อ่านละครนาคี ตอนที่ 14/2 วันที่ 16 ต.ค.59

อ่านละครนาคี ตอนที่ 14/2 วันที่ 16 ต.ค.59

เจ้าปู่ศรีสุทโธนิ่งไปครู่ใหญ่ “ความผิดของเจ้าใหญ่หลวงนัก ข้าจักจองจำเจ้าไว้ที่นี่ จงถือศีลภาวนาอยู่ในถ้ำ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาดจนกว่าจักรู้สำนึก” นาคีเงยหน้ามองเจ้าปู่ยิ้มทั้งน้ำตาดีใจที่เจ้าปู่ไม่ทำอะไรลูกตน “ส่วนลูกเจ้า ต่อให้ข้าไม่ทำอันใด ก็มีคนลงมือให้อยู่ดี”
นาคีเสียงสั่น “ใคร ใครจะทำอะไรลูกข้า เจ้าปู่”
เจ้าปู่ศรีสุทโธไม่ตอบ หันไปสั่งวัชระปราการที่ยืนรออยู่ “เอาตัวนังหลานชั่วไปขัง”
วัชระปราการก้มศีรษะรับคำสั่ง เข้าไปดึงตัวนาคีขึ้นจากพื้น

นาคีพยายามฝืนดิ้นรนแต่ก็สู้แรงวัชระปราการไม่ไหว ละล่ำละลักถามเจ้าปู่ศรีสุทโธที่นิ่งขรึมจนน่ากลัว “เจ้าปู่บอกข้าทีเถิด จักเกิดอันใดขึ้นกับลูกข้า เจ้าปู่!”
วัชระปราการพาตัวนาคีไป พร้อมเลื่อมประภัสและฉัตรสุดาที่รีบเดินตามไป ทิ้งให้เจ้าปู่ศรีสุทโธยืนนิ่ง ไม่ปรายตามอง วางอุเบกขา



นาคีใส่ชุดขาว นั่งจำศีลภาวนาอยู่ในถ้ำตามคำสั่งของเจ้าปู่ศรีสุทโธ แต่จิตใจยังไม่สงบเพราะเอาแต่นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา เป็นห่วงทั้งลูก ทั้งแม่ทัพไชยสิงห์ นาคีน้ำตาไหลซึมออกมาด้วยความอัดอั้น เสียใจ เลื่อมประภัสและฉัตรสุดาที่เฝ้าอยู่ ได้แต่ส่งสารเจ้านางน้อยจับใจ
ฉัตรสุดาเอ่ย “ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ท้าวศรีสุทโธนาคจะยกโทษให้เจ้านางน้อย”
เลื่อมประภัสร์ย้อน “ความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เจ้านางน้อยคงต้องจำศีล บำเพ็ญภาวนาอยู่ในนี้จนกว่าท่านท้าวจะคลายพิโรธ”
วัชระปราการยืนเฝ้าห่างออกมาอีกมุมหนึ่ง “เป็นเพราะมนุษย์คนนั้น เจ้านางน้อยถึงต้องตกอยู่ในสภาพเยี่ยงนี้”
วัชระปราการมองนาคีด้วยความรักใคร่และเจ็บปวดใจระคนกันที่ไม่อาจสมหวังกับนาคี
นาคีนั่งสมาธิอยู่ กระสับกระส่าย จิตใจไม่เป็นสุข เลื่อมประภัสและฉัตรสุดานั่งเฝ้าอยู่ เห็นอาการ
เลื่อมประภัสรีบเอ่ยปากเตือน “เจ้านางน้อยข่มใจไว้เจ้าข้า”
นาคีลืมตาขึ้น มองมายังเลื่อมประภัสและฉัตรสุดาที่มองมาอย่างเป็นห่วง “ข้ากำลังพยายามอยู่ แต่ข้าเป็นห่วงลูกเหลือเกิน เพลานี้ลูกข้าจักเป็นตายร้ายดีเยี่ยงไรบ้างก็ไม่รู้”
“ตราบใดที่ทารกน้อยยังคงมีร่างเป็นปลาไหลเผือก ก็จักหลีกหนีโทษทัณฑ์ของวังบาดาลไปได้ จวบจนอายุครบ 15 ขวบปีก็จักกลายเป็นมนุษย์ได้ ถึงเพลานั้นท้าวศรีสุทโธนาคอาจคลายกริ้วลงบ้างแล้ว” ฉัตรสุดาปลอบ
“หากเจ้าปู่ไม่ยอมยกโทษให้ล่ะ เลื่อมประภัส ฉัตรสุดา...”
เลื่อมประภัสสงสารนาคีจับใจ “ถึงอย่างไร ทารกน้อยก็เป็นเหลน มีเชื้อสายนาคาครึ่งหนึ่ง มีหรือท่านท้าวจักไม่เมตตา”
นาคีสงบใจลงได้บ้าง เลื่อมประภัสและฉัตรสุดาเบาใจ “ข้าภาวนาขอให้เป็นอย่างที่พวกเจ้าพูด ข้าจักเฝ้ารอวันนั้น วันที่ข้าจักได้เห็นหน้าลูกอีกครั้ง” นาคีค่อยคลายใจ ก่อนหลับตาบำเพ็ญศีลต่อ

