อ่านละครดวงใจพิสุทธิ์ ตอนที่ 9 วันที่ 6 ต.ค.59

อ่านละครดวงใจพิสุทธิ์ ตอนที่ 9 วันที่ 6 ต.ค.59

ผู้พิพากษาเคาะค้อนปัง ยิ่งยศขอยุติการซักค้าน เสนีย์เข้าถามชินานางปิดท้าย ในภาวะที่คนกรุงเทพฯต้องผจญการผลัดเปลี่ยนรับส่งเด็ก เป็นการดีหรือไม่ ยิ่งยศแย้งว่าไม่ใช่คำถามติง เสนีย์ขออนุญาตเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอนุญาต ชินานางจึงตอบว่าเป็นการดีที่สุด ประหยัดเวลาและพลังงาน เด็กได้พักผ่อนทำการบ้านและมีเวลาเล่น เสนีย์ถามอีกข้อทำไมผู้ร้องถึงเลือกเธอกับแม่ให้ดูแลปุ๊กกี้ ชินานางตอบว่า ผู้ร้องรู้จักตนกับแม่นานพอ และหลานของเราก็สนิทกัน จึงวางใจว่าเราจะดูแลหลานเขาได้ดีเท่ากับหลานเรา

“ผู้ร้องกับพยานเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับเพื่อนบ้านคนที่ทนายผู้ขอคัดค้านเอ่ยถึงหรือไม่” ชินานางตอบว่าเคย เสนีย์จึงถามว่าเรื่องอะไร



ชินานางเล่าเหตุการณ์ที่ร้านไอศกรีมโดยไม่เอ่ยชื่อ ที่ชมพูนุชนินทาหัฏฐ์กับตนให้เพื่อนบ้านอีกคนฟัง และหัฏฐ์เข้าไปบอกให้ถามตรงๆต่อหน้าแต่เธอไม่ถาม...ชมพูนุชลุกขึ้นจะเถียง ชลีกรดึงให้นั่งลง แล้วขอให้เจ้าหน้าที่พาเธอออกไป

ถึงคราวเบิกความของชนนี เธอพูดถึงการดูแลหลานของหัฏฐ์และหทัยว่าด้วยความรักความเอาใจใส่อย่างยิ่ง ตอนเด็กมาใหม่ๆทั้งผอมเนื้อตัวปอนๆดูซึมไม่พูดจากับใคร ไม่ยิ้มแย้มแววตาแห้งแล้ง แต่ตอนนี้มีเนื้อหนังเริ่มยิ้มแย้มยอมพูด ถึงจะไม่มากแต่ก็ดีขึ้น ยิ่งยศออกมาซักค้าน ว่าอาการของเด็กอาจเกิดจากการสูญเสีย ชนนีตอบว่าอาจเป็นได้แต่พอจะอธิบาย ยิ่งยศก็ตัดบทว่าหมดคำถาม ชนนีแย้ง “คุณทนายหมดคำถามแต่ดิฉันยังพูดไม่จบนะคะ ทำไมจู่ๆมาตัดบทกันอย่างนี้ เสียมารยาทมากนะคะ จะให้โอกาสดิฉันพูดต่อจนจบหรือเปล่า”

ผู้พิพากษาแอบยิ้มเล็กน้อยเห็นยิ่งยศทำหน้าเฉยชาจึงให้เสนีย์ถามติง เสนีย์จึงถามชนนีคิดว่าสาเหตุที่เด็กซึมเศร้าผ่ายผอมเกิดจากการสูญเสียหรือไม่ ชนนีตอบว่าตนเคยเห็นเด็กที่เสียพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ ธรรมชาติของเด็กจะเสียใจไม่นาน มีเพื่อนใหม่โรงเรียนใหม่ ให้เวลาหน่อยก็ลืมเรื่องร้ายๆได้ ปุ๊กกี้ไม่เป็นแบบนั้น ดูกลัวไปหมดและไม่ค่อยพูดจา มันมากกว่าสูญเสียอย่างเดียว

“พยานมีความรู้หรือประสบการณ์อะไรครับ จึงมั่นใจเช่นนั้น”

