อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 10 วันที่ 9 ต.ค.59

อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 10 วันที่ 9 ต.ค.59

เมื่อกลับเข้าห้องนอน สินีนาฎทำทีถามว่าเธอคุยกับธนาธิปตั้งนาน เขาพูดอะไรหรือ นางเล่าไปขำไปว่าเขาหัวโบราณมากตั้งใจเดินมาว่าตนว่าแก่แดดที่เต้นรำกับคัมพล สินีนาฎถามว่าแล้วเธอโกรธเขาไหม

“โกรธทำไม ขำจะตาย โบร้านโบราณ นี่คุณแม่ห้ามฉันเรียกเขาว่าลุง ฉันว่าต่อไปฉันเรียกท่านขุนดีกว่าไม่แก่แต่ดูตรงยุค” พูดแล้วชวนไปหาคุณพ่อคุณแม่

ที่ห้องกันไหมเพราะพรุ่งนี้ก็จะกลับตันหยงบุหงาแล้ว

สินีนาฎไม่ไป นางบอกว่าตนไปคนเดียวก็ได้แล้วเข้ากอด บอกว่า “ฉันดีใจนะที่เราเป็นเพื่อนรักกัน”



สินีนาฎกอดตอบอย่างเห็นถึงความจริงใจของนาง แต่พอนางไปแล้ว เธอก็น้ำตาไหลเมื่อนึกเห็นภาพเมื่อคืนที่ธนาธิปแอบมองนางตลอด มองตัวเองในกระจก พูดอย่างสมเพชว่า

“ไม่มีใครมองพระจันทร์หรอก หยุดเพ้อได้แล้ว!!”

ooooooo

คืนนี้เมื่อธนาธิปกลับถึงบ้าน บันลือรายงานเรื่องสายสุดาให้ฟัง เขาขอบคุณที่ช่วยจัดการทุกอย่างให้อย่างดี เมื่อทราบว่าตั้งแต่มาถึงสายสุดาก็เอาแต่นั่งซึมและร้องไห้ ธนาธิปบอกว่าไว้มีโอกาสตนจะคุยกับเธอเอง

รุ่งขึ้นธนาธิปลงมาที่ห้องรับแขกจะมาคุยกับสายสุดา บันลือบอกว่าออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว

สายสุดาไปนั่งซึมที่ชายหาด คัมพลออกมาจ๊อกกิ้งเจอจึงชวนไปวิ่งให้เหงื่อออกจะได้สดชื่นขึ้น พาไปซื้อชุดกีฬาเปลี่ยน คุยอย่างสนุกสนานว่า ถ้าวันนี้เธอยิ้มไม่ออกไม่ต้องกลับบ้าน แล้วพาวิ่งทั้งลุ้นทั้งดัน จากชายทะเลวิ่งไปถึงยอดเขา พอเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามจากยอดเขา สายสุดามองอย่างตื่นตะลึงยิ้มและชมว่า “สวยจัง...”

“นี่ไง ยิ้มแล้ว เยส!” คัมพลร้อง แล้วเล่าว่า “เวลาไม่สบายใจพี่จะมาที่นี่นะ กว่าจะขึ้นมาได้เหนื่อยแทบตาย แต่พอขึ้นมาถึง ธรรมชาติมันก็ตอกย้ำให้เรารู้สึกตัวว่า มนุษย์เราที่แท้ตัวเล็กจิ๋วมาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะคิดว่าปัญหาที่เรามีมันยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ความเป็นจริงแล้ว มันเป็นแค่ฝุ่นของจักรวาลนี้เท่านั้นเอง” สายสุดาฟังทึ่ง คัมพลถามว่า “ไง เท่เลยดิ เนื้อเพลงฝรั่งน่ะ พี่แปลมาอีกที”

“มิน่า สายก็ว่าคุ้นๆ” สายสุดาหัวเราะขำ ทั้งสองหัวเราะกันอย่างสดชื่นท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม...

