อ่านละครนาคี ตอนอวสาน[3] วันที่ 22 ต.ค.59

อ่านละครนาคี ตอนอวสาน[3] วันที่ 22 ต.ค.59

คำพูดของทศพล ยิ่งกว่าคมมีดที่กรีดใจคำแก้ว คำแก้วน้ำตาไหลพราก “พี่กลัวคำแก้วขนาดนี้เลยเหรอ คำแก้วรู้แล้ว....รู้แล้ว....คำแก้วไม่ใช่คน เรารักกันไม่ได้ รักแท้มันไม่มีอยู่จริงหรอก ที่เคยบอกว่ารักกันจนตาย มันก็เป็นแค่เพียงลมปากเท่านั้น”
ทศพลได้ฟังค่อยคลายจากอาการหวาดกลัว “คำแก้ว....”
“ฉันขอโทษนะพี่ ที่หลอกพี่มาตลอด ถ้าพี่รู้ว่าคำแก้วเป็นงู พี่คงไม่อยู่กับคำแก้วจนถึงป่านนี้ คำแก้วลาก่อน...”
คำแก้วตัวเริ่มขึ้นเกล็ดเป็นงู ก็รีบวิ่งพรวดพราดออกจากห้องไป

คำปองตำข้าวอยู่ที่ใต้ถุน เห็นคำแก้ววิ่งลงเรือนมา คำปองเห็นคำแก้วตัวขึ้นเกล็ดงูตามตัวเต็มไปหมดก็ตกใจ สากตำข้าวหลุดจากมือ “คำแก้ว !!! ทำไมถึงได้เป็นอย่างนี้ !”


“แม่จ๋า คุณทศพลเค้ารู้ความจริงแล้ว ฉันอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว พระคุณของแม่ ฉันขอทดแทนในชาติหน้า ฉันขอลาไปตามทางของฉัน แม่ดูแลตัวเองด้วยนะ ฉันลาก่อน….ลาชั่วชีวิต”
คำปองตกใจสุดขีด “อย่า ! ลูกแม่ ! กลับมาก่อน !” คำแก้ววิ่งหนีเตลิดไปยังเทวาลัย ทศพลวิ่งตามออกมา หน้าตาเหรอหรา ทำอะไรไม่ถูก “คุณทำอะไรลงไป รู้ตัวหรือเปล่า !” คำปองต่อว่า
ทศพลตาค้าง เหลือกลาน เหงื่อผุดเต็มหน้า ทำอะไรไม่ถูก คำปองวิ่งตามคำแก้วไป

