อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 15 วันที่ 21 ต.ค.59

อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 15 วันที่ 21 ต.ค.59

เอมอรกลายเป็นคนที่เข้มแข็งที่ต้องปลอบทั้งลูกและสามี เด่นชาติผิดหวังเสียใจจนน้ำตาไหล เมื่อเอมอรกอดปลอบเขาถามอย่างสับสน เจ็บปวดว่า

“ผมต้องปล่อยลูกไปอยู่ไกลๆอีกแล้วเหรอคุณ ผมผิดมากเหรอที่ไม่อยากให้ลูกไปอยู่ไกลๆอีก”

ที่บ้านทับทิม เช้านี้สายสนมไปปลุกสินีนาฎถามว่าวันนี้จะไปร้านหรือเปล่า ปรากฏว่าสินีนาฎไม่อยู่ในห้องแล้ว เธอไปที่ร้านกาแฟที่ปิดมาหลายวันจนลูกค้าถามหา เปิดร้าน และเตรียมจัดร้านอย่างสดชื่น พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

แต่ระหว่างจัดร้าน ความคุ้นชินที่เคยมีชัยพงษ์คอยช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด หลายครั้งเมื่อยกของหนักหรือเตรียมทำเค้ก ก็เผลอคิดว่าเขามาช่วย แต่พอหันมองจึงรู้ว่าแค่ความคุ้นชินก็รู้สึกว้าเหว่ ตัดสินใจโทรศัพท์หาชัยพงษ์



ชัยพงษ์กำลังประชุมผู้บริหารบริษัท ทุกคนดูโทรศัพท์ตัวเองแล้ววาง ชัยพงษ์ดูของตัวเองพอเห็นเป็นเบอร์ของสินีนาฎเขาทั้งตกใจและดีใจตัดสินใจไม่ถูกจึงกดทิ้งคว่ำโทรศัพท์ลงแล้วประชุมต่อ

สินีนาฎรอการรับสายอย่างตื่นเต้น ประหม่า พอสายถูกตัดเธอก็ใจหายรู้สึกว่าตนได้เสียชัยพงษ์ไปอย่างถาวรแล้ว พยายามทำใจให้เข้มแข็งไปทำงานต่อ ตามคำสอนของแม่และป้าทับทิม ชีวิตต้องดำเนินต่อไปให้ได้

ที่มหาวิทยาลัย นางพบกับสายสุดาเห็นนางหน้าเศร้าๆสายสุดาถามว่าพ่อเธอไม่โอเคเรื่องธนาธิปหรือ นางพูดไม่ออกได้แต่ส่ายหน้า สายสุดาปลอบให้กำลังใจว่า “เข้มแข็งนะนาง ทุกอย่างมันต้องโอเคนะ”

พอดีคัมพลเดินเข้ามา นางมองสีหน้าแววตาของทั้งสองด้วยความยินดี ปรารภว่าถ้าสายสุดาไปลอนดอนปีหน้าจริงตนต้องเหงามากแน่ คัมพลบอกว่าไม่เหงา เพราะเธอยังมีสินีนาฎ พูดแล้วนึกได้รีบหยุด สายสุดาถามว่าตนจะคุยกับสินีนาฎให้เอาไหม นางบอกว่า

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันจัดการได้”

สายสุดาเห็นนางเศร้าจึงแอบถ่ายรูปส่งไปให้ธนาธิปดูพร้อมข้อความว่า “อาการน่าเป็นห่วง” ธนาธิปดูแล้วเครียด

ooooooo

ที่ห้องอาหารบ้านอัครา วันนี้ทั้งอัครา ธนาธิป สายสุดาและนวลใยร่วมโต๊ะกันอย่างพร้อมหน้า อัคราพูดอย่างเข้าใจเด่นชาติว่า พ่อที่มีลูกสาวคนเดียวก็ต้องหวงเป็นธรรมดา สายสุดาตัดพ้อว่าพ่อไม่เห็นหวงตนเลย