ooooooo

นางกลับมาถึงบ้านพักที่ตันหยงบุหงาพร้อมขนมที่ซื้อมาฝากเพื่อนๆเพียบ เพื่อนๆหยิบกินกันหนุบหนับทั้งอร่อยทั้งสนุก แล้วทุกคนก็ตื่นเต้นเมื่อนางถามว่าคืนนี้พวกมาดามไม่อยู่เขาจะปิดบ้านเต้นระบำไอริชกันจริงไหม

จรรยาบอกว่าน่าจะจริงเพราะคืนนี้ให้พวกเราดูแลกันเองไม่มีมาดามมาคุม นางชวนทันทีว่าไปแอบดูกันไหม จอยคามตอบทันทีว่าไป ถูกจรรยาเบรกว่าใจคอนางจะสร้างวีรกรรมที่นี่ทุกคืนเลยหรือ?

ขณะนั้นสินีนาฎลุกเดินออกไป นางถามว่าจะไปไหน เธอบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่พอนางจะไปเป็นเพื่อนก็ไม่เอาให้กินขนมไปเถอะ ตนไปแป๊บเดียวเดี๋ยวมา

พอออกมาที่ชายหาดพ้นสายตาเพื่อนๆ สินีนาฎก็น้ำตาไหลพรากอย่างกลั้นไม่ไหว โดยไม่รู้ว่าซิสเตอร์เทเรซ่ามาอยู่ข้างหลัง จนเทเรซ่าเอ่ยขึ้นว่า

“บางทีการที่ได้ระบายออกมามันก็ช่วยให้สบายใจได้นะจ๊ะ” สินีนาฎตกใจพยายามเช็ดน้ำตาหยุดร้องไห้ “ร้องไปเถอะ แต่ฉันอยากบอกหนูนะว่าการได้ระบายออกมา มันก็แก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว แต่สุดท้าย ใจของเราต่างหากที่ปล่อย ไม่ใช่น้ำตา”

“มาดามขา หนูจะทำยังไงดี หนูไม่มีความสุขเลย หนูไม่มีเหตุผลที่จะยิ้มจะหัวเราะเหมือนคนอื่นๆเลยหนูจะทำยังไงคะ” สินีนาฎน้ำตาทะลักออกมาอีก

“ความทุกข์ มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดนะจ๊ะ มีคนบอกว่า เวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่ถ้าใจของเรายังยึดไว้ ต่อให้ผ่านไปนานแค่ไหน ความเจ็บปวดมันก็ยังสาหัสอยู่เหมือนเดิม”

เทเรซ่าพูดจากบทเรียนของตัวเอง สินีนาฎถามว่าหมายความว่าตนต้องเป็นแบบนี้ตลอดไปเลยหรือ?

“ไม่ใช่จ้ะ ฉันถึงบอกว่า ความทุกข์มันประหลาด เพราะบทมันจะไป มันก็ไปอย่างง่ายดายเหลือเกิน”

สินีนาฎฟังอย่างตั้งใจแต่บอกว่าไม่เข้าใจ “ทุกข์มันเกิดแค่ครั้งเดียวนะสินีนาฎ เหมือนมีคนมาทำให้เราเสียใจแค่ครั้งเดียว แต่ตัวเราเองนี่แหละที่ไม่หยุดคิดถึงมัน กลับเอาความทุกข์อันนั้นมาฉายซ้ำๆอยู่อีก”

“มันทรมานจริงๆนะคะมาดาม”

“มันทรมานด้วยน้ำมือของตัวเราเองทั้งนั้น ถ้าหนูไม่อยากทรมาน หนูก็ต้องยอมปล่อยมีดนั้นทิ้งไป เพราะตอนนี้ คนที่ทำร้ายหนู ก็คือตัวหนูเอง” สินีนาฎร้องไห้อย่างอัดอั้น “แต่มันไม่ง่ายหรอกนะจ๊ะ แต่หนูต้องอดทน ต้องเข้มแข็ง ต้องเชื่อมั่นในพระเจ้า แล้วสักวัน ฉันเชื่อว่าหนูจะวางมีดนั้นลงได้เอง”