“ดิฉันเคยเป็นครูเด็กประถมเคยเลี้ยงลูกที่เสียพ่อแต่ยังเด็ก เลี้ยงหลานที่พ่อแม่ต้องไปทำงานต่างประเทศ และช่วยเลี้ยงเด็กละแวกบ้านอีกหลายคน แค่นี้เห็นจะพอดูออกนะคะ”

เสนีย์ยิ้มก่อนจะบอกหมดคำถาม หัฏฐ์และหทัยใจชื้นขึ้น มีเพียงชลีกรที่หงุดหงิด มาถึงสาวิตรนั่งในคอกพยานฐานะผู้คัดค้าน เสนีย์ถาม ถ้าเขารักหลานจริงทำไมถึงยอมให้ญาติทางฝ่ายมารดาของเด็กนำเด็กมาเลี้ยงดูที่กรุงเทพฯทันทีที่มารดาผู้ค้านเสียชีวิต

“เพราะหวันยิหวามีอาการซึมเศร้าและไม่มีความสุข ภรรยาข้าพเจ้าจึงแนะนำว่า ควรจะให้ญาติทางแม่ของหลานรับไปดูแลซักพักจะได้ลืมเรื่องคุณย่าไปบ้าง” เสนีย์ถามอีกว่าเขามาเยี่ยมหลานบ้างไหม “ผมไม่มีเวลาขึ้นมากรุงเทพฯ เพราะหน้าที่การงานรัดตัว แต่ผมให้ภรรยาส่งเงินค่าเลี้ยงดูและทุนการศึกษาให้ทุกเดือน”

เสนีย์แย้งว่าผู้ร้องไม่เคยได้รับ สาวิตรตกใจหันมองหน้ายิ่งยศ เขาทำหน้าไม่รู้เรื่องนี้ สาวิตรจึงคิดว่ามีการผิดพลาดบางอย่าง และย้ำว่าภรรยาตนรักหลานเหมือนเป็นลูกสาวคนเล็ก เสนีย์ถามเขาเคยสังเกตการแต่งกายของหลานบ้างไหม สาวิตรสับสนบอกตนมีงานต้องรับผิดชอบแทนทุกคนในครอบครัว ไม่มีเวลาสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่มั่นใจว่าภรรยาดูแลอย่างดี

เสนีย์หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าเก่าๆที่ติดตัวปุ๊กกี้ในวันมากรุงเทพฯ เปิดให้สาวิตรดูว่าเหล่านี้คือเสื้อผ้าและของใช้ของปุ๊กกี้ เขาถึงกับอึ้ง เสนีย์ถาม “ตกลงที่ผู้ค้านต้องการขอเป็นผู้ปกครองหลานสาวเป็นเพราะว่าผู้ค้านเพิ่งทราบว่ามารดายกทรัพย์มรดกกึ่งหนึ่งให้หลานสาวใช่หรือไม่”

“ก็มีส่วน เพราะทรัพย์สินของหวันยิหวาเกี่ยวพันกับทรัพย์สินของคนอื่น ถ้าได้คนนอกมาเป็นผู้ปกครองจะลำบากในการดูแลจัดการ และตัดสินใจในการดำเนินงานของบริษัท”

เสนีย์บอกหมดคำถาม แล้วถอนใจออกมา...ชลีกรเครียดมากขึ้น กำชับพยานที่เหลือของตัวให้พูดเหมือนที่ซักซ้อม อย่าทำเสียอย่าสติแตก ชมพูนุชยื่นหน้ามารับรองจะแฉลากไส้ออกมาตีแผ่ให้หมด ชลีกรทำหน้าไม่เชื่อถือ เจ้าหน้าที่เรียกชลีกรเป็นคนต่อไป

ชลีกรลงนั่งวางท่าเป็นคนแสนดีอ่อนหวาน ยิ่งยศถามนำเธอตอบให้ดูเหมือนรักและใส่ใจในตัวปุ๊กกี้มากประหนึ่งลูก จนใครๆคิดว่าเป็นลูกสาวอีกคน ตนดูแลเด็กมาเป็นเวลา8เดือนนับจากที่พ่อแม่เด็กเสียชีวิต จนกระทั่งมารดาสามีมาเสียไปอีกคน สุขภาพจิตของเด็กก็แย่ลง ซึมเศร้าไม่ค่อยพูดจากับใคร มีท่าทางหวาดผวากลัวคนรอบด้าน ยิ่งยศถามทำไมเด็กถึงเป็นอย่างนั้น

