อ่านละครนาคี ตอนที่ 12/5 วันที่ 14 ต.ค.59

อ่านละครนาคี ตอนที่ 12/5 วันที่ 14 ต.ค.59

เชษฐ์เทศนา “สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ...สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นถึงเวลาที่แกควรจะปล่อยวางได้แล้ว”
วันชนะท้วง “ไอ้พล แกจะทิ้งอนาคตของแกไว้ที่ดอนไม้ป่างั้นเหรอวะ”
สมมาตรย้ำ “คำแก้ว เมียแกตายไปแล้วนะเว้ย”
“ฉันรู้สึกเหมือนคำแก้วยังไม่ไปไหน คำแก้วยังอยู่ข้างๆ ฉัน คอยเฝ้ามองฉันอยู่ทุกวินาที” ทศพลหน้าเศร้า
ประกิตเหลียวมองรอบๆ เลิ่กลั่ก ขนลุกซู่ กลัวผีคำแก้ว “ผะ...ผะ...ผีคำแก้วหรือเปล่าวะ”
วันชนะ สมมาตร เชษฐ์ ตบหัวประกิตพร้อมกัน

วันชนะเกลี้ยกล่อม “ลืมคำแก้วซะ แล้วกลับกรุงเทพกับพวกฉัน”
“ฉันลืมไม่ได้จริงๆ ว่ะ พวกแกจะไปก็ไปกันเถอะ อย่าบังคับฉันเลย ถ้าพวกแกยังเห็นว่าฉันเป็นเพื่อนอยู่ละก็ ปล่อยให้ฉันได้อยู่กับคำแก้วที่นี่”
เพื่อนทั้งสี่มองทศพลแล้วส่ายหน้า หมดปัญญาจะชวนทศพลกลับกรุงเทพ



เชษฐ์ / วันชนะ / ประกิต / สมมาตร ทั้งสี่เดินกลับไปขึ้นรถที่บ้านกำนันแย้ม
ประกิตยังคงขนลุกซู่ไม่หาย ยกแขนให้เพื่อนๆ ดู “ตอนไอ้พลบอกว่าคำแก้วยังอยู่ ฉันนี่ขนลุกซู่เลยว่ะ ตอนไม่ตายก็เป็นงู พอตายแล้วยังจะเป็นผีมาหลอกมาหลอนอีกเหรอวะ”
“ให้เวลามันหน่อย ไอ้พลมันคงยังทำใจเรื่องคำแก้วไม่ได้” เชษฐ์ปลอบ
วันชนะหยุดยืน หันกลับไปมองทางกระต๊อบทศพลอย่างเป็นห่วง
สมมาตรหันไปถาม “มัวยืนมองอะไรอยู่วะ ไอ้นะ รีบๆ ไปเถอะ เดี๋ยวรถก็ออกกันพอดี”
“นี่พวกเราจะทิ้งไอ้พลมันไว้ที่นี่คนเดียวจริงๆ เหรอวะ” ทุกคนหันไปมองตามวันชนะเห็นทศพลยังคงนั่งพิงเสากระต๊อบ หมดอาลัยตายอยากเพียงลำพัง “ยังไงมันก็เพื่อน ฉันทิ้งมันไม่ลงว่ะ”
ทั้งสี่มองหน้ากัน พูดไม่ออก ตัดใจทิ้งทศพลไว้ไม่ได้

