อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[4] วันที่ 5 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[4] วันที่ 5 ก.ย.59

บุษกรน้ำตาร่วง “ท่านมาเพื่อประณามข้าให้ข้าสำนึกผิดเยี่ยงนั้นรึ..คนที่ผิดคือนังเกศอาภาต่างหาก คือเทวะของท่านต่างหาก ในเมื่อสร้างข้าให้ลืมตาดูโลกนี้แล้ว ไยเทวะของท่านจึงต้องสร้างนังผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาด้วย มันมาเพื่อแย่งชิงความรักไปจากข้าแล้วข้าผิดตรงไหนท่านพ่อ ข้าผิดตรงไหน” บุษกรระบายความคั่งแค้นเขย่าร่างกัมพูอย่างแรงแล้วปล่อยทิ้ง
“เทวะ...หากความตายของข้าจักช่วยแบ่งเบาบาปที่บุตรสาวข้าก่อขึ้นได้บ้าง ได้โปรดเมตตารับความตายของข้าเป็นเครื่องเซ่นสังเวยด้วยเถิด” กัมพูร้องขอเทวะเพราะความที่รักลูกมาก

กัมพูพยายามกระเสือกกระสนไปให้ใกล้องค์เทวะที่สุดอย่างยากลำบาก มือพยายามเอื้อมไปสุดกำลังเพื่อให้ได้สัมผัสองค์เทวะเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ไปไม่ถึง..กัมพูขาดใจตายบนพื้นลานบูชาเทวะ บุษกรนิ่งงันไป..ยืนมองร่างกัมพูไม่คิดจะเข้าไปประคองหรือแสดงความเสียใจใดๆ ทั้งสิ้น
บุษกรตะโกนลั่น “คนอย่างข้ามิมีวันยอมแพ้”



บันไดขึ้นปราสาทเทวะ สูริยะฟันทหารคนสุดท้ายล้มลงขาดใจ ตัวเองเหนื่อยแทบขาดใจยืนไม่อยู่ต้องใช้ดาบยันพื้นทรงตัวเอาไว้ ปุณณะแทงทหารคนสุดท้ายล้มตึงหงายหลัง ศพทหารตายเกลื่อนพื้น สูริยะทรุดลงคุกเข่ากับพื้นเหมือนสิ้นเรี่ยวแรง ปุณณะก้าวข้ามศพทหารที่ตายเข้ามาหาสูริยะ
“มิมีความเจ็บปวดครั้งใดทำร้ายข้าได้เท่าครั้งนี้..ดาบในมือข้าต้องใช้ปกป้องอำนาจของข้าด้วยการฆ่าฟันคนของข้าเอง” สูริยะสะเทือนใจอย่างที่สุด

ปราสาทเทวะ ประตูบานใหญ่ทางเข้าชั้นในปราสาทค่อยๆ ถูกดันปิดเสียงดังกึกก้อง บุษกรผละออกมาจากการปิดประตูเดินกลับมากลางลานบูชา..ศพกัมพูถูกจัดให้นอนในท่าสงบหน้าแท่นบูชา บุษกรมองดูศพกัมพูด้วยหัวใจเย็นชาแต่น้ำตาไหลไม่หยุด..นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเทวะอย่างดูหมิ่นดูแคลน
เสียงตอกหินที่ดังก้องกังวานไปทั่ว บรรยากาศหม่นครึ้ม เสียงตอกหินก้องกังวานไปไกล บุษกรกำลังตอกสลักลิ่มเหล็กลงบนแผ่นหิน“ด้วยความเกลียดชังในใจข้า แลความอยุติธรรมที่ข้าได้รับ ข้า...บุษกร.ขอตั้งสัตย์อธิษฐาน..ไม่ว่าจักเนิ่นนานเพียงใดข้าขออยู่ทำลายล้างมันให้สิ้นซาก ให้มันต้องเจ็บปวด ผิดหวัง เสียใจ เจ็บช้ำยิ่งกว่าที่ข้าเจ็บเป็นร้อยเท่าพันทวี เมื่อใดที่ข้าตามมันพบ นังเกศอาภาจักต้องพบแต่ความพินาศย่อยยับมิมีวันสงบสุข ข้าขอจองล้างจองผลาญมันทุกชาติทุกภพไป”
เลือดในมือที่กำเหล็กตอกหินกับแรงที่ใช้ตอกไหลออกมาหยดสาดลงใส่แผ่นหินก้อนนั้น ความคั่งแค้นของบุษกรล้นทะลักจนน้ำตาที่ไหลออกมากลายเป็นสายเลือดหยดลงบนแผ่นหิน ในปราสาทเทวะที่สลัวมืด..บุษกรยังก้มหน้าก้มตาตอกหินและร่ายคำสาปแช่งวนเวียนอยู่อย่างนั้น

