อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[จบ] วันที่ 5 ก.ย.59

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[จบ] วันที่ 5 ก.ย.59

“ท่านพ่อ...ท่านเสียน้ำตาเพราะข้า”
“ที่เจ้าต้องเป็นอย่างนี้ พ่อเองก็มีส่วนผิด พ่อดูแลเจ้าไม่ดีพอ เจ้าจึงได้หลงเดินทางผิด พ่อเสียใจที่เห็นเจ้าต้องตกอยู่ในสภาพนี้..นี่คือคำขอร้องครั้งสุดท้ายจากพ่อนะบุษกร..ยกอโหสิกรรมให้ทุกคน แล้วจงไปตามทางที่ลูกควรไปเถิด”
บุษกรน้ำตานองหน้า “เขาสองคนเป็นคู่แท้ ติดตามกันมาหลายภพหลายชาติ ความผูกพันนี้ไม่มีสิ่งใดจะทำลายได้ เจ้าจงยอมรับและอยู่กับความเป็นจริง แล้วเจ้าจะพบกับความสงบสุข จงเชื่อพ่อสักครั้งเถอะบุษกร พ่อคือพ่อ พ่อไม่เคยหวังร้ายต่อเจ้าแม้แต่ครั้งเดียว ทุกสิ่งที่พ่อทำล้วนเพื่อเจ้าทั้งสิ้น”
บุษกรน้ำตาไหลออกมากลายเป็นสายเลือด

ใต้น้ำ กฤตธรยังใช้ความพยายามกับกำลังทั้งหมดที่มี มุดดำลงมาควานหาร่างของโยสิตา จนพบร่างโยสิตาจมน้ำ
อยู่แทบจะกันบึง กฤตธรช้อนร่างโยสิตาพากลับขึ้นสู่ผิวน้ำทันที



บุษกรยอมรับผิดทุกอย่างกับเกรียง “ลูกเฝ้าแต่โทษเทวะ โทษโชคชะตา โยนความผิดให้คนอื่น แต่ลูกมิเคยโทษตัวเองเลย ลูกทำบาปถึงขั้นทำให้ท่านพ่อต้องเจ็บปวด ลูกสำนึกผิดแล้ว ท่านพ่อโปรดอภัยให้ลูกด้วย” บุษกรคลานเข้ามาใกล้เกรียง แล้วซบลงแทบเท้าเกรียงแสดงคารวะสูงสุด
“พ่ออภัยให้เจ้า อภัยให้ทุกอย่าง กุศลผลบุญใดที่พ่อเคยสร้างไว้ พ่อขออุทิศให้เจ้า ขอให้คุณความดีจงหนุนส่งให้เจ้าได้ไปในที่ที่สงบ มีความสงบสุข..ขอให้เจ้าจงหลุดพ้นจากอวิชชาและความหลงผิดทั้งปวง จากนี้สืบไป” เกรียงเอื้อมมือแตะลงบนหัวบุษกร ผิวน้ำสั่นสะเทือนกระเพื่อมอย่างแรงอีกครั้ง
“ลูกกำลังจะต้องไปรับกรรมที่ลูกได้ก่อเอาไว้ จนกว่าลูกจักใช้หนี้กรรมจบสิ้นไม่ว่าชาติภพไหน ลูกขอได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณท่านพ่อ ให้สมกับที่ท่านพ่อได้ทำทุกอย่างเพื่อลูกด้วยเถิด” แสงสว่างจ้าเกิดขึ้นโดยรอบ.. มือและแขนของวิญญาณที่ถูกจองจำผุดขึ้นสู่ผิวน้ำมากมาย “ข้าทำผิดบาปต่อพวกเจ้ามาเนิ่นนาน บัดนี้ข้าสำนึกผิดในสิ่งที่ทำแล้ว ข้าขอปลดปล่อยพวกเจ้าให้เป็นอิสระ มิต้องทนทุกข์ทรมาน เช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว” วิญญาณแต่ละร่างเหมือนกลายเป็นกลุ่มควันสีขาว ม้วนตัวหายไปสู่อากาศธาตุเบื้องบน..เหมือนดาวตกแต่สวนทางกัน “ท่านพ่อ...ลูกขอลา...” บุษกรซบหน้าลงแสดงคารวะเป็นครั้งสุดท้าย แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้ากลายเป็นเหี่ยวย่น และทรุดโทรมลงทันที..ภายในไม่กี่วินาที ร่างนั้นก็ผุพังสลายและหายไปกับตา
เกรียงปิติในความอาดูร.. กลุ่มควันสีขาวม้วนตัวแล้วหายไปในท้องฟ้าเบื้องบน

