อ่านละครนาคี ตอนที่ 10/3 วันที่ 11 ต.ค.59

อ่านละครนาคี ตอนที่ 10/3 วันที่ 11 ต.ค.59

“เจ้าไปก็เอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ ฉัตรสุดา ข้าเองยังแทบเอาตัวไม่รอด” วัชระปราการช่วยห้ามอีกแรง
ฉัตรสุดาฮึดฮัด เจ็บใจที่หาวิธีต่อกรกับเมืองอินทร์ไม่ได้ “ไม่มีวิธีใดจักปลิดชีพอ้ายหมออาคมชั่วผู้นั้นได้เลยหรือ”
“สู้กับเจ้าอินทร์ จักใช้แต่กำลังเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้เล่ห์กลด้วยจึงจักมีชัยเหนือมัน”
ฉัตรสุดาสงสัย “เจ้าหมายความว่าเยี่ยงไร เลื่อมประภัสร์”
“อันวิสัยบุรุษนั้นจักพ่ายสิ่งใด หากมิใช่มารยาร้อยเล่มเกวียนของอิสตรี !”
“ข้ายังไม่แจ้งใจในอุบายของเจ้า เลื่อมประภัสร์” วัชระปราการซัก
“ข้าพอมีวิธีจักเอาชนะเจ้าอินทร์ได้แล้ว” เลื่อมประภัสร์ยิ้มมาดมั่น มั่นใจในอุบายของตน

คำแก้วติดไฟหุงข้าว พลางคิดทบทวนตอนเผชิญหน้ากับเมืองอินทร์
ภาพในอดีตตอนที่เมืองอินทร์เป็นพราหมณ์เจ้าอินทร์ตอนกำลังร่ายมนต์จับปลาไหลเผือก


“ไอ้หมอผีนั่นมันเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมาแต่ปางไหน”
ภาพเมืองอินทร์ในอดีตชาติผุดวาบขึ้นมาในหัว
เจ้าอินทร์จับชีพจรที่ข้อมือ ตรวจดูอาการไข้ของกรรเจียกที่นอนอยู่บนแท่นบรรทม ใบหน้าซีดเซียว ตรอมใจหลังจากที่รู้ว่าแม่ทัพไชยสิงห์มีคนรักอยู่แล้ว
นิรุทธราชประทับนั่งไม่ติด เป็นห่วงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน “ลูกข้าอาการเป็นเยี่ยงไรบ้าง เจ้าอินทร์”
“หายใจไม่เป็นจังหวะ ชีพจรแผ่วเบาผิดปกติ” เจ้าอินทร์หน้าเครียด
“เจ้าพี่ไม่ยอมเสวยพระกระยาหารมา 3 วันแล้วเจ้าข้า เจ้าพ่อ เอาแต่นอนนิ่งเหม่อลอยเยี่ยงนี้ บางคราก็หวีดร้องร่ำไห้คล้ายผีเข้า” พิมพาวดีเอ่ยด้วยความห่วงใย
“โธ่....ลูกหญิง นี่เจ้าเป็นอันใดกันแน่” พระเจ้านิรุทธราชกระวนกระวาย
“องค์หญิงป่วยเป็นโรคทางใจเจ้าข้า” เจ้าอินทร์รายงาน
“กรรเจียก... เจ้าเป็นอันใด บอกพ่อมาสิ ใครทำอันใดให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจ พ่อจักไปกุดหัวมัน”
กรรเจียกตอบด้วยน้ำเสียงแหบโหย น้ำตานองหน้า “ลูกขาดเขาไม่ได้ ลูกรักเขา เจ้าพ่อ”
“ใคร ? เจ้ารักผู้ใดรึ ? บอกพ่อมาเถิด”
กรรเจียกร้องไห้ออกมา “ไชยสิงห์.... ลูกรักแม่ทัพไชยสิงห์ เจ้าพ่อ”
พระเจ้านิรุทธราชแทบไม่อยากจะเชื่อหู ไม่คิดว่าลูกสาวตนจะหลงรักศัตรูขนาดนี้ “ลูกเอ๋ย...บุรุษหมื่นแสนทั่วทั้งแดนดิน เหตุใดลูกจึงไม่ปองใจใฝ่รัก ใยเจ้าต้องรักไอ้เชลยศึกด้วย”
“หากลูกไม่ได้เขาเป็นคู่ครอง ลูกก็ขอตรอมใจตาย เจ้าพ่อ”
พระเจ้านิรุทธราชเห็นกรรเจียกสะอื้นไห้ก็เห็นใจยิ่งนัก พระองค์รักลูกคนนี้ปานแก้วตาดวงใจ พิมพาวดีขบริมฝีปากแน่น คำพูดของกรรเจียกเหมือนคมมีดนับร้อยๆเล่มปักที่ใจตน