พิมพ์พรลากกระเป๋ากลับมาที่บ้านกำนันแย้ม เมื่อรู้ว่าทศพลยืนกรานจะปักหลักอยู่ที่ดอนไม้ป่าก็โวยวาย “ถ้าพลไม่กลับ พิมพ์ก็ไม่กลับ”
“อ้าว ! ทำไมล่ะ ยัยพิมพ์” เจิดนภาหวาดๆ
“ฉันจะอยู่กับพลที่นี่ ถึงไม่มีนังคำแก้ว แต่นังลำเจียกยังอยู่ นังนี่มันร้าย เคยทำเสน่ห์เล่ห์กลใส่พลมาแล้ว ฉันไม่ไว้ใจมัน”
เจิดนภาหน้าเหวอ อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
“แกโง่รึเปล่า ยัยพิมพ์ แกจะยอมทิ้งทุกอย่างเพราะผู้ชายคนเดียวเนี่ยนะ” บุญส่งต่อว่า
“พ่อ! พิมพ์บอกแล้วไงว่าพิมพ์รักเค้า พิมพ์อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีเค้า”
“ที่ผ่านมา มันเคยรักแกบ้างมั้ย มันเคยสนใจใส่ใจแกหรือเปล่า ลองคิดดูซิ” พิมพ์พรสะอึก คำพูดของพ่อช่างแทงใจดำ “คนอย่างมัน ไม่คู่ควรกับแกเลยสักนิด มันจะดักดานอยู่ที่นี่ก็ปล่อยมันไป แต่แกต้องกลับไปกับพ่อ”
“พิมพ์จะอยู่กับพลที่นี่ พ่ออยากกลับก็กลับไปคนเดียวสิ” พิมพ์พรพูดจบก็กระแทกเท้าปึงปังออกไป
“ยัยพิมพ์ !” เจิดนภาเห็นบุญส่งกำลังหัวเสีย ก็รีบวิ่งจู๊ดตามพิมพ์พรไปทันที “ลูกสมัยนี้มันเลี้ยงได้แต่ตัวจริงๆ” บุญส่งปวดกบาลในความดื้อรั้นเอาแต่ใจตัวเองของพิมพ์พร

เพื่อนทั้งสี่ย้อนกลับมาหาทศพลที่กระต๊อบ พร้อมกระเป๋าเดินทาง
วันชนะเอ่ยเสียงเข้ม “พวกฉันตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่เป็นเพื่อนแกที่ดอนไม้ป่านี่”
“ไหนพวกแกบอกว่าคิดถึงบ้านไงล่ะวะ”
ประกิตตอบทศพลสีหน้าจริงจัง “บ้านก็คิดถึง แต่พวกฉันเป็นห่วงแกมากกว่า”
“พวกเราสี่คนเป็นเพื่อนกัน จะทิ้งกันได้ยังไง จริงมั้ยวะ” เชษฐ์ตบบ่าทศพล
“ไอ้กิตมันกลัวว่าแกจะคิดสั้นไปผูกคอตายใต้ต้นผักชีน่ะสิวะ” สมมาตรกระเซ้า
“ฉันไม่สิ้นคิดถึงขนาดฆ่าตัวตายหรอกโว้ย… ฉันกลัวหายใจไม่ออก” เพื่อนๆ ขำก๊าก ทศพลค่อยยิ้มออก เป็นรอยยิ้มจางๆ ท่ามกลางความเศร้าโศก “ขอบใจพวกแกทุกคนมากนะที่อยู่เป็นเพื่อนฉัน”
สุภัทรเดินเข้ามา “ต่อให้อยากกลับกรุงเทพใจจะขาด ฉันก็ไม่อนุญาตให้พวกเธอกลับ”
“อ้าว ! ทำไมล่ะครับ ดอกเตอร์” วันชนะหน้าเหวอ
“เพราะพวกเธอยังมีหน้าที่ที่ต้องทำอยู่น่ะสิ”
ประกิตสงสัย “หน้าที่ ? หน้าที่อะไรเหรอครับ ?”
“ช่วยฉันไขปริศนามรุกขนครตามที่ทัศนัยเขาตั้งใจไว้”
ทั้งทศพลและเพื่อนต่างมีเป้าหมายที่จะอยู่ดอนไม้ป่าต่อไป

