อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 7 วันที่ 29 ก.ย.59

อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 7 วันที่ 29 ก.ย.59

“แกอายเพื่อนที่เป็นลูกพ่อกับแม่ขนาดนี้เลยเหรอ พ่อขอโทษนะที่ไม่ได้ร่ำรวยให้แกเอาไว้อวดใครๆ ถ้าพ่อกับแม่ทำให้ชีวิตแกพัง ต่อไป...พ่อสัญญาว่าจะไม่มาที่นี่อีก”

พ่อกับแม่หันเดินออกไปอย่างเจ็บปวด ดึงประตูเปิด นาง สินีนาฎ สายสุดา และมีนาที่มาสุมหัวดูอยู่ก็เทลงไปกองกับพื้น จอยคามมองตะลึงเมื่อรู้ว่าเพื่อนมาแอบดูแอบฟังตน สายสุดาลุกขึ้นได้ก็สะบัดหน้าไปทันที

“สายสุดา...” จอยคามคราง...แล้ววิ่งตามสายสุดา กับเพื่อนๆไป ซิสเตอร์ฟรานซิสเห็นเด็กๆวิ่งกันมาเป็นพรวน และจอยคามวิ่งตามอย่างตื่นตระหนก ถามจอยคาม ว่าเกิดอะไรขึ้น



“อภิรดี สินีนาฎ เล่ามาเดี๋ยวนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ซิสเตอร์ออเดรย์เข้ามาเห็นจอยคามปิดหน้าร้องไห้ พ่อกับแม่ยืนหน้าเศร้าอยู่

ooooooo

จอยคามเสียใจและพยายามง้อสายสุดา แต่สายสุดาไม่แม้แต่จะพูดด้วย จอยคามเข้าไปร้องไห้ในโบสถ์อย่างไม่มีทางออก พอซิสเตอร์มาการิต้าเดินเข้ามาแตะไหล่จอยคามก็โผกอดร้องไห้บอกว่า

“มาดามคะ หนูไม่นึกว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่แบบนี้ หนูไม่ได้ตั้งใจ หนูแค่อาย หนูกลัวว่าถ้าเพื่อนรู้ความจริง ว่าหนูจนแล้วเขาจะไม่รักหนู”

“ความกลัวเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์จ้ะ ไม่ผิดที่หนูจะกลัว แต่มันผิดตรงที่หนูยอมปล่อยให้ความกลัวเข้ามาครอบงำจนหนูเกิดความเชื่อที่ผิด และกระทำการที่ผิดไป” จอยคามถามว่าไม่มีใครให้อภัยตนใช่ไหม

“มีสิจอยคามมีแน่นอนหนึ่งคนที่ให้อภัยหนูแน่ๆ พระเจ้า ไงจ๊ะ”

ซิสเตอร์มาการิต้าเล่าเรื่องพระแม่มาเรียตั้งท้องทั้งที่เป็นสาวพรหมจรรย์และต้องต่อสู้กับคำครหามากมาย เล่าถึงพระเยซูที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกอย่างยากลำบาก พระองค์ถูกทอดทิ้งเป็นที่รังเกียจจนโดนนำไปประหารชีวิตทั้งๆที่ไม่มีความผิด ถามว่าพระแม่กลัวไหม พระองค์กลัวไหม แล้วรู้ไหมว่าทำไมทั้งสองพระองค์ถึงเอาชนะความกลัวนั้นได้

จอยคามฟังอย่างตั้งใจ ซิสเตอร์มาการิต้าชี้ให้เห็นว่า...

“เพราะท่านวางใจในพระเจ้า หนูกลัวจนหนูทอดทิ้งพระเจ้า ทอดทิ้งพ่อแม่ของหนูเอง จอยคาม หนูรักพระเจ้าไหม” จอยคามก้มหน้าตอบว่ารักค่ะมาดาม “ถ้าหนูพูดว่ารักพระเจ้าแต่ยังรังเกียจพ่อแม่ของตัวเอง นั่นแปลว่า หนูไม่ได้รักพระเจ้าจริง พระแม่มาเรียท่านกลัว แต่ท่านก็ตั้งท้องจนคลอด ความรักและความเชื่อของคนเป็นแม่นั้น ยิ่งใหญ่อย่างหาที่สุดไม่ได้”

