อ่านละครนาคี ตอนที่ 14/5 วันที่ 17 ต.ค.59

อ่านละครนาคี ตอนที่ 14/5 วันที่ 17 ต.ค.59

“ถึงนังงูผีมันจะช่วยเอ็ง แต่มันฆ่าไอ้เลื่องลูกข้า และชาวบ้านดอนไม้ป่ามานักต่อนัก ถึงยังไง ข้าก็ต้องแก้แค้นมันให้จงได้ เลือดมันต้องล้างด้วยเลือดโว้ย” กำนันแย้มประกาศกร้าว
พวกชาวบ้านกล้าๆ กลัวๆ แยกออกเป็น 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เคียดแค้นชิงชัง และฝ่ายที่ยังเลื่อมใสศรัทธา กำนันแย้มจ้องอาจารย์ทัศนัยเขม็ง ไม่ได้คลายความอาฆาตแค้นที่มีต่อเจ้าแม่นาคีลงแม้แต่น้อย

ที่บ้านคำปอง บรรดาลูกศิษย์เข้าไปกอดอาจารย์ทัศนัยแน่นด้วยความดีใจ
“เบาๆ หน่อย ผมจะตายก็เพราะพวกคุณกอดผมแน่นจนหายใจไม่ออก”


“อาจารย์หายไปตั้งหลายวัน พวกผมเป็นห่วงแทบแย่” ทศพลยิ้มดีใจ
เจิดนภาร้องไห้ “พวกเรานึกว่าอาจารย์..... โฮ......”
วันชนะเบรก “ตั้งสติก่อนแล้วค่อยพูด โอดกาเหว่าอยู่ได้ ฉันฟังไม่รู้เรื่อง”
“ผมไม่ได้ตายสักหน่อย ก็แค่ไปสำรวจโบราณวัตถุในถ้ำใต้เทวาลัยเท่านั้น” อาจารย์ทัศนัยปลอบเจิดนภา
“ตอนอยู่ในถ้ำ อาจารย์กินอยู่ยังไง เป็นผมคงอดตายไปแล้ว” สมมาตรสีหน้าอยากรู้
“หรือว่าในถ้ำนั่นมีเมืองเนรมิต สระมรกต อย่างที่ไอ้พลมันบอก” ประกิตตาลุกวาว
อาจารย์ทัศนัยยิ้มก่อนเฉลยเรื่องราวให้ทุกคนฟัง
สุภัทรบุกเดี่ยวลงไปในถ้ำ โรยตัวลงมาถึงด้านล่าง โดยมีไฟฉายที่หมวกส่องแสงนำทาง สุภัทรเดินสำรวจรอบๆ ถ้ำ ตื่นตะลึงกับสิ่งที่เห็น หินงอกหินย้อยงดงามมาก สุภัทรเดินเข้าไปในถ้ำลึกเข้าไปเรื่อยๆ แผ่นหินที่สุภัทรเหยียบเกิดทรุดตัว สุภัทรรีบคว้าหินที่ผนังถ้ำเอาไว้ รอดมาได้อย่างน่าหวาดเสียว สุภัทรหันกลับมาเห็นหัวกะโหลกที่ผนังถ้ำ เมื่อต้องแสงไฟ สะดุ้งเล็กน้อย สายตาสุภัทรเห็นโครงกระดูกที่ผนังถ้ำกอดแผ่นศิลาจารึกแผ่นหนึ่งไว้แน่นราวกับของล้ำค่า สุภัทรค่อยๆ งัดศิลาจารึกออกจากโครงกระดูกนั้น
“ศิลาจารึกนี่น่าจะอายุสักพันปี” สุภัทรลูบฝุ่นที่เกาะศิลาจารึกปัดออก เพื่ออ่านดู ก็ต้องตกตะลึง “จารึกมรุกขนคร !!!”
สุภัทรดีใจที่ได้เจอวัตถุโบราณชิ้นสำคัญ ทันใดนั้น หางตาก็เห็นบางสิ่งเลื้อยผ่านหลังไป สุภัทรหันหลังกลับ สาดไฟฉายมองไปยังต้นเสียง แต่ไม่พบอะไร แต่พอหันกลับมาก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ “ทัศนัย !!!!”
สุภัทรพบอาจารย์ทัศนัยภายในถ้ำ ยังไม่ตาย แต่ร่างกายซูบผอมมาก