ภายนอก ปราสาทเทวะ ท้องฟ้าที่หม่นมัวอยู่แล้ว เหมือนมีเมฆดำก่อตัวทะมึนซ้ำเข้าไปอีก เสียงตอกหินยังแว่วๆ ไกลๆ ฟ้าแลบเป็นระยะ สูริยะกับปุณณะนำกองกำลังทหารของตัวเองกรูกันขึ้นไปตามบันไดปราสาท เพื่อจับ
ตัวบุษกร สายฟ้าฟาดอย่างแรงกลางเมฆดำ พร้อมเสียงกัมปนาท แผ่นดินสะเทือนอย่างแรงจนทำให้ทุกคนล้ม
ระเนระนาด ปราสาทเทวะสั่นสะเทือนจนเริ่มมีหินก้อนใหญ่ร่วงลงมา แผ่นดินแยกตัวปริออก ผู้คนพลัดตกลงไป
ในแผ่นดินแยกนั้น ปุณณะพยายามคุ้มกันสูริยะจนนาทีสุดท้าย หินก้อนใหญ่เคลื่อนหลุดออกมาจากปราสาทและ
กลิ้งตรงเข้ามาหา ปุณณะกับสุริยะเห็นความตายมาเยือนต่อหน้า หินใหญ่นั้นพุ่งตรงเข้ากลาง พร้อมกับเสียงฟ้าคำราม แผ่นดินแยก

บนเนินสูงนอกเมือง เห็นจันทรปุระทั้งเมืองกำลังเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง เกศอาภาวิ่งมากับอริยะแผ่นดินสะเทือนจนไม่สามารถยืนได้ ต้องเกาะยึดกันแน่น คีรินกับอุษาตามเข้ามา ทั้งคู่ช็อกกับสิ่งที่เห็นคาตา แผ่นดินยุบตัวกลืนกินตัวเอง จนจันทรปุระทั้งเมืองทรุดหายไปกับตา
เกศอาภาร้องสุดเสียง “ท่านพ่อ....”

ในปราสาทเทวะที่สั่นสะเทือน หินจากข้างบนพังลงมารอบตัวบุษกร แต่นางก็ยังก้มหน้าก้มตาตอกหินร่ายคำ
สาปแช่งไม่หยุดหย่อน รูปปั้นเทวะที่สั่นสะเทือนค่อยๆ ล้มลงฟาดลงมา

ปราสาทเทวะยุบตัวพังลงครืน ฝุ่นตลบคละคลุ้ง ทุกอย่างหายไปจากสายตาราวกับไม่เคยมีเมืองนี้มาก่อนในโลกนี้ เกศอาภากรีดร้องสุดเสียง และจะถลันออกไป อริยะยื้อรั้งตัวเกศอาภาเอาไว้แล้วกอดเอาไว้แน่น เกศอาภาร้องไห้โฮกับอกอริยะ อุษากับคีรินอยู่ถัดไปสิ้นเรี่ยวแรงกับความสูญเสีย แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง จันทรปุระล่มสลายแทบไม่เหลือซาก
ปัจจุบัน กลางทุ่งโล่ง ฟ้าแลบเหมือนพร้อมจะผ่าลงมา ศิลาแผ่นนั้นยังอยู่บนพื้น
“นี่มันอะไรกัน...” อธินงง
“ความวุ่นวายทั้งหมด มันเกิดขึ้นหลังจากคุณขุดค้นพบศิลาแผ่นนี้ คุณคงไม่ปฏิเสธใช่ไหม คุณอธิน” เกรียงพยายามบอกอธิน
กฤตธรเสริม “อาจารย์เกรียง ไม่ได้โทษว่าคุณอาเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดนะครับ”
เกรียงอธิบายเพิ่มเติม “ทุกอย่างมาบรรจบกันด้วยกรรมที่ร่วมสร้างกันมา วันนี้เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว ศิลาแผ่นนี้ถูกสร้างขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าต้องกำจัดมันทิ้งก็ต้องเป็นวันนี้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีโอกาสอีกเลย”