สินีนาฎโผกอดเทเรซ่าแน่น เทเรซ่ากอดตอบอย่างมีเมตตา เข้าใจภาวะจิตใจของสินีนาฎอย่างลึกซึ้งจากประสบการณ์ที่เจ็บปวดทรมานของตัวเองในอดีต...

ooooooo

ที่คอนเวนต์ ธนาธิปพาสายสุดามาส่งในวันเปิดเทอม นักเรียนต่างคุยและอวดของใหม่ๆกัน ฮองลันกับมาเรียเอาดินสอกับปากกาเซ็ตใหม่มาแจกนางสินีนาฎ มีนาและจอยคาม

“น่ารักไหม เซ็ตนี้ล้ำสุดๆใช้เหมือนกันเก๋ๆ”

ฮองลันบอกเพื่อนๆอย่างภูมิใจ

ขณะนั้นเอง สายสุดาเดินเชิดเข้ามานั่งที่โต๊ะราวกับนางพญา มีนากับจอยคามรีบเข้าไปหา สายสุดาบอกทั้งสองว่าคิดถึงที่สุดเลย ถามว่าไปอยู่ตันหยงบุหงากันเหงาไหม ปรายตามองคนอื่นพูดกันท่าว่า

“คนที่ไม่สนิทไม่เป็นไรนะ เปิดเทอมแล้วเราก็ได้กลับเข้ากลุ่มของเราแล้วเนอะ” มีนากับจอยคามไม่กล้าบอกว่าระหว่างไปเล่นน้ำที่ตันหยงบุหงาเกิดอะไรขึ้น สายสุดามองสินีนาฎพูดข่มว่า ผอมไป ดูตนสิน้ำหนักขึ้น คุยโวว่ากลับบ้านคุณแม่ให้ทานแต่ของอร่อยๆ คุยแล้วหันไปพยักพเยิดกับมีนากับจอยคามคิดว่าทั้งสองคงจะเป็นลูกคู่ลูกไล่ของตนเหมือนเดิม

แต่มีนากับจอยคามท่าทีเปลี่ยนไปจนสายสุดาเอะใจถามว่ามีอะไรที่ตนไม่รู้หรือเปล่า ทั้งสองไม่ทันตอบซิสเตอร์ฟรานซิสก็เข้ามา ทุกคนลุกขึ้นกู๊ดมอร์นิ่งมาดามแล้วพากันเงียบ

ที่หน้าห้องดนตรี ปอนลีนกำลังเดินมาอย่างหงุดหงิด พอเลี้ยวโค้งก็ถูกนักเรียนสองคนวิ่งมาชน นักเรียนรีบขอโทษ แต่ปอนลีนปรี๊ดแตกตวาดว่าเดินยังไงไม่ดูทาง นักเรียนทั้งสองขอโทษแล้วก็ยังไม่หยุด แต่พอเห็นคุณแม่อธิการกับมาการิต้าเดินมา จึงค่อยสงบลง

“ปอนลีน” คุณแม่อธิการเอ่ย “ฉันว่าเด็กสองคนนี้ก็เสียใจมากแล้ว ปล่อยแกไปเถอะนะ” แล้วคุณแม่อธิการก็เตือนเด็กทั้งสองอย่างมีเมตตาว่า “คราวหน้าค่อยๆเดินนะจ๊ะ”

เด็กสองคนขอบคุณคุณแม่อธิการแล้วรีบไป คุณแม่อธิการและมาการิต้ามองปอนลีนที่ยังขุ่นมัวอยู่อย่างเป็นห่วง

เมื่อกลับถึงห้องทำงานของคุณแม่อธิการ มาการิต้าปรารภว่า

“ตั้งแต่ประกวดร้องเพลงประสานเสียงก็เหมือนจะดีขึ้นนะคะดิฉันก็เลยวางใจ แต่ตั้งแต่พวกเรากลับจากตันหยงบุหงานี่แหละค่ะ ดูเหมือนอาการจะแย่ลง”

“คงต้องช่วยกันดูแลใกล้ชิดหน่อยนะช่วงนี้...ขอพระเจ้าคุ้มครองปอนลีนด้วยเถอะ”

