อ่านละครนาคี ตอนที่ 9/4 วันที่ 10 ต.ค.59

อ่านละครนาคี ตอนที่ 9/4 วันที่ 10 ต.ค.59

“ขึ้นชื่อว่าชายชาตินักรบ คงยอมตายดีกว่าไร้ศักดิ์ศรี.... ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ข้าจักหาทางช่วยเขาได้เยี่ยงไร” กรรเจียกครุ่นคิด พิมพาวดี เดินเข้ามาพร้อมกับเพ็งแพนที่ถือสำรับกับข้าวมาด้วย พิมพาวดีชะงักไปเมื่อเห็นกรรเจียกที่หน้าคุก “พิมพาน้องพี่ ! สำรับคับค้อนตั้งมากมาย เจ้าจักเอาไปให้ใคร”
พิมพาวดีโกหก“เอ่อ....ข้าจักเอาไปถวายพระโหราธิบดี เจ้าพี่”
“ดีแท้ เยี่ยงนั้น พี่จักไปด้วย”
พิมพาวดีรีบปฏิเสธ “อย่าเลยเจ้าพี่ ช่วงนี้พระโหราธิบดีทำนายว่าข้ากำลังมีเคราะห์”
“จริงรึ แล้วต้องทำเยี่ยงใด จึงจักปัดเป่าเคราะห์ภัยของเจ้าลงได้”

“ถือศีลเจ้าข้า ! ข้าต้องถือศีลตามลำพังที่เทวาลัย จักให้ผู้ใดรบกวนมิได้” พิมพาวดีรีบตอบทันควัน
“หากเป็นเช่นนั้น เจ้าจงรีบไปเถิด พิมพา.... พี่จักกลับไปรอเจ้าที่ตำหนัก”
“เจ้าข้า” พิมพาวดียิ้มมุมปากที่มุสากรรเจียกได้สำเร็จ กรรเจียกไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อย



พิมพาวดีทรุดตัวลงนั่งข้างๆ แม่ทัพไชยสิงห์ “เจ้าคงจะเจ็บมากสินะข้าเอาอาหารและยาจากหมอหลวงมาให้”
“ท่านเป็นใคร?” แม่ทัพไชยสิงห์สีหน้างุนงงไม่รู้จัก
“ข้าชื่อพิมพาวดี เป็นธิดาคนเล็กของเจ้าพ่อ แม่ข้าเป็นแค่เจ้านางปลายแถว เลยไม่ค่อยมีใครรู้จัก แม้แต่เจ้าพ่อของข้าเองก็ทรงอาจลืมไปแล้วว่าข้าเป็นลูก”
“องค์หญิงพิมพาวดีช่างมีเมตตา แต่ข้าคงรับไว้ไม่ได้”
“เหตุใดเล่า” พิมพาวดีแปลกใจ
“ข้าเป็นแค่เชลยศึกต่ำต้อย มิอาจรับความกรุณาจากองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ได้หรอกเจ้าข้า”
“แต่ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น ถึงเจ้าจะเป็นเชลย แต่เจ้าก็เป็นคนเหมือนกันข้าจักขอชีวิตเจ้ากับเจ้าพ่อ”
“อย่าเลยเจ้าข้า ถ้าทำอย่างนั้น องค์หญิงจะทรงถูกกริ้ว”
“แต่ข้าอยากช่วยเจ้า ข้าไม่เห็นด้วยกับเจ้าพ่อเรื่องการทำศึกสงครามแต่แรก มรุกขนครและปัตตนครต่างเป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน เหตุใดจึงต้องรบราฆ่าฟันกันเอง เราสูญเสียกันมากพอแล้ว ข้าจักไม่ยอมให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก โดยเฉพาะกับเจ้า... แม่ทัพไชยสิงห์”
แม่ทัพไชยสิงห์มองพิมพาวดีอย่างประทับใจในความมีเมตตา และคำพูดที่ฉลาดเฉลียว พิมพาวดีลอบยิ้มอย่างพอใจ
กรรเจียกกรองมาลัย ใจลอยคิดถึงแม่ทัพไชยสิงห์ ทั้งรักทั้งห่วง
คำพูดของแม่ทัพไชยสิงห์ยังคงก้องอยู่ในหัว“กลับไปเสียเถอะองค์หญิง ที่คุมขังเชลยแห่งนี้จักทำให้เสื่อมเสียเกียรติ เป็นที่ติฉินเอาได้ วันรุ่งพรุ่งนี้ ชะตาข้าจักถึงฆาต ไม่ได้แผ่นดินถิ่นเกิด ก็ขอเอาบ้านเมืองขององค์หญิงเป็นป่าช้าสุมเพลิงเชิงตะกอน”
นางอี่ นางบาที่เฝ้าสังเกตอาการกรรเจียกอยู่ต่างยิ้มกระซิบ รู้ดีว่ากรรเจียกกำลังคิดถึงใคร