“หนูขอโทษค่ะ หนูไม่ได้อยากทำให้พ่อแม่เสียใจเลยค่ะมาดาม หนูเสียใจ”

“หนูรักพ่อแม่หนูไหมจอยคาม” จอยคามพยักหน้าสะอื้นฮัก “แล้วหนูรักเพื่อนของหนูไหม” จอยคามพยักหน้าอีก “ถ้าอย่างนั้น จงอย่ากลัว ไม่มีความกลัวในความรัก พรุ่งนี้จะเป็นบททดสอบไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงวางใจในพระเจ้า จำคำของพระเยซูไว้ ท่านพูดเสมอว่า “อย่ากลัวเลย” จงแทนที่ความกลัวด้วยความเชื่อในพระองค์นะ”

ooooooo

ที่ลานกิจกรรม ซิสเตอร์ออเดรย์เห็นสายสุดานั่งเศร้าอยู่คนเดียว เข้าไปถามว่าโกรธเพื่อนมากหรือ? สายสุดาบอกว่าโกรธและผิดหวัง ทำไมเขาต้องโกหกด้วย

“บางทีที่เขาโกหก มันอาจไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียวก็ได้นะ เขาอาจจะโกหกเพราะกลัวว่าเพื่อนจะไม่รัก รับในตัวตนที่แท้จริงของเขาไม่ได้”

สายสุดาหลุบตาลงต่ำเพราะนั่นเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ตัวเองมี ซิสเตอร์ออเดรย์พูดอย่างเมตตาว่า

“ความรักของมนุษย์นั้นมีข้อแม้ไม่เหมือนความรักของพระเจ้า เมื่อมีข้อแม้มันก็คือความรักที่ไม่สมบูรณ์ ความรักแบบนี้ มันน่ากลัวไหมสายสุดา” สายสุนีบอกว่าตนคงไม่โกรธถ้าเขาพูดความจริงตั้งแต่ต้น “หนูคงไม่โกรธ แต่หนูก็คงไม่รับเขาเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่ต้นหรือเปล่าจ๊ะ เพราะเขาจน”

“หนู...หนูก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะมาดาม”

“เราย้อนไปแก้ไขอะไรในอดีตไม่ได้อีกแล้ว สำคัญ ที่วันนี้เขาเป็นเพื่อนสนิทของหนูแล้ว และเขาทำผิดพลาดไป นี่อาจเป็นบททดสอบของพระเจ้าก็ได้ว่าความรักที่หนูมีให้เพื่อนนั้น มีข้อแม้หรือเปล่า จอยคามกำลังกลัว และความรักที่สมบูรณ์เท่านั้นถึงจะขจัดความกลัวได้ หนูมีความรักนั้นให้เพื่อนหรือเปล่า สายสุดา?”

ฝ่ายนางกับสินีนาฎ เมื่อเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นเช่นนี้ นางบ่นกับสินีนาฎว่าไม่น่าไปยุ่งกับเรื่องชาวบ้านเลย

สินีนาฎเปรยว่าไม่รู้จะสงสารใครดี ยิ่งเมื่อเห็นทั้งสองยังปั้นปึ่งกันนางถามสินีนาฎว่าเขาจะโกรธกันจนตายหรือ เราช่วยอะไรได้ไหม

“เรื่องบางเรื่องเราก็คงต้องปล่อยให้เขาจัดการกันเองนะนาง”

ทั้งสองมองไปที่เตียงสายสุดาและจอยคาม ต่างคนต่างไม่มองหน้ากัน กำมือเข้าหากันเหมือนอธิษฐานขอพรจากพระเจ้าเงียบๆ ตามที่ซิสเตอร์ออเดรย์และซิสเตอร์มาการิต้าสอนเมื่อตอนกลางวัน...