คุณแม่อธิการและมาการิต้ามองหน้ากันอย่างกังวล

ฝ่ายปอนลีนไปที่ห้องดนตรีในสภาพสับสนอารมณ์พลุ่งพล่านจนเหงื่อแตกแต่พยายามบอกตัวเองว่า “ฉันหายดีแล้ว...หายดีแล้ว...” อาการสับสนก็ค่อยสงบลง แต่กลายเป็นเศร้าหมอง...

ooooooo

ฝ่ายสายสุดาเห็นท่าทีไม่ปกติของมีนากับจอยคามก็ตามไปที่ห้องล็อกเกอร์ผลักทั้งสองกระแทกตู้ล็อกเกอร์ถามว่า

“เกิดอะไรขึ้น ไหนว่ายังไงก็ไม่มีวันไปเป็นพวกเดียวกับพวกนั้นไง ทรยศ!”

มีนาโมโหที่โดนด่าแรง ปรามว่ามากไปแล้ว เพราะตอนที่ไปอยู่ตันหยงบุหงานางช่วยชีวิตจอยคามไว้ จอยคามก็เล่าเรื่องที่ตนเป็นตะคริวเกือบจมน้ำตาย แต่นางช่วยไว้ พูดอย่างรู้สึกผิดว่า “เขาไม่ได้คิดเลยว่าเราเคยทำอะไรไม่ดีกับเขาไว้บ้าง”

สายสุดาประชดว่าเป็นหนี้บุญคุณกันนี่เอง บังเอิญตนไม่เคยมีบุญคุณกันขนาดนั้น จอยคามขอให้สายสุดาเปิดใจให้กว้างกับนางแล้วจะเห็นว่าเขานิสัยดีมากและมีน้ำใจด้วย ก็ถูกสวนอย่างฉุนเฉียวว่า “แล้วฉันไม่มีน้ำใจหรือยังไง!”

“เธอกลับไปสนุกอยู่บ้านตั้งนานไม่เห็นมีอะไรมาฝากพวกฉันเลย” จอยคามเอ่ย ถูกสายสุดาด่าว่าเห็นแก่ของฝาก มีนาตัดบทว่าไม่เกี่ยวกับของฝาก ชี้ให้สายสุดามองเห็นตัวเองว่า

“แต่ถ้าเธอยังเป็นแบบนี้อยู่ มันก็จะยิ่งชัดนะว่านางน่ะ เขา ‘เหนือ’ กว่าเธอมาก”

สายสุดาตวาดปราม มีนาจึงเตือนจอยคามรีบไปซ้อมดนตรีเดี๋ยวถูกซิสเตอร์ปอนลีนบ่นเอาอีก แล้วชวนกันรีบไป ทำให้สายสุดายิ่งแค้นใจมาก เดินหน้าบึ้งมาเจอนางกำลังเดินจ้ำอ้าวมาก็จงใจเดินไปชนจนนางเซ พอนางไม่พอใจก็ถามว่า

“ฉันแค่เบียดทางเดินเธอนิดเดียวจะโวยวายทำไม ทีเธอกับสินีนาฎมาแย่งทั้งพี่ชายทั้งเพื่อนสนิทฉันไป ฉันยังไม่พูดอะไรกับเธอเลยนะ”

“กลับไปเมืองไทยดูละครมากไปหรือเปล่าเนี่ย ไม่มีใครเขาแย่งอะไรจากเธอไปทั้งนั้นแหละ ประสาท!” ว่าแล้วนางเดินไปอย่างไม่อยากต่อล้อต่อเถียงให้เสียเวลา สายสุดามองตามโกรธจนน้ำตาคลอ

นางรีบเอาจดหมายที่มาดามฝากมาให้สินีนาฎ สินีนาฎรับไปดูงงๆเพราะไม่ใช่ลายมือของแม่ เมื่อเปิดดูจึงรู้ว่าเป็นจดหมายของป้าทับทิมเพื่อนสนิทที่แม่ไปอยู่ด้วย ป้าทับทิมเขียนเล่าถึงอาการเจ็บป่วยของ

