อ่านละครนาคี ตอนที่ 9/3 วันที่ 9 ต.ค.59

อ่านละครนาคี ตอนที่ 9/3 วันที่ 9 ต.ค.59

ทศพลมองสบตาคำแก้ว พลังความรักคำแก้วเหมือนจะดึงทศพลหลุดพ้นจากมนต์เสน่ห์ของเมืองอินทร์ได้ “คำแก้ว....”
ลำเจียกช็อก / คำแก้วยิ้มดีใจ ลำเจียกเอื้อมมือไปกระชากทศพลกลับมา
สติทศพลเหมือนถูกกระชากกลับมาสู่มนต์ดำตามเดิม สะบัดมือคำแก้วทิ้ง “กลับไปซะ มึงไม่ใช่เมียกู.. กูเกลียดมึง.... ผู้หญิงคุยกับงูรู้เรื่อง ไป๊ ! ไปให้พ้น กูไม่อยากเห็นหน้า เมียกูคือลำเจียกคนเดียวเท่านั้น”
คำแก้วตะลึงเหมือนโดนฟ้าผ่ากลางใจ น้ำตาไหลพรากอย่างสุดกลั้นทั้งเจ็บทั้งอายแทบแทรกแผ่นดินหนี “พี่ลืมคำแก้ว เมียพี่แล้วหรือจ๊ะ อำนาจมนต์เสน่ห์ยาแฝดทำให้พี่ลืมความรักของเราสองคนแล้วเหรอ”
ทศพลจ้องหน้าคำแก้วยืนนิ่ง เหมือนจะจำคำแก้วได้ แต่มนต์เสน่ห์ก็ทำให้เขาปวดหัวจนแทบระเบิด
“อีคำแก้ว ! มึงกล้ามาหยามกูถึงที่ ถ้ากูไม่ตบล้างน้ำให้มึงหลาบจำ กูก็ไม่ใช่ลูกคนล่ะวะ
อีชบา อีซ่อนกลิ่น จับมันไว้ !” ซ่อนกลิ่น ชบา เข้ามายืนขนาบลำเจียก แววตามุ่งร้าย ลำเจียกตรงเข้าไปจิกผมคำแก้ว มาตบไม่เลี้ยงซ่อนกลิ่นกับชบาช่วยจับตัวคำแก้ว คำแก้วสู้ไม่ไหวเพราะไม่มีแรง ถูกลำเจียกตบไม่เลี้ยง “คุณทศพลเขาเป็นของกู แต่มึงใช้เล่ห์นังงูผีแย่งเขาเอาไปเป็นผัวเป็นไงล่ะ! สุดท้ายเขาก็เบื่อมึง กลับมาหากูอยู่ดี อีสารเลว !” ลำเจียกพร่ำด่าหยาบคาย


ทศพลมองอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกปวดใจกับภาพตรงหน้าจนทนไม่ไหว ลำเจียกกำลังเงื้อมือจะตบคำแก้ว เสียงทศพลดังขึ้น “พอได้แล้ว!”
“คุณทศพล !” ลำเจียกชะงัก
“ผมไม่อยากเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้อีก รีบไล่ไปซะ” ทศพลออกปากไล่
ลำเจียกสะใจมากยิ้มหยัน ปล่อยมือจากคำแก้ว คำแก้วค่อยๆ ยันกายลุกจากพื้น น้ำตานองหน้า หัวใจแหลกสลาย

คำแก้วเดินโซซัดโซเซห่างจากทศพลไปเรื่อยๆ ในสภาพไร้เรี่ยวแรง ล้มลุกคลุกคลานน่าสงสารมาก “คำแก้วจะต้องหาวิธีช่วยพี่ให้ได้....”.คำแก้วนอนฟุบหน้าร้องไห้กับดิน สลบไปอย่างหมดแรง ภาพในอดีตชาติย้อนกลับมา

