อ่านละครนาคี ตอนที่ 12/4 วันที่ 14 ต.ค.59

อ่านละครนาคี ตอนที่ 12/4 วันที่ 14 ต.ค.59

“หากเจ้ายอมเป็นของข้า ข้าจักเกลี้ยกล่อมให้กองกำลังจากหัวเมืองประเทศราชที่กระด้างกระเดื่อง มาช่วยเจ้ากู้ทัพรับศึกมรุกขนคร” แม่ทัพไชยสิงห์เริ่มลังเล พิมพาวดียิ่งหว่านล้อม “จะมัวลังเลอะไรอยู่เล่า ปัตตนครมีไพร่พลน้อยนิด หากไม่มีทัพหนุนจากหัวเมืองอื่น ลำพังแค่มรุกขนครยกทัพมาหยิบมือ เมืองของเจ้าก็ราบเป็นหน้ากลองแล้ว ข้าช่วยเจ้าได้นะ... ไชยสิงห์”
แม่ไชยสิงห์นิ่งครุ่นคิด พิมพาวดีเปิดเกมรุก โผเข้ากอด แม่ทัพไชยสิงห์ได้สติ ผลักพิมพาวดีออก “อย่า ! ข้ามีคนรักอยู่แล้ว”

“วิสัยบุรุษจะมีเมียมากกว่าหนึ่งก็หาใช่เรื่องเสื่อมเสีย จักกลัวอันใดเล่า”
“แต่ข้าเคยให้สัตย์ปฏิญาณไว้ว่าจักรักนางเพียงคนเดียว ชีวิตนี้ข้าคงรักใครไม่ได้อีกแล้ว นอกจากนางเท่านั้น”



“ข้าอุตส่าห์ช่วยเจ้าหนีมา เจ้ากล้าปฏิเสธข้างั้นเหรอ”
“ความการุณย์ขององค์หญิงข้าไม่เคยลืม แต่อย่าให้ข้าต้องเอาศักดิ์ศรีแห่งชายชาตินักรบชดใช้กับหนี้บุญคุณครานี้เลย” แม่ทัพไชยสิงห์พูดจบก็ลุกพรวดปลีกตัวไป
“โง่เง่าที่สุด ! ทำอวดดีไปเถอะ สักวันข้าจักเอาเจ้ามาเป็นของข้าให้ได้” พิมพาวดีมองไล่หลังแม่ทัพไชยสิงห์อย่างไม่สบอารมณ์

วันใหม่ แม่ทัพไชยสิงห์นั่งบัญชาการแผนการรบ กับเสนาทั้งสี่ “อีกไม่นานองค์นิรุทธราชคงกรีธาทัพมาตีปัตตนครเป็นแน่”
มารุตวิตก “ปัตตนครเป็นเมืองเล็ก ทั้งช้างม้าข้าคนเพียงหยิบมือ เห็นจักต้านทัพมรุกขนครไว้ได้แค่ชั่วหม้อข้าวเดือด”
อัคนีคิดหาทาง “เราต้องการกองกำลังจากพันธมิตร”
กษิติหนักใจ “ทั้งเมืองน้อยเมืองใหญ่ละแวกนี้ต่างก็ตกเป็นเมืองขึ้นของมรุกขนครแทบทั้งสิ้น ใครรึจะกล้ายื่นมือมาช่วยเรา”
แม่ทัพไชยสิงห์เห็นต่าง“องค์นิรุทธราชประพฤติผิดทำนองคลองธรรม กดขี่ไพร่ฟ้าข้าไท บรรดาเมืองขึ้นน้อยใหญ่ต่างเดือดร้อนด้วยราชภัยทุกหย่อมหญ้าหากเราคิดจะตั้งทัพรับศึกมรุกขนครเมืองขึ้นเหล่านี้ก็น่าจะเห็นดีเห็นงามด้วย”
มารุตสงสัย “แล้วเราจักรู้ได้เยี่ยงไรว่าเมืองใดเป็นมิตร เมืองใดเป็นศัตรู”
“เจ้าเมืองมโนหาร ศรีโคตม์ และรัมมนคร น่าจะอยู่ข้างเรา ด้วยเคยเป็นบ้านพี่เมืองน้องเกื้อกูลกันมาแต่ก่อน” สินธุออกความเห็น
“เช่นนั้น เจ้าจงให้ม้าเร็วส่งใบบอกไปขอกำลังยังเมืองเหล่านั้น ให้เร่งส่งพลศึกมาช่วยคุ้มกันปัตตนครโดยไว” แม่ทัพไชยสิงห์ยิ้มมั่นใจ เห็นทางที่จะรับมือกับทัพมรุกขนคร