ทุ่งหญ้าริมบึง กฤตธรยังใช้ความพยายามไม่ลดละ เร่งปั๊มหัวใจโยสิตาพลางพร่ำบอกทุกสิ่งที่อยากจะบอก “คุณโย... ได้ยินผมไหม คุณโย คุณโยฟื้นสิคุณจะทิ้งผม ทิ้งทุกคนไปอย่างนี้ไม่ได้นะคุณโย ชีวิตคุณยังมีความหมายมีค่าต่อทุกคนในโลกนี้ ทุกคนต้องการคุณ ได้ยินผมไหมกลับมาคุณโย กลับมาเถอะผมขอร้อง”
กฤตธรปั๊มหัวใจไป น้ำตาลูกผู้ชายไหลนองไป หน้าโยสิตาขาวซีดไม่มีสัญญาณชีพจร กฤตธรปล่อยโฮ แต่ก็ยังไม่
ลดละความพยายาม กฤตธรใช้วิธีเป่าปาก สลับการปั๊มหัวใจแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล กวินทร์ อธิน กสินทร์ ปารมี
วิ่งกันเข้ามาจากทางหนึ่ง
“ไอ้โย”
“โย... โย...” อธินเรียก
กฤตธรหมดหวัง “ผมเสียใจครับคุณอา”
ทุกคนช็อก อธินทรุดลงข้างร่างโยสิตา แล้วประคองร่างโยสิตากอดเอาไว้แน่น “โย... โย...”
ทุกคนสลดใจ กฤตธรก้มหน้าร้องไห้ แต่แล้วต้องชะงัก มือกฤตธรที่ยังกุมมือโยสิตาไว้ เหมือนมีแรงกระชับกุมมือกฤตธรเอาไว้แน่น กฤตธรมองมือแล้วมองหน้าโยสิตา โยสิตาในอ้อมกอดอธินเหมือนขยับฟื้น
“คุณโย...”
อธินคลายร่างโยสิตาออกให้เห็นกับตา
โยสิตาค่อยๆ ลืมตาขึ้น “พ่อ”
ทุกคนยินดี กฤตธรยังน้ำตาทะลักแต่เป็นน้ำตาแห่งความยินดี บรรยากาศของความชั่วร้ายค่อยๆ หายไป โลกกลับมาสวยตระการตาดังเดิม...