ที่ปากถ้ำ สุภัทรเอากล้วยป่าและกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำดื่มส่งให้อาจารย์ทัศนัยกินประทังหิวแล้วเอ่ยถาม “ทำไมคุณถึงไม่กลับไปหมู่บ้านพร้อมกับผม”
“พวกกำนันแย้มจับตามองผมทุกฝีก้าว ถ้ากลับไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ลงมาสำรวจโบราณวัตถุในถ้ำได้อีก”
“เจอศิลารึกส่วนที่เหลือแล้วหรือยัง”
อาจารย์ทัศนัยส่ายหน้า “ยังเลยครับดอกเตอร์ แต่ผมมั่นใจว่ามันต้องอยู่ในถ้ำนี้แน่นอน ดอกเตอร์ไม่ต้องห่วง ผมจะหามันจนกว่าจะเจอ”
“ผมจะเอาข้าวเอาน้ำ และของใช้ที่จำเป็นมาส่งให้คุณทุกวันที่นี่ ขาดเหลืออะไรก็บอก ประวัติศาสตร์เมืองมรุกขนครฝากไว้ที่คุณแล้ว ทัศนัย”
อาจารย์ทัศนัยยิ้มรับคำ แววตามุ่งมั่น จะต้องตามหาศิลาจารึกส่วนที่เหลือให้พบให้ได้

ประกิตได้ยินที่อาจารย์ทัศนัยเล่าก็โพล่งขึ้นมา “โธ่เอ๊ย... ที่แท้อาจารย์ทัศนัยกับดอกเตอร์สุภัทรก็รู้กันนี่เอง”
“ดอกเตอร์สุภัทรกลัวว่าพวกคุณจะตามไปที่ถ้ำ ทำพิรุธให้พวกกำนันแย้มสงสัย เลยต้องสร้างเรื่องหลอกพวกคุณว่าผมตายไปแล้ว”
พิมพ์แก้วกระแนะกระแหน “อาจารย์กินนอนอยู่ในถ้ำแท้ๆ แต่กลับไม่ถูกนังงูผีเล่นงาน นังงูผีร่านสวาทมันคงเลือกไว้ชีวิตเฉพาะผู้ชายหน้าตาดีๆ เก็บเอาไว้ทำผัว”
ทศพลไม่พอใจ “พิมพ์ ! ผมรู้นะว่าคุณจงใจพูดจากระทบกระเทียบคำแก้ว”
“หรือไม่จริง ! ถ้านังคำแก้วเป็นคน ไม่ใช่งู ทำไมถึงไม่กล้าสู้หน้า เอาซี้... ถ้าแน่จริง ก็ออกมาเลย ฉันจะเอาว่านพญาลิ้นงูนี่พิสูจน์ให้เห็นกับตา” พิมพ์พรเอาว่านพญาลิ้นงูที่พกติดตัวมาชูรา ตะโกนท้าทายคำแก้ว
“คำแก้วไม่ได้อยู่ที่นี่!” ทศพลตวาดลั่น
“มันคงเลื้อยหานกหาหนูกินอยู่ในป่าน่ะสิ” พิมพ์พรต่อปากต่อคำไม่ยอมหยุด
อาจารย์ทัศนัยปราม “พอได้แล้ว ! ถ้าคุณคำปองมาได้ยินเข้า เขาจะคิดยังไง อาศัยบ้านเขาแท้ๆ ไม่รู้จักเกรงใจกันบ้างเลย เป็นปัญญาชนซะเปล่า งมงายไม่เข้าเรื่อง”
พิมพ์พรเพลาลง “ถ้าไม่เห็นกับตา พิมพ์ก็ไม่เชื่อหรอกค่ะอาจารย์ พวกชาวบ้านไม่ได้เหลวไหล ปีศาจงูในร่างคนมีอยู่จริง และมันก็สิงอยู่ในร่างนังคำแก้ว”
“พิมพ์ ! ผมชักจะเหลืออดกับคุณแล้วนะ” ทศพลเดือด
พวกเพื่อนๆ ทั้งสี่ต้องช่วยปรามทศพลไว้ ให้ใจเย็น
“พิมพ์กับนังคำแก้วคงอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ถ้ามีพิมพ์ก็ต้องไม่มีมัน แต่ถ้ามีมันก็ต้องไม่มีพิมพ์” พิมพ์พรพูดจบก็เดินลงส้นลงจากเรือนคำปองไป