แม่ทัพไชยสิงห์เร่งเตรียมกำลังพลและอุปกรณ์รบ โดยมีเสนาทั้งสี่คอยช่วยและเป็นที่ปรึกษา แม่ทัพไชยสิงห์กับมารุตช่วยซ้อมไพร่พลฝึกซ้อมอาวุธ สินธุปรึกษากับแม่ทัพไชยสิงห์เรื่องตำราพิชัยสงครามตั้งรับทัพข้าศึก กษิติเอาข้าวใส่ยุ้งฉางเพื่อเก็บสะสมเป็นเสบียง มารุตคุมไพร่พลตีดาบ หลาว แหลน ฯลฯ แม่ทัพไชยสิงห์ยืนมองภาพเหล่าทหารในค่ายทุกคนที่ดูจะพร้อมรบเต็มที่เพื่อปกป้องปัตตนคร

แม่ทัพไชยสิงห์กำลังยืนคุมไพร่พลอยู่
ทันใดนั้น มารุตก็รีบควบม้าหน้าตาตื่นเข้ามารายงาน “ท่านแม่ทัพ !”
“มีอันใดรึ มารุต ?” แม่ทัพไชยสิงห์แปลกใจในท่าทีตระหนกของมารุต
ที่กำแพงเมืองปัตตนคร แม่ทัพไชยสิงห์แทบช็อคกับภาพที่เห็นตรงหน้า เข่าอ่อน แทบทรุดทั้งยืน ทุกคนเห็นปัตตนครถูกเผาราบคาบ เหลือแต่ซากปรักหักพัง แม่ทัพไชยสิงห์ค่อยๆ ก้าวเข้าไปในปัตตนครอย่างสะเทือนใจ ทุกคนก็ค่อยๆ ก้าวตามไป แม่ทัพไชยสิงห์มองไปมอบๆ เห็นหัวคนถูกเสียบประจานเรียงเป็นแถว แม่ทัพไชยสิงห์น้ำตาเอ่อ
เหล่าเสนาทั้งสี่ก็นิ่งอึ้ง ก็ทำอะไรไม่ถูก พิมพาวดีโก่งคออาเจียนด้วยความสยดสยอง เพ็งแพนกอดกันแน่น ตัวสั่นรัวราวลูกนก เหล่าทหารทุกคนต่างเสียขวัญ ร่างของท้าวปัตราชโชกเลือด ถูกฟันยับ ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นมาจากกองซากศพ
แม่ทัพไชยสิงห์เข้าไปประคอง “พระบาทเจ้า !!!”
“สิ้นแล้ว.... ปัตตนครสิ้นแล้ว.....”
“ข้าจักพาพระบาทเจ้าลี้ภัยไปให้พ้นจากพวกศัตรูเจ้าข้า”
ท้าวปัตราชเอ่ยตอบแผ่วเบา “ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น ! ข้าจักตายอยู่ที่นี่ ! จักตายพร้อมกับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของข้าที่นี่ พวกเจ้าจงพากันหนีเอาตัวรอดไปเถิด”
“เพลานี้ทัพมรุกขนครตีเมืองของเราแตกยับแล้ว หนีก่อนเถิดพระบาทเจ้าหนีไปที่เมืองหอแต ก่อนที่พวกมันจักตามมาทัน ไปให้พ้นภัยเถิด”
“หน้าที่ของกษัตริย์ต้องค้ำจุนบ้านเมือง ในเมื่อข้ารักษานครไว้ไม่ได้ ยังจักแบกหน้าไปที่ใดได้อีก ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าจักเกิดเวียนว่ายเป็นมดเป็นปลวก ดูแลซากเมืองของข้าอยู่ตรงนี้”
แม่ทัพไชยสิงห์และเสนาทั้งสี่ต่างสำนึกในพระกรุณาธิคุณขององค์เหนือหัวที่ไม่ทอดทิ้งประชาชน
(หมายเหตุ : ด้วยแรงแห่งคำอธิษฐานก่อนตายของพระเจ้ามรุกขนครในอดีตชาติ ทำให้ชาตินี้จึงกลับมาเกิดเป็นสุภัทร นักโบราณคดีที่ขุดค้นซากปรักหักพัง ดูแลรักษาสมบัติของชาติ)