ทุ่งโล่ง ถนนลูกรัง ปารมีที่กำลังประสาทเสีย หันมาเห็นไฟหน้ารถยนต์คันหนึงที่แล่นมา ปารมีไม่มีที่พึ่งแล้ว
ตัดสินใจวิ่งออกไปขวางกลางถนน แล้วโบกมือเรียก“ช่วยด้วยค่า ... ช่วยด้วย”
ในรถ กวินทร์เห็นปารมีขวางกลางถนนร้องลั่น “เฮ้ย...”
ปารมีวิ่งเข้าหารถที่จอด มืดจนไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร “ช่วยด้วยค่า”
“คุณมาทำอะไรแถวนี้ ปารมี”
ปารมีช็อกอึ้งไปเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะเป็นกวินทร์ “ฉันมากับไอ้โย”
กสินทร์สงสัย “แล้วหนูโยอยู่ไหน”
ปารมีละล่ำละลักสติแตก “ไม่รู้ค่ะ ดิฉันไม่รู้ จู่ๆ มันก็หายตัวไป”
“ตั้งสติหน่อยคุณ” ปารมีลิ้นรัว สติแตกจนพูดอะไรมั่วซั่ว ฟังไม่รู้เรื่อง กวินทร์ตวาด “ผมบอกให้ตั้งสติ” ปารมีหุบปากได้ทันที

ทุ่งโล่ง แผ่นศิลาอยู่บนพื้น เกรียงก้าวเข้ามา ทันทีที่จับแผ่นศิลายกขึ้น กลุ่มหมอกควันสีเทา-ดำ เคลื่อนตัวมาอย่างรวดเร็วลอยเหนือหัวทุกคน ใบหน้าปีศาจบุษกรที่บิดเบี้ยวปรากฏลางๆ ในหมอกควันนั้น คว่ำหน้าจ้องเขม็งลงมา
บุษกรแผดเสียงชวนขนลุก “ท่านจักต้องเสียใจกับการตัดสินใจของท่านครั้งนี้ แลมิมีใครอภัยให้ท่านเลย”
อธินกับกฤตธรตะลึงตาค้าง อธินเพิ่งเห็นผีบุษกรครั้งนี้ครั้งแรก เกรียงตัดสินใจแน่แน่ว ยกศิลาแผ่นนั้นชูขึ้นสุดแขนแล้วทุ่มมันทิ้งลงกับหินก้อนใหญ่ ศิลาแผ่นนั้นแตกหักออกจากกันเป็นสองส่วนพร้อมๆ กับเสียงหวีดร้อง
บุษกรเกรี้ยวกราด “ข้ามิยอมจากไปแต่ลำพังอย่างผู้แพ้แน่ หากข้าจักต้องตกนรกหมกไหม้อย่างที่ท่านสาปแช่ง ข้าก็จักลากคอนังเกศอาภามันไปกับข้าด้วย” บุษกรหัวเราะ
หมอกควันนั้นพุ่งหาย ไปทางหนึ่ง ทุกคนยังตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แสงไฟจากหน้ารถ เห็นมาแต่ไกล กฤตธรวิ่งออกไปทันทีเพราะคิดว่าเป็นรถของโยสิตากับปารมี