“หวงสิลูก แต่หนูก็อยู่ในสายตา คัมพลก็เป็นเด็กดี พ่อก็ยังไม่ได้ว่าอะไร”

ธนาธิปเอ่ยทันทีว่าถ้าอย่างนั้นตนก็คงไม่เป็นเด็กดีในสายตาของเด่นชาติ นาลใยบอกว่าไม่จริงใครๆก็รู้ว่าเขาเป็นคนดี

“จะไม่ดีก็ตรงที่จะมาพรากลูกสาวคนเดียวเขาไปจากอกนี่แหละ” สายสุดาถามว่าทีทัศนัยทำไมไม่มีปัญหา “ก็เขาไม่ได้จะพรากไปจากอกน่ะสิ ถ้าหนูนางแต่งงานกับธิป เขาก็ต้องเดินทางตามสามี กว่าธิปจะเกษียณทั้งพ่อคุณอาเด่นชาติจะไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้”

“ลูกๆอาจมองว่าเป็นการออกไปผจญภัยที่น่าตื่นเต้น แต่พ่อแม่ใจหายทุกครั้งที่ลูกเดินออกไปจากบ้านนะคะ”

“พ่อแม่แก่ลงทุกวัน ก็คงอยากจะฝากผีฝากไข้กับลูก ยิ่งพ่อที่มีลูกสาวน่ะ แค่รู้ว่าจะแต่งงานออกไปอยู่กับสามีก็ทำใจยากแล้ว นี่ยังต้องตามสามีไปอยู่ไกลแสนไกล ธิปคงต้องให้เวลาคุณเด่นชาติแกมากๆ”

จากความรู้สึกของผู้เป็นพ่อแม่ที่ลูกจะไปจากอก ทำให้ธนาธิปเข้าใจเด่นชาติมากขึ้น เมื่อโทรศัพคุยกับนางเขาถามว่านอกจากเรื่องคุณพ่อแล้วมีอะไรที่ไม่สบายใจอีกหรือเปล่า เธอบอกว่าเรื่องสินีนาฎ เขาถามว่าอยากให้ตนไปคุยด้วยไหม? นางบอกว่าตนต้องคุยด้วยตัวเองแต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนและสินีนาฎก็ไม่อยากคุยกับตนด้วย

“ผมเชื่อในการเปิดการเจรจาอย่างจริงใจและการสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ ยังไงสินีนาฎก็ต้องรับรู้ว่านางรักและหวังดีกับเขาจริงๆ” นางขอบคุณ ธนาธิปถามหยอดว่าคิดถึงตนบ้างไหม นางเงียบ เขาย้ำถาม “ว่าไงคะ”

“นาง...พยักหน้าอยู่คะ” นางตอบเขินๆ แล้วต่างก็ยิ้มให้กับโทรศัพท์อย่างสดชื่นเหมือนเห็นกันอยู่ตรงหน้า

เช้าวันรุ่งขึ้น นางไปหาสินีนาฎที่บ้าน พอเจอกัน สินีนาฎถามว่ามาทำไม นางบอกว่า “เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

ooooooo

ที่ห้องรับแขกบ้านทับทิม สินีนาฎกับนางต่างนั่งดูท่าทีกันอยู่ นางพยายามสบตาสินีนาฎให้เห็นถึงความจริงใจของตนแต่สินีนาฎไม่เปิดโอกาส แล้วจู่ๆ ก็บอกว่ามีอะไรให้รีบพูด ตนต้องออกไปร้าน นางจะส่งก็ปฏิเสธ เร่งมีอะไรให้พูดมาเลย

“เรื่องของฉันกับคุณธนาธิป ฉันอยากให้เธอฟังจากฉัน เธอพร้อมหรือเปล่า”