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าจากทั่วสารทิศมุ่งหน้าเข้ามาทั้งหมดตกอยู่ในวงล้อมของทหารมรุกขนคร
“พระบาทเจ้า หนีเร็วเถิดเจ้าข้า พวกมันมากันแล้ว” แม่ทัพไชยสิงห์รีบประคองร่างของท้าวปัตราชขึ้นหลังม้า ทันใดนั้นลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งมาปักทะลุเสียบอกท้าวปัตราชตายคาที่ “พระบาทเจ้า !!!!” แม่ทัพไชยสิงห์ร้องเสียงหลง
แม่ทัพมรุกขนคร (เลื่อง) ขี่ม้าเข้ามาพร้อมกับธนูในมือ พร้อมด้วยขุนวังและมหาอำมาตย์
แม่ทัพมรุกขนครประกาศกร้าว “ในเมื่อท้าวปัตราชปรารถนาจักตายไปเกิดเป็นมดปลวก ข้าก็จักช่วยสงเคราะห์ให้เป็นทาน”
“เลว ! พวกเจ้ามันเลว... เลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน !” แม่ทัพไชยสิงห์กัดฟันกรอด
“ตกใจมากนักหรือ แม่ทัพไชยสิงห์ ? คงไม่นึกล่ะสิว่าพวกข้าจะยกพลข้ามแม่น้ำโขงมาไวถึงเพียงนี้”
“กว่าพวกเจ้าจักเตรียมไพร่พลพรักพร้อม ปัตตนครก็ถูกขยี้ราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว” มหาอำมาตย์หัวเราะเยาะลั่น
“ไอ้พวกใจสัตว์ หากข้ายังมีชีวิตอยู่จักเอาเลือดพวกเจ้าเซ่นสังเวยดวงวิญญาณท้าวปัตราชและชาวเมืองปัตตนครให้จงได้”
แม่ทัพมรุกขนครเอาปลายดาบกระแทกปากแม่ทัพไชยสิงห์ จนเลือดกบปาก “โอหัง ! หัวกำลังจะหลุดจากบ่า ยังจักปากกล้าอีกนะ”
พิมพาวดีกลัวจนลนลาน ตัวสั่นงันงก รีบเข้าไปวิงวอนขอร้อง “ข้ากลัวแล้ว ท่านแม่ทัพ...มหาอำมาตย์... ขุนวัง...อย่าทำอะไรข้าเลย”
“พระบาทเจ้ามีโองการให้กุมตัวองค์หญิงพิมพาวดีกลับมรุกขนครเจ้าข้า !” พิมพาวดีกลัวจนแข้งขาสั่น ก่อนจะเป็นลมหมดสติไป แม่ทัพมรุกขนครสั่ง “กุมตัวอีเพ็งกับอีแพนไปด้วย !”
เพ็งกับแพนที่ถูกคุมตัวไว้พยายามร้องเรียกแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ โดนลากไปในที่สุด เสนาทั้งสี่ถูกจับแล้วลากไป ทุกคนหันมองแม่ทัพไชยสิงห์ที่ยังนั่งนิ่ง ไม่ปริปากพูดอะไร
“ไปกันได้แล้ว แม่ทัพไชยสิงห์ !” แม่ทัพมรุกขนครสั่งให้ทหารควบคุมตัว
แม่ทัพไชยสิงห์รู้สึกผิดที่พาทุกคนมาตาย ไม่ขัดขืนดิ้นรน ยอมให้ทหารคุมตัวไปโดยดี แม่ทัพมรุกขนครมองด้วยแววตาสะใจ