แม่ทัพไชยสิงห์ตามขุนวังมาเข้าเฝ้าพระเจ้านิรุทธราช ขุนวังกดบ่าให้แม่ทัพไชยสิงห์คุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์
“ข้าจักจัดพิธีสยุมพรให้เจ้ากับกรรเจียก”
แม่ทัพไชยสิงห์ตกใจหนักมากที่ได้ยิน “พระบาทเจ้า !”
“ลูกข้ารักเจ้ามาก มากเสียจนข้ากลัวว่าความรักจักทำลายตนเอง” พระเจ้านิรุทธราชสีหน้าไม่เต็มใจ
“แต่ข้า....” แม่ทัพไชยสิงห์อ้ำอึ้ง
“ตอนนี้ชีวิตของเจ้าแลอ้ายขุนทั้งสี่อยู่ในกำมือของข้า จักบีบก็ตาย จักคลายก็รอด หวังว่าเจ้าคงไม่ปฏิเสธไมตรีจากข้า”
แม่ทัพไชยสิงห์ตั้งตัวไม่ติด ทำหน้าไม่ถูก เหมือนน้ำท่วมปาก
“พระบาทเจ้ามีเมตตารับเจ้าเป็นราชบุตรเขย ไม่ดีใจรึไง” มหาอำมาตย์ช่วยเสริม
“ปล่อยตัวสหายข้ากลับคืนปัตตนครก่อน ข้าจักยอมเข้าพิธี” แม่ทัพไชยสิงห์ต่อรอง
พระเจ้านิรุทธราชไม่พอใจชี้หน้า “เจ้าไม่มีสิทธิ์มาต่อรองกับข้า ไอ้เชลย !”
“ในเมื่อข้าเป็นเชลยของท่าน อยากจะทรงทำเยี่ยงใดกับข้าก็เอาเถิด” แม่ทัพไชยสิงห์ยอมก้มหัวให้
“วันใดที่เจ้าทำให้ลูกข้าต้องเสียน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ข้าจักกุดหัวเจ้า รวมทั้งบดขยี้ปัตตนครให้แหลกเป็นเถ้าธุลี จำเอาไว้”
แม่ทัพไชยสิงห์หน้านิ่ง อึดอัด คั่งแค้น แต่ต้องจำยอม เพราะเป็นห่วงทั้งเสนาทั้งสี่ และนาคี ที่มุมลับตา พิมพาวดีมองด้วยแววตาปวดแปลบ เสียคนที่รักไป

นาคีจำศีลอยู่ในถ้ำ แต่จิตใจกลับร้อนรุ่มกระวนกระวายจนทนนั่งจำศีลไม่ไหวอีกต่อไป นาคีลืมตาขึ้น ก้าวลงจากแท่นจำศีล
เลื่อมประภัสร์และฉัตรสุดาที่เฝ้าอยู่รีบปราดเข้ามาถาม “เจ้านางน้อยจักไปไหน”
“ข้าจักไปหาไชยสิงห์”
ฉัตรสุดารีบเข้ามาขวาง “แต่ท่านท้าวศรีสุทโธนาคสั่งเด็ดขาด ห้ามเจ้านางน้อยออกจากคูหาแห่งนี้”
“พวกเจ้าอย่าห้ามข้าเลย ต่อให้ข้านั่งจำศีลภาวนาอยู่ที่นี่ต่อไป ใจของข้าก็ไม่อาจสงบลงได้ เลื่อมประภัสร์... ฉัตรสุดา... ข้าขอเพียงแค่เห็นหน้าไชยสิงห์อีกสักครั้ง แล้วข้าจักรีบกลับมา” นาคีไม่ฟังคำทัดทานของเลื่อมประภัสร์ ฉัตรสุดา รีบวิ่งออกจากถ้ำไป
“เจ้านางน้อย !!!”
ทันทีที่ก้าวพ้นปากถ้ำนาคีก็กลายร่างเป็นพญานาคว่ายน้ำไปทันที
“จักทำเยี่ยงใดดี คราวนี้ต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ” ฉัตรสุดาร้อนรน
“น่าแปลก เหตุใดท่านท้าวศรีสุทโธจึงไม่มีโองการให้ท่านวัชระปราการนำทหารยามมาเฝ้าไว้ที่หน้าปากถ้ำ” เลื่อมประภัสร์สงสัย
“ท่านท้าวคงไม่คิดว่าเจ้านางน้อยจักหนี”
เลื่อมประภัสร์ครุ่นคิด “มีหรือท่านท้าวจักไม่รู้ว่าเจ้านางน้อยคิดจักทำอันใด ?”
เลื่อมประภัสร์และฉัตรสุดาได้แต่สงสัย