กวินทร์กับกสินทร์ รีบลงจากรถ แต่ก็ช้ากว่าปารมี กฤตธรวิ่งเข้ามาพอดี ตามมาด้วยเกรียงและอธิน
“คุณพ่อ นายวินทร์” กฤตธรเอ่ยเรียก แต่สายตามองหาโยสิตา
ปารมีวิ่งไปหาอธิน “พ่อคะ ไอ้โย”
“เกิดอะไรขึ้น โยไปไหน” อธินาเขย่าปารมีให้ได้สติ
“หนู หนู หนู หนู” ปารมีสติแตก
กฤตธรตวาด “คุณมากับคุณโย แล้วคุณโยหายไปไหน”

ในทุ่งโล่ง แดนสนธยา โยสิตายังวิ่งร้องตะโกนวนอยู่ในมนต์ที่บุษกรกักขังไว้ “ผักบุ้ง...ผักบุ้ง...มีใครอยู่แถวนี้บ้างไหม” โยสิตาหมุนคว้าง รอบตัวมีแต่ความมืด ไม่รู้ทิศรู้ทางแล้ว โยสิตาชะงักเพราะ...
“ ไอ้โย”
โยสิตาหันไป ในความมืดสลัว ปารมีเดินเข้ามาหา โยสิตาดีใจรีบวิ่งเข้าไปหาทันที “นี่มันเกิดอะไรขึ้น แกทำฉันตกใจหมดเลย”
โยสิตาใกล้จะถึงตัวปารมี พริบตาปารมีที่เห็นกลายเป็นบุษกร พุ่งเข้าหาโยสิตา อย่างหวังร้าย

ทุ่งโล่ง กฤตธร กวินทร์ อธิน เกรียง ทุกคนออกมาตามหาโยสิตา มาในความมืดตะโกนร้องเรียกโยสิตา
“นายวินทร์ นายกลับไปดูแลคุณพ่อกับคุณปารมีดีกว่า เกาะกลุ่มกันเอาไว้ อะไรก็ไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้น”
กวินทร์ย้อนกลับไป อธินตะโกนเรียกหาโยสิตาออกไปทางหนึ่ง เกรียงแยกออกไปอีกทาง กฤตธรตัดสินใจไปอีก
ทางหนึ่ง

บึงบัวแดง โยสิตาเห็นบุษกรเดินไปตามสะพานที่ทอดยาว โยสิตาตะโกนเรียก “คุณ...คุณ..เดี๋ยวก่อน” บุษกรไม่ยอมหยุดเดินทำให้โยสิตาต้องก้าวเท้าตามไป และตะโกนถาม “คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่” บุษกรเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด โยสิตาเอ่ยชื่อชัดเจนแน่แน่ว “บุษกร” ได้ผล..บุษกรหยุดนิ่ง“ฉันถามว่าคุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่”
บุษกรค่อยๆหันกลับมาหน้ายิ้ม “เจ้ายอมรับในตัวตนของข้า ก็เท่ากับยอมรับว่าสิ่งที่เจ้าได้เห็นมิใช่เพียงความฝัน แลต่อนี้ไปจงยอมรับในบาปกรรมที่เจ้าได้ก่อเอาไว้ด้วย เกศอาภา”
บุษกรจ้องเขม็ง ท้องฟ้าเบื้องหลังบุษกรเกิดสายฟ้าฟาดลงสู่เบื้องล่างไกลๆ แสงฟ้าผ่าสว่างวาบเข้าหน้าโยสิตา จนต้องยกแขนขึ้นป้อง ผิวน้ำกระเพื่อมเหมือนเกิดแผ่นดินไหว บุษกรแสยะยิ้ม บนผิวน้ำที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น..มือซีดขาวผุดขึ้นมาจากใต้น้ำจนสุดแขน พร้อมกับเสียงกรีดร้องระงม บุษกรกรีดเสียงหัวเราะกึกก้อง โยสิตาผงะถอยตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มือที่โผล่ขึ้นมาจากน้ำนั้นเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่จบสิ้น จนยั้วเยี้ย และต่างพุ่งมาที่จุดเดียวอย่างประสงค์ร้าย โยสิตาถอยหนีด้วยความตกใจ มีมือข้างหนึ่งคว้าตะปบข้อเท้าโยสิตาและเหมือนจะลากลงน้ำ
“ลงไปชดใช้กรรมชั่วของเจ้าเสียเถอะนังตัวดี โทษฐานขัดขืนบัญชาเทวะ แลเจ้าทำให้จันทรปุระต้องล่มสลาย เจ้าต้องได้รับความทุกข์ทรมานยิ่งกว่าข้าเป็นทบเท่า ทวีคูณ...” มือยั้วเยี้ยนั้นคว้าขาโยสิตาจะลากลงน้ำ บุษกรกรีดเสียงหัวเราะ “ลากตัวมันลงไป จองจำมันไว้ชั่วกัปชั่วกัลป์ เหมือนที่มันทำกับพวกเจ้า”
โยสิตาหวิดจะตกลงไปในน้ำอยู่รอมร่อ
ทุ่งโล่งมืด เกรียงว้าวุ่นใจ กฤตธรตะโกนเรียกหาโยสิตาอยู่อีกมุม เกรียงกำหนดจิตให้เป็นสมาธิ หลับตาลง กฤตธรตามมาถึงจุดที่เกรียงอยู่
“คุณกฤต ทางโน้น” เกรียงนำออกไปทันที กฤตธรรีบตามไป