มรุกขนคร แห้งแล้ง ดินแตกระแหง วัวควายล้มตาย ผู้คนอดอยากแย่งหัวมันกันกิน พระเจ้านิรุทธราชนั่งอยู่บนบัลลังก์ แม่ทัพมรุกขนคร (เลื่อง) ขุนวัง มหาอำมาตย์ พราหมณ์เฒ่า เจ้าอินทร์ ขุนนางและนางกำนัลเข้าเฝ้า
แม่ทัพมรุกขนครรายงาน “เพลานี้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลน้ำท่าก็แล้งหนัก ทำไร่ไถนามิได้ ไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ต่างได้ยากเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าแล้วเจ้าข้า”
พระเจ้านิรุทธราชหันไปปรึกษาพราหมณ์ทั้ง 8 หน้าเครียด “นี่มันเกิดเหตุเภทภัยอันใดกัน เราก็บวงสรวงบัตรพลีบูชาพญานาค มิได้ขาด เหตุใดน้ำจึงแล้ง ดินจึงร้อนเยี่ยงนี้”
“ข้าวในยุ้งหลวงก็ร่อยหรอลงทุกที หากสิ้นวสันตฤดูนี้ ฝนยังไม่ลงมา ชาวมรุกขนครคงอดอยากล้มตายทั้งนายไพร่เจ้าข้า” มหาอำมาตย์รายงาน
“ในเมื่อพญานาค ผู้เป็นใหญ่แห่งลำโขง ดูดายไม่ยอมให้น้ำ ข้าก็ไม่รู้จักกราบไหว้บูชาไปด้วยเหตุใด ขุนวัง ! เจ้าจงทุบทำลายรูปบูชาพญานาคทั่วทั้งมรุกขนครเสียให้สิ้น อย่าให้หลงเหลือแม้แต่ตัวเดียว”
ขุนวังอึกอักไม่กล้าคัดค้านพระเจ้านิรุทธราช “แต่ว่า....”
“หาไม่ ข้าจักกุดหัวเจ้าเสีย !!!” พระเจ้านิรุทธราชตวาดเสียงลั่น
“รับใส่เศียรเกล้าเจ้าข้า” ขุนวังรีบลนลานออกไปทำตามโองการพระเจ้านิรุทธราชทันที

ขุนวังนำทหารมรุกขนครเข้ามาในเทวาลัยเจ้าแม่นาคี พร้อมค้อนขนาดใหญ่ ทุกคนต่างเลิ่กลั่ก ไม่กล้าทุบทำลาย “จักยืนบื้อใบ้อยู่ใย ทำลายเข้าสิวะ... รึพวกเจ้าอยากต้องโทษทัณฑ์ฟันคอเจ็ดชั่วโคตร”
พวกทหารต่างทุบทำลายเทวรูปท้าวศรีสุทโธนาคที่เป็นพญานาค 9 เศียรจนกระทั่งพังครืนลงมา ทันใดนั้นฝุ่นที่เกิดจากการทุบหินทรายก็ลอยคลุ้งเป็นรูปพญานาค 9 เศียร ร้องคำรามอย่างกราดเกรี้ยว พุ่งชนพวกทหารที่ทุบทำลายจนกระอักเลือด ปางตาย
พญานาคจะมาเล่นงานขุนวัง แต่เขายกมือไหว้ปลกๆ “ข้ากลัวแล้ว อย่าทำอันใดข้าเลย ท่านท้าวศรีสุทโธนาค ไว้ชีวิตข้าด้วย”
พญานาคคลายโทสะ ไว้ชีวิตขุนวัง ก่อนลอยพุ่งออกไปทางประตูทันที ขุนวังหน้าซีด เข่าอ่อน ตัวสั่นงันงก เห็นอิทธิฤทธิ์พญานาคต่อหน้าต่อตา