ริมสระน้ำ อุทยานหลวง กลางคืน แม่ทัพไชยสิงห์นอนไม่หลับ เฝ้าแต่คิดถึงนาคี กรรเจียกเข้ามาหาแม่ทัพไชยสิงห์พร้อมกับนางอี่ นางบา พอรู้ว่าจะได้แต่งงานกรรเจียกก็หายป่วยเป็นปลิดทิ้ง
“ข้านำพัสตราภรณ์ที่จะใช้ในพิธีสยุมพรวันพรุ่งมาให้ท่าน” กรรเจียกเอ่ยสีหน้ายิ้มแย้ม
แม่ทัพไชยสิงห์มองเครื่องแต่งกายในพานที่นางอี่ นางบาถือมา ด้วยสีหน้าอมทุกข์ “เป็นพระกรุณา เชิญองค์หญิงเสด็จกลับไปได้แล้ว”
“เจ้ารังเกียจข้ามากนักหรือ ไชยสิงห์ ! ถึงได้ขับไล่ไสส่งข้านัก แม้แต่หน้าข้า เจ้าก็ยังไม่อยากจะมอง” กรรเจียกนึกน้อยใจ
“ข้าไม่ได้รังเกียจ หากแต่ข้ามิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อองค์หญิง”
กรรเจียกได้ยินก็เสียใจมาก “เจ้า!”
“ข้ามีคนที่ข้ารักอยู่แล้ว มิอาจแปรหัวใจเป็นอื่นได้” แม่ทัพไชยสิงห์สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง
“ถึงอย่างไร วันพรุ่งเจ้าก็ต้องเข้าพิธีสยุมพรกับข้าอยู่ดี”
กรรเจียกและนางกำนัลทั้งสองเดินออกไป แต่มีเท้าคู่หนึ่งก้าวเข้ามา
“มีอันใดอีก ?” แม่ทัพไชยสิงห์ถามแบบไม่หันไปมองหน้า
“ไชยสิงห์…” แม่ทัพไชยสิงห์ชะงัก จำเสียงได้ รีบหันกลับไป เห็นนาคียืนอยู่น้ำตานองหน้า
“แม่นางไม้ เจ้ามาที่นี่ได้เยี่ยงไร”
“ท่านกำลังเข้าพิธีสยุมพรกับองค์หญิงกรรเจียก ท่านลืมความรักของเราแล้วกระนั้นหรือ”
แม่ทัพไชยสิงห์รีบปฏิเสธพัลวัน “มันไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดนะ แม่นางไม้”
“ไม่ใช่อย่างที่ข้าคิด แล้วมันหมายความว่าอย่างไร ข้าอุตส่าห์เฝ้ารอท่าน เป็นห่วงท่าน แต่ท่านกลับลืมข้าจนหมดสิ้น ท่านทวนคำสัตย์สาบานที่เคยให้ไว้กับข้า ข้าไม่น่าหลงเชื่อท่านเลย” นาคีน้ำตาไหล หันหลังจะวิ่งหนีไป
แม่ทัพไชยสิงห์รั้งไว้ “ฟังข้าก่อนแม่นางไม้ ข้ารักเจ้าคนเดียว รักเจ้าเท่าชีวิต ข้าไม่เคยคิดนอกใจเจ้าเลย ไม่เคยแม้แต่จักชายตาแลหญิงอื่น”
แม่ทัพไชยสิงห์เข้ามา แต่นาคีถอยหนี “พอที ความรักระหว่างท่านกับข้าไม่มีวันเป็นจริงได้ ลาก่อน.... ไชยสิงห์”
นาคีตัดใจจากแม่ทัพไชยสิงห์วิ่งหนีไป แม่ทัพไชยสิงห์วิ่งตามไปจนกระทั่งถึงสระน้ำ ไม่เห็นร่างนาคีเสียแล้ว หายไปคล้ายล่องหน “แม่นางไม้ !!!!”
แม่ทัพไชยสิงห์เสียใจสุดซึ้ง รู้สึกเหมือนของรักหลุดลอยหายไปจากชีวิต ที่ผิวน้ำในสระกระเพื่อมพราย เป็นวงกว้าง