วันนี้เปิดเรียนวันแรก นักเรียนต่างพบปะกันด้วยความตื่นเต้นดีใจ และมีการซุบซิบกันเรื่องจอยคามระหว่างปิดภาคเรียน เมื่อจอยคามเดินเข้าห้อง จึงมีเสียงเพื่อนแว่วเข้าหูว่า

พ่อแม่ไปต่างประเทศ ออกงานสังคมไฮโซ แต่มโนล้วนๆ, อยากจะสวยเด่นกว่าคนอื่นมันต้องรวยจริงให้ได้ก่อน, ยายสตรอเบอรี่ไปจะไม่มีใครคบ แล้วหัวเราะกันครืน พวกนางไม่ขำด้วยนางทำท่าจะทนไม่ได้แต่

สินีนาฎรั้งไว้พยักพเยิดให้ดูสายสุดาทำนองว่าให้พูดท่าทีคนนั้นก่อน ทันใดนั้นสายสุดายืนขึ้นถามเสียงดังว่า

“จนแล้วไง เขาไปจนอยู่บนหัวใครไม่ทราบ”

“ใช่” นางโพล่งขึ้น “ก็เพราะทุกคนคิดแบบนี้ไง จอยคามถึงต้องโกหกเพราะกลัวจะโดนเพื่อนดูถูก เป็นฉันจะมโนให้เว่อร์กว่านั้นอีก จะได้รู้ไปเลยว่าใครเป็นเพื่อนแท้ เพื่อนกิน”

“พวกเธอคงไม่รู้หรอกว่า เวลาที่โดนคนดูถูก มันเจ็บแค่ไหน คนที่เอาแต่พูดสนุกปากโดยไม่เคยคิดถึงจิตใจคนอื่นต่อให้รวยแค่ไหนก็ไม่น่าคบ” สินีนาฎลุกขึ้นเสริม

เพื่อนๆที่เยาะเย้ยกันสนุกปากเมื่อครู่ต่างเงียบกริบ สายสุดาประกาศว่า

“ฉันก็ขอคบเพื่อนที่นิสัย...ไม่ใช่เงิน” แล้วเดินไปกอดไหล่จอยคาม จอยคามถึงกับน้ำตาไหลที่เพื่อนๆ

ลุกขึ้นปกป้องตน ขอโทษสายสุดาที่โกหกปิดบังเธอ ถามว่า ไม่โกรธใช่ไหม “ฉันไม่ได้โกรธเธอที่จน แต่ฉันโกรธที่เธอไม่ไว้ใจฉันจนต้องโกหก ปิดบังเรื่องทางบ้าน แต่ในเมื่อเธอกล้าขอโทษ ฉันก็พร้อมจะยกโทษให้”

จอยคามน้ำตาไหลขอบใจสายสุดา นางและสินีนาฎ

“ไม่เป็นไร แต่เธอกล้าขอโทษพวกฉัน แล้วเธอได้ไปขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่ของเธอหรือยังจอยคาม” นางถาม

ooooooo

จอยคามสำนึกผิดขอซิสเตอร์โทรศัพท์หาพ่อกับแม่เพื่อขอโทษที่พูดจาไม่ดีกับท่าน ซิสเตอร์มาการิต้า ถามว่าเธออายที่คุณพ่อคุณแม่จนหรือ

“หนูเคยคิดแบบนั้นค่ะแต่หนูมาคิดดูดีๆแล้วหนูไม่ได้อาย หนูแค่โกรธตัวเอง หนูอยากมีอยากได้เท่ากับเพื่อนๆ เพื่อที่เพื่อนๆจะได้รักยอมรับหนู” ซิสเตอร์ออเดรย์ถามว่าอะไรทำให้หนูคิดได้ จอมคามบอกว่า พระเจ้า ตนสวดอธิษฐานและฝากความกังวลไว้กับพระองค์แล้วถึงได้รู้ว่า “หนูไม่ได้อายเลยที่พ่อแม่จน พ่อกับแม่ทำทุกอย่างให้หนูได้มีทุกอย่างเท่าเทียมคนอื่น ทั้งๆที่แม่ก็ไม่ค่อยสบาย มาดามคะให้หนูโทร.ไปขอโทษท่านนะคะหนูไม่สบายใจเลย”

ซิสเตอร์มาการิต้าบอกว่าไม่ได้ นางถามว่าทำไม ซิสเตอร์ออเดรย์บอกนางว่าเพราะพ่อแม่จอยคามอยู่ที่นี่และได้ยินทุกอย่างแล้ว พอพ่อกับแม่เดินออกมา จอยคามโผเข้ากอดแม่กับพ่อพร่ำบอก “หนูขอโทษ...หนูขอโทษ...”

