อ่านละครนาคี ตอนที่ 11/2 วันที่ 12 ต.ค.59

อ่านละครนาคี ตอนที่ 11/2 วันที่ 12 ต.ค.59

“พระโหราธิบดีกับท่านพราหมณ์เจ้าอินทร์ไม่ลงรอยกัน พวกเจ้าก็รู้... เปิดทางให้พวกข้า ขืนชักช้าจักไม่ทันฤกษ์” เพ็งเร่งเร้า
“หากองค์หญิงพิมพาวดีกลับมาไม่ทันร่วมพิธีสยุมพร หัวของพวกเจ้าสองคนจักหลุดจากบ่า” แพนช่วยเสริมอีกแรง
ทหารยามลังเล แต่เจอคำขู่เสียงแข็งของนางแพนจึงยอมเปิดทางให้ ขบวนเสลี่ยงขององค์หญิงพิมพาวดีเคลื่อนออกนอกประตูไป พร้อมกับแม่ทัพไชยสิงห์และเสนาทั้งสี่
ขบวนเสลี่ยงเคลื่อนมาถึงชายป่า แต่ยังไม่ถึงเทวาลัย องค์หญิงพิมพาวดีสั่งให้หยุดเสลี่ยงกะทันหัน “หยุด ! วางข้าลง !”

นางโขลนทั้งสี่หยุดขบวนเสลี่ยง ต่างประหลาดใจ “แต่นี่ยังไม่ถึงเทวาลัยเลยนะเจ้าข้า องค์หญิง”


“คำสั่งข้า พวกเจ้ากล้าขัดกระนั้นรึ” นางโขลนทั้งสี่จำใจต้องวางเสลี่ยงพิมพาวดีลง “พระโหราธิบดีบอกว่าหากข้าดำเนิน (เดิน) ไปเทวาลัยด้วยศรัทธาอันแรงกล้าจักได้อานิสงส์มากกว่าการนั่งอยู่บนเสลี่ยง จริงหรือไม่ นางเพ็ง นางแพน?”
“จริงแท้ๆ เจ้าข้า” เพ็งกับแพนรับคำพร้อมกัน
“เยี่ยงนั้นพวกเจ้าก็เร่งตามข้ามาเถิด” พิมพาวดีสั่ง นางโขลนทั้งสี่ขยับจะเดินตามไปด้วย พิมพาวดีตวาดนางโขลนทั้งสี่ “ไม่ต้องตามมา รอข้าอยู่ที่นี่”
นางโขลนจำใจต้องทำตามรับสั่ง พิมพาวดีเดินนำเพ็งแพน แม่ทัพไชยสิงห์ และเสนาทั้งสี่ออกไป