พระเจ้านิรุทธราชนั่งไม่ติด เดินพล่านเป็นเสือติดจั่น “เจ้าอินทร์ !”
“เจ้าข้า” เจ้าอินทร์ตอบรับ
“เจ้าจงใช้วิชาทางโหราศาสตร์นั่งทางในจับยามสามตาดูทีเถิดว่าเกิดอาเพศเหตุร้ายอันใดขึ้นในมรุกขนคร”
“รับใส่เศียรเกล้าเจ้าข้า”
เจ้าอินทร์หลับตาจับยามสามตาครู่หนึ่ง ภาพนิมิตของเจ้าอินทร์ เห็นปลาไหลเผือกแหวกว่ายอยู่ในแม่น้ำโขง
เจ้าอินทร์ลืมตาขึ้นก่อนกราบทูลพระเจ้านิรุทธราช “การเป็นเช่นนี้เป็นเพราะมีปลาไหลเผือกตัวใหญ่อาศัยอยู่ ณ แม่น้ำด้านบูรพาทิศเจ้าข้า”
“ปลาไหลเผือกงั้นรึ” พระเจ้านิรุทธราชแปลกใจ
“เพียงพระบาทเจ้ามีรับสั่งให้จับปลาไหลเผือกขึ้นมาจากน้ำ อีกมิเกินสามราตรี ฝนฟ้าก็จักตกต้องตามฤดูกาลเจ้าข้า”
พระเจ้านิรุทธราชตบขาผัวะ “มิน่าเล่า... เพราะปลาไหลเผือกตัวนี้เป็นเหตุ ถึงได้ฟ้าร้อนฝนแล้งเยี่ยงนี้”
พระโหราธิบดี (หมออ่วม) ซึ่งเหม็นขี้หน้าเจ้าอินทร์นานแล้ว กล่าวทักท้วงขึ้น “ช่างน่าขัน ปลาไหลเผือกได้ชื่อว่าเป็นสัตว์วิเศษ เป็นบริวารของพญานาค ใช่ว่าใครจะจับเอามาง่ายๆ”
“ข้า...เจ้าอินทร์ จักนำปลาไหลเผือกสำคัญตัวนี้มาถวายพระบาทเจ้าเองเจ้าข้า” เจ้าอินทร์ตอบแบบไม่สนใจ
พระโหราธิบดีมองเจ้าอินทร์ด้วยความริษยา ทางด้านนางกำนัลคำปองรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด

นางกำนัลคำปองเอาเรื่องที่ได้ยินมาระบายกับเคนคนรัก “วันรุ่งพรุ่งนี้ท่านพราหมณ์เจ้าอินทร์จักทำพิธีจับปลาไหลเผือก ข้าไม่สบายใจเลยพี่”
“ก็แค่จับปลาไหลเผือกเท่านั้น.... เจ้าจักกังวลด้วยเรื่องอันใดรึ”
“พระโหราธิบดีบอกว่าปลาไหลเผือกเป็นบริวารของพญานาคผู้เป็นใหญ่ ข้ากลัวเหลือเกิน.... กลัวว่าจักเกิดอาเพศเหตุร้ายขึ้นแก่มรุกขนคร”
“ท่านพราหมณ์เจ้าอินทร์อาคมแก่กล้า เจ้าหาต้องหวั่นเกรงไม่ปลาไหลเผือกแค่ตัวเดียว หากตั้งพิธีเซ่นดีพลีถูก คงมิเป็นอันใดดอก”
“ถึงกระนั้นก็เถอะ ข้าสังหรณ์ใจประหลาด... พี่ต้องรับปากกับข้า ว่าหัวเด็ดตีนขาด พี่จักไม่แตะต้องปลาไหลเผือกตัวนั้น... นะพี่”
เคนจูบเบาๆ ที่กระหม่อมของคำปอง พยักหน้าแบบขอไปที