“ไม่เป็นไรหรอกลูก พ่อกับแม่ไม่เคยโกรธลูกเลยนะ ไม่ต้องร้องไห้นะลูกนะ”

เพื่อนๆต่างร้องไห้ด้วยความซึ้งใจ ซิสเตอร์มาการิต้า

มองไปรอบๆ เอามือแตะสามจุดเอ่ย...

“ขอบคุณพระเจ้า...”

ooooooo

เมื่อเข้าใจและยอมรับความเป็นจริงแล้ว จอยคามสงสารพ่อกับแม่ที่ต้องทำงานหนักส่งตนเรียนแล้วยังเสียค่าเรียนดนตรีอีกเธอตัดสินใจเลิกเล่นเปียโน แต่พอบอกสายสุดากับมีนา ทั้งสองตกใจถามว่าทำไม

“ฉันก็แค่...ยอมรับความจริงไง พ่อแม่ฉันทำงานหนักแทบตาย แค่ค่าเทอมนี่ก็แพงมากแล้ว ค่าเรียนเปียโนมันเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษ แล้วมันก็จุกจิก ฉันไม่อยากให้พ่อกับแม่เหนื่อยมากไปกว่านี้แล้ว”

ฮองลันถามว่าไม่มีให้สอบชิงทุนหรือ นางเชื่อว่ามันต้องมีทางออก ถูกสายสุดากันท่าว่านี่เป็นเรื่องของกลุ่มตนมายุ่งอะไรด้วย ทำให้กลุ่มของนางน้องขยับออกไป สายสุดาบอกจอยคามว่าตนจะลองถามพี่ชายดูเผื่อเขาจะช่วยอะไรได้

ตกเย็นเมื่อสินีนาฎไปซ้อมเปียโนที่บ้านกงสุลตามปกติ สายสุดาไปหาธนาธิปแต่เขาไม่อยู่

นางพยายามคิดหาทางช่วยจอยคามแล้วก็ปิ๊งไอเดียเมื่อเห็นแผ่นปลิวเทศกาลร้องเพลง จึงเสนอให้ไปประกวดร้องเพลงหาเงินช่วยจอยคามเรียนเปียโน ถูกสายสุดาติงว่า ซิสเตอร์จะยอมให้พวกเราออกไปประกวดหรือ?

เมื่อซิสเตอร์ปอนลีนรู้ว่าจอยคามจะเลิกเรียนเปียโนก็ผิดหวังมากเพราะเธอเป็นความหวังเดียวที่จะสอบเธียรี่ บอกว่าตนรู้เรื่องพ่อแม่เธอแล้วแต่เธอคิดบ้างไหมว่าดนตรีก็สามารถเป็นวิชาชีพเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคตเหมือนกัน

“หนูทราบค่ะมาดาม แต่หนูไม่อยากให้พ่อแม่หนูเหนื่อยมากกว่านี้อีกแล้วค่ะ”

เมื่อนำเรื่องการไปประกวดร้องเพลงเสนอต่อทางคอนแวนต์ คุณแม่อธิการและซิสเตอร์จึงประชุมพิจารณากัน ซิสเตอร์ฟรานซิสบอกว่าไม่ได้เด็ดขาด นางชี้แจงว่าพวกตนทำเพื่อเพื่อน สินีนาฎก็อ้างว่าพระเจ้าสอนให้เรารักและเมตตาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จอยคามเป็นเพื่อนพวกตนถ้าช่วยได้ยิ่งต้องช่วย สายสุดาขัดขึ้นว่า บอกแล้วว่ายังไงมาดามก็ไม่เห็นด้วย ซิสเตอร์ฟรานซิสเลยสั่งให้กลับห้องเรียนกัน