หอคำหลวง เมืองมรุกขนคร ทหารคุมตัวแม่ทัพไชยสิงห์ เหล่าเสนาทั้งสี่ พิมพาวดี เพ็ง แพน มาคุกเข่าที่ลานหน้าหอคำ แม่ทัพไชยสิงห์ และเหล่าเสนาทั้งสี่มองหน้ากันอย่างคับแค้นใจ พิมพาวดีกลัวจนตัวสั่น เพ็ง แพน กอดกันกลม หวาดกลัวพระเจ้านิรุทธราช พระเจ้านิรุทธราชพยักหน้ากับมหาอำมาตย์ ให้ลงมือฆ่าเพ็ง แพน มหาอำมาตย์เงื้อดาบฟันเพ็ง แพนตายทั้งคู่ เลือดกระเซ็นใส่พิมพาวดีน่าสยดสยอง
พิมพาวดีรีบคลานเข้าไปกอดพระบาทพระเจ้านิรุทธราช ละล่ำละลัก เสียขวัญ “เจ้าพ่อ.... ลูกผิดไปแล้ว… ลูกจักไม่ทำอีกแล้ว....”
“นังลูกชั่ว !!! กรรเจียกต้องฆ่าตัวตายหนีความอัปยศก็เพราะเจ้า ! ผีห่าตนใดมันดลใจให้เจ้าใฝ่ต่ำได้ถึงเพียงนี้”
“เจ้าพ่อ ข้ารักไชยสิงห์ ข้ายอมไม่ได้ที่จักต้องเสียเขาไป”
“เพราะผู้ชายคนเดียว ทำให้เจ้าสิ้นคิด ยอมทำผิดมหันต์เยี่ยงนี้เชียวรึ ข้าแสนอับอายไพร่ฟ้าข้าไททั้งมรุกขนครจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ด้วยมีลูกสาวแพศยากาลีอย่างเจ้า ข้าอยากจะฆ่าเจ้าให้ตายคามือนัก นังลูกไม่รักดี”
“เจ้าพ่อ....ลูกกลัวแล้ว ยกโทษให้ลูกด้วย”
“ขุนวัง ! นำตัวนังลูกชั่วไปจำใส่ตรุ อย่าให้เห็นเดือนเห็นตะวัน”
“รับใส่เศียรเกล้าเจ้าข้า”
“ปล่อยข้านะ !! เจ้าพ่อ !!!”
ขุนวังกับทหารลากตัวพิมพาวดีออกไป
ทศพลตกใจ สะดุ้งตื่น “พิมพ์ !!” ทศพลเหงื่อแตก ความฝันนั้นช่างเหมือนจริง “นี่เราคิดมากเรื่องพิมพ์พรจะเก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะเลยเหรอ....พิมพ์พร อาบุญส่ง พ่อ กำนันแย้ม เจิดนภา รัตนาวดี ..ทำไมทุกคนถึงได้วนเวียนอยู่ในความฝันของเรา” ทศพลปวดหัวหนึบ ภาพความฝันยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

เช้าวันใหม่ ทศพลออกมาจากกระต๊อบ เห็นป้าอิ่มเตรียมข้าวต้มมื้อเช้าไว้ให้
“คุณหนู.... ป้าทำข้าวต้มมาให้ กินสักหน่อย จะได้มีแรง”
“ป้าอิ่ม.... คำแก้วกลับมาแล้วหรือยัง” ป้าอิ่มส่ายหน้าช้าๆ มองทศพลด้วยความเห็นใจ “คำแก้วจากผมไปแล้วจริงๆ ทำไมทุกคนที่ผมรัก ต้องทิ้งผมไปหมด ทั้งแม่ทั้งคำแก้ว ผมไม่เหลือใครแล้วป้าอิ่ม”
ป้าอิ่มสงสารทศพลจับใจ “โธ่ คุณหนู..คุณหนูยังเหลือป้า เหลือคุณท่านที่รักและเป็นห่วงคุณหนู ไหนจะเพื่อนๆ ของคุณหนูอีก”
“ผมไม่เข้าใจเลย ผมกับคำแก้วไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่ทำไมใครต่อใครถึงได้คอยขัดขวางความรักของเราสองคนนัก”
“ทุกอย่างล้วนถูกบุญกรรมลิขิตเอาไว้แล้ว คุณหนูอย่าคิดมากเลยนะคะ ถือเสียว่าเคยทำบุญร่วมกันมาเพียงเท่านี้”
ทศพลกอดป้าอิ่ม ใจสลาย ถึงเวลาที่ต้องทำใจยอมรับ