สายสนมเพราะทำงานหนัก แต่ไม่ยอมไปโรงพยาบาล ตนต้องตามหมอมาดูจึงรู้ว่าเป็นไข้หวัดใหญ่มีอาการปอดบวมแทรก จดหมายเล่าว่า

“ตอนนี้สายสนมบ่นแต่ว่าไม่มีเงินไม่อยากไปหาหมอแล้ว เอาแต่โทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุทำให้หนูต้องอับอายเพื่อนๆ ป้าเชื่อว่าสายสนมคงมีกำลังใจและฟื้นตัวเร็วกว่านี้ถ้าได้รับจดหมายจากหนูสิบ่อยๆ เพราะหนูเป็นความรักและความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของแม่ หมั่นเขียนจดหมายติดต่อแม่มาบ้างนะลูก รัก ป้าทับทิม”

สินีนาฎเงยหน้าจากจดหมายน้ำตาอาบแก้ม บอกนางว่าตนอยู่ไม่ไหวแล้วจะกลับบ้าน พร่ำโทษตัวเองว่า

“ฉันผิดเองนาง ฉันโกรธที่แม่ล้มละลาย โทษแต่แม่ว่าทำให้ฉันต้องเป็นภาระคนนั้นคนนี้ ฉันก็เลยไม่อ่านจดหมายไม่เขียนจดหมายหาแม่เลย ฉันคิดแต่ว่าฉันอายคนอื่น ฉันไม่นึกถึงแม่เลย นี่ถ้าแม่เป็นอะไรไปก็เพราะฉันคนเดียว” นางปลอบว่าอย่าคิดแบบนั้น ตนจะพาไปหามาดาม “ไม่เอา พอซะที ฉันเบื่อกับการขอร้องคนอื่น ขอแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่น”

สินีนาฎสมเพชตัวเอง นางติงว่าเธอกำลังดูถูกความหวังดีของคนอื่นที่เขาห่วงใย

“ไม่มีใครเขาห่วงใยฉันจริงๆหรอกนาง เขามีแต่สงสารหรือไม่ก็สมเพช”

“ไม่จริงหรอก อย่างน้อยเธอก็มีฉัน เราเป็นเพื่อนตายกัน ฉันสัญญานะว่าฉันจะหาทางช่วยแม่เธอให้ได้” นางกอดสินีนาฎไว้อย่างให้กำลังใจและมุ่งมั่นที่จะช่วยเพื่อนให้ได้

ooooooo

เร็วเท่าความคิด คืนนี้นางไปหาธนาธิปด้วยวิธีเดิม จนถูกเขามองดุ นางอ้อนว่าตนมีเรื่องจำเป็นจริงๆ ธนาธิปจึงเดินไปนั่ง นางรีบตามเข้าไปอย่างมีความหวัง เสนอทันทีว่า

“ท่านกงสุลคะ นางขอใช้โทรศัพท์โทร.กลับไปหาแม่ได้ไหมคะ นางมีเรื่องด่วนจี๋” ธนาธิปถามหน้านิ่งว่าเรื่องอะไร

“เรื่องสินีนาฎค่ะ แม่เขาไม่สบายมาก นางจะให้แม่นางพาไปหาหมอ”

ธนาธิปบอกว่าเรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวตนจัดการเอง นางบอกว่าสินีนาฎไม่อยากให้เป็นภาระของใคร

“แต่ฉันเป็นผู้ปกครองของเขา”

“แต่นางเป็นเพื่อนตายของสิ และนางสัญญากับเพื่อนแล้วว่า จะไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร แม้แต่ท่านกงสุล”

ธนาธิปตามใจถามว่าแล้วเธอจะบอกคุณแม่ว่ายังไง ถึงได้มาใช้โทรศัพท์ที่นี่ในเวลาแบบนี้ ประชดว่า หรือจะบอกว่าปีนรั้วโรงเรียนมาดี

“ท่านกงสุล! โอ๊ยยยย แล้วนางจะทำยังไงดี”

“กลับไปโรงเรียน เดี๋ยวฉันจะโทร.บอกคุณแม่เธอให้เอง จะเรียนท่านว่าฉันไปเจอเธอมาวันนี้” นางถามว่าท่านกงสุลจะยอมโกหกหรือ? “ก็ฉันไม่ได้บอกว่าเจอเธอที่ไหน เวลาไหน ก็ไม่ได้โกหก กลับไปได้แล้ว”