“เดี๋ยวก่อน” แม่อธิการเอ่ยขึ้น ทุกคนชะงัก “เรื่องนี้ฉันควรจะเป็นคนตัดสินใจไม่ใช่หรือ ฉันชอบใจที่พวกเธอนึกถึงคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า และมีจิตใจที่รักต่อเพื่อนของเธอ และยังกล้าหาญมากที่มาขออนุญาตอย่างตรงไปตรงมาไม่แอบไปทำลับหลังเหมือนคราวก่อนๆ ให้พวกฉันต้องปวดหัวอีก”

“อย่างนี้แปลว่าเรเวอร์เร็นท์มาเธอร์อนุญาตใช่ไหมคะ” นางถามเสียงใส

“ยังจ้ะ การจะออกไปธุระข้างนอกนั้นต้องมีซิสเตอร์ดูแลและรับผิดชอบแล้วตอนนี้ซิสเตอร์ทุกท่านก็งานล้นมือแล้ว ถ้าไม่มีซิสเตอร์คนไหนรับอาสาฉันก็คงจะอนุญาตไม่ได้”

“ดิฉันขอรับอาสาเองค่ะคุณแม่อธิการ” ซิสเตอร์ปอนลีนก้าวออกมาอาสา

พวกนักเรียนต่างดีใจกันมากอยากจะเฮกันให้สุดเสียง แต่เพราะอยู่ต่อหน้าซิสเตอร์และคุณแม่อธิการจึงต้องเก็บอาการ

คุณแม่อธิการมองปอนลีนที่อาสางานนี้อย่างเป็นห่วง

ooooooo

เมื่อด่านสำคัญผ่านแล้วนางจึงจัดทีมที่จะร้องเพลงประกวด สินีนาฎกับฮองลันเกิดไม่มั่นใจกลัวมีคนอัดคลิปลงยูทูบอายแย่ นางติงว่าเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ถ้าเราทำได้จอยคามก็จะได้เรียนเปียโน

“ใช่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องชนะ” สายสุดาลุ้น

เมื่อหว่านล้อมกันจนทุกคนพร้อมสู้แล้ว นางเสนอว่าเราต้องเริ่มจากรู้จักการแข่งขันและผู้เข้าแข่งขันปีก่อนๆ ถามมาเรียว่าเธอไปดูทุกปี ทีมที่ได้ที่หนึ่งเขาร้องเพลงแนวไหน ยังไง มาเรียบอกว่ามีทุกแนว ไม่ใช่แค่ร้องประสานเสียงเท่านั้น ทั้งร้องทั้งเต้นทั้งแสดง นางบอกว่าเราก็ต้องเต็มที่ ต้องทั้งร้องทั้งเต้นทุกคนด้วย

นางกับสินีนาฎเสนอให้เริ่มจากแนวเพลงคลาสสิกที่เราชอบดีไหม พอเสนอเพลงคลาสสิกนางก็นึกเห็นหน้าธนาธิปที่ชอบฟังเพลงคลาสสิกโผล่มาเต็มไปหมด แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นเกิร์ลเจนใส่ขาสั้นแดนซ์กระจาย นึกภาพแล้วไม่ไหว เปลี่ยนเป็นแนวร็อก แล้วเปลี่ยนเป็นชุดราตรีปักเลื่อม นางมโนจนตัวเองสับสน

พอดีมาเรียเสนอโอเปร่า จอยคามเสนองิ้ว นางมึนตัดบทว่าเอาไว้ก่อนดีกว่า สินีนาฎกะว่าพรุ่งนี้เริ่มซ้อมต้องแซ่บเว่อร์แน่ๆ

ฝ่ายปอนลีนเมื่ออาสาแล้วก็สวดมนต์อธิษฐานกับพระเจ้าขอให้ประทานความเชื่อมั่นแก่ตนในวันที่ตนหวาดกลัวและเจ็บป่วยให้พระองค์ประทานใจที่เข้มแข็งให้ทำหน้าที่ที่ควรทำด้วยเถิด

เช้าวันต่อมาขณะธนาธิปกำลังดื่มกาแฟอ่านหนังสือ พิมพ์อยู่ในห้องทำงานก็ได้รับจดหมายเป็นเครื่องบินกระดาษร่อนเข้ามา เป็นจดหมายจากนางแจ้งว่านักเรียนไทยที่วิคตอเรียคอนแวนต์จะไปประกวดร้องเพลงที่เทศกาลประกวดร้องเพลงประสานเสียงของปีนัง บันลือนึกได้บอกว่าคงจะเป็นเรื่องเดียวกับที่สายสุดามารอพบเขาวันนั้น แต่ไม่เจอ