“เล่าไปซิ” พูดสะบัดเสียงโดยไม่มองหน้า แต่แอบหายใจลึกๆ ให้กำลังใจตัวเอง

นางเล่าตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ปีนังว่า ตนคิดจริงๆ ว่าเขาอายุมากเกินไปสำหรับเด็กอย่างเราและก็โบราณเกินไป วันนั้นตนไม่ได้สนใจที่จะมีคนรัก เลยไม่เคยมองเขาหรือใครๆอย่างคนที่จะรักได้เลย สินีนาฎถามโพล่งว่า วันนี้พอเธอเริ่มรู้จักความรัก เธอก็เลือกที่จะรักธนาธิป นางถามว่าเราเลือกได้จริงหรือ เธอน่าจะรู้ดีกว่าตน สินีนาฎ สะบัดหน้าไปทางอื่น ไม่ตอบ

“ฉันไม่แน่ใจหรอกนะว่ามันเริ่มเกิดขึ้นตอนไหนอาจจะก่อนกลับมาจากปีนังก็ได้ เพราะพอเจอกันอีกครั้ง ทุกอย่างมันรวดเร็วมาก เขามาเจอฉันบ่อยๆ มาใช้เวลาอยู่ด้วยวันละนานๆ แล้วเขาก็บอกว่ารักฉัน” สินีนาฎถามว่า แล้วเธอก็บอกว่ารักเขาใช่ไหม? “ใช่ เพราะฉันมั่นใจว่าเขาไม่ได้รักคนอื่น”

สินีนาฎเจ็บจี๊ด ประชดว่าไม่ยากเลยนะที่จะจีบเธอ นางตอบทันทีว่า อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้หลงรักเขาฝ่ายเดียว สินีนาฎยิ่งโมโหหาว่านางด่าตน

“เปล่าเลยสิ ฉันไม่เคยคิดจะด่าเธอเลย ฉันแค่พูดกับเธอตรงๆ มันจะมีประโยชน์อะไรที่ไปรักคนที่ไม่ได้รักเรา”

“แล้วทำไมเขาต้องไปรักเธอด้วย ทำไม? เธอมีทุกอย่างได้ทุกอย่างอยู่แล้วทำไมพอถึงเรื่องนี้ เธอยังได้ไปอีก” นางบอกว่าถ้าเธอไม่ดีใจกับตน ตนก็จะตัดใจจากเขาได้ “อะไรนะนาง เธอจะเสียสละความรักของเธอได้เหรอ?”

“ฉันไม่ได้เสียสละ แต่ฉันเชื่อว่าความเป็นเพื่อนมันสำคัญมากพอๆกับความรัก ฉันเกลียดที่เพื่อนผู้หญิงต้องมาทะเลาะกัน เลิกคบกันเพราะเห็นผู้ชายสำคัญกว่า ฉันจะไม่ยอมให้อารมณ์มาเป็นเจ้านายฉัน ฉันจะไม่ยอมเป็นทาสของมัน” สินีนาฎบอกว่ามันคงไม่ยากสำหรับเธอ “จะง่ายหรือยากมันอยู่ที่ใจของเราเอง ถ้าเรา
รู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ก็ไม่ต้องเสียเวลามานั่งน้อยใจอะไร”

“นี่เธอกำลังบอกให้ฉันเจียมตัว”

“ไม่มีใครต้องเจียมตัวอะไรทั้งนั้นแหละถ้าเรามองเห็นคุณค่าของคนที่รักเรา เธอมีทุกอย่างไม่น้อยไปกว่าฉันหรือใครๆทั้งนั้นแหละสิ แต่เธอเลือกที่จะไม่มองและไม่เห็นคุณค่าของมันเอง” เห็นสินีนาฎฟังแล้วเงียบไป นางคิดว่าเธอคงหายโกรธแล้ว จึงยื่นถุงขนมให้ “ฉันซื้อขนมมาฝากถ้าฉันทำให้เธอไม่สบายใจไว้ฉันจะมาหาใหม่วันหลัง”

“นาง...” นางชะงักหันมอง “ถ้าเธอคิดว่าฉันยังมีค่าพอที่จะเป็นเพื่อนกับเธอ อย่าเพิ่งไป...ขอเวลาฉัน...”

