่สุด หนวกหู ไม่มีระเบียบ ซิสเตอร์ออเดรย์เข้ามาถามว่า

มื้อกลางวันวันนี้เป็นยังไงบ้าง จอยคามเผลอตอบทันทีว่าสนุกมากค่ะมาดาม นางยิ้มกว้างอย่างพอใจ

แต่...พอถึงเวลาอาหารมื้อเย็น “ผู้คุมกฎ” ก็มึนเมื่อห้องอาหารจานชามยังกองเขละเต็มโต๊ะ อารมณ์เสียว่าทำไมคนงานไม่ทำหน้าที่ ซิสเตอร์ฟรานซิสถามว่าเขาไม่ทำหน้าที่หรือนักเรียนไม่ทำตามหน้าที่ที่ต้องเอาถ้วยชามไปวางให้ถูกที่ นางบ่นว่าแค่นี้เอง ประกาศตนจะรับผิดชอบล้างเอง

ถ้วยชามกองเป็นพะเนิน นางล้างจนเหงื่อไหลไคลย้อยเหนื่อยหมดแรงจนสินีนาฎต้องมาดูแล นางบ่นอุบอิบ...

“เฮ้อ...ไม่นึกว่าการควบคุมคนเยอะๆจะเหนื่อยขนาดนี้ ถ้าโรงเรียนนี้ไม่มีสิ ฉันต้องแย่แน่ๆ”

ตกเย็นเจอปัญหาการอาบน้ำอีก เพราะถูกสายสุดาอาบนานจนเพื่อนๆต่อคิวยาวเหยียด สุดท้ายตัวเองก็ไม่ได้อาบ ซิสเตอร์เทเรซ่าถามว่าผลงานวันนี้ของเธอเป็นอย่างไรบ้าง นางยิ้มเจื่อนบอกว่า “เละค่ะ” แล้วขออนุญาตไปอาบน้ำก่อนนอน

“เข้าใจหรือยังว่าทำไมการที่คนหมู่มากอยู่รวมกันถึงต้องมีกฎเกณฑ์” ส่วนที่นางขอไปอาบน้ำก่อนนอนนั้น ซิสเตอร์ส่ายหน้า “ไม่จ้ะ นักเรียนต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ นี่คือการสั่งสอนให้หนูรู้ว่า ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎจะต้องเจออะไรบ้าง”

เช้าวันรุ่งขึ้น นางประกาศก่อนการอาบน้ำว่าถ้าใครทำให้เพื่อนเสียเวลารอนานตนจะเข้าไปช่วยอาบให้ สายสุดายังคงแกล้งอาบช้าตามเคย นางเลยแก้เผ็ดเอาเก้าอี้ปีนเข้าไปในห้องน้ำที่สายสุดาอาบ สายสุดาร้องกรี๊ดแล้วเปิดประตูวิ่งออกมา นางโผล่มายิ้มเผล่ประกาศว่า

“เอ้า...คนต่อไปรีบเข้าไปสิ”

ถึงเวลาอาหารเที่ยง นางได้บทเรียนจากเมื่อวาน วันนี้จึงมากำกับตั้งแต่ประตู ให้เข้าแถวเดินตามกันไปนั่งประจำที่ แล้วตักข้าวตักกับแจกเอง พร้อมทั้งย้ำกฎระเบียบระหว่างกินข้าว ที่เข็ดขยาดจนไม่ลืมย้ำคือ

“กินแล้วช่วยกันเก็บจานชามไปวางให้ถูกที่ ไม่มีคนล้างให้ตอนกลางวันก็ไม่ได้กินข้าวเย็น”

นางทั้งให้บริการและพูดเหมือนไฮปาร์ค เหนื่อยจนจะเป็นลม สินีนาฎต้องเอายาลมไปให้ดมวุ่นวาย

ooooooo

ซิสเตอร์ฟรานซิสและออเดรด์ติดตามการทำหน้าที่ของนางอย่างใกล้ชิด ซิสเตอร์ออเดรย์ชมว่าคำแนะนำของท่านกงสุลได้นางมีความเป็นผู้นำ บางทีเด็กแบบนางอาจเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนก็ได้