เจ้าแม่นาคีกำลังจะออกจากซุ้มประตูกลับสู่โลกภายนอก “คืนนี้เจ้าอินทร์คงทำพิธีเล่นงานข้าอีกเป็นแน่”
“ข้าจักเร่งหาอุบายทำลายพิธีกองกูณฐ์อัคคีของเจ้าอินทร์ให้จงได้เจ้าข้า” เลื่อมประภัสครุ่นคิด
“อาคมของเจ้าอินทร์แก่กล้านัก ยากที่จักต่อกรได้ ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเดือดร้อนเพราะข้าเหมือนฉัตรสุดาอีก คืนนี้ข้าจักออกไปหาเจ้าอินทร์ ทุกอย่างจักได้จบสิ้นกันเสียที”
วัชระปราการเอ่ยห้าม “ไม่ได้นะเจ้าข้า ฉัตรสุดายอมถวายชีวิตเพื่อปกป้องเจ้าแม่ หากยอมแพ้ การตายของฉัตรสุดาก็จักไร้ค่า”
“ข้ายังมองไม่เห็นหนทางที่จักเอาชนะเจ้าอินทร์ได้เลย” เจ้าแม่นาคีกลัดกลุ้ม
“ระหว่างนี้เจ้าแม่ควรซ่อนตัวอยู่ที่นี่ อย่ากลับออกไปเลยนะเจ้าข้า” วัชระปราการขอร้อง
“อยู่ที่ไหน ข้าก็คงหนีมรณภัยไปไม่พ้น ความรักอยู่เหนือทุกสิ่งแม้กระทั่งความตาย ข้ารักไชยสิงห์ยิ่งกว่าชีวิตของข้า หากคืนนี้ข้าจักต้องตาย ก็ขอตายในอ้อมกอดคนที่ข้ารักเถิด” เจ้าแม่นาคีตัดสินใจแน่วแน่ ก้าวออกจากซุ้มประตูไปแล้วกลายร่างเป็นคำแก้ว
วัชระปราการและเลื่อมประภัสได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วง

วัชระปราการหวนคิดถึงฉัตรสุดาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ วัชระปราการน้ำตาหยด เลื่อมประภัสนั่งพิงเสาเทวาลัยอยู่ไม่ไกลกัน
จู่ๆ วัชระปราการลุกพรวด “ข้าจักไปแก้แค้นให้ฉัตรสุดา”
“ท่านสู้เจ้าอินทร์ได้กระนั้นรึ”
วัชระปราการอึ้งไป “ข้ายอมให้ฉัตรสุดาต้องตายเปล่าเยี่ยงนี้ไม่ได้”
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านดี ท่านวัชระปราการ ข้าเองก็คับแค้นใจไม่แพ้ท่าน แต่เพลานี้เจ้าแม่ตกอยู่ในอันตราย ท่านอย่าลืมสิ เราต้องข่มใจรอ... รอจนกว่าจะหาทางทำลายพิธีกองกูณฐ์อัคคีของเจ้าอินทร์ได้” เลื่อมประภัสปลอบ
“รอๆๆ ! แล้วเมื่อไหร่เราจักหาทางสู้กับมันได้เล่า หากยังทำลายพิธีไม่ได้ เจ้าแม่จักต้องกลายร่างเป็นนาคีออกไปให้มันสังหาร”
“เจ้าอินทร์กระทำปาณาติบาตฆ่าฉัตรสุดาตายอย่างโหดเหี้ยม บุญบารมีที่มันสร้างขึ้นจากการรักษาศีลย่อมต้องเสื่อมถอยลงบ้าง เรายังพอมีหนทางที่จักสู้กับมันได้”
วัชระปราการสายตาเปี่ยมด้วยความอาฆาตแค้นเมืองอินทร์