แม่ทัพไชยสิงห์และเสนาทั้งสี่เปลื้องจากชุดนางกำนัลมาเป็นชุดนักรบดังเดิม“องค์หญิงช่วยพวกข้าหนีออกมาจากมรุกขนคร ข้าไม่รู้จักตอบแทนเยี่ยงไร”
“พาข้าไปปัตตนครกับพวกเจ้าด้วย”
แม่ทัพไชยสิงห์และเสนาทั้งสี่ต่างตกใจ แทบไม่อยากจะเชื่อหู
มารุตพูดเบาๆกับอัคนี “ข้าต้องหูฝาดไปเป็นแน่”
“องค์หญิงเป็นถึงราชธิดาของพระเจ้านิรุทธราช เหตุใดจึงยอมทิ้งเกียรติหนีไปกับพวกเชลยเดนตายอย่างข้า” แม่ทัพไชยสิงห์สงสัย
“เจ้าพ่อข้าโปรดแต่เล่นการศึก ไม่เคยสนใจใยดีลูกที่เกิดแต่เจ้านางปลายแถวเยี่ยงข้าแม้แต่น้อย ขอให้ข้าไปกับพวกเจ้าด้วยเถิดนะ” พิมพาวดีอ้อนวอน
“ให้ข้าสองคนไปกับพวกท่านด้วยนะ ท่านแม่ทัพ” เพ็งขอร้อง
“ข้าอยากตามไปรับใช้องค์หญิง” แพนขอร้องด้วย
“แต่องค์หญิงจักทำให้พวกข้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย” กษิติท้วง
“หากเจ้าไม่ยอมให้พวกข้าไปด้วย ข้าจักกู่ตะโกนร้องเรียกให้อีโขลนพวกนั้นมากลุ้มรุมจับตัวเจ้ากลับไปเข้าพิธีสยุมพรกับเจ้าพี่กรรเจียก” พิมพาวดีขู่
แม่ทัพไชยสิงห์ตอบอย่างเสียไม่ได้ “ตกลง ! ข้ายอมให้องค์หญิงไปด้วยก็ได้”
มารุตตกใจ “ท่านแม่ทัพ !”
พิมพาวดียิ้มสมปรารถนา
หอคำเมืองมรุกขนคร นางโขลนทั้งสี่นั่งตัวสั่นงันงก นำผ้าซิ่นนางกำนัลที่ไชยสิงห์และเสนาทั้งสี่นุ่มห่มกลับมาถวาย
พระเจ้านิรุทธราชเห็นผ้าซิ่นเหล่านั้นก็กริ้วจัด ดวงตาวาวโรจน์ “ไอ้ไชยสิงห์มันบังอาจลวงข้าดุจทารก ถึงขนาดใช้อุบายนุ่งซิ่นสตรี ลอบหนีพิธีสยุมพรกับลูกสาวข้า”
กรรเจียกในชุดเจ้าสาวเต็มยศ ตาแดงช้ำ ทั้งเจ็บแค้น ทั้งอาย “ไม่นึกเลยว่าพิมพาจักกล้าทรยศลูก” กรรเจียกทนอายไม่ไหวที่ต้องเป็นม่ายขันหมากไม่ได้เข้าพิธีสยุมพร รีบวิ่งออกจากหอคำ / อี่ บา รีบตามไป
พระเจ้านิรุทธราชประกาศกร้าว “เมืองปัตตนครจักต้องทัณฑ์ถูกตอบสนองให้สาสมเป็นเท่าทวี กูหายอมให้เกียรติยศเจ้าเหนือหัวมรุกขนครต้องมาถูกหยามลงดังนี้! มหาอำมาตย์”
“เจ้าข้า”
“เร่งระดมพลทหารกล้าให้พรักพร้อม หากมิได้เห็นปัตตนครแตกยับเป็นผุยผง กูคงคับใจตายอยู่ตรงนี้”
“รับใส่เศียรเกล้าเจ้าข้า” มหาอำมาตย์รับคำสั่ง
“ส่วนอีโขลนทั้งสี่ โทษฐานที่พวกมึงโง่เง่าถูกอีนังลูกชั่วมันลวงตบตา ทหาร! ลากตัวพวกมันไปควักลูกตาซะ!” พระเจ้านิรุทธราชสั่งเสียงเฉียบ
“พระบาทเจ้า !!!! อภัยให้ข้าด้วยพระบาทเจ้า” นางโขลนทั้งสี่ยกมือไหว้ปลกๆ ตัวสั่นงันงก ก่อนถูกทหารลากตัวออกไป
พระเจ้านิรุทธราชเคียดแค้น ถูกหยามเกียรติรุนแรง

กรรเจียกวิ่งน้ำตานองหน้ากลับมาที่ตำหนัก ลงดานประตูขัดจากด้านใน ไม่ให้ผู้ใดเข้า
อี่ / บา ทุบประตูเรียกอยู่ด้านนอก “องค์หญิงเจ้าข้า องค์หญิง !”
ภายในห้อง กรรเจียกซบหน้าลงกับหมอน ร้องไห้โฮ เจ็บลึกที่ถูกน้องสาวทรยศ หักหลัง “พิมพา เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์รักเจ้า เมตตาเจ้าดุจพี่น้องท้องเดียวกัน อีน้องแพศยา เลี้ยงไม่เชื่อง เจ้ากล้าทรยศหักหลังข้าได้ลงคอ ! ข้าต้องอับอายขายหน้าไพร่ฟ้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนีก็เพราะเจ้า เกิดชาติหน้าฉันใด ขออย่าได้ร่วมเชื้อเครือเดียวกับเจ้าอีกเลย อีสันดานงูเห่า ! ข้าจักขอผูกเวรเป็นอริกับเจ้าทุกชาติ ทุกภพ !!!” กรรเจียกตะโกนลั่น ก่อนชักปิ่นปักผมออกมา มองด้วยแววตาเคียดแค้น
อี่ กับบา วิ่งไปตามคนมาช่วย เห็นขุนวังผ่านมาพร้อมกับทหาร 2 คนพอดี “ท่านขุนวัง ! ช่วยองค์หญิงกรรเจียกด้วย”
ขุนวังพานายทหารทั้งสองมาที่หน้าประตูตำหนักองค์หญิง “พังเข้าไป !”
ทหารทั้ง 2 นาย พังประตูตำหนักเข้าไป สลักดานด้านในหัก ขุนวังปราดเข้าไปภายในเป็นคนแรก
ขุนวัง เห็นกรรเจียกเงื้อปิ่นปักผมขึ้นสุดแขนเอ่ยเสียงเครือ “ชาตินี้เจ้าแย่งไชยสิงห์ไปจากข้า ชาติหน้าข้าก็จักแย่งไชยสิงห์ไปจากเจ้า”
ขุนวังตะโกนลั่น “อย่าเจ้าข้า องค์หญิง !!!”
ไม่ทันเสียแล้ว กรรเจียกปักปิ่นปักผมเข้าที่หัวใจ อี่ บา หวีดร้องวี้ดดดด สุดเสียงด้วยความตกใจ ร่างกรรเจียกเลือดแดงฉาน ขาดใจตายต่อหน้าต่อตาขุนวัง ด้วยเหตุที่ขุนวังพยายามจะเข้ามาช่วยชีวิตกรรเจียก จึงส่งผลให้กลับมาเกิดเป็นพ่อลูกกัน