“คือมีคนพูดเข้าหูแกมากเหลือเกินว่าแกเป็นเหตุทำให้คุณย่าไม่สบายและเสียฉับพลัน โถอายุเท่านั้นเอง ได้ยินหลายเสียงเข้าแกก็เลยกลัว เก็บตัวไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม คุณหมอที่ดิฉันไปขอคำปรึกษา แนะนำให้ดิฉันส่งหลานไปอยู่ที่อื่นไกลๆสักพัก รอจนกว่าแกสบายใจสุขภาพจิตดีขึ้น พอลืมเรื่องร้ายๆได้ค่อยไปรับกลับมา”

“พยานมีความตั้งใจที่จะมอบเด็กหญิงหวันยิหวาให้อยู่ในความดูแลของผู้ร้องขอตั้งแต่ต้นหรือไม่” ยิ่งยศตั้งคำถาม

ชลีกรตอบว่าไม่ ตอนแรกคิดจะส่งหลานไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ แต่พอดีทางผู้ร้องซึ่งมีศักดิ์เป็นน้ามาขอรับหลานไปอยู่กรุงเทพฯ ตนก็เห็นว่าอยู่กับญาติคงจะดีกว่าไปอยู่ไกลๆกับใครที่ไม่รู้จัก จึงยอมให้ไปเป็นการชั่วคราว ยิ่งยศถามย้ำ ตอนนั้นตั้งใจให้ผู้ร้องเลี้ยงดูปุ๊กกี้ตลอดไปหรือไม่ ชลีกรรีบบอกว่าไม่เลย แค่อยากให้หลานเปลี่ยนบรรยากาศแล้วกลับมาอยู่เป็นครอบครัวเหมือนเดิม ยิ่งยศถามอีกว่าก่อนหน้านั้นผู้ร้องเคยมาเยี่ยมเด็กบ้างไหม ชลีกรบอกมาครั้งเดียวตอนงานศพภาวนา โทรศัพท์ก็โทร.มาเพียงครั้งเดียว...หทัยส่ายหน้าเครียด

“ทำไมพยานถึงคิดว่าผู้ค้านจะสามารถดูแลเด็กหญิงหวันยิหวาได้ดีกว่าผู้ร้อง” ยิ่งยศถาม

“หลายประการค่ะ ข้อแรกผู้ร้องเป็นโสด ต่อไปผู้ร้องอาจจะแต่งงานมีครอบครัว จะมีใครรับรองได้คะว่าผู้สมรสของผู้ร้องจะรักและเอ็นดูหลานกำพร้าคนนี้อย่างจริงใจเท่าดิฉันและสามี”

เสนีย์ค้านเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า ศาลเห็นด้วยให้พูดแต่เรื่องที่พิสูจน์ได้ ชลีกรพูดต่อว่าทรัพย์สินที่เด็กได้รับเป็นมรดกของตระกูลไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ร้องเลย ดังนั้นผู้ร้องไม่สามารถจัดการงานบริษัทได้ดีเท่าสามีตน ที่สำคัญผู้ร้องใช้ชีวิตในกรุงเทพฯไม่เหมาะจะเลี้ยงดูเด็ก วันๆแทบไม่มีโอกาสอยู่กับเด็ก ให้เด็กเติบโตกับเพื่อนบ้าน แล้วจะเป็นครอบครัวอบอุ่นได้อย่างไร