เสียงเป่าเขาสัตว์ดังก้องขึ้นมา พระเจ้านิรุทธราชได้รับชัยชนะเหนืออริราชศัตรู ชาวเมืองมรุกขนครต่างเฝ้าแหนรับเสด็จกองทัพพระเจ้านิรุทธราช พระเจ้านิรุทธราชประทับนั่งอยู่บนหลังม้าควบม้าห้อตะบึงให้วิ่งอย่างเร็วเข้าเมืองจนฝุ่นตลบ แม่ทัพไชยสิงห์ถูกจับเป็นเชลย ผูกไว้กับม้าของพระเจ้านิรุทธราช ลากไถลไปบนพื้นอย่างน่าเวทนา
เหล่าเสนาทั้งสี่ มารุต อัคนี กษิติ สินธุ ถูกจองจำด้วยขื่อคา มีทหารคุมตัวเข้าเมือง แม้ใบหน้าจะอิดโรย บอบช้ำจากการกรำศึก แต่แววตาแข็งกร้าว เจ็บแค้นแทนแม่ทัพไชยสิงห์ ชาวเมืองต่างโห่ร้องแซ่ซ้องด้วยความยินดีที่เป็นฝ่ายกำชัยชนะ พร้อมทั้งเอาก้อนหินปาเชลยที่จับมาได้ จนหัวแตกเลือดอาบไปตามๆ กัน สาปแช่งก่นด่าด้วยความคั่งแค้น
“ฆ่ามัน !!! ฆ่ามัน !!!”
บรรยากาศแห่งความยินดีนั้น นาคีปลอมตัวใช้ผ้าคลุมหน้าแทรกตัวอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน มองตามแม่ทัพไชยสิงห์ไปด้วยแววตาเจ็บปวดแทบจะขาดใจ
ที่อุทยาน เมืองมรุกขนคร กระต่ายสีขาววิ่งมา พิมพาวดี (พิมพ์พร) และกรรเจียก (ลำเจียก) พร้อมนางกำนัลทั้ง 4 ไล่ตะครุบกระต่ายตัวนั้น แต่จับเท่าไรก็จับไม่ได้สักที กรรเจียกตั้งท่าเหมือนจะตะครุบกระต่ายได้แต่หลุดมือ พิมพาวดีรีบชิงรวบหูกระต่ายขึ้นอย่างรวดเร็ว “ข้าจับมันได้แล้ว เจ้าพี่ ข้าจักเอามันไปเลี้ยงบนตำหนัก”
“กระต่ายขี้เยี่ยวเหม็นนัก เจ้าแม่เจ้าคงไม่ยอมแน่ พิมพา...” กรรเจียกค้าน
“ข้าจักบอกว่าเป็นกระต่ายของเจ้าพี่กรรเจียก เจ้าแม่ของเจ้าพี่เป็นถึงมหาเทวี เจ้านางเล็กๆ เยี่ยงเจ้าแม่ข้า ไม่กล้าว่ากระไรหรอก”
กรรเจียกค้อนขวับ “เจ้านี่นะ !”
พิมพาวดีหัวเราะเสียงใส กรรเจียกได้แต่ส่ายหน้าในความแก่นแก้วของน้องสาวต่างมารดา

ขบวนเชลยผ่านเข้ามาในเขตพระราชฐาน พิมพาวดีเห็นใบหน้าของแม่ทัพไชยสิงห์เข้าก็ตกตะลึงในความรูปงามจนกระทั่งปล่อยกระต่ายในมือร่วงลงพื้น เจ้ากระต่ายรีบเผ่นผล็อยไปทันที
“ใครกัน ?” พิมพาวดีมองไม่วางตา
“คงเป็นพวกเชลยศึกต่างเมือง” กรรเจียกก็จ้องไชยสิงห์เช่นกัน ทั้งสองหลงใหลใฝ่ปฏิพัทธ์ทั้งคู่
“ช่างรูปงามแท้..... ข้าใคร่เห็นหน้าเขาชัดๆ”
กรรเจียกเอ่ยเตือน “พูดกระไรเยี่ยงนั้น พิมพา เจ้าเป็นหญิง มันไม่งาม”
พิมพาวดีไม่ใส่ใจคำเตือนของกรรเจียก สายตายังคงจ้องไชยสิงห์ไม่วางตา พิมพาวดีแสดงอาการปลื้มเปรมไชยสิงห์อย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กรรเจียกยังคงหงิมๆ เก็บอาการอยู่