คำแก้วสะดุ้ง หลุดออกจากภวังค์เร้นลับ “ชาติที่แล้ว ทุกคนเคยทำวิบากกรรมร่วมกันมา ชาตินี้ถึงได้มีเวรต่อกัน” คำแก้วมองหน้าทศพลที่หลับสนิทข้างๆ “พี่คือแม่ทัพไชยสิงห์ ต้นเหตุที่ทำให้คำแก้ว พิมพ์พร และลำเจียก ต้องมาประสบชะตากรรมร่วมกัน เจ้าประคู๊ณ ขออย่าให้ชาตินี้ ต้องมีใครต้องมีอันเป็นไปเหมือนชาติที่แล้วเลย” คำแก้วใจคอไม่ดี รู้ถึงเวรกรรมที่ทุกคนเคยทำร่วมกันมาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ที่ป่าช้าผีดิบ บรรยากาศวังเวงน่ากลัว หมออ่วมเดินนำมา ตามด้วย บุญส่ง กำนันแย้ม กอ และสมุนกำนันแย้ม
กอมองรอบๆ อย่างระแวง ก้าวขาแทบไม่ออก “เอ็งบอกว่าจะตีดาบเหล็กไหล แล้วไหงมาโผล่ที่ป่าช้าได้วะ”
หมออ่วมดุ “อุวะ จะตีดาบศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ตามตำรา ไม่ใช่ใช้แค่เหล็กไหลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเอาตะปูตอกโลงศพผีตายทั้งกลมผสมลงไปด้วย”
“ตะปูตอกโลงผี!! โธ่ ทำไมเอ็งไม่บอกข้าก่อนวะ ข้าจะได้ไม่ต้องถ่อสังขารตามมาด้วย” กอเสียงสั่น
“ถ้าเอ็งกลัวนัก จะกลับไปตอนนี้เลยก็ได้นะ” บุญส่งชักรำคาญ
“คนอย่างข้ารึกลัวผี ก็แค่ถามไปอย่างนั้นๆ แหละ” กอปากปฏิเสธแต่ ขาสั่นพั่บๆ “จะไปทางไหนก็รีบไปสิ ข้าพร้อมแล้ว”
กอกลั้นใจเดินต่อไปทั้งๆ ที่ขาสั่น บุญส่ง หมออ่วม และกำนันแย้ม ส่ายหน้าระอา หมออ่วมเดินนำทุกคนต่อ พลันสายตาเหลือบไปเห็นเมืองอินทร์นั่งสมาธิอยู่บนเชิงตะกอนดูสง่าน่าเกรงขาม หมออ่วมมองตะลึง