ทศพลตัดสินใจเล่าความฝันให้สุภัทรฟัง “พ่อครับ ผมเคยฝันประหลาด เห็นเรื่องราวในอดีตของมรุกขนครในอดีต”
สุภัรแปลกใจ “แกฝันเห็นอะไร”
ทศพลเล่าเรื่องในฝัน “เมืองมรุกขนครยกทัพมาตีเมืองปัตตนครแตกพ่าย ผู้คนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง แม่ทัพเมืองปัตตนครถูกจับตัวเป็นเชลยไม่รู้เป็นหรือตาย” ทศพลเล่าความฝันใบหน้าเคร่งเครียด จริงจัง “บางทีสิ่งที่ผมฝันอาจจะเคยเกิดขึ้นจริงเมื่อพันปีก่อนก็ได้”
สุภัทรขัด “นี่แกเสียใจเรื่องเมียจนเสียสติไปแล้วหรือไง นักโบราณคดีเขาไม่หาหลักฐานจากความฝันกันหรอกนะ”
“ตามหลักวิทยาศาสตร์ ความฝันเกิดจากจิตใต้สำนึก แกอาจจะหมกมุ่นคิดมากเรื่องมรุกขนครจนเก็บเอาไปเชื่อมโยงเป็นความฝันก็ได้” สมมาตรตั้งสมมุติฐาน
ทศพลยืนยัน “เรื่องราวของมรุกขนครกับปัตตนคร ไม่มีเอกสารหลักฐานชิ้นไหนระบุไว้ชัดเจน แต่ฉันเห็น...เห็นภาพพวกนั้นราวกับมันเกิดขึ้นตรงหน้า !”
เพื่อนๆ มองหน้ากันอึ้งไป “เออ ก็จริงแฮะ!!” ทุกคนครุ่นคิดก่อนจะชะงักไปเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก
ตอนที่ทศพลค่อยๆ ลูบแผ่นหินที่ลานกว้าง ก่อนจะหันมาทศพลพูดเบาๆ ตามภาพที่เห็นในนิมิตตอนที่พระเจ้านิรุทธราชสั่งประหารแม่ทัพไชยสิงห์
“ที่นี่เคยเป็นลานประหาร !”
วันชนะยังตะลึงในสิ่งที่ทศพลสัมผัสได้ “ตอนนั้น ไอ้พลแค่จับแผ่นหินแวบเดียวก็บอกได้ว่าลานตรงนั้นเคยเป็นลานประหารนักโทษมาก่อน”
ประกิตเสริม “แกเล่าเรื่องราวของเมืองปัตตนครได้เป็นฉากๆ เหมือนแกอยู่ในเหตุการณ์”
สุภัทรสงสัย “รู้ได้ยังไงว่าความฝันของแกไม่ใช่แค่เรื่องเหลวไหล”
ทศพลหันไปตอบสุภัทร “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ข้อความในศิลาจารึกจะเป็นเครื่องพิสูจน์”
“ถ้าได้ศิลาจารึกครบสมบูรณ์เมื่อไหร่ เราคงจะได้คำตอบว่าสิ่งที่แกเห็นเป็นแค่ฝันลมๆ แล้งๆ หรือสัมผัสพิเศษกันแน่” สุภัทรทิ้งท้ายยังไม่ปักใจนักว่าความฝันของทศพลจะสามารถเชื่อถือได้

บ้านหมออ่วม บุญส่งโวยวายลั่นเมื่อรู้จากปากหมออ่วม “ว่าไงนะ..นังงูผียังไม่ตาย!!”
“หมออ่วมเอาดาบเหล็กไหลฟันมันต่อหน้าต่อตา ทุกคนก็เห็น... หรือว่าดาบนั่นมันของเก๊.... ไอ้กอ !!” กำนันแย้มโวย
ทุกคนหันขวับไปจ้องกอตาเขม็ง คิดว่ากอตุกติก “เฮ้ยๆๆๆ ข้าเปล่านะกำนัน ไม่ใช่ข้าแน่นอน แค่ครั้งเดียวก็เข็ดจนตายแล้ว”
“ไม่ใช่เอ็ง แล้วทำไมนังปีศาจงูมันถึงยังอยู่ล่ะ” กำนันแย้มสงสัย
หมออ่วมรีบอธิบายก่อนเรื่องจะบานปลาย “ไอ้เมืองอินทร์มันบอกว่าวิธีจะปราบนังงูผีให้สิ้นซาก ต้องรอให้มันกลายร่างเป็นงูก่อน แล้วถึงค่อยฆ่ามัน”
กอร้องลั่น “ฉิบหายแล้ว ! ทำไมเพิ่งมาบอกวะ”
“ตอนนี้นังงูผีมันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน” บุญส่งครุ่นคิด
หมออ่วมส่ายหน้า ทุกคนหน้าเครียดขึ้นมาทันที

เทวาลัยเจ้าแม่นาคีตอนกลางคืน ภายในถ้ำใต้ดิน เจ้าแม่นาคีที่นอนนิ่งอยู่บนแท่นหิน กระอักเลือดสีเขียวข้นออกมา
เลื่อมประภัสร์กับฉัตรสุดาเห็นเข้าก็ตกใจ “เจ้าแม่!!!”
เจ้าแม่นาคีดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดเหมือนกำลังจะขาดใจ
“อาการเจ้าแม่ทรุดลงอีกแล้ว จักทำเยี่ยงไรดี เลื่อมประภัสร์” ฉัตรสุดากังวล
“เหตุใดท่านวัชระปราการยังไม่กลับมาเสียที” เลื่อมประภัสร์ร้อนใจ
เลื่อมประภัสร์และฉัตรสุดาละล้าละลัง ได้แต่ภาวนาขอให้วัชระปราการทำสำเร็จ