พิมพาวดีนั่งลูบหัวกระต่ายที่จับมาได้อยู่บนตำหนักเพียงลำพัง
ใบหน้าของแม่ทัพไชยสิงห์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว“ข้าเป็นแค่เชลยศึกต่ำต้อย มิอาจรับความกรุณาจากองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ได้หรอกเจ้าข้า”
พิมพาวดีตกหลุมรักแม่ทัพไชยสิงห์จนยากจะถอนตัว “เหตุใดจิตใจของข้าจึงได้คิดวนเวียนถึงแต่เจ้านะ แม่ทัพไชยสิงห์....” สายตาพิมพาวดีออกไปนอกตำหนักยังทิศที่ตั้งของคุกหลวง

มรุกขนครยามค่ำคืน แสงไฟจากอัจกลับมลังเมลืองสวยงาม พระเจ้านิรุทธราชนอนอยู่บนแท่นบรรทม รอบกายรายล้อมด้วยสนมทั้ง 5 คอยรินน้ำจันท์ปรนนิบัติพัดวีไม่ห่าง
กรรเจียกเดินเข้ามาพร้อมกับพวงมาลัยในมือ “เจ้าพ่อ...”
“พวกเจ้าออกไปก่อน” เหล่าสนมนางในออกไปตามคำสั่ง “มีอะไรรึเปล่าลูกหญิง ถึงได้มาหาพ่อเอาป่านนี้”
“ลูกกรองมาลัยมาถวายเจ้าข้า”
“ประจบพ่อ มีอะไรจะขออีกล่ะ” พระเจ้านิรุทธราชรู้ทัน
“รับสั่งมาก่อนสิเจ้าข้าว่าถ้าลูกขอ เจ้าพ่อจะประทานให้”
“เจ้าก็บอกมาก่อนสิว่าอะไร”
“หากเจ้าพ่อไม่รับสั่ง แสดงว่าไม่รักลูกแล้ว” กรรเจียกทำทีเง้างอด
“พูดอะไรอย่างนั้น กรรเจียก เจ้าเป็นยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจของพ่อ แม้แต่ดาวกับเดือน หากเจ้าต้องการ พ่อก็จะหามาให้เจ้าจนได้ บอกมาเถอะว่าเจ้าต้องการอะไร” พระเจ้านิรุทธราชเอ่ยเอาใจ
“ลูกอยากขอชีวิตแม่ทัพไชยสิงห์เจ้าข้า”
พระเจ้านิรุทธราชได้ยินก็หน้าเครียดขึ้นมาทันที “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าพูดอะไรออกมา”
“ลูกรู้ดี แล้วก็คิดดีแล้วเจ้าข้า...ถึงแม่ทัพไชยสิงห์จะเป็นเชลยศึกก็จริง แต่ก็สืบเชื้อเครือวงศ์มาแต่เจ้าเมืองปัตตนครองค์ก่อน แทนที่เจ้าพ่อจะรับสั่งให้ประหารชีวิตเหตุใดจึงไม่เก็บแม่ทัพผู้นี้เอาไว้เป็นกำลังสำคัญเพื่อแผ่ขยายอาณาจักรมรุกขนครของเราเล่าเจ้าข้า”
“เจ้าจักให้พ่อไว้ใจศัตรูได้เยี่ยงไร กรรเจียก”
“ยิ่งเป็นศัตรู ยิ่งต้องเก็บไว้ใกล้ตัวเจ้าข้า”
พระเจ้านิรุทธราชคล้อยตามกรรเจียก “ก็ได้! พ่อจักเว้นโทษตายให้แก่มัน”
“กษัตริย์เอ่ยแล้ว ห้ามคืนคำนะเจ้าข้า” กรรเจียกยิ้มด้วยความยินดีที่ช่วยชีวิตไชยสิงห์เอาไว้ได้
ทหารยามเข้ามาปลดโซ่ตรวนที่ล่ามแม่ทัพไชยสิงห์
“เจ้าเป็นอิสระแล้ว แม่ทัพไชยสิงห์” กรรเจียกเอ่ยบอก
“ถึงข้าจักออกจากตรุ แต่ก็หาออกพ้นนอกเขตกำแพงเมืองมรุกขนครได้ไม่”
“ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในมรุกขนคร ข้าจักดูแลเจ้า....แลเหล่าบริวารของเจ้าเป็นอย่างดี”
“เจ้าพ่อขององค์หญิงคงมีกลศึกในใจถึงได้ยอมปล่อยตัวข้า”
“หามิได้... ข้าเป็นคนขอให้เจ้าพ่องดโทษเจ้าเอง”
พิมพาวดีแอบดูอยู่ที่มุมหนึ่ง
แม่ทัพไชยสิงห์ไม่อยากจะเชื่อ “องค์หญิง....”
“ไชยสิงห์.... ตั้งแต่ข้าพบเจ้า ข้าก็รู้ทันทีว่าเจ้าคือคนที่ข้ารอคอยมาชั่วชีวิต” กรระจียกอึกอัก “ ...ข้า....ข้ารักเจ้านะ ไชยสิงห์”
พิมพาวดีเจ็บปวดที่กรรเจียกพี่สาวตัวเองรักกับแม่ทัพไชยสิงห์
“ข้าซาบซึ้งในเมตตาที่องค์หญิงประทานให้ แต่ข้ามีคนรักอยู่แล้ว”
กรรเจียกหน้าเสีย “เจ้ามีคนรักอยู่แล้ว..... นางเป็นใคร ??”
กรรเจียกและพิมพาวดีต่างอึ้งไม่แพ้กันเมื่อรู้ว่าแม่ทัพไชยสิงห์มีคนรักอยู่แล้ว