เมืองอินทร์นั่งสมาธิแน่วแน่อยู่บนเชิงตะกอน บุญส่ง กำนันแย้ม กอ หมออ่วม และสมุนกำนัน เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเมืองอินทร์
“เอ็งเป็นใคร มาจากไหน แล้วมาทำอะไรที่นี่” กำนันแย้มถาม เมืองอินทร์ยังนั่งสมาธินิ่ง ไม่ขยับแม้แต่น้อย “หูหนวกรึไงวะ ข้าถามทำไมไม่ตอบ” กำนันแย้มตวาดเสียงดัง
กอทึ่ง “ท่าทางน่าเลื่อมใสแบบนี้ ต้องเป็นพวกคนมีคาถาอาคมแน่ๆ”
หมออ่วมรีบขัด “ก็แค่พวกสิบแปดมงกุฎแหกตา หวังเครื่องเซ่นวักตั๊กแตนน่ะสิ”
กำนันแย้มหันไปพยักพเยิดให้สมุนเข้าไปจัดการเมืองอินทร์ทันที สมุนกำนันแย้มพยักหน้ารับคำสั่ง กระชับดาบในมือตรงไปหาเมืองอินทร์ สมุนคนแรกฟันไปที่ร่างเมืองอินทร์ แต่ฟันไม่ถูก เหมือนฟันอากาศธาตุ สมุนอีกคนฟันซ้ำ แต่ดาบหักกระเด็นเป็น 2 ท่อน สมุนทั้งสองลนลานตาเหลือก
“เห็นมั้ยข้าบอกแล้ว ว่าต้องเป็นผู้มีวิชาอาคมแน่ๆ” กอนึกชื่นชม
“ก็แค่วิชาหนังเหนียวพื้นๆ แน่จริง ลองงัดของดีมาสู้กันสักตั้งสิวะ” หมออ่วมท้าทาย
เมืองอินทร์ย้อน “ข้าไม่อยากรังแกคนแก่ ชนะมันก็ไม่สมศักดิ์ศรี”
“จองหอง ! เอ็งว่าใครแก่วะ ข้ายังเตะหมาร้องเอ๋งนะโว้ย เอ็งอยากจะลองดูมั้ยล่ะ”
บุญส่งปราม “ใจเย็นๆ น่าหมออ่วม เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไปซะก่อน เก็บแรงไว้ตีดาบเหล็กไหลจะดีกว่า” หมออ่วมชักสีหน้าไม่พอใจ จ้องเมืองอินทร์เขม็ง ไม่ถูกชะตา “ท่านเป็นใคร มาทำอะไรที่ดอนไม้ป่านี่” บุญส่งเอ่ยถาม
“ข้าชื่อเมืองอินทร์ มาจากนาคหนี ข้ามาที่นี่เพื่อจะมาปราบเจ้าแม่นาคี”
กำนันแย้มได้ยินก็หูผึ่ง “ปราบนังเจ้าแม่งั้นเหรอ ?”
กอพึมพำ “มาจากนาคหนี! หรือว่าจะเป็นคนที่ทำเสน่ห์ให้นังลำเจียก”
หมออ่วมหัวเราะเยาะ “ก็แค่หมอผีหมอเสน่ห์น้ำหน้าอย่างเอ็งเรอะจะปราบนังงูปีศาจนั่น กลับไปซะ ถ้าไม่อยากเอาชีวิตมาทิ้งที่ดอนไม้ป่า”
“คนเราจะแก่กล้าวิชาหรือไม่ มันต้องวัดกันที่ฝีมือ ไม่ใช่เพราะอยู่นาน ข้าเคยเห็นมาเยอะแล้ว พวกแก่กะโหลกกะลา แต่ฝีมืออ่อนหัดยิ่งกว่าเด็กอมมือ” เมืองอินทร์สบประมาท
หมออ่วมสะอึก โกรธมาก “ได้ ในเมื่อเอ็งมั่นใจในฝีมือเอ็งนัก งั้นมาลองดูกันสักตั้งหากเอ็งปราบเจ้าแม่นาคีได้ข้าจะยอมก้มหัวให้ แต่ถ้าเอ็งแพ้ เอ็งต้องเลิกเล่นอาคมตลอดชีวิต”
เมืองอินทร์ยิ้มไม่กลัวเกรง “ตกลง”
“แล้วข้าจะคอยดูว่าเอ็งจะเก่งแต่ปากหรือเปล่า” หมออ่วมฮึดฮัดเดินผละไปอย่างหัวเสีย
กำนันแย้ม สมุน และกอเดินตาม บุญส่งหันไปมองสบตาเมืองอินทร์อย่างพอใจ