บึงบัว บุษกรลากคอโยสิตามาเกือบสุดปลายสะพาน กฤตธรกับเกรียงวิ่งตามเข้ามา
“บุษกร...อย่า” กฤตธรร้องห้าม
บุษกรหันกลับมา “หากข้าต้องจากไป ข้าก็จักเอาชีวิตนังคนนี้ไปด้วย ข้ามิมีวันยอมให้มันได้เสวยสุขกับท่านพี่เป็นอันขาด”
“ขอร้องล่ะบุษกร อย่าทำร้ายใครอีกเลย..คนที่คุณสมควรชำระแค้นคือผมต่างหาก เอาชีวิตผมไปแทนทุกอย่างจะได้จบสิ้นเสียที พอทีเถอะบุษกร” กฤตธรขอร้อง
“ท่านยอมแลกชีวิตกับนางได้อย่างไร นางผู้นี้มีค่าอันใด” บุษกรท่าทีแข็งกร้าว
“ผมรักโยสิตา แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ที่ผมจะต้องปกป้องเธอ”
บุษกรรู้สึกเจ็บแปลบ “ไม่จริง..ท่านรักข้าต่างหาก ท่านรักข้า มิใช่นังคนนี้”
“ผมไม่รู้จักคุณ แล้วผมจะรักคุณได้ยังไง” บุษกรกรีดร้องโหยหวน “ผมจำเรื่องทุกอย่างได้ก็เพราะความฝัน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริง ต่อให้มันเป็นความจริง มันก็คือความจริงที่กลายเป็นความฝันสำหรับผมไปแล้ว มันไม่มีประโยชน์หรอก ชาตินี้ผมคือกฤตธร ยังไงผมก็กลับไปเป็นเจ้าชายอริยะของคุณไม่ได้อีกแล้ว”
บุษกรชะงักอึ้ง..นิ่งไปชั่วขณะ “ไม่จริง..ท่านคือองค์อริยะของข้า องค์อริยะที่ข้ารัก”
“ผมรักโยสิตา ไม่ได้รักคุณ” กฤตธรยืนยัน
บุษกรน้ำตาร่วงเป็นสาย จากความเจ็บปวดกลายเป็นความแค้น “หากท่านไม่รักข้าแล้ว ท่านหลอกลวงข้าทำไม ท่านมีความสุขกับการหลอกลวงให้ผู้หญิงคนนึงหลงรัก หลงรอคอยท่านมาเนิ่นนาน อย่างนี้รึ”
“องค์อริยะของคุณ เขาก็คงไม่มีความสุขหรอกที่เห็นคุณต้องเป็นทุกข์ขนาดนี้ ผมไม่รู้ว่าทำไมองค์อริยะถึงเปลี่ยนใจจากคุณ แต่ผมเชื่ออย่างนึงว่าเขาคงรู้สึกเหมือนกับผม นั่นคือไม่อยากเห็นคุณต้องเป็นอย่างนี้เลย”
“ท่านเคยลั่นวาจา ว่าจักครองรักกับข้า” บุษกรไม่ยอมแพ้
“ผมขอโทษ..ถ้าคุณคิดว่าเป็นเพราะผมเองที่ผิดต่อคุณ ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร ผมยินดีชดใช้ให้คุณ ปล่อยคุณโยสิตาออกมาเสีย”
“ข้าจักปลิดชีวิตท่าน แลจักขังวิญญาณท่านเอาไว้มิให้ได้ผุดได้เกิด ให้ท่านต้องทนทุกข์ทรมาน ต้องพลัดพรากจากนังคนนี้ทุกชาติทุกภพ” บุษกรสาปแช่งเสียงเกรี้ยวกราด
“ถ้าคุณทำอย่างนั้นแล้ว มันจะสลายความโกรธแค้นในใจคุณได้ ผมก็ยินดี”
โยสิตาไม่ยอม “ไม่นะ..อย่าทำอย่างนั้นคุณกฤต เรื่องนี้คุณไม่เกี่ยว มันเป็นเรื่องระหว่างฉันกับผู้หญิงคนนี้”
“มันคือความรับผิดชอบของผม”
บุษกรตัดบท “ไม่ต้องแย่งชิงกันไปสู่ความตาย ข้าจักแยกพวกเจ้าทั้งคู่ให้จากกันทั้งเป็น ข้าจักมิยอมปล่อยนังคนนี้ จนกว่าท่านจักสิ้นรักมัน”