ห้องจัดนิทรรศการ “จันทรปุระ” มีป้ายกำกับห้องจัดแสดง “อาณาจักรจันทรปุระ” พร้อมภาษาอังกฤษ บรรยากาศ
รอบๆ คือการเปิดตัวห้องจัดแสดงใหม่ ผู้คนพอประมาณภาพเคลื่อนเข้าภายในห้องผ่านผู้คนที่มาชมนิทรรศการจัด
แสดงผลงานขุดค้นทางโบราณคดี อธินกับกสินทร์ ยืนหันหลังเหมือนกำลังดูสิ่งหนึ่งที่ตั้งแสดงบนสแตนด์
“งานขุดค้นครั้งนี้คงเสร็จสมบูรณ์ไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากคุณ..ขอบคุณมากครับ คุณกสินทร์” อธินกล่าว
“ผมยินดี... คุณอธิน สมบัติของชาติก็คือความภาคภูมิใจของทุกคน ผมดีใจที่จันทรปุระไม่ได้เป็นแค่ตำนานเรื่อง
เล่า แต่มันมีตัวตนของมันจริงๆ”
“อาณาจักรเล็กๆ นี้ จะไม่มีวันหายไปจากความทรงจำของผู้คนหรอกครับ”
“ขอบคุณมาก คุณอธิน ขอบคุณจริงๆ”
กสินทร์ยื่นมือออกมา อธินยื่นมือออกจับมือกสินทร์มิตรภาพแน่นแฟ้น ระหว่างสองคนบนสแตนด์ คือ แผ่นศิลาจารึกที่เห็นได้ชัดว่า แตกออกเป็นสองส่วน แต่ถูกนำมาประกบกันใหม่

หน้าบ้านกสินทร์ ปารมีถือช่อดอกไม้เล็กๆ เข้ามา กวินทร์นั่งคุยเป็นเพื่อนเมธาวีอยู่มุมหนึ่ง
“คุณอยากออกไปข้างนอกเดินเล่นซื้อของบ้างไหม ผมจะพาคุณไป” เมธาวีไม่ตอบรับใดๆ เหมือนเธอไม่ได้ยินไม่รับรู้ความเป็นไปในโลกนี้แล้ว กวินทร์ออกจะท้อใจ “ถ้าอย่างนั้นคุณนั่งเล่นตรงนี้ก่อนนะครับ” กวินทร์ลุกขึ้นหันกลับมาเห็นปารมี
ปารมีออกตัว “ดิฉันมาเป็นเพื่อนโยน่ะค่ะ เลยคิดว่าอยากเอาดอกไม้มาเยี่ยมคุณเมธาวีด้วย”
“เมย์ครับ คุณปารมีเอาดอกไม้มาเยี่ยมคุณแน่ะ”
เมธาวีหันมามองหน้ากวินทร์เฉยๆ ไม่ได้มองดอกไม้ แล้วหันกลับไปเลื่อนลอยเหมือนเดิม ปารมีรู้สึกสงสารทั้งสองคน กวินทร์วางดอกไม้ไว้ข้างตัวเมธาวี ก่อนเดินออกมาหาปารมี
“คุณต้องเข้มแข็งต้องอดทนนะคะ ฉันเชื่อว่าสักวันคุณเมธาวีจะต้องดีขึ้น แล้วก็กลับมาเป็นปกติอย่างเดิมได้” ปารมีปลอบใจกวินทร์
“อาจารย์เกรียงแนะนำผมหลายอย่าง อย่างนึงคือให้ทำใจเธออาจจะไม่มีวันกลับมาเป็นคนเดิมได้อีก เพราะจิต
ของเธออ่อนกำลังมาก เธอทำบุญมาน้อยเกินไป ผมกับเธออาจมีวาสนาต่อกันเพียงเท่านี้ แต่ถึงยังไงผมก็จะดูแล
เธอให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้”
“ดีแล้วละค่ะ หนี้กรรมอะไรที่ติดค้างกันมา ควรชดใช้กันซะให้หมดในชาตินี้” ปารมีฝืนยิ้มให้กำลังใจ
“แปลว่า คุณเองก็เชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิดชาตินี้ชาติหน้า”
“ถ้าไม่ผ่านเรื่องที่เกิดขึ้นมากับตัวเอง ดิฉันคงไม่มีวันเชื่อ อย่างน้อยเราคงเคยทำบุญทำกรรมร่วมกันมา ชาตินี้ถึงต้องได้มาพบกันอีกอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปไม่มีใครรู้ เราควรอยู่กับปัจจุบัน ทำวันนี้ของเราให้ดีที่สุดเท่านั้นก็พอ คุณก็คิดเหมือนดิฉันใช่ไหม”
กวินทร์ยิ้มตอบ “แต่วันนี้ คุณเลิกเรียกแทนตัวเองว่า ดิฉัน ซะทีได้รึยัง สถานะเจ้านายลูกน้องเก็บเอาไว้ใช้ที่ทำงาน
เถอะ เวลาแบบนี้ผมอยากเห็นคุณเป็นเพื่อนคนนึงที่ผมไว้ใจและพูดคุยได้ทุกเรื่องมากกว่า”
ปารมียิ้มตอบอย่างเปิดเผย “ดิฉัน... เอ๊ย... ฉัน... ยินดีรับเกียรตินั้นค่ะ”
กวินทร์หัวเราะให้กับตัวตนโก๊ะๆ ต๊องๆ ของปารมี ทั้งคู่ดูสนิทสนมกันมากขึ้น