ธนาธิปบอกว่าอยากปล่อยให้เป็นเรื่องของทางคอนแวนต์ ส่วนเรื่องที่ตนเป็นผู้ปกครองของสินีนาฎนั้นคงต้องรอให้ผ่านเรื่องประกวดร้องเพลงไปก่อนหวังว่าดนตรีจะช่วยให้พวกเขาเป็นเพื่อนกันได้

ooooooo

ในการซ้อมวันแรก ซิสเตอร์ปอนลีนอบรมทีมประกวดว่า

“การร้องเพลงประสานเสียงไม่ใช่แค่การเอาเสียงมาประสานกันเท่านั้นแต่คือการประสานทั้งใจและวิญญาณ เข้าด้วยกัน เรามีเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น นั่นหมายความว่าพวกเธอต้องซ้อมอย่างหนัก ชัยชนะไม่ใช่เรื่องที่ต้องห่วง ห่วงแค่ว่าจะไม่ทำให้โรงเรียนขายหน้าแค่นั้นก็พอ”

นางบอกว่าพวกเราอยากชนะ สินีนาฎถามว่าต้องซ้อมหนักแค่ไหนถึงจะชนะได้

“ก็จนกว่า...เธอทุกคนจะหายใจด้วยลมหายใจเดียวกันนั่นแหละ” ซิสเตอร์มาการิต้าบอก

“หายใจด้วยกัน ไม่น่ายากนะคะ เนอะ พวกเรา!” นางหันถาม เพื่อนๆทุกคนพยักหน้ามั่นใจสุดๆ

ซิสเตอร์ปอนลีนมองหน้ากันกับมาการิต้า แล้วหันมองพวกเด็กๆที่กำลังฮึกเหิมแบบ...เดี๋ยวก็รู้!

ooooooo

วันแรกที่ซ้อม พวกเด็กๆก็ถูกเคี่ยวกันจนเหงื่อตก พอรุ่งขึ้นก็ให้แต่งชุดพละเพื่อออกกำลังกายให้แข็งแรง จะได้หายใจได้ยาวขึ้น ย้ำว่า อย่าลืม ลมหายใจพวกเธอ จะต้องหายใจด้วยกัน พร้อมกัน!

พอออกกำลังกายเสร็จ ทีมร้องเพลงก็หอบแฮ่กกันจมูกบาน นาทีนี้ อย่าว่าแต่หายใจพร้อมกันเลย ต่างคน ต่างหายใจก็ไม่แทบแย่แล้ว...

การฝึกเพิ่มขึ้นทุกวัน นอกจากออกกำลังกายให้ลมหายใจยาวขึ้น ฝึกหายใจให้พร้อมกันแล้วยังสอนให้เต้นเริ่มจากเบสิก จากง่ายไปสู่ยาก จากช้าไปสู่เร็ว เมื่อฝึกร้องประสานเสียง ซิสเตอร์มาการิต้าก็เคี่ยวจนทุกคนเหนื่อยก็ยังถูกบ่นว่า

“หยุด! หายใจกันคนละทีสองทีมันจะเรียกว่าประสานได้ยังไง!”

แม้จะซ้อมจนแทบไม่มีเวลาแต่นางก็ยังแว่บไปที่บ้านธนาธิปจนได้ ไปเห็นบิ๊กไบค์ของชัยพงษ์ก็ลูบไล้อย่างหลงใหล ถูกชัยพงษ์ถามชอบจริงๆหรือแนวผู้หญิงมันต้องซอฟต์หน่อย นางบอกว่าแนวซอฟต์ต้องสินีนาฎเธอสวยหวาน เห็นชัยพงษ์ยิ้มก็แซวว่ายิ้มแบบนี้ชอบเพื่อนตนหรือ ถ้าชอบต้องเพิ่มเซลล์เจ้าชายเข้าไปอีกนิดเพราะเจ้านั้นเขาแนวมโนชอบให้เจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยชีวิต มอเตอร์ไซค์อย่างนี้อาจเสียงดังไปนิ้ดนึง...