พวกของกำนันแย้มซุ่มแอบมอง เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ บ้านคำปอง ทุกคนอาวุธครบมือ พอเห็นคำแก้ววิ่งร้องไห้ด้วยความขมขื่น เตลิดเข้าไปในดงไม้ก็สะใจ
บุญส่งหัวเราะเหี้ยม “สำเร็จ! ไอ้ทศพลมันเอาเพชรพญานาคติดที่หน้าผากอีคำแก้วแล้ว”
“มันกำลังจะกลายร่างเป็นงู รีบตามมันไปเร็ว !” กำนันแย้มสั่ง
เมืองอินทร์รีบวิ่งตาม “วันนี้กูได้ฆ่าถลกหนังมึงแน่ นังงูขาว”
“มันหนีไปโน่นแล้ว!!” กอชี้ทาง
พวกกำนันแย้มรีบตามคำแก้วไป
คำแก้วกระเสือกกระสนขึ้นบันไดที่ทั้งสูงและชัน พวกกำนันแย้มตามมาติดๆ และพวกชาวบ้านแห่กันมาสมทบเต็มไปหมด
คำปองวิ่งตามมา ห้ามกำนันแย้มขอร้องวิงวอน น้ำตาไหลพราก “กำนัน ฉันไหว้ล่ะ อย่าทำอะไรคำแก้วมันเลย ไว้ชีวิตมันเถอะ”
“ลูกมึงเป็นงู กูปล่อยไว้ไม่ได้ หลีกไป !”
คำปองไม่ฟังเข้าไปขวาง “ฉันไม่หลีก ยังไงมันก็ลูกฉัน กำนันปล่อยมันไปเถอะนะ ฉันขอร้อง”
“ไอ้กอ ลากอีคำปองออกไป จับมันมัดไว้ก่อน”
กอลากคำปองออกไปมัด ตามคำสั่งกำนันแย้ม “มานี่ !”
“ตามมันไป เอาตัวมันมาให้ได้ !” กำนันแย้มสั่ง
ทันใดนั้น งูวัชระปราการก็เลื้อยออกมาขวางทางขึ้นบันไดเอาไว้
เมืองอินทร์ตะโกนลั่น “สมุนของนังงูขาว ! กำนัน !... ระวัง!!!”
งูวัชระปราการพุ่งเข้าฉกกำนันแย้ม แต่กำนันแย้มก้มหลบ พร้อมยิงปืนใส่ “เล่นทีเผลองั้นเหรอวะ !!!”
งูวัชระปราการเลื้อยหลบทัน แต่แล้วก็ย้อนกลับมารุกไล่ อาละวาดพวกกำนันแย้มอีก
“เข้ามาเลย กูไม่กลัวมึงหรอก ไอ้งูยักษ์” กอท้าทาย
กอใช้ดาบสู้ แต่งูวัชระปราการพ่นพิษใส่ กอหลบพ้นหวุดหวิด พิษของวัชระปราการพ่นโดนพื้นทางเดินเกิดเป็นรอยไหม้น่ากลัว วัชระปราการแว้งขย้ำกัดพวกสมุนกำนันแย้มตายเป็นเบือ เมืองอินทร์ล้วงบ่วงนาคบาศก์ออกมาจากย่าม โอมอ่านคาถาอาคม แล้วเขวี้ยงออกไป บ่วงนาคบาศก์เรืองแสงวาบรัดงูวัชระปราการแน่น จนกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้
“เสร็จกูล่ะ !!! ไอ้งูยักษ์มันสิ้นฤทธิ์แล้ว ใครอยากฆ่าก็ฆ่าได้เลย” เมืองอินทร์ย่ามใจ
“ยิงงงงงงง !!!!” สิ้นเสียงกำนันแย้ม เสียงปืนก็ดังกึกก้อง ระดมยิงไปที่งูวัชระปราการ ชาวบ้านบางคนเอาดาบฟันงูวัชระปราการไม่เลี้ยง เลือดพุ่งกระฉูดแดงฉานไปหมด
วัชระปราการในร่างคนเลือดโซมกาย อาการร่อแร่ “เจ้าแม่....ข้าลาก่อน..... ฉัตรสุดา... ข้ากำลังจะไปหาเจ้าแล้ว....”
ร่างงูวัชระปราการนอนแน่นิ่งจมกองเลือด พวกกำนันแย้มโห่ร้องมีชัยที่สามารถปราบงูยักษ์ได้อีกตัว

ที่ถ้ำใต้เทวาลัย เจ้าแม่นาคีมีเพชรพญานาคติดอยู่ที่หน้าผาก น้ำตาอาบแก้ม “วัชระปราการ เจ้าต่อสู้เพื่อข้าจนตัวตาย... เพื่อนพ้องบริวารข้า ไม่มีแล้ว.....ข้าไม่เหลือใครอีกแล้ว...” เจ้าแม่นาคีซบหน้าสะอื้นไห้เพียงลำพังในถ้ำ “จักกี่ภพ กี่ชาติ พวกมันก็ตามจองล้างจองผลาญข้าไม่จบไม่สิ้น”
ท้องฟ้าเหนือเมืองมรุกขนครมืดพยับ ฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นสายน่ากลัว สายฝนกระหน่ำหนักขึ้นจนมองอะไรแทบไม่เห็น น้ำเริ่มหลากล้นท่วมเมือง ชาวเมืองต่างอพยพขึ้นที่ดอนไปเรื่อยๆ หน้าหอคำหลวง นางกำนัลหวีดร้องตื่นตระหนกด้วยความกลัวตาย นางกำนัลคำปองร้อนใจนัก น้ำเริ่มทะลักเข้ามายังเรือนข้าหลวงแล้ว
เคนหน้าตาตื่นเข้ามา “เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว มรุกขนครกำลังจะกลายเป็นทะเลบ้า ชาวเมืองจมหายไปในสายน้ำ อีกไม่นานคงท่วมถึงหอคำหลวง”
“เพราะปลาไหลเผือกตัวนั้นแน่แท้ บ้านเมืองจึงได้เกิดอาเพศ !” นางกำนัลคำปองนึกรู้
“หากฝนยังไม่หยุดเยี่ยงนี้ เมืองทั้งเมืองคงกลายเป็นทะเลสาบ มรุกขนครคงถึงคราวล่มสลายลงครานี้ พวกชาวบ้านลือกันว่าเห็นพญานาคพ่นน้ำถล่มเมือง” เคนมองซ้ายขวาลุกลี้ลุกลน
“พราหมณ์เจ้าอินทร์กำลังทำพิธีอ่านมนต์สะกดนาคอยู่ในหอคำหลวง แต่ยิ่งอ่านมนต์ ฝนก็ยิ่งตกหนัก พญานาคคงพิโรธที่พวกชาวเมืองกินเนื้อปลาไหลเผือก ดีนะ ที่น้องไม่ได้กิน พี่ก็ไม่ได้กินใช่หรือไม่?”
เคนอึกอัก ไม่กล้าสบตาคำปอง รีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ไม่มีเวลาแล้ว น้องรีบหนีไปกับพี่เถอะ”
“หนี ? หนีไปไหน ?”
“ภูเขาหลวง เราต้องรีบไป ก่อนที่น้ำจักทะลักเข้ามาท่วมมากกว่านี้”
เคนจูงมือคำปองหนีออกไปทางด้านหลังประตูเมือง