“นานเท่าไหร่ก็ได้สิ ฉันจะนั่งอยู่กับเธอตรงนี้แหละ ไม่ไปไหน”

สินีนาฎค่อยๆคิด ไตร่ตรองทบทวนความรู้สึกของตนเอง เมื่อความคิดตกผลึก เธอขึ้นไปที่ห้องนอน เอาปากกาที่ธนาธิปให้ใส่กล่องเก็บไว้ในลิ้นชัก และเอาสร้อยข้อมือที่ชัยพงษ์ให้ออกมาใส่ที่ข้อมือ...

ooooooo

วันนี้เด่นชาตินัดธนาธิปไปพบกันที่สนามกอล์ฟ พอเจอกันเด่นชาติบอกให้รออีกสองนาที จนบ่ายสามสิบห้านาที จึงเริ่มเล่าว่า

“ยายนางเกิดตอนนี้ บ่ายสามโมงสิบห้านาที ผมจำได้ไม่มีวันลืม ที่โรงพยาบาลนั้นคุณเห็นไหม...เป็นวันที่ท้องฟ้าโปร่ง เป็นวันที่ผมมีความสุขมากที่สุดในชีวิต ไม่น่าเชื่อนะ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าย่นๆคนเดียวจะทำให้ชีวิตคนคนหนึ่งมันเติมเต็มได้มากขนาดนี้...วันนั้นผมได้ลูกสาวมาแต่ก็เกือบจะเสียภรรยาไป”

ธนาธิปตกใจ เด่นชาติเล่าเรื่องในอดีตที่ผ่านไปเกือบยี่สิบปีราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นสดๆว่า

“เอมอรมีปัญหาตั้งแต่เราพยายามจะมีลูก พอท้องยายนางเราดีใจกันมาก แต่ตลอดเวลาหมอก็คอยเตือน พอใกล้วันคลอด หมอถามว่าถ้าถึงเวลาแล้วจำเป็นต้องเลือก จะเลือกแม่หรือเลือกลูก...ในวันนั้นผมรักแค่ภรรยาผมผมอยากเลือกเอมแต่เขาเองนั่นแหละที่บอกว่าให้เลือกลูก เขาบอกว่าเขาเห็นโลกนี้มามากแล้ว เขาอยากให้ผม...พาลูกไปเห็นสิ่งต่างๆแทนเขา”

เด่นชาติหยุดเล่าน้ำตาซึมจนธนาธิปต้องเรียกให้กำลังใจ เขาจึงเล่าต่อ

“พอคลอดยายนาง เอมก็มีปัญหา หมอต้องเอาเข้าห้องผ่าตัดต่ออีกเป็นชั่วโมง นาทีนั้น...ผมได้แต่สวดมนต์ และมองหน้าลูกว่าเราอาจจะเหลือกันแค่นี้ก็ได้...แล้วอยู่ดีๆเด็กตัวนิดเดียวคนนั้นก็เอามือเล็กๆมาแตะนิ้วผม วินาทีนั้นผมรู้แค่ว่าผมไม่มีวันยอมให้ใครมาพรากลูกไปจากผมได้...”

“ผมไม่เคยมีเจตนาจะพรากนางไปจากคุณอาเลย”

อ่านละครเรื่อง นางอาย ตอนที่ 15 วันที่ 21 ต.ค.59

ละครเรื่อง นางอาย บทประพันธ์โดย นราวดี
ละครเรื่อง นางอาย บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกษ
ละครเรื่อง นางอาย กำกับการแสดงโดย ปวันรัตน์ นาคสุริยะ
ละครเรื่อง นางอาย ผลิตโดย บริษัท เมกเกอร์ วาย จำกัด
ละครเรื่อง นางอาย ควบคุมการผลิตโดย ยศสินี ณ นคร
ละครเรื่อง นางอาย ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