ทางด้านสุภัทรถามอาจารย์ทัศนัยเรื่องศิลาจารึก “พบมั้ย?”
อาจารย์ทัศนัยหยิบแผ่นศิลาจารึกส่วนที่ 3 ที่ตนพบในถ้ำออกมาจากเป้ “ผมเจอมันในถ้ำ แต่ไม่แน่ใจว่าใช่ศิลาจารึกแผ่นเดียวกันหรือเปล่า”
ทศพลเพ่งมองที่ศิลาจารึก “ตัวอักษรบนแผ่นจารึกนี่เลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก”
สุภัทรค่อยๆ ใช้มือปัดเศษดินที่ติดอยู่ออก ทำให้ลวดลายอักขระบนแผ่นศิลาปรากฏชัดขึ้น “ขอให้เป็นแผ่นเดียวกันทีเถอะ” สุภัทรไม่รอช้ารีบเอาแผ่นจารึกอีก 2 แผ่นมาเรียงประกอบกัน
“จารึกทั้ง 3 แผ่นเรียงประกอบกันได้พอดี เป็นแผ่นเดียวกันไม่ผิดแน่” อาจารย์ทัศนัยดีใจ
ทศพลกับสุภัทรต่างดีใจไม่แพ้กัน
“ในที่สุด ความลับของเมืองมรุกขครก็จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป”
สุภัทรน้ำเสียงตื่นเต้นเห็นด้วยกับทศพล “นี่คือการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีครั้งสำคัญ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังจะได้รับการจดบันทึก”

คำปองขายผักที่แผงในตลาด ร้องขายของจนคอแห้งแต่ก็ไม่มีคนซื้อ “ผักมั้ยจ๊ะ ผักสดๆ จ้ะ....ขี้เหล็กก็มี ผักขะแยงก็มี วันนี้ไม่เอาผักเหรอจ๊ะป้าเม้า”
เม้าส่ายหน้า เบ้ปาก แสดงทีท่ารังเกียจ กระถุ่งป้องปากซุบซิบนินทากับเม้าที่เดินมาด้วยกัน “อย่าไปซื้อ ผักมันมีเสนียดจัญไรเกาะอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้”
คำปองได้ยินเสียงซุบซิบกระถุ่งที่ผ่านไป แต่ไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร
กอเข้ามาหาคำปอง ส่งสายตาชีกอ นั่งเบียดกระแซะข้างๆ จนคำปองต้องกระถดหนี “พวกชาวบ้านเขาไม่ซื้อของเอ็งหรอก เขากลัวกินเข้าไปแล้วจะกลายเป็นงูเหมือนลูกสาวเอ็ง”
“ฉันเลี้ยงคำแก้วมากับมือตั้งแต่เล็กจนโต ใครจะหาว่าลูกฉันเป็นภูตผีปีศาจ ฉันไม่เชื่อทั้งนั้น” คำปองพูดไปก็เก็บผักใส่กระจาดไป
“ลูกเอ็งตายไปแล้วตั้งแต่เมื่อ 19 ปีก่อน นังคำแก้วที่เอ็งเห็น ถูกเจ้าแม่นาคีสิงร่างอยู่ เมื่อไหร่เอ็งถึงจะเชื่อข้าเสียที”
“ถึงยังไง คำแก้วมันก็เป็นเลือดในอกฉัน ต่อให้มันเป็นผีสางคางแดงฉันก็ตัดมันไม่ขาด พี่กออย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย”
“ข้าเตือนเอ็งด้วยความหวังดี.... ข้าเป็นห่วงเอ็ง เอ็งก็รู้” กอเอื้อมไปจับมือคำปอง หวังเล้าโลมให้ใจอ่อน
แต่คำปองรีบชักมือกลับ “เลิกตอแยกับฉันเสียที ชาตินี้ฉันมีพี่เคนเป็นผัวคนเดียวก็พอ แก่ป่านนี้แล้ว ฉันไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นหญิงสองผัว” คำปองพูดจบก็กระเดียดกระจาดออกไป ไม่แลกอแม้แต่หางตา
“ทำเป็นเล่นตัวไปเถอะ รอให้อีคำแก้วถูกปราบราบคาบเมื่อไหร่ ข้าจะเอาเอ็งทำเมียให้ได้ นังคำปอง” กอมองตามหลังคำปอง ลูบคางอย่างเปรี้ยวปาก