สินีนาฎแอบชอบธนาธิปอยู่ก็ชงกาแฟไปให้เขาที่ห้องทำงาน ธนาธิปถามว่าบันลือใช้ให้มาเหรอ เธอบอกว่าตนทำเองแล้วยืนรีรอจนเขาถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

“ท่านกงสุลมีอะไรจะให้หนูช่วยไหมคะ”ธนาธิปบอกว่าไม่มีไปซ้อมเปียโนเถอะ “จะงานบ้านงานอะไรหนูทำได้หมดนะคะ หนูอยากทำอะไรทดแทนให้ท่านกงสุลค่ะ”

“ไม่เป็นไร ขอให้หนูแค่ตั้งใจเรียนเท่านั้นไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นนะ”

ธนาธิปก้มหน้าทำงานต่อ สินีนาฎแอบมองยิ้มปลื้มก่อนเดินออกไป

ฝ่ายสายสุดาฝึกร้องเพลงอยู่ที่ริมสระน้ำบ้าน

อธิป คัมพลเดินฟังสายสุดารู้สึกตัวหยุดร้อง เขินจนทำตัวไม่ถูก คัมพลถามว่าหยุดร้องทำไมเพราะดีออก คัมพลถามว่าจะซ้อมกันไปถึงไหน พอรู้ว่าสายสุดามีปัญหาเรื่องลมน้อย คัมพลเป็นนักกีฬาเลยแนะนำการหายให้ อุตส่าห์ไปหากังหันเล็กๆ มาให้เป่าหมุนไปในจังหวะนิ่งๆ สายสุดาทำตามแล้วหัวเราะกันร่าเริง

บันลือถือถาดน้ำมาให้ พอเห็นสองคนฝึกให้กันก็ยิ้มอย่างเอ็นดู

นางหิวบ่อย ช่างกิน เข้าไปต้มบะหมี่กินในห้องครัว ธนาธิปเข้ามาถามว่าทำท่าไหนซิสเตอร์ถึงยอมให้ออกไปเล่นสนุกข้างนอก นางบอกว่าไม่ใช่เรื่องสนุกแต่เป็นเรื่องจริงจัง ตนก็แค่ทำให้มันถูกต้องอย่างที่เขาสอนเท่านั้น

“ฉันไปสอนเธอตอนไหน”

“ก็ทุกตอนแหละค่ะ ยิ่งตอนล่าสุดที่รถชนนี่ นางรู้ว่าท่านกงสุลและมาดามโกรธเพราะห่วงพวกเราจริงๆ

นางก็เลยไม่อยากไปทำอะไรโดยไม่บอกอีก”

“โอ้โห...” ธนาธิปอุทานทึ่ง นางยิ้มเผล่ถามว่า ไงล่ะ เจ๋งไหม “ฉันดีใจนะที่เธอคิดได้แต่การร้องเพลงประสานมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไงก็อดทนแล้วก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน”

พอได้กำลังใจ นางก็ทำเสียงเหนื่อยมากบ่นว่าร้องเพลงแต่เทรนอย่างกับจะไปโอลิมปิก แล้วโซ้ยบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย ธนาธิปมองขำๆ เห็นปากเลอะก็ส่งผ้าให้เช็ด นางยกมือไหว้รับไปเช็ดปากแต่ก็ยังกินบะหมี่ไปคุยไปอย่างร่าเริงสนุกสนาน

ธนาธิปยืนฟังไปยิ้มไปกับความเป็นตัวเองที่ไร้ มารยาของนาง

ooooooo

อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 7 วันที่ 29 ก.ย.59

ละครเรื่อง นางอาย บทประพันธ์โดย นราวดี
ละครเรื่อง นางอาย บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกษ
ละครเรื่อง นางอาย กำกับการแสดงโดย ปวันรัตน์ นาคสุริยะ
ละครเรื่อง นางอาย ผลิตโดย บริษัท เมกเกอร์ วาย จำกัด
ละครเรื่อง นางอาย ควบคุมการผลิตโดย ยศสินี ณ นคร
ละครเรื่อง นางอาย ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