พระเจ้านิรุทธราชเดินมาประทับบนบัลลังก์ รายล้อมด้วยพระธิดาทั้งสอง และเหล่านางกำนัล มหาอำมาตย์ ขุนวัง เจ้าอินทร์ พระโหราธิบดี พราหมณ์เฒ่าทั้ง 6 เหล่าเสนาอำมาตย์ นางใน ต่างถวายบังคม นั่งเฝ้าแหนตามบรรดาศักดิ์ลดหลั่นกันไป
มหาอำมาตย์รายงาน “เพลานี้แม่ทัพไชยสิงห์กับเชลยปัตตนครทั้งสิ้นทั้งปวงถูกจำไว้ในตรุ พระบาทเจ้าจักตัดสินโทษเยี่ยงไรเจ้าข้า”
“ฆ่ามันซะ”
กรรเจียกและพิมพาวดีต่างร้อนรนที่ได้ยินคำสั่งจากพระเจ้านิรุทธราช
พิมพาวดีค้าน “จักประหารแม่ทัพผู้นั้นมิได้นะเจ้าข้า”
อำมาตย์ต่างมองพิมพาวดีเป็นตาเดียวกันที่กล้าขัดรับสั่งเจ้าเหนือหัว
“เหตุใดพ่อจึงประหารมันไม่ได้เล่า พิมพาวดี ในเมื่อมันเป็นเชลยศึกของพ่อ พ่อเป็นเจ้าชีวิต จักทำเยี่ยงใดกับมันก็ได้”
พิมพาวดีจนคำตอบ หันไปมองกรรเจียก ส่งสายตาขอให้ช่วยพูด
“เจ้าพ่อเจ้าข้า วันนี้เป็นวันบัณรสี พระจันทร์เต็มดวง หากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จักเป็นบาปมหันต์ ขอเจ้าพ่อทรงงดโทษตายไว้ก่อน พ้นวันบัณรสีนี้เมื่อใด ค่อยสั่งประหารแม่ทัพมีชื่อผู้นี้ก็ยังมิสายเจ้าข้า”
พระเจ้านิรุทธราชครุ่นคิดนิ่งฟังอย่างเห็นด้วยตามคำกล่าวของกรรเจียก
“จริงของเจ้า กรรเจียก วันนี้พระจันทร์เต็มดวงพ่อลืมเสียสิ้น เอาเถิด พ่อจักถือว่าโปรดสัตว์สักครั้ง.... ขุนวัง”
“เจ้าข้า”
“อย่าเพิ่งฆ่าพวกมันจนกว่าจักมีคำสั่งจากข้า”
“รับใส่เศียรเกล้าเจ้าข้า” ขุนวังรับคำ
กรรเจียกและพิมพาวดีต่างยิ้มยินดี