วัชระปราการเดินทางมาถึงหน้าถ้ำ ทุกอย่างสว่าง ขาวนวล สะอาด สงบเงียบ มองเข้าไปภายในถ้ำเห็นท้าวศรีสุทโธนาคในชุดขาว นั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่บนแท่นหินด้านใน ดูสง่า น่าเลื่อมใส วัชระปราการขยับจะเดินเข้าไปในถ้ำ แต่แล้วต้องตะลึงเมื่อเกิดกำแพงแก้วศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นขวางเอาไว้ วัชระปราการมองกำแพงแก้วศักดิ์สิทธิ์อย่างรู้ดีว่าไม่อาจข้ามเขตเข้าไปได้ จึงคุกเข่าที่หน้าปากถ้ำ สายตาจ้องไปยังท้าวศรีสุทโธนาค ท้าวศรีสุทโธนาคยังคงนั่งสมาธินิ่งไม่ไหวติง วัชระปราการยังคงคุกเข่า เฝ้ารอท้าวศรีสุทโธนาคออกจากฌานสมาธิ

ทศพลพนมมือสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน ตั้งจิตอธิษฐาน “ไม่ว่าคำแก้วจะอยู่ที่ไหน ขอให้รับรู้ พี่จะรักคำแก้วตลอดไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้คำแก้วกับพี่เกิดมาเป็นคู่กันอีก” ทศพลสวดมนต์ให้คำแก้ว จะให้อานิสงส์เผื่อแผ่ไปยังวิญญาณของคำแก้วด้วย

ร่างเจ้าแม่นาคีร่างค่อยๆ ขึ้นเกล็ดลาม กำลังจะกลายร่างเป็นงูขึ้นเรื่อยๆ เลื่อมประภัสร์ ฉัตรสุดา เฝ้ามองอย่างร้อนใจ
เจ้าแม่นาคีกระอักเลือดสีเขียวข้นออกมาเป็นลิ่มๆ ปากก็เพ้อหา “ไชยสิงห์.....”
ร่างเจ้าแม่นาคีแน่นิ่งไป มือตกลงข้างแท่นหิน สิ้นสติ เกล็ดลามขึ้นถึงใบหน้าแล้ว
“เจ้าแม่!!!” เลื่อมประภัสร์ ฉัตรสุดาใจเต้นรัวไม่เป็นส่ำ
วัชระปราการยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ที่ปากถ้ำนครพรหมประกายโลก
ท้าวศรีสุทโธนาคลืมตาขึ้น หยั่งรู้ทุกอย่าง สีหน้าครุ่นคิดอย่างลำบากใจ “วุ่นวายจริงหนอ....” ท้าวศรีสุทโธนาคสีหน้ากังวล ถอนใจหนักๆ

เลื่อมประภัสร์กับฉัตรสุดา เข้าไปรายล้อมร่างเจ้าแม่นาคีที่หมดลมหายใจไปแล้ว “เจ้าแม่เจ้าข้า !”
ท้าวศรีสุทโธนาคปรากฏร่างขึ้น เดินออกมาจากผนังถ้ำ
เลื่อมประภัสอุทาน “ท่านท้าวศรีสุทโธ !!”
วัชระปราการเข้าถ้ำมา ฉัตรสุดายิ้มให้ ดีใจที่วัชระปราการทำสำเร็จ ท้าวศรีสุทโธนาคก้าวเข้ามามองนาคีที่นอนนิ่ง ร่างกายเหวอะหวะเต็มไปด้วยบาดแผล ก็สลดหดหู่ใจ เลื่อมประภัสร์กับฉัตรสุดารีบคุกเข่าขอความเมตตา

อ่านละครนาคี ตอนที่ 12/5 วันที่ 14 ต.ค.59

ละครเรื่อง นาคี บทประพันธ์โดย ตรี อภิรุม
ละครเรื่อง นาคี บทโทรทัศน์โดย สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์
ละครเรื่อง นาคี กำกับการแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ผลิตโดย บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ละครเรื่อง นาคี ควบคุมการผลิตโดย ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