เพื่อนทศพลทั้งสี่มาลาคำปองที่บ้าน เตรียมกลับกรุงเทพ
“น้าคำปองไปกรุงเทพกับพวกเราเถอะนะครับ” วันชนะเอ่ยชวน
“คนที่นี่ใจคออำมหิตโหดเหี้ยม หนีไปตั้งต้นใหม่ที่กรุงเทพจะดีกว่า” เชษฐ์คะยั้นคะยอ
คำปองนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า ปลงตกในชีวิต “น้าเกิดที่นี่ ก็จะขอตายที่นี่แหละ”
“ไม่มีคำแก้วแล้ว น้าจะอยู่คนเดียวได้ยังไง” ประกิตเป็นห่วง
สมมาตรกังวล “ไอ้พวกกำนันแย้มมันอาจมารังควานน้าคำปองจนอยู่ไม่เป็นสุข”
คำปองตอบหน้าเศร้า “ถ้ามันยังกล้ามาหาเรื่องอีก พวกมันก็ไม่ใช่คนแล้วล่ะ อยากจะฆ่าจะแกงก็เอา ไหนๆ คำแก้วมันก็ตายไปแล้ว น้าไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม”
ทั้งสี่ต่างเห็นใจในชะตากรรมของสองแม่ลูก

หน้าบ้านกำนันแย้ม เจิดนภาขนกระเป๋าสัมภาระมากองไว้รอท่า เตรียมกลับกรุงเทพ เพื่อนทั้งสี่เข้ามาพร้อมกระเป๋าสัมภาระ
เจิดนภาเร่ง “เร็วเข้าสิยะ มัวแต่เอ้อระเหยลอยชายกันอยู่นั่น ฉันอยากกลับบ้านใจจะขาดอยู่แล้ว”
วันชนะหมั่นไส้ “อยากกลับก็กลับไปก่อนเลยไป บ่นอยู่ได้ น่ารำคาญ”
เจินภาย้อนทันควัน “ถ้ากลับเองได้ ฉันกลับไปตั้งนานแล้วย่ะ อยากไปให้พ้นๆ จากที่นี่ซะที”
“ปากดีอย่างเธอ น่าจะถูกงูบริวารเจ้าแม่นาคีลากไปกินจริงๆ” วันชนะแขวะ
“ไอ้นะ ! ไอ้ปากหมา ! แช่งฉันเหรอ !” เจิดนภาวิ่งไล่ตบตีวันชนะ
ประกิตชะเง้อชะแง้ รอทศพลอยู่ “พวกแกว่าไอ้พลมันจะกลับไปกับพวกเรามั้ยวะ”
“คำแก้วก็ตายไปแล้ว ไอ้พลจะอยู่ไปทำไม” เชษฐ์ออกความเห็น
“ถ้าไม่กลับ มันก็ควายล่ะวะ” สมมาตรโพล่งด่าออกมา
พิมพ์พรเดินเข้ามา “พ่อฉันให้มาตาม รถที่จะไปส่งในเมืองมารอแล้ว”
“ฉันขนกระเป๋าไปรอที่รถก่อนนะ” เจิดนภาพูดจบก็วิ่งจู๊ดไปขึ้นรถทันที ไวปานวอก
“พลล่ะ ?” พิมพ์พรหันรีหันขวางมองหา ไม่เห็นทศพล

เพื่อนๆ แห่มาตามทศพลที่กระต๊อบ
ทศพลเอ่ย “ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ที่นี่”
เชษฐ์เทศนา “สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ...สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นถึงเวลาที่แกควรจะปล่อยวางได้แล้ว”

อ่านละครนาคี ตอนที่ 12/4 วันที่ 14 ต.ค.59

ละครเรื่อง นาคี บทประพันธ์โดย ตรี อภิรุม
ละครเรื่อง นาคี บทโทรทัศน์โดย สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์
ละครเรื่อง นาคี กำกับการแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ผลิตโดย บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ละครเรื่อง นาคี ควบคุมการผลิตโดย ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