รัตติกาลคลี่คลุมท้องฟ้า หมอกลอยจัด น้ำค้างหยดลงที่ใบหน้าคำแก้ว ทำให้รู้สึกตัว ตื่นจากความฝันในอดีตชาติ
บาดแผลยังคงปวดแปลบไปทั่วทั้งร่าง คำแก้วกัดฟันทน “เราต้องไปให้พ้น...จากที่นี่....” คำแก้วค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ ฝืนอำนาจคำสาปฤาษี

ที่อาศรมเมืองอินทร์ เมืองอินทร์รู้สึกท้าทาย “มันกล้ามาเหยียบถึงที่นาคหนีเชียวเหรอวะ”
“ใช่ นังงูผีมันตามมาแย่งผัวฉันถึงนี่ นังงูผีนั่นเหมือนปีศาจสิ้นฤทธิ์ ฉันตบมันเกือบตาย มันยังไม่กล้าสู้ฉันเลย ถ้าผัวฉันไม่ห้ามไว้ก่อน ฉันคงถลกหนังหัวมันออกมาแล้ว” ลำเจียกสีหน้าตื่นเต้น
“เอ็งนี่มันกล้าบ้าบิ่นเสียจริง ไม่กลัวฤทธิ์มันบ้างหรือไง” เมืองอินทร์ติง
“ฉันไม่กลัวหรอก ฉันมีแหวน...” ลำเจียกชูนิ้วที่สวมแหวนขึ้นมา ไม่มีแหวน “ห๊ะ แหวนพิรอด !! แหวนพิรอดฉันหายไปไหน หายไปได้ยังไง” ลำเจียกลุกลี้ลุกลนรีบค้นหาแหวนทั่วตัวแต่ก็ไม่เจอ
“เอ็งแน่ใจนะว่าไม่ได้ผิดลูก ผิดผัวเขา”
ลำเจียกยิ้มแหยๆ “ก็นิดนึง...”
“ข้าล่ะปวดหัวกับเอ็งจริงๆ ต่อให้ของศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน คนไม่มีศีลไม่มีธรรม ก็เสื่อมได้ทั้งนั้น”
ลำเจียกหน้าชาเหมือนถูกตบ “แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะ ไม่มีแหวนพิรอด ฉันต้องโดนมันเล่นงานแน่ๆ”
“แล้วตอนนี้นังงูผีมันอยู่ที่ไหน” “มันก็หนีหัวซุกหัวซุนไปน่ะสิ” ลำเจียกหัวเราะร่วน
เมืองอินทร์ฉุน จนควันออกหู ตวาดลั่นอาศรม “อีโง่ !!! แล้วทำไมเอ็งไม่จับมันมัดเอาไว้ ป่านนี้มันหนีไปไหนต่อไหนแล้ว” เมืองอินทร์โมโหลำเจียกปล่อยงูผีหนีรอดกลับไปได้