วันต่อมา จรรยามาบอกนางกับสินีนาฎให้ไปพบมาดามออเดรย์ ทั้งสองงงๆว่าเกิดอะไรขึ้น

ซิสเตอร์ออเดรย์ถามว่าเรียนรู้อะไรบ้างจากเมื่อวานนี้ นางบอกว่าเข้าใจแล้วว่ามีอิสระเกินไปก็เป็นปัญหา แต่ก็ขอเสนอว่า “หนูว่าไม่มีเด็กคนไหนชอบคำสั่งห้ามทำนู่นนี่ โดยไม่บอกเหตุผลว่าเพราะอะไรหรอกค่ะ โดนคำว่า ‘ห้าม’ แล้วรู้สึกไม่ดี” มาดามถามว่าต้องไม่ใช้คำว่า ‘ห้าม’ แต่ให้พูดว่า ‘ไม่ควรทำ” อย่างนั้นหรือ นางพยักหน้าบอกว่าฟังดูเบาลงเยอะ

“ฉันรับคำร้องของหนูไว้ กลับไปห้องเรียนได้แล้วจ้ะ” หันบอกสินีนาฎว่า “ส่วนหนูอยู่ก่อน”

ซิสเตอร์ออเดรย์เอาจดหมายฉบับหนึ่งให้สินีนาฎอ่านแล้วปลีกตัวออกไปให้เธอได้อยู่กับตัวเอง...สินีนาฎอ่านจดหมายแล้วช็อก นึกถึงภาพเพื่อนนักเรียนที่หิ้วกระเป๋าเดินร้องไห้ออกไปจากโรงเรียนทันที

เวลาเดียวกัน คุณแม่อธิการก็คุยกับธนาธิปที่เป็นผู้ดูแลนักเรียนไทย เล่าสภาพของสินีนาฎให้ฟังเพื่อร่วมกันจัดการปัญหาให้กระทบกระเทือนจิตใจสินีนาฎให้น้อยที่สุด ถามธนาธิปว่ากำหนดจะส่งตัวเมื่อไหร่ ธนาธิปบอกว่าวันอาทิตย์

สินีนาฎช็อก ความวิตกกังวลมากมายเกิดขึ้นทันที กลัวว่าถ้าไม่ได้เรียนหนังสืออนาคตจะเป็นอย่างไร เพื่อนจะดูถูกเหยียดหยามยอมรับเป็นเพื่อนหรือไม่ วิตก กังวล สับสนจนร้องไห้วิ่งออกไป

ซิสเตอร์ออเดรย์บอกธนาธิปว่าสภาพจิตใจสินีนาฎย่ำแย่มาก อับอายกับฐานะที่เปลี่ยนไป คิดว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าเพื่อนๆ

“ผมขออนุญาตเข้าไปคุยกับสินีนาฎได้ไหมครับ” ธนาธิปเป็นห่วง

เมื่อเข้าไปคุยกับสินีนาฎ เธอตกใจ น้อยใจ และกังวลใจ ถามว่าชีวิตตนจะเป็นอย่างไรต่อไป เพื่อนจะรังเกียจตนไหม

“เชื่อมั่นในเพื่อนสิ พวกหนูอยู่ด้วยกันตลอดเวลา น่าจะรู้ดีว่าเพื่อนเป็นคนยังไง สมมติว่าฉันเป็นเพื่อนของหนู ฉันจะรักเพื่อนของฉันไม่เปลี่ยนแปลง”

ฟังคำปลอบใจของธนาธิปแล้ว สินีนาฎผ่อนคลายขึ้น แต่ยังไม่กล้าบอกความจริงกับเพื่อนแม้แต่กับนางก็บอกว่าตนจะกลับไปเยี่ยมแม่ สินีนาฎเข้าไปในห้องซ้อมเปียโนอย่างสับสน ซิสเตอร์ปอลลีนบอกว่าเธอน่าจะเอาเวลาไปเก็บของใช้ส่วนตัวดีกว่า ถ้าลืมอะไรไว้คงไม่มีโอกาสกลับมาเอาอีกแล้ว นางจึงรู้ว่าสินีนาฎจะไม่ได้กลับมาเรียนอีกแล้ว

นางพยายามหาทางช่วยสินีนาฎ เธอขอร้องคัมพลให้ช่วยยืมเงินลุงพิทักษ์หรือชัยพงษ์ก็ได้มาจ่ายค่าเล่าเรียนให้สินีนาฎ คัมพลเกรงจะไม่ทันเพราะกว่าจะได้ต้องพรุ่งนี้ นางจึงไปหาธนาธิป ถูกเขาอบรมว่า