นางดีใจมากฝากเรื่องนี้ด้วยเพราะสำคัญมากกับสินีนาฎ แต่พอจะกลับก็นึกได้หันมาไหว้ขอบคุณ บอกว่า

“นางนึกไม่ออกเลยถ้ามาอยู่ที่นี่โดยไม่มีท่านกงสุลจะเป็นยังไง”

เป็นคำพูดจากใจที่ใสซื่อของนางแต่ธนาธิปฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด

ooooooo

เมื่อสายสุดาหาว่ามีนากับจอยคาม “ทรยศ” ตนแล้วก็หาลูกไล่คนใหม่คือ ซาเรีย วันนี้ในห้องอาหารสังเกตเห็นสินีนาฎไม่กินข้าวก็ถามซาเรียว่าสินีนาฎเป็นอะไร

“เห็นพวกนางคุยกันว่าแม่สินีนาฎไม่สบายหนักมาก แต่ไม่ยอมไปหาหมอ”

สายสุดาฟังแล้วแอบเห็นใจสินีนาฎขึ้นมา เมื่อเจอสินีนาฎที่ห้องซ้อมเปียโนก็ถามว่าแม่เธอป่วยหนักหรือ

สินีนาฎพยักหน้า สายสุดาถามว่าทำไมไม่บอกพี่ธิปเพราะเขาเป็นผู้ปกครองของเธอ สินีนาฎบอกว่าเกรงใจ

“เกรงใจอะไรก็ให้มันถูกเรื่องสิ นี่แม่เธอป่วยนะ” สายสุดาท้วงติง สินีนาฎไม่ทันตอบนางก็เข้ามาถามว่าสายสุดาทำอะไรเธอ มาพูดอะไรให้เสียใจอีกหรือเปล่า สายสุดาโบ้ยให้ถามกันเองก็แล้วกัน แล้วเดินออกไปเลย

นางมาบอกข่าวดีสินีนาฎว่า เมื่อกี้มาดามเรียกตนไปบอกว่า คุณแม่โทร.มาบอกว่าแม่เธอไปหาหมอแล้ว สินีนาฎดีใจขอบคุณพระเจ้าและขอบคุณคุณพ่อ

คุณแม่นางด้วย สายสุดาฟังแล้วนึกอิจฉาที่ตนกลายเป็นคนไม่มีเพื่อนเลย แต่พอจะออกไปก็เจอจอยคามกับมีนาเข้ามา จอยคามบอกว่าเราเลิกโกรธกันเถอะ ตนคิดถึงเธอ สายสุดาท่าทีอ่อนลงถามว่านี่จะไปไหนกัน จอยคามบอกว่ากำลังจะไปสอบเปียโนก็พูดยิ้มๆว่า

“ดี ฉันขออวยพรให้เธอสอบ...ตก ทั้งเธียร์รี่แล้วก็ปฏิบัติ” พูดแล้วสะบัดไปเลย

“โอ้วววววมายยย...” มีนาอุทานมึน...แทนที่จะได้รับคำอวยพรกลับถูกแช่ง!

สินีนาฎเข้าไปเล่นดนตรีเพลงเศร้าเมื่อเธอคิดถึงที่นางเล่าข่าวของแม่ให้ฟังว่า คุณพ่อคุณแม่ของตนส่งแม่เธอเข้าโรงพยาบาลแล้ว หมอบอกว่าโชคดีที่มาทันก่อนที่ปอดจะติดเชื้อ ตอนนี้ปลอดภัยล้านเปอร์เซ็นต์ และตอนนี้แม่ตนกับแม่เธอคงจะซี้ปึ้กกันแล้ว นางพูดอย่างปีติว่า

“ดีเนอะ แม่เราก็สนิทกันเหมือนที่เราเป็นเพื่อนรักกันไง”

“ขอบใจนะนาง” สินีนาฎเอ่ยอย่างซึ้งใจ แล้วเพลงที่เธอเล่นก็เปลี่ยนเป็นเพลงสนุกสนานขึ้นมาทันที...