บ้านรับรอง โบราณวัตถุชิ้นสุดท้ายถูกถ่ายรูปเสร็จสมบูรณ์ โยสิตาเช็คในจอคอมพ์อย่างพอใจ และหันมาทางกฤต
ธร “ฉันปิดจ๊อบให้คุณสำเร็จแล้วนะคะ”
“เราควรถ่ายรูปด้วยกันเป็นที่ระลึกสักรูปนะ”
โยสิตาไม่อิดออด “ได้เลยค่ะ คุณเข้าไปรอในฉากได้เลย”
กฤตธรกระโจนเข้าไปยืนในฉากกระดาษ ระหว่างที่โยสิตาเซ็ทโปรแกรมถ่ายอัตโนมัติแล้วกระโจนตามเข้าไปในฉาก
ทันที ต่างคนต่างโพสจนขยับเข้ามาชิดกันเรื่อยๆ จนกฤตธรรวบตัวโยสิตาเข้ามากอดคอ... โยสิตาถองด้วยศอก
กฤตธรยิ่งรัดกอดจากข้างหลังเอาไว้

ในบ้านรับรอง กล้องถ่ายรูปถูกเก็บลงกระเป๋า อุปกรณ์ทุกอย่างเก็บเคลียร์หมดแล้ว
“คุณจะไปทำอะไรต่อ” กฤตธรเอ่ยถาม
“มีงานถ่ายรูปพรีเวดดิ้งติดต่อเข้ามาอีกสามงานค่ะ”
“มากไป ผมอนุญาตให้คุณรับได้แค่งานเดียว” กฤตธรออกท่าทีเป็นห่วง
“แน๊”
“ให้ทำเป็นงานอดิเรกแก้เบื่อเท่านั้น”
“คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉันไม่ทราบค่ะ”
“สิทธิ์ความเป็นเจ้านายคุณ”
“ฉันเป็นฟรีแลนซ์ค่ะ ไม่มีเจ้านายถาวร”
“แต่หัวใจผมมันสั่งว่าทำยังไงก็ได้ให้ฟรีแลนซ์คนนี้กลายเป็นพนักงานประจำให้ได้”
“คำพูดแบบนี้ยังมีคนใช้กันอีกเหรอคะ” โยสิตาหัวเราะ “เฉิ่มจัง”
“เฉิ่มแต่ก็จริงใจนะคุณ เพราะมันไม่ได้หลุดออกมาจากปากผมเฉยๆ มันล้นออกมาจากหัวใจเชียวล่ะ”
“ยิ่งไปกันใหญ่” โยสิตาหัวเราะ
“คุณโย ผมพูดจริงๆนะมาทำงานกับผมเถอะ” กฤตธรจริงจัง
“งานของคุณ ฉันจะช่วยอะไรได้ ฉันไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์เลย”
“อยู่ข้างๆ ผมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เดี๋ยวคุณก็เรียนรู้ไปเอง”
“เงื่อนไขนี้ยิ่งต้องคิดหนักใหญ่เลย”
“คุณก็รู้ว่า ผมหมายถึงอะไร... โยสิตา.. ผมไม่อยากให้คุณห่างจากตัวผมไปเลย แม้แต่นาทีเดียว”
โยสิตามองกฤตธร หัวใจละลายแล้วละลายอีก กฤตธรเอื้อมมือไปกุมมือโยสิตา และประคองมือเธอมาจูบ โยสิตา
ไม่มีท่าทีขัดขืนสะเทิ้นพองาม