กรงเล็บบุษกรขย้ำเข้าที่คอโยสิตา จนโยสิตาสะดุ้งเฮือก
กฤตธรถลันพรวดเข้ามา “อย่า....”
บุษกรยื่นมือออกมาใช้ฤทธิ์พลังสะกัดกั้นกฤตธร กฤตธรผงะด้วยฤทธิ์บุษกร เหมือนวิ่งเข้าปะทะชนกำแพงอย่างแรง แล้วร่วงผล็อยลงหงายหลังกับพื้น
“หยุดเดี๋ยวนี้ บุษกร” เกรียงสั่ง
บุษกรขย้ำคอโยสิตาจนเหมือนหมดลมหายใจ แขนทั้งสองข้างทิ้งลงข้างตัว
“คุณโย..” กฤตธรร้องเสียงหลง บุษกรเหวี่ยงร่างโยสิตาทิ้งลงน้ำทันที “คุณโย...” กฤตธรกระโจนลงน้ำตามโยสิตาลงไป
“กรี๊ด ด..” บุษกรกรีดร้องโหยหวนอย่างผิดหวัง..ไม่คิดว่าความรักที่กฤตธรมีให้โยสิตาจะมากมายเพียงนี้

ใต้น้ำบึงบัว กฤตธรดำน้ำลงมาพยายามมองหาร่างโยสิตา พยายามควานผ่านสายบัวรุงรัง แต่ก็ไม่พบโยสิตา

บุษกรยังกรีดร้องค่อยๆ ทรุดกองลงกับพื้นอย่างหมดสิ้นทุกสิ่งอย่าง “ไม่จริง...ท่านพี่รักมันขนาด พร้อมจะไปตายพร้อมกับมันอย่างนี้รึ..ไม่จริง”
“เจ้าก็ได้เห็นกับตาเจ้าเองแล้วบุษกร การได้เห็นคนที่เรารักเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ความสุข การได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขต่างหาก ถึงจะเรียกว่าความรัก ในหัวใจของเจ้ามีแต่มิจฉาทิฐิ” เกรียงเอ่ยน้ำตาร่วง
“ท่านพ่อ...ท่านเสียน้ำตาเพราะข้า”

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[4] วันที่ 5 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