ทศพลหอมแก้มคำแก้ว โอ้โลมอยู่ในมุ้ง แต่คำแก้วบ่ายเบี่ยงผลักออก
“ทำไมล่ะคำแก้ว หรือว่าพี่ตัวเหม็น” ทศพลยกแขนตัวเองขึ้นมาดม สำรวจว่ามีกลิ่นตัว กลิ่นเหงื่อจนคำแก้วรังเกียจหรือเปล่า “ก็ไม่เหม็นนี่นา...”
“คืนนี้คำแก้วรู้สึกตะครั่นตะครอ ร้อนๆ หนาวๆ ยังไงบอกไม่ถูก”
ทศพลจับหัวคำแก้วดู “เป็นไข้หัวลมหรือเปล่า เดี๋ยวพี่ต้มยาเขียวให้กิน จะได้หายไวๆ”
“ไม่ต้องหรอกจ้ะ แค่นอนพักสักคืน เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็หาย”
“งั้นพี่ไม่กวนคำแก้วแล้ว คำแก้วนอนเถอะจ้ะ” ทศพลห่มผ้าให้คำแก้ว แล้วเอนตัวลงนอน
คำแก้วนอนตะแคง ยังคงลืมตาโพลง.... ถึงเวลาต้องลอกคราบอีกแล้วรึนี่
ค้างคาวตีปีกพึ่บพั่บกลางดึกสงัด ทศพลหลับสนิทไปแล้ว คำแก้วยังนอนไม่หลับ นอนกระสับกระส่ายบิดไปมาอยู่ในมุ้ง คำแก้วค่อยๆ ลอกคราบเหมือนอย่างงูลอกคราบ คำแก้วตาเบิกโพลงเห็นว่าตัวเองเป็นงูที่กำลังลอกคราบ เอามือปิดปากตัวเอง กลัวว่าจะเผลอร้องออกมา คราบสีขาวขุ่นเคลื่อนออกจากร่างกายคำแก้วทีละน้อยๆ อย่างช้าๆ ทศพลพลิกตัวหันมาทางคำแก้ว รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของคำแก้วจึงลืมตาขึ้น ทศพลเห็นคำแก้วกำลังลอกคราบก็ตกใจ สะดุ้งพรวด คว้าแว่นสายตาที่วางอยู่ที่หัวนอนมาสวมทันที คำแก้วนอนอยู่เป็นปกติ คราบงูต่างๆ หายไปอย่างน่าอัศจรรย์
“มีอะไรจ๊ะ พี่”
ทศพลค่อยคลายใจ คิดว่าตัวเองตาฝาดไป “เปล่าจ้ะ... พี่คงตาฝาด....นอนต่อเถอะ”
ทศพลหลับต่อ แต่คำแก้วยังคงลืมตาโพลงในความมืด.... รู้แล้วว่าตัวเองเป็นงู ! งูเขียวค่อยๆ ลากคราบงูของคำแก้วลงจากกระต๊อบไป เพื่อทำลายหลักฐาน

เช้าวันใหม่ คำแก้วกำลังก้มลงเทน้ำในกระชุใส่ตุ่มถึงกับผงะด้วยความตกใจ เมื่อเห็นภาพในน้ำ เป็นภาพพระเจ้านิรุทธราชนั่งบนบัลลังก์หันมองสบตาพราหมณ์เจ้าอินทร์แววตามุ่งร้าย
ทศพลเข้ามา คำแก้วอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวสะดุ้งโหยง “พี่พล!”
“ขวัญอ่อนจัง แค่นี้ก็ตกใจดูสิ หน้าซีดเชียว”
“คำแก้วกำลังคิดอะไรเพลินๆ” คำแก้วบ่ายเบี่ยง
“คิดอะไรเหรอ หรือว่า... คิดถึงพี่ เอ้อ... เมื่อคืนไม่สบาย คำแก้วหายดีแล้วเหรอ” ทศพลกุลีกุจอช่วยยกน้ำในกระชุเทใส่โอ่ง แล้วรีบหันมาหอมแก้มคำแก้ว
“จ้ะพี่ หายแล้ว”

อ่านละครนาคี ตอนที่ 11/2 วันที่ 12 ต.ค.59

ละครเรื่อง นาคี บทประพันธ์โดย ตรี อภิรุม
ละครเรื่อง นาคี บทโทรทัศน์โดย สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์
ละครเรื่อง นาคี กำกับการแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ผลิตโดย บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ละครเรื่อง นาคี ควบคุมการผลิตโดย ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