ริมแม่น้ำโขง วันใหม่ เจ้าอินทร์พนมมือถือบ่วงนาคบาศก์ร่ายคาถาอยู่หน้าปะรำพิธีริมแม่น้ำ เบื้องหน้ามีบายศรีและเครื่องเซ่นสังเวยบูชาพญานาค วางเรียงรายประกอบพิธีจับปลาไหลเผือก พระเจ้านิรุทธราชประทับเป็นประธาน มีชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างหลั่งไหลมาร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น
เจ้าอินทร์พนมมือร่ายคาถาแน่วแน่ ปลาไหลเผือกที่ว่ายน้ำอยู่ในลำน้ำโขง โดนมนต์ของเจ้าอินทร์ก็ร้อนรนทุรนทุรายจนทนไม่ไหวต้องว่ายน้ำมาที่หน้าปะรำพิธี ชาวบ้านเห็นปลาไหลเผือกว่ายเข้ามาก็ชี้ชวนกันดูอย่างตื่นเต้น ส่งเสียงโห่เฮลั่น เจ้าอินทร์ลืมตาขึ้น แล้วใช้บ่วงนาคบาศก์โยนลงไปคล้องปลาไหลเผือกได้อย่างง่ายดาย
พระเจ้านิรุทธราชมองอย่างพอใจ “ทหาร! ลากมันขึ้นฝั่งบัดเดี๋ยวนี้”
ทหารช่วยกันดึงเชือกนาคบาศก์ดึงปลาไหลขึ้นจากฝั่ง ทันทีที่ปลาไหลเผือกขึ้นมาบนฝั่งก็ขยายตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า คำปองและเคน ต่างตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
พระเจ้านิรุทธราชเอ่ยถาม “เหตุใดปลาไหลเผือกจึงกลายร่างเป็นปลาไหลยักษ์ตัวใหญ่มหึมาเยี่ยงนี้”
พระโหราธบดีรีบยุส่ง “ชะรอยปลาไหลเผือกตัวนี้อาจเป็นกาลีบ้านกาลีเมืองก็ได้นะเจ้าข้า”
เจ้าอินทร์เอ่ยขัด “มิใช่ดอก.... เป็นเพราะบารมีของพระบาทเจ้าต่างหากเล่ายิ่งบารมีของพระบาทเจ้าแผ่ขยายปรากฏได้กว้างไกลเท่าไหร่ ปลาไหลเผือกก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเท่านั้นเจ้าข้า”
พระเจ้านิรุทธราชหัวเราะอย่างพอใจในคำยกยอของเจ้าอินทร์ “หากจริงดังเจ้าว่าบารมีของข้าคงแผ่ไปทั่วทั้งสิบทิศแน่แท้”
พระโหราธิบดีเหลือบมองเจ้าอินทร์ที่ประจบเอาหน้าอย่างหมั่นไส้
เจ้าอินทร์เอ่ยต่อ “ว่ากันว่า เนื้อปลาไหลเผือกเป็นยาอายุวัฒนะ ใครได้กิน จักมิรู้แก่ มิรู้เฒ่า อายุยืนยาว ไร้โรคาพยาธิ (พะ-ยา-ทิ) เบียดเบียนเจ้าข้า”
พระเจ้านิรุทธราชแสยะยิ้ม “เช่นนั้นรึ” พระเจ้านิรุทธราชคว้าดาบแล้วตรงเข้าไปฟันฉับเข้าที่ท่อนหางของปลาไหลเผือก ดิ้นพราดๆ เลือดแดงฉาน
ผลกรรมที่พระเจ้านิรุทธราช (บุญส่ง) ใช้มีดฟันหางปลาไหลเผือก ทำให้ชาตินี้ต้องกลายเป็นชายพิการขาเป๋
พระเจ้านิรุทธราชตัดชิ้นเนื้อปลาไหลเผือก แล้วชูขึ้นประกาศก้อง “พวกเจ้าจงแล่เนื้อปลาไหลเผือก แจกจ่ายให้ชาวมรุกขนครได้กินกันทั้งเมืองฉลองชัยชนะที่ข้าตีปัตตนครจนราบเป็นหน้ากลอง”
ชาวมรุกนครต่างพากันแซ่ซ้อง “องค์นิรุทธราช จงเจริญ !!!”
ชาวบ้านต่างแซ่ซ้องในพระมหากรุณาธิคุณ ต่างเฮโลถือมีดลงไปจ้วงแทงแย่งเนื้อปลาไหลเผือกกันวุ่นวาย นางกำนัลคำปองที่ยืนปะปนอยู่ในกลุ่มนางกำนัลรีบเบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองภาพตรงหน้าเพราะเกิดความเวทนาสงสารขึ้นมาจับใจ ส่วนเคนก็สองจิตสองใจ พะว้าพะวงใจหนึ่งก็อยากกินเนื้อปลาไหลเพราะคำอวดอ้างสรรพคุณของเจ้าอินทร์