พิมพาวดีปรึกษากับกรรเจียกเรื่องหาทางช่วยเหลือไชยสิงห์
“เหตุใดเจ้าพี่จึงไม่ขอให้เจ้าพ่อปล่อยตัวแม่ทัพเชลยผู้นั้นเล่า” พิมพาวดีท่าทางร้อนใจ
“เจ้าพ่อกำลังกริ้ว หากพี่ขอเยี่ยงนั้น ก็เท่ากับเร่งรัดโทษตายให้ไวขึ้น” กรรเจียกตอบอย่างใจเย็น
“ถึงแม้วันนี้ แม่ทัพผู้นั้นจักรอดไปได้ แต่คืนพรุ่งก็ต้องตายอยู่ดี”
“บุราณว่าน้ำเชี่ยวอย่าเพิ่งเอาเรือไปขวาง รอให้เจ้าพ่อค่อยคลายโทสะลงก่อน พี่จักขอเจ้าพ่ออีกครา พี่สัญญาว่าจักช่วยแม่ทัพแห่งปัตตนครให้แคล้วคลาดจากราชภัยให้จงได้”
พิมพาวดียกยอ “นอกจากรูปโฉมจักงามแล้ว เจ้าพี่กรรเจียกยังเปรื่องปราดฉลาดเฉลียวยิ่งนัก หาผู้ใดเปรียบมิได้... รู้เยี่ยงนี้ข้าค่อยคงโล่งใจ”
“เจ้าต้องใจแม่ทัพหนุ่มรูปงามผู้นั้นรึ พิมพา”
พิมพาวดีตกใจที่กรรเจียกรู้ทัน “เจ้าพี่! ข้าต่างด้าว ท้าวต่างแดน ข้าไม่สนใจดอก...เจ้าพี่ช่วยชีวิตเขา ก็เก็บไว้เองเถิด จริงหรือไม่...นางเพ็ง นางแพน”
เพ็ง/ แพนสอพลอตามประสานายว่าขี้ข้าพลอย “จริงแท้เจ้าข้า”
กรรเจียกยิ้มเขิน หน้าแดง โล่งใจที่พิมพาวดีไม่ได้สนใจไชยสิงห์ หารู้ไม่ว่าพิมพาวดีปากไม่ตรงกับใจ!