บึงบัว โยสิตากับกฤตธรเดินกันมาจนถึงปลายสะพาน ดอกบัวในบึงหุบกันหมดแล้ว ทั้งคู่มองออกไปไกลตั้งจิตแน่แน่ว
“บุษกร...ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ผมขอให้คุณรับรู้การอโหสิกรรมของผมในครั้งนี้..กรรมอันใดไม่ว่าจะตั้งใจหรือมิตั้งใจก็ตาม ผมขอยกอโหสิกรรมให้แก่คุณ อย่าได้มีอะไรติดค้างกันไปอีกเลย”
“กรรมที่ทำร่วมกันมา ทำให้เราต้องได้มาพบเจอกัน ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน กรรมใด ทั้งที่ตั้งใจและมิได้ตั้งใจ ฉันขอยกอโหสิกรรมให้แก่เธอ..บุษกร..หากบุญกุศลที่ฉันได้ก่อไว้ยังพอมีอยู่บ้าง ฉันขอให้บุญนั้นส่งให้เธอได้ไปสู่ภพภูมิที่ชอบด้วย” โยสิตาเอ่ยตาม
ทั้งคู่หยาดน้ำลงสู่ผิวน้ำบึงบัว ในบัดดล..ดอกบัวแดงที่หุบแล้วค่อยๆ คลี่กลีบออกจนบานสะพรั่งเต็มบึง เหมือนรับรู้การทำบุญครั้งนี้ ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างเห็นสิ่งอัศจรรย์กับตา บัวบานเต็มบึง

บนเนินสูงที่มองเห็นไซท์งานขุดค้นที่สมบูรณ์แล้ว โยสิตากับกฤตธรยืนมองซากเมืองเก่าอยู่บนเนินด้วยความหดหู่ใจ
“น่าเสียดายนะคะที่อาณาจักรเล็กๆ นี้ ต้องล่มสลายไป” โยสิตามองไปรอบๆ ด้วยความเสียดาย
“ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน และคงอยู่ตลอดไป ยกเว้น...” กฤตธรเงียบไป
“อะไรคะ”
“ใจของคน...”
“อดีตแก้ไขไม่ได้”
“แต่ปัจจุบันคือสิ่งยืนยันอนาคต”
“ว่า...”
“ว่าผมจะมีคุณอยู่เคียงข้างตลอดไป”
ทั้งคู่มองสบตากันก่อนจะค่อยๆ หันไปมองซากเมืองโบราณ แล้วพากันเดินจากไป

บนเนินนอกเมืองจันทรปุระ มือเกศอาภาเอื้อมมาจับมืออริยะไว้ สองมือกุมกันแน่นอย่างไม่มีวันจะทิ้งกันไปไหน
ทั้งคู่นั่งอยู่บนหลังม้าเหลียวหันกลับไปมองซากความล่มสลายของเมืองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพากันบังคับม้าจากมา...และไม่ยอมปล่อยมือที่ยังเกาะกุมกัน
ภาพซากเมืองจันทรปุระจากความเสียหายย่อยยับค่อยๆ กลับมาเป็นเมืองที่สวยงามเหมือนที่มันเคยเป็นในกาลครั้งหนึ่ง


**********อวสาน*********

อ่านละคร บ่วงอธิฏฐาน ตอนอวสาน[จบ] วันที่ 5 ก.ย.59

ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทประพันธ์โดย ทักษิณา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กำกับการแสดงโดย สำรวย รักชาติ
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ผลิตโดย : บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ควบคุมการผลิตโดย คุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