เคนพานางกำนัลคำปองขึ้นม้า กระตุกบังเหียนแล้วรีบฝ่าสายฝนลุยไปยังภูเขาหลวงทันที เสียงสะเทือนกัมปนาทดังไล่หลัง ตามด้วยเสียงหวีดร้องของผู้คนดังระงม สายตาคำปอง หันกลับไปมองเห็นแผ่นดินถล่มตัวลงบ้านเมืองจ่อมจมหายไปในสายน้ำในพริบตา คำปองตาเบิกโพลงช็อคกับภาพตรงหน้า น่าสยดสยอง อยากจะร้องแต่ร้องไม่ออก แผ่นดินยุบถล่มไล่ตามหลังม้าของเคนไปเรื่อยๆ ตามมาติดๆ
เคนควบม้าหนีสุดชีวิต “ใกล้ถึงแล้ว อีกนิดเดียวเท่านั้น”
“เหตุใดแผ่นดินถึงได้ถล่มไล่หลังเราไม่ลดละเยี่ยงนี้” คำปองแปลกใจที่เหมือนแผ่นดินถล่มไล่หลังเหมือนจะตามไล่ล่าอยู่ ม้าควบมาจนกระทั่งถึงตีนเขา ฝนยังคงเทลงมาไม่หยุด “พี่ ! พี่ยังไม่ได้ตอบน้อง พี่กินเนื้อปลาไหลเผือกหรือไม่” เคนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เหงื่อแตกพลั่กๆ ก่อนพยักหน้า ทันใดนั้นแผ่นดินที่เคนยืนอยู่ก็ทรุดหายไปต่อหน้าต่อตาคำปอง “พี่ !!!!!!”
ร่างของเคนลอยละลิ่วลงเบื้องล่างทันที แผ่นดินถล่มฝังมิด มีเพียงคำปองคนเดียวเท่านั้นที่รอด