นาคีกลับมาที่ถ้ำ ร้องไห้สะอึกสะอื้น ท้าวศรีสุทโธนาคปรากฏกายขึ้น
“เจ้าปู่....”
“ข้าเตือนเจ้าแล้ว นาคกับมนุษย์ไม่มีวันที่จักสมหวังกันได้” ท้าวศรีสุทโธนาคปลอบ
“หลานรักเขาเจ้าปู่ รักจนหมดหัวใจ หลานตัดใจจากเขาไม่ได้” นาคีร้องไห้ฟูมฟาย
“เจ้ากำลังหูหนวกตาบอด แยกไม่ออกระหว่างความรักกับความหลง ความหลงคือการยึดติด ส่วนความรักคือการสละความมืดบอดเห็นแก่ตัว หากรู้ว่ารักแล้วต้องพลัดพราก เจ้ายังจักรักอยู่หรือไม่” ท้าวศรีสุทโธนาคสอน
“เขาเป็นลมหายใจของหลาน ไม่ว่าจักเกิดอันใดขึ้น หลานก็ยังรักเขา” นาคีสะอิ้น
“ตัดใจเสีย เอาน้ำตาเจ้าล้างใจให้ใสหมดจด เมื่อจิตสงบ ตื่นจากความลุ่มหลงมัวเมา แล้วเจ้าจักมองเห็นธรรม ปู่เตือนเจ้าได้เท่านี้” ท้าวศรีสุทโธนาคถอนใจ มองนาคีอย่างเป็นห่วง ก่อนหายวับกลับไปบำเพ็ญเพียรยังพรหมประกายโลก
นาคีร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเศร้าโศกตามลำพัง

คำแก้วน้ำตารื้น เพราะรู้แล้วว่าอดีตชาติของตนเคยเป็นพญานาคีมาก่อน “แม่นางไม้... พญานาค...วังบาดาล.... นี่มันอะไรกัน ?” คำแก้วเหงื่อกาฬผุดเต็มหน้า เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวที่ตนเห็น “ชาติที่แล้ว เราเคยเป็นนาคมาก่อนงั้นเหรอ” คำแก้วตัวชาดิกไปทั้งตัว รู้แล้วว่าอดีตชาติของตนเป็นพญานาค

คณะตามหาเหล็กไหลของบุญส่งเดินทางกลับมาถึงดอนไม้ป่า
“คิดว่าจะเอาชีวิตไปทิ้งที่ภูพระนางซะแล้ว” กำนันแย้มบ่น
“ไปกับข้า ต้องกลัวอะไร หมออ่วมซะอย่าง ผีสางคางแดง ข้าปราบได้ทั้งนั้น”
กอเห็นหมออ่วมคุยโวก็แขวะ “แล้วทำไมงูบริวารเจ้าแม่นาคี เอ็งปราบไม่ได้สักทีวะหมออ่วม”
“พุทโธ่ ! นังเจ้าแม่นาคีมันจำศีลมาเป็นพันปี บริวารมันฤทธิ์เดชน้อยซะที่ไหน ตอนนี้ เราได้เหล็กไหลมาแล้ว นังงูปีศาจเสร็จข้าแน่”

อ่านละครนาคี ตอนที่ 10/3 วันที่ 11 ต.ค.59

ละครเรื่อง นาคี บทประพันธ์โดย ตรี อภิรุม
ละครเรื่อง นาคี บทโทรทัศน์โดย สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์
ละครเรื่อง นาคี กำกับการแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ผลิตโดย บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ละครเรื่อง นาคี ควบคุมการผลิตโดย ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