นาคีกำลังนั่งบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่บนแท่นศิลาลืมตา ตาไหลพราก “อรุณกุมาร ลูกแม่!!!”
นาคีผุดลุกขึ้นจากแท่น แต่เลื่อมประภัสและฉัตรสุดาเข้ามาขวาง
เลื่อมประภัสอ้อนวอน “อย่าเจ้าข้า !ท่านท้าวมีรับสั่งห้ามมิให้เจ้านางน้อยออกจากที่นี่เด็ดขาด”
“แต่พวกมันฆ่าลูกข้า หัวใจคนเป็นแม่อย่างข้า จักทนนิ่งดูดายได้เยี่ยงไรมันพรากลูกไปจากอกข้า มันก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต ตายตกไปตามกัน” นาคีฟูมฟายเคียดแค้น
ฉัตรสุดาเตือน “หากฝ่าฝืนรับสั่งท่านท้าว เจ้านางน้อยอาจได้รับโทษทัณฑ์นะเจ้าข้า”
นาคีไม่สน “ข้าไม่กลัว ต่อให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส ข้าก็ยอม”
นาคีดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น จนบริวารทั้งสองต่างหวาดกลัว

หอคำมรุกขนคร อี่ บา เดินนำพวกวิเสทในห้องเครื่องแล่เนื้อปลาไหลเผือกแจกจ่ายให้กับเหล่านางกำนัล นางกำนัลคำปองยืนมองอยู่อย่างไม่สบายใจ
อี่หันมาเห็นนางกำนัลคำปองพอดี “เจ้าอินทร์บอกว่าเนื้อปลาไหลเผือกเป็นยาอายุวัฒนะ กินแล้วจักมิรู้แก่มิรู้เฒ่าชาวเมืองต่างกลุ้มรุมแย่งเนื้อปลาไหลเผือกจนแทบฆ่ากันตาย”
“เจ้าน่ะ ! ยืนบื้ออยู่ได้ รีบมาเอาปลาไหลเผือกนี่ไปกินซะสิ” บายื่นเนื้อปลาให้
คำปองรีบปฏิเสธ “ข้ากินไม่ลง เจ้าเอาส่วนแบ่งของข้าไปปันให้คนอื่นเถิด”
อี่ไม่พอใจ “พระบาทเจ้ามีเมตตาแบ่งเนื้อปลาไหลเผือกแจกจ่ายชาวมรุกขนคร เจ้ายังกล้าอวดดี ไม่กินอีกกระนั้นรึ”
คำปองอธิบาย “ข้าสงสาร นึกเวทนาปลาไหลเผือกตัวนั้น จนกินเนื้อมันไม่ลง”
“โง่เง่า ! ไม่กินก็ไม่ต้องกิน เอาส่วนแบ่งของมันมาให้ข้า ข้ากินเอง” บาดึงเนื้อปลากลับ

อ่านละครนาคี ตอนที่ 14/2 วันที่ 16 ต.ค.59

ละครเรื่อง นาคี บทประพันธ์โดย ตรี อภิรุม
ละครเรื่อง นาคี บทโทรทัศน์โดย สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์
ละครเรื่อง นาคี กำกับการแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ผลิตโดย บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ละครเรื่อง นาคี ควบคุมการผลิตโดย ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