คำปองหัวเสีย กลับบ้านบ้านกระแทกกระจาดผักวางบนแคร่ บ่นพึมพำเป็นหมีกินผึ้ง “ขายของก็ไม่ได้ หนำซ้ำยังถูกไอ้แก่หัวงูทำชีกอใส่อีก เวรกรรมจริงๆ”
คำแก้วกลับมาบ้าน ทันได้ยินแม่บ่นพอดี “เพราะฉันคนเดียว แม่เลยพลอยต้องลำบากไปด้วย”
“ไม่เกี่ยวกับเอ็งหรอก คนมันระยำ ก็คิดแต่เรื่องระยำๆ นั่นแหละ”
“แม่... ฉันเป็นตัวกาลกิณีใช่มั้ย คนอื่นเขาถึงได้จงเกลียดจงชังฉันนัก”
คำปองสงสารลูกจับใจ “คำแก้วเอ๊ย พระท่านว่าดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว ตัวกาลกิณีมันไม่มีอยู่จริงหรอกลูก ความชั่ว-ความดีต่างหากที่ใช้ตัดสินความเป็นคน” คำแก้วนั่งก้มหน้า น้ำตาร่วงเผาะๆ มีคำปองเข้าไปลูบหัวปลอบโยน “โลกนี้มันมีแต่ความเลวร้าย ถึงคนอื่นเขาจะร้ายกับเอ็งยังไง เอ็งก็จงอย่าร้ายตอบ แม่รู้ว่ามันทำได้ยาก แต่ถ้าเอ็งเอาชนะใจตัวเองได้ ไม่ว่าเรื่องยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน เอ็งก็จะทำได้ทั้งนั้น”
คำปองกอดคำแก้วไว้คล้ายจะปลอบขวัญจากเรื่องร้ายๆ ที่ประดังประเดเข้ามา

คำแก้วโปรยข้าวเปลือกให้ไก่กิน ใจลอย หดหู่
ทศพลเข้ามาโอบข้างหลัง คำแก้วสะดุ้งเล็กน้อย “จ๊ะเอ๋...”
“เล่นเป็นเด็กๆ ไปได้ โตจนมีเมียแล้ว” คำแก้วดุ
“พี่จะโตได้ยังไง ก็คำแก้วยังไม่ยอมเป็นเมียพี่สักที” ทศพลแซวพลางช่วยคำแก้วโปรยข้าวเปลือกให้ไก่กิน“คำแก้วรู้หรือยัง อาจารย์ทัศนัยกลับมาแล้วนะ”

อ่านละครนาคี ตอนที่ 14/5 วันที่ 17 ต.ค.59

ละครเรื่อง นาคี บทประพันธ์โดย ตรี อภิรุม
ละครเรื่อง นาคี บทโทรทัศน์โดย สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์
ละครเรื่อง นาคี กำกับการแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ผลิตโดย บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ละครเรื่อง นาคี ควบคุมการผลิตโดย ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