“ฉันเข้าใจ แต่คนเราไม่ได้อะไรอย่างที่หวังไปหมดทุกอย่างหรอกนะ แทนที่จะมายืนร้องไห้ เอาเวลาไปอยู่กับเพื่อนของเธอดีกว่า ใช้เวลาที่เหลือน้อยลงให้มันคุ้มค่าเถอะ”

เมื่อสินีนาฎกลับมาห้องนอน เห็นเพื่อนๆหลับกันหมดแล้ว เธอมองไปที่เตียงนอนเศร้าๆ ทันใดนั้นเพื่อนทุกคนลุกขึ้นมาพร้อมใจกันร้องเพลงให้กำลังใจ สินีนาฎซาบซึ้งกับความรักความอาลัยของเพื่อนมาก

จรรยาเอากล่องของขวัญมอบให้สินีนาฎ นางเดินเข้าไปหาเพื่อน พูดจากหัวใจว่า

“ทุกคนรักสิ ไม่ว่าสิจะอยู่ไหน พวกเราก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม” สินีนาฎบอกว่าเวลานี้ตนเทียบกับเพื่อนๆไม่ได้เลย ไม่มีเงิน ไม่มีเกียรติไม่มีค่าพอที่จะเป็นเพื่อนกับใครในโรงเรียนนี้เลย “เพื่อนกัน ไม่มีคำว่าต่างใช่ไหมทุกคน อย่าคิดมากเลยยิ้มหน่อย” นาง จับปากสินีนาฎให้ยิ้ม

สินีนาฎกับนางและเพื่อนๆต่างยิ้มให้กันทั้งที่หัวใจกำลังร้องไห้...

แต่ขณะสินีนาฎไปเข้าห้องน้ำก็ถูกสายสุดาพูดเยาะเย้ยถากถางให้เสียกำลังใจ ถามว่าเชื่อพวกนั้นพูดหรือ คนฐานะต่างกันไม่มีทางเป็นเพื่อนกันได้หรอก มันเป็นแค่คำพูดปลอบใจของพวกโลกสวย แค่สงสาร แต่ถ้าเป็นตน ตนจะไม่ต้องการความสงสารจากคนอื่น ย้ำให้กรีดลึกเข้าไปในหัวใจสินีนาฎว่า

“เราอยู่ได้แค่ในเงา ตรงนั้นมันไม่ใช่ที่ของเธอ”

สินีนาฎที่เพิ่งรู้สึกดีขึ้นจากกำลังใจของเพื่อนๆ กลับน้อยใจในวาสนาของตนขึ้นมาอีก...

สินีนาฎหายไปจากห้องนอน นางตกใจออกตามหากับซิสเตอร์เทเรซ่า ไปเจอเธอยืนอยู่ริมรั้วบนดาดฟ้า พอสินีนาฎเห็นนางกับซิสเตอร์เทเรซ่าก็ขู่ไม่ให้เข้ามา

เวลาเดียวกัน ธนาธิปได้รับโทรศัพท์แจ้งจากคอนแวนต์ เขาบอกว่าจะรีบไปเดี๋ยวนี้ บอกบันลือให้บอกชัยพงษ์แจ้งหน่วยกู้ภัยไปที่คอนแวนต์ด่วน แล้วรีบวิ่งออกจากห้องไป

“อย่าเป็นอะไรไปนะสินีนาฎ” ชัยพงษ์ตามหน่วยกู้ภัยมาแล้วแหงนมองสินีนาฎที่ยืนอยู่ริมรั้วดาดฟ้าอย่างเป็นห่วง

ส่วนจรรยานั่งสวดมนต์อยู่ที่เตียงขอให้พระคุ้มครองสินีนาฎ เฝ้าภาวนา...

“ขออย่าให้เกิดเรื่องร้ายอะไรเลย สาธุ”

ooooooo

นางตกใจตะโกนไม่ขาดปากให้สินีนาฎลงมา จนซิสเตอร์กลัวสถานการณ์จะยิ่งแย่จึงให้พานางออกไป

“สิ! ถ้าสิโดด หนูโดด! สิเป็นเพื่อนหนู พวกเราจะไม่ทิ้งกัน” นางดิ้นสุดแรง

“เธอจะทิ้งพ่อแม่ ทิ้งคนอื่นๆที่รักเธอได้เหรอ” ธนาธิปถามขึ้น นางชะงักหันมอง เขาถามย้ำ “ว่ายังไงมิสอภิรดี เธอจะทิ้งครอบครัวเธอไปได้เหรอ”