ooooooo

ที่นิวฮอลล์ ซิสเตอร์ปอนลีนนั่งหน้าเวทีให้คะแนนการสอบเปียโน จอยคามกำลังโชว์ฝีมือบนเวทีและยังมีอีกเกือบสิบคนรวมทั้งสายสุดานั่งรอสอบอยู่ เสียงเปียโนที่สินีนาฎเล่นแว่วเข้ามาเบาๆ แต่จอยคามยังมีสมาธิเล่นได้เป็นปกติ...

ปอนลีนฮัมเพลงตามที่จอยคามเล่นเพลินๆแต่เสียงเปียโนที่สินีนาฎเล่นรบกวนจนสมาธิขาดผึง! หักปากกาในมือทิ้ง ทุกคนในห้องสะดุ้งเฮือกซุบซิบกันกลัวๆ แม้ปอนลีนจะพยายามข่มอารมณ์แต่ทนไม่ไหวลุกพรวดขึ้นทันที!

ขณะสินีนาฎกำลังเล่นเปียโนเคลิ้มอยู่นั้น เสียงปอนลีนก็แผดแว้ดเข้ามา

“นี่ไม่ใช่ชั่วโมงซ้อมของเธอ ฉันเคยสั่งห้ามแล้วใช่ไหม กล้าดียังไงถึงเข้ามาเล่นอีก!”

สินีนาฎตกใจลุกยืนทันที สายสุดาและทุกคนวิ่งกรูกันเข้ามามุงดู ทุกคนสีหน้าหวาดกลัวปอนลีนที่กำลังเกรี้ยวกราด สินีนาฎยืนตัวสั่น รีบขอโทษ บอกว่าตนไม่เห็นมีใครซ้อมจึงมาซ้อม ปอนลีนอาการกำเริบมือสั่นระริก สติแตกตวาดด่าลั่น

“ไม่รู้จักกาลเทศะ เธอไม่รู้เหรอว่าอีกห้องเขาสอบกันอยู่ นี่เธอตั้งใจก่อกวนการสอบใช่ไหม? ใช่ไหม?!?!”

“เปล่านะคะ... หนูไม่ได้ตั้งใจ...” ปอนลีอารมณ์ระเบิดตบหน้าสินีนาฎฉาดใหญ่ ซิสเตอร์ออเดรย์ นาง

มาเรีย และฮองลันเข้ามาเห็นพอดี ทุกคนตะลึง! สินีนาฎช็อก ออเดรย์ดึงสินีนาฎไปกอด เรียกชื่อปอนลีนให้ได้สติ

นางเห็นเพื่อนถูกตบร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของออเดรย์ก็โมโหสุดขีดปราดไปโวยวายปอนลีนอย่างหมดความเกรงใจ

“ทำแบบนี้มันเกินไป! นางไม่ยอม!! นางจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!!!”

แล้วนางก็เขียนจดหมายถึงคุณแม่อธิการฟ้องว่าสินีนาฎถูกมาดามปอนลีนทำร้ายร่างกายและจิตใจทั้งที่ไม่มีความผิด สินีนาฎเสียใจ เราทุกคนเสียขวัญ เราต้องการให้มีการลงโทษคนผิด เราต้องการคำขอโทษ และเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าคนหมู่มาก การขอโทษก็ต้องกระทำต่อหน้าคนหมู่มากเช่นกัน เขียนเสร็จเอาไปส่งคุณแม่อธิการทันที

อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 10 วันที่ 9 ต.ค.59

ละครเรื่อง นางอาย บทประพันธ์โดย นราวดี
ละครเรื่อง นางอาย บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกษ
ละครเรื่อง นางอาย กำกับการแสดงโดย ปวันรัตน์ นาคสุริยะ
ละครเรื่อง นางอาย ผลิตโดย บริษัท เมกเกอร์ วาย จำกัด
ละครเรื่อง นางอาย ควบคุมการผลิตโดย ยศสินี ณ นคร
ละครเรื่อง นางอาย ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