หอคำหลวง มรุกขนคร ภาพที่ท้องฟ้าเหนือเมืองมรุกขนครที่มีแต่ความมืดมิดและพายุฝนที่โหมฮือ กระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงเห็นแสงไฟจากอัจกลับลอดมาทางหน้าต่างหอคำหลวง ผสานเสียงสวดมนต์อาลัมพายน์
เจ้าอินทร์ (เมืองอินทร์) และพราหมณ์เฒ่าอีก 7 คนนั่งล้อมพระเจ้านิรุทธราช (บุญส่ง) ทั้ง 8 สวดมนต์อาลัมพายน์ เบื้องหน้ามีแผ่นศิลาจารึกอักษรปัลวะตั้งตระหง่านอยู่ หลังจากพระองค์ได้เสวยปลาไหลเผือกไปเมื่อตอนกลางวัน
บรรดาเสนาอำมาตย์ต่างมองออกไปภายนอกหวาดวิตก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก เสียงไพร่ฟ้าชายหญิงกรีดร้องตระหนกอกสั่นดังโหยหวนมาจากด้านนอกกำแพงเมืองแข่งกับเสียงลมพายุ และเสียงน้ำที่ซัดซ่ากระแทกหอคำดังตึงๆ เป็นจังหวะกระชั้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ขุนวัง (กอ) แหวกวิสูตรด้วยมืออันสั่นเทา มองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาเบิกโพลง ขุนวัง เห็นบ้านเมืองถูกน้ำพลัดพราย ต้นไม้ถอนรากถอนไหลลิ่วลงมา แผ่นดินเจิ่งนองด้วยน้ำ ทรุดพังทลายลง ชาวเมืองต่างหนีตายอพยพขึ้นที่ดอนอลหม่าน พายุโหมฮือ สายฟ้าแปลบปลาบ ฟาดเปรี้ยง ทั่วทั้งเมืองมรุกขนครกลายเป็นทะเลบ้า ผู้คนจมน้ำตาย แม่กอดลูกตัวสั่นด้วยความกลัว ก่อนกำแพงคลื่นใหญ่โหมซัดมาจมหายไปพร้อมกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก พลันสายตาขุนวังเห็น “บางสิ่ง” พันอยู่บนเทวาลัยปราสาทหินบนยอดเขาเป็นเงาปลาบกำลังพ่นน้ำลงมา แสงฟ้าแลบสว่างวาบขาวโพลน ขุนวัง ตัวสั่นเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเต็มๆ ตา เป็นพญานาคสีขาวเลื่อม
“เจ้าแม่นาคี !”
เจ้าแม่นาคีตาแดงก่ำหันมาเขม่นมองทางหอคำหลวงด้วยความโกรธแค้น เจ้าแม่นาคีกระโจนมุดม่านน้ำ ฟาดหางปั่นป่วนทำให้เกิดกำแพงคลื่นมหึมากระแทกหอคำจวนจะพังทลายลงในไม่ช้า หมู่ปราสาทราชมณเฑียรเอนครืนก่อนจมหายไปในสายน้ำ เสียงนางในหวีดร้องอื้ออึง แม้แต่พราหมณ์ทั้ง 8 ก็ยังไม่อาจดำรงสมาธิ สาธยายมนต์อาลัมพายน์ต่อไปได้
“อย่าหยุด ! สวดมนต์อาลัมพายน์ต่อไป ! มันไม่กล้าเข้ามาในเขตหอคำหลวง” เจ้าอินทร์ซึ่งเป็นพราหมณ์หนุ่มที่สุดสั่งพราหมณ์เฒ่าทั้ง 7 เสียงเฉียบ ให้ร่ายมนต์ปัดรังควานต่อไป
ขุนวังวิ่งหน้าตาตื่นมากราบบังคมทูลพระเจ้านิรุทธราชด้วยความร้อนรน “พระบาทเจ้า ! น้ำทะลักเข้าหอคำหลวงแล้ว หนีก่อนเถอะเจ้าข้า”
“ไม่ ! กูจักอยู่ที่นี่ ! กูจักสู้กับมันที่นี่ !” เจ้านิรุทธราชดื้อรั้น
“แต่ไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรกับเจ้าแม่นาคีได้” มหาอำมาตย์เอ่ยบอก
เจ้านิรุทธราชโกรธแค้น “ต่อให้กูต้องตาย กูก็จักขอเวียนว่าย ตามจองล้างจองผลาญมันทุกชาติทุกภพ!” พระเจ้านิรุทธราชคว้าธารพระกรหัวครุฑ (ด้ามเป็นงาช้าง หัวรูปครุฑทำจากทองคำ) ขยับจะลุกออกไป
“พระบาทเจ้า ! อย่าออกไปเจ้าข้า !”
พระเจ้านิรุทธราชลังเลเล็กน้อยเหมือนจะเชื่อเจ้าอินทร์ แต่เมื่อได้ยินเสสียงกรีดร้องของไพร่ฟ้าข้างนอก ก็อดรนทนไม่ได้ ลุกพรวดออกไปจากปะรำพิธีในหอคำทันที ทำให้พิธีแตก
“พระบาทเจ้า !!!” มหาอำมาตย์ร้องห้าม
“พิธีแตกแล้ว !” เจ้าอินทร์น้ำเสียงหวาดหวั่น
ทันทีที่องค์นิรุทธราชออกไปแล้ว ขุนวัง พระโหราธิบดี มหาอำมาตย์ต่างเข้าไปยื้อแย่งมนต์อาลัมพายน์
ขุนวังกระชา “เอามานี่”
พระโหราธิบดีแย่งจากขุนวัง “ของข้า”
“อย่าแย่งกันสิวะ !” มหาอำมาตย์ปราม
ทันใดนั้น แผ่นศิลาจารึกก็ตกกระแทกพื้นแตกออกเป็น 3 ส่วน เจ้าอินทร์กับพราหมณ์คนอื่นๆ ตาเบิกโพลง ไม่มีสิ่งใดที่จะป้องกันเจ้าแม่นาคีได้อีกแล้ว ขุนวังกอดแผ่นศิลาจารึกเอาไว้แน่นด้วยความรักตัวกลัวตาย