“แต่ที่นี่สิเป็นเพื่อน เป็นครอบครัวของหนูเหมือนกัน...สิ...อย่าทำอย่างนี้...” นางร้องไห้อย่างไม่อายใคร สินีนาฎบอกว่าเธอไม่มีวันเข้าใจหรอก “เข้าใจสิ ฉันเข้าใจทุกอย่าง ขอแค่เธอพูดให้ฉันฟังเท่านั้น”

ธนาธิปพูดกับนางแต่ตั้งใจให้สินีนาฎได้ฟังว่า บางทีคนเราก็ไม่สามารถพูดทุกเรื่องได้หรอก นางถามว่าถ้าไม่พูด เราจะเข้าใจกันได้ยังไง ธนาธิปพูดเจตนาให้สินีนาฎฟังว่า “ถ้าเธอลองใจเย็นลง แล้วค่อยๆคิดค่อยๆมอง เธออาจจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่สำคัญสำหรับเธอโดยไม่ต้องพูดอะไรก็ได้”

เห็นสินีนาฎอึ้ง ธนาธิปเห็นว่าดึงความสนใจของสินีนาฎได้แล้วจึงพูดกับเธอว่า

“ฉันเข้าใจสิ่งที่เธอสูญเสียไป มันหนักสำหรับเด็กอายุเท่านี้ แต่โลกของเรามันไม่ได้กว้างอยู่แค่ในโรงเรียน ตอนเด็กๆเธอเคยหกล้มไหม” สินีนาฎพยักหน้า “แล้วร้องไห้รึเปล่า” สินีนาฎพยักหน้าอีก “ฉันเป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่สุดท้ายเราก็ต้องลุกขึ้นยืนเอง แล้วเธอล่ะทำยังไง”
“แม่ค่ะ แม่อุ้ม แม่ประคองหนูลุกขึ้นมา” สินีนาฎตอบงงๆ

“ถ้าแม่อยู่ที่นี่คงอยากโอบกอด แล้วบอกว่า ไม่เป็นไร ยังมีแม่อยู่ข้างๆเธอนะ สิ่งที่เสียไปมันแค่ภายนอก แต่เธอยังไม่สูญเสียสิ่งมีค่าที่อยู่ในนี้” ธนาธิปชี้ไปที่หัวใจตัวเอง “ต่อให้โลกของเรามันจะพังทลายไปกี่ครั้ง แต่ความรักของแม่ไม่เคยหมด ถ้าโลกนี้ไม่มีแม่อยู่ เธอจะทำยังไง”

“ไม่มีแม่ หนูอยู่ไม่ได้” สินีนาฎจุกจนพูดเกือบไม่ออก

“แม่ก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน...สินีนาฎถ้าไม่มีเธอแม่จะอยู่ได้ยังไง” สินีนาฎร้องไห้บอกว่าคิดถึงแม่ ธนาธิปที่ค่อยๆเดินใกล้เข้าไปมากแล้ว ยื่นมือไปให้จับบอกว่า “เธอต้องได้เจอแม่แน่ๆ”

สินีนาฎส่งมือให้จับโผกอดธนาธิปร้องไห้สะอึกสะอื้น นางตะลึงปาดน้ำตาทั้งตกใจและโล่งใจกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยเจอในชีวิต

ชัยพงษ์ที่แหงนมองอยู่ข้างล่างพอเห็นสินีนาฎกลับเข้าไปก็ร้อง “เยส!” อย่างโล่งใจสุดๆ

หน่วยกู้ภัยปรบมือโล่งอก บรรดานักเรียนที่รอฟังข่าวอยู่ต่างก็โล่งใจเมื่อซิสเตอร์ออเดรย์มาบอกว่าสินีนาฎปลอดภัยแล้ว สายสุดาที่เลี่ยงไปนั่งอยู่มุมหนึ่งเอ่ยอย่างรู้สึกผิดที่คำพูดของตนทำให้สินีนาฎจิตตก ร้องไห้พึมพำ

อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 4 วันที่ 25 ก.ย.59

ละครเรื่อง นางอาย บทประพันธ์โดย นราวดี
ละครเรื่อง นางอาย บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกษ
ละครเรื่อง นางอาย กำกับการแสดงโดย ปวันรัตน์ นาคสุริยะ
ละครเรื่อง นางอาย ผลิตโดย บริษัท เมกเกอร์ วาย จำกัด
ละครเรื่อง นางอาย ควบคุมการผลิตโดย ยศสินี ณ นคร
ละครเรื่อง นางอาย ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