หน้าคุกเหล่าทหารเฝ้าเวรยามอย่างแน่นหนา
แม่ทัพไชยสิงห์ถูกขังเดี่ยว มัดมือมัดเท้าไว้ด้วยโซ่ตรวนเอ่ยพึมพำ “ข้าคงไม่ได้กลับไปหาเจ้าอีกแล้ว..แม่นางไม้”
แม่ทัพไชยสิงห์สภาพร่างกายบอบช้ำอย่างแสนสาหัส ลืมตาแทบไม่ขึ้นเนื่องจากถูกทรมานอย่างหนัก กรรเจียก เดินเข้ามาในคุกพร้อมอี่และบาจนมาหยุดอยู่หน้าห้องขังแม่ทัพไชยสิงห์ ทหารยามเห็นกรรเจียกเข้ามาก็รีบทำความเคารพ
“เปิดประตูบัดเดี๋ยวนี้” อี่ออกคำสั่งแทน
ทหารยามมองหน้ากันอึกอัก
“ยัง.... ยังอีก.... พวกเจ้าอยากหัวหลุดจากบ่าเยี่ยงนั้นรึ” บาเร่ง
ทหารยามจำต้องรีบเปิดประตูให้
“พวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามีเรื่องจะคุยกับแม่ทัพไชยสิงห์ตามลำพัง” กรรเจียกสั่ง
ทหารยามค้าน “แต่องค์นิรุทธราชสั่งให้พวกข้าเฝ้าแม่ทัพไชยสิงห์เอาไว้ อย่าให้คลาดสายตาเจ้าข้า”
“ถ้าพวกเจ้าไม่พูด แล้วเจ้าพ่อจะทรงทราบได้เยี่ยงไร” กรรเจียกทำเสียงเข้มใส่
“แต่...” ทหารยามอึกอัก
บาข่มขู่ “พวกเจ้าลืมไปแล้วรึว่านี่องค์หญิงกรรเจียก ราชธิดาขององค์นิรุทธราชกับพระมหาเทวี พวกเจ้ากล้าขัดคำสั่งระวังจะไม่มีเงาหัว”
ทหารยามเกรงกลัวอำนาจกรรเจียกจึงจำยอมถอยออกไป พระธิดากรรเจียกยืนมองแม่ทัพไชยสิงห์ด้วยแววตาเสน่หา ก่อนจะหันมาเห็นอี่กับบายืนมองแม่ทัพไชยสิงห์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขวยเขิน
“เจ้าสองคนก็ออกไปด้วย”
อี่กับบาจำใจต้องทำตามคำสั่งกรรเจียก “เจ้าข้า”
อี่กับบารีบเดินออกไป ทิ้งให้กรรเจียกอยู่กับแม่ทัพไชยสิงห์ตามลำพัง กรรเจียกเดินเข้าไปหยุดอยู่หน้าแม่ทัพไชยสิงห์ แม่ทัพไชยสิงห์ได้สติ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นกรรเจียกยืนอยู่ จึงค่อยๆ ชันตัวขึ้นลุกขึ้นอย่างยากเย็นเพราะระบมไปทั้งตัว
“พระธิดากรรเจียก”
กรรเจียกยิ้ม “เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ”
“องค์หญิงรูปโฉมงดงาม ผู้คนต่างร่ำลือกันไปทั่ว ชาวเมืองปัตตนคร เมืองเล็กๆ อย่างข้า มีหรือจะไม่รู้จัก”
“อยู่ในนี้ เจ้าคงลำบากไม่น้อย”
“เชลยศึกอย่างข้า ก็เปรียบเสมือนลูกไก่ในกงเล็บพญาอินทรี จักฆ่าจักแกงก็ย่อมได้ทั้งนั้น”
“ข้าจักหาวิธีช่วยเจ้าออกไปจากที่นี่ให้จงได้”
แม่ทัพไชยสิงห์แปลกใจ “องค์หญิงจักทรงทำเยี่ยงนั้นเพื่ออะไร”
กรรเจียกอึกอัก พูดไม่ออก “ข้า... เอ่อ... ข้า...”. เธออยากจะบอกว่ารักแต่ก็ไม่กล้า
“กลับไปเสียเถอะองค์หญิง ที่คุมขังเชลยแห่งนี้จักทำให้เสื่อมเสียเกียรติ เป็นที่ติฉินเอาได้ วันรุ่งพรุ่งนี้ ชะตาข้าจักถึงฆาต ไม่ได้แผ่นดินถิ่นเกิด ก็ขอเอาเมืองขององค์หญิงเป็นป่าช้าสุมเพลิงเชิงตะกอน”
กรรเจียกยิ่งมองแม่ทัพไชยสิงห์ด้วยความชื่นชมในความทระนงในชาตินักรบ
กรรเจียกเดินกลับตำหนัก ยังคงปลื้มในความสง่างามของไชยสิงห์ “ช่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวสมเป็นแม่ทัพเอกแห่งปัตตนคร”
“มิหนำซ้ำ ยังรูปงามด้วยนะเจ้าข้า” บายิ้มเขิน
อี่รีบเสริม “เสียดาย โง่ไปหน่อย หากเป็นข้าคงไม่กล้าปฏิเสธไมตรีจากองค์หญิง”
“ขึ้นชื่อว่าชายชาตินักรบ คงยอมตายดีกว่าไร้ศักดิ์ศรี.... ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ข้าจักหาทางช่วยเขาได้เยี่ยงไร” กรรเจียกครุ่นคิด พิมพาวดี เดินเข้ามาพร้อมกับเพ็งแพนที่ถือสำรับกับข้าวมาด้วย พิมพาวดีชะงักไปเมื่อเห็นกรรเจียกที่หน้าคุก “พิมพาน้องพี่ ! สำรับคับค้อนตั้งมากมาย เจ้าจักเอาไปให้ใคร”
พิมพาวดีโกหก“เอ่อ....ข้าจักเอาไปถวายพระโหราธิบดี เจ้าพี่”

อ่านละครนาคี ตอนที่ 9/3 วันที่ 9 ต.ค.59

ละครเรื่อง นาคี บทประพันธ์โดย ตรี อภิรุม
ละครเรื่อง นาคี บทโทรทัศน์โดย สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์
ละครเรื่อง นาคี กำกับการแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ผลิตโดย บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ละครเรื่อง นาคี ควบคุมการผลิตโดย ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