เมื่อเสนีย์ขึ้นซักจึงถามชลีกรว่าเลี้ยงดูปุ๊กกี้สภาพไหน เธอตอบว่าเท่าเทียมลูกทุกประการ เขาแย้งแล้วทำไมปุ๊กกี้ถึงต้องไปกลับรถโรงเรียน พร้อมยื่นใบเสร็จค่ารถให้ศาลดู ชลีกรหน้าเสีย อ้างว่า ปุ๊กกี้ติดเพื่อนบอกในรถโรงเรียนมีเพื่อนเยอะ ตนไม่อยากขัดใจอยากเห็นหลานมีความสุข เสนีย์ถามอีกว่าทำไมไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ปุ๊กกี้ ชลีกรแก้ตัวว่าเด็กใส่ชุดดำไม่กี่เดือนก็จะกลับมาใส่เสื้อผ้าเดิมได้ จะซื้อใหม่ก็ไม่มีประโยชน์ เสนีย์ชี้ไปที่กระเป๋าเสื้อผ้าของปุ๊กกี้ เน้นว่า

“ข้าวของส่วนตัวของหลานสาวที่พยานกล่าวว่ารักเหมือนลูก หลานสาวเศรษฐีใหญ่แห่งสงขลา มีเพียงเท่านี้เองหรือครับ”

สาวิตรเมินหน้าด้วยความละอาย ชลีกรพยายามระงับสติอารมณ์ เสนีย์ถามถึงเรื่องเงินค่าเลี้ยงดูที่สาวิตรให้โอนทุกเดือน ชลีกรยอมรับว่าไม่ได้โอน อ้างว่าโทร.แจ้งหทัยแล้วเธอไม่ขอรับ เธอบอกว่าเลี้ยงดูไม่กี่เดือน อยากทำอะไรให้หลานบ้าง ขอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง และอีกครั้งที่ตนขึ้นมากรุงเทพฯจะมอบเงินให้ เธอก็ไม่รับ...เสนีย์หันมอง หทัยส่ายหน้าไม่เป็นความจริง

“คุณให้การเท็จไม่ได้นะครับ สิ่งที่คุณพูดเป็นความจริงหรือไม่” ชลีกรย้ำหนักแน่นว่าเป็นความจริงทุกประการ เสนีย์จึงถาม “ถ้าพยานมีแผนที่จะรับเด็กกลับไปอยู่ด้วย ทำไมถึงโอนชื่อเด็กมาอยู่ทะเบียนบ้านผู้ร้องที่กรุงเทพฯ”

ชลีกรว่าถ้าไม่โอนก็ไม่สะดวกต่อการเข้าเรียน ไม่น่าหยิบมาเป็นประเด็นเพราะสามารถย้ายกลับได้...

หลังเสร็จการพิจารณาในวันนี้ สาวิตรบอกหัฏฐ์ว่าขอไปเยี่ยมปุ๊กกี้ ทั้งหัฏฐ์และหทัยยินดี สาวิตรให้ชลีกรดูแลพยานที่พามา เธอจำต้องพาทุกคนขึ้นรถตู้ที่จัดมาเพื่อพาไปทานอาหารและพาเที่ยว ชมพูนุชเห็นชินานางเดินออกมาก็ปรี่เข้าใส่ หาว่าด่าตนกลางศาล ชินานางโต้ไม่ได้เอ่ยชื่อ เสนีย์เข้าขวางบอกจะโดนข้อหาหมิ่นประมาท ชมพูนุชยิ่งเสียงดังให้ยิ่งยศและชลีกรช่วยตน สาวิตรตำหนิชลีกรเอาใครมาเป็นพยาน ทำให้เธอไม่พอใจ ตัดชมพูนุชออกไม่ดูดำดูดี

ooooooo

อ่านละครดวงใจพิสุทธิ์ ตอนที่ 9 วันที่ 6 ต.ค.59

ละคร ดวงใจพิสุทธิ์ บทประพันธ์โดย กิ่งฉัตร
ละคร ดวงใจพิสุทธิ์ บทโทรทัศน์โดย พรดี และ โซติกซ์ทีม
ละคร ดวงใจพิสุทธิ์ กำกับการแสดงโดย ชุดาภา จันทเขตต์ และ วรวุฒิ นิยมทรัพย์
ละคร ดวงใจพิสุทธิ์ ผลิตโดย บริษัท โซนิกซ์ บูม 2013 จำกัด
ละคร ดวงใจพิสุทธิ์ ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.
ละคร ดวงใจพิสุทธิ์ ออกอาการทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