พระเจ้านิรุทธราชออกมาหน้าหอคำ พื้นด้านล่างกลายเป็นทะเลขนาดใหญ่ บ้านเมืองถูกกลืนหาย พระเจ้านิรุทธราชตะโกนแข่งกับพายุฝนท้าทาย “กูอยู่นี่แล้ว มึงออกมาสิ จักมุดหัวอยู่ทำไม อีนาคอัปรีย์”
ทันใดนั้น เจ้าแม่นาคีก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากผิวน้ำ เบื้องหน้าพระเจ้านิรุทธราช ตะโกนก้องด้วยความโกรธแค้น “พวกมึงฆ่าลูกกูในร่างปลาไหลเผือก แล้วยังฆ่าไชยสิงห์คนรักของกูอีกพวกมึงจักต้องพินาศย่อยยับ ชาวมรุกขนครจักต้องชดใช้สิ่งที่ทำไว้กับกูอย่างสาสม!”
“ก็เอาสิวะ ! มึงกับกู ใครจักอยู่ ใครจักตาย บัดเดี๋ยวได้รู้กัน !”
พระเจ้านิรุทธราชยกธารพระกรหัวครุฑขึ้น ฟ้าคำรามเปรี้ยงปร้าง เจ้าแม่นาคีผงะเกรงอำนาจพญาครุฑ เจ้าแม่นาคีพ่นน้ำใส่นิรุทธราช และนิรุทธราชยกธารพระกรขึ้นกำบัง แรงกระแทกของน้ำทำให้หัวพญาครุฑหักกระเด็นออกจากด้ามงาช้างลอยไปตามกระแสน้ำ พระเจ้านิรุทธราชตาเหลือกลาน
“วันนี้ มึงต้องชดใช้บาปเวรที่มึงก่อไว้กับลูกกู ผัวกู ไอ้นิรุทธราช!” เจ้าแม่นาคีฟาดหางใส่ร่างพระเจ้านิรุทธราชลอยละลิ่วกระแทกหอคำจนกระอักเลือด
“พระบาทเจ้า!”
เจ้าอินทร์และเสนาอำมาตย์ปราดจะเข้าไปช่วย แต่ถูกเจ้าแม่นาคีพ่นพิษใส่ตายเรียบ ขุนวังตายทั้งๆ ที่กอดแผ่นศิลาจารึกเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย เจ้าแม่นาคีเอาหางกระหวัดร่างพระเจ้านิรุทธราช ลอยละลิ่วลงไปในน้ำ พระเจ้านิรุทธราชสำลักน้ำ คลื่นบ้าคลั่ง ม้วนตัวกระแทกพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งขาดใจตาย ร่างพระเจ้านิรุทธราชจมหายไปกับคลื่นน้ำ พร้อมกับการล่มสลายของมรุกขนคร!

นาคีในร่างพญานาคเลื้อยกลับมาที่คูหาบาดาล ทันทีที่โผล่พ้นน้ำ ท่อนบนก็เป็นคนทันที นาคีตกใจเมื่อเห็นท้าวศรีสุทโธนาคยืนอยู่เบื้องหน้า “เจ้าปู่ !”
“บาปนัก”
นาคีเอ่ยอย่างคับแค้น “ยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่พวกมันทำไว้กับหลาน”
“ความโกรธมีโทษทุกระดับ สถานเบาคือเผาใจให้เป็นทุกข์ สถานกลางอาจผลักดันให้สังหารผู้อื่น สถานหนักก็ถึงขั้นฆ่าได้ไม่เว้นแม้กระทั่งตนเอง เมื่อรู้ว่าความโกรธเป็นของร้อน เหตุใดจึงไม่ดับระงับเสีย”
“หากหลานไม่แก้แค้น แล้วจักหายแค้นได้เยี่ยงไร”
“ที่สุดของการล้างแค้นคือการรบกับความมืดในใจตน ความมืดดำ อันเกิดจากความเกลียดจักทำให้เจ้าพร้อมสร้างศัตรูใหม่ขึ้นมาได้ตลอดเวลา อารมณ์ร้ายเปรียบดั่งอสรพิษที่จักติดตามรังควานเจ้าไม่ให้เป็นสุข”

อ่านละครนาคี ตอนอวสาน[3] วันที่ 22 ต.ค.59

ละครเรื่อง นาคี บทประพันธ์โดย ตรี อภิรุม
ละครเรื่อง นาคี บทโทรทัศน์โดย สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์
ละครเรื่อง นาคี กำกับการแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ผลิตโดย บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ละครเรื่อง นาคี ควบคุมการผลิตโดย ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