คำแก้ววิ่งหนีโจรมาเรื่อยๆ พลางหันมองโจรเป็นระยะ โจรทั้ง 3 วิ่งตามคำแก้วมาไม่ลดละ คำแก้วกัดฟันวิ่งหนีให้พ้นเขตนาคหนี จะเข้าบ้านหนองไทร แต่แล้วกลับเหยียบเอารากไม้แทงเท้าเป็นแผลลึก คำแก้วทรุดฮวบลงที่พื้น กุมเท้าไว้อย่างเจ็บปวด เลือดไหลทะลักออกมา
โจรทั้ง 3 วิ่งตามมาทัน โจรคนแรกเอ่ย “คิดว่าพ้นเขตนาคหนี แล้วน้องจะหนีพวกพี่พ้นเหรอ”
“อย่าหนีให้เหนื่อยเลย มาขึ้นสวรรค์กับพวกพี่ดีกว่า” โจรคนที่สามพูดจาลวนลาม
โจรคนที่สองเห็นแผลที่เท้าคำแก้ว “โถ แม่คุณ คงเจ็บมากสินะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพี่รักษาให้ถึงใจแป๊บเดียวหายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง” โจรคนที่สองโน้มหน้าลงมาใกล้คำแก้ว คำแก้วตัดสินใจยกเท้าถีบหน้าโจรจนหน้าหงาย
คำแก้วรีบตะเกียกตะกายคลานหนีร้องให้คนช่วยอย่างน่าเวทนาจนจะพ้นเขตนาคหนีอีกชั่วเส้นยาแดงผ่าแปด
“ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยด้วย”
โจรคนที่สองโกรธมากตามมากระชากข้อเท้าคำแก้วเอาไว้ได้ “มึงกล้าถีบกูเหรอ คอยดู คืนนี้กูจะทำให้ยกขาไม่ขึ้นเลยมึง” โจรคนที่สองบุ้ยใบ้ให้เพื่อนอีกสองคนจับคำแก้วขึงพืดที่พื้น
คำแก้วดิ้นรนสู้ ร้องโวยวาย “อย่า!! ปล่อยฉัน อย่าทำอะไรฉันเลย” คำแก้วทั้งร้องทั้งดิ้น แต่สู้แรงไม่ได้จึงเปลี่ยนมาอ้อนวอนแทน
โจรคนที่สองเยาะเย้ย “ยิ่งร้อง ยิ่งถูกใจ อ้อนวอนพี่อีกสิจ๊ะ พี่ชอบ” พวกโจรหัวเราะลั่น

คำแก้วหนีพวกโจรจนกระทั่งเข้าเขตตำบลหนองไทร พวกโจรล้อมคำแก้วไว้ ไม่เปิดทางให้หนี กระชากแขนคำแก้ว ยุดเอาไว้จะลากไปข่มขืน จู่ๆ แขนคำแก้วชัดๆ ขึ้นเกล็ดงู น่ากลัว
โจรคนแรกเห็นเข้า “เฮ้ย !!! ทำไมแขนเอ็งถึงได้เป็นแบบนี้วะ”
“ปล่อยกูเดี๋ยวนี้ !” ทันใดนั้นดวงตาคำแก้วก็เปลี่ยนเป็นตาอสรพิษ ด้วยความโกรธแค้น
โจรทั้ง 3 ผงะ ร้องเสียงหลง “เฮ้ย งู!! งูผี !!!”
โจรคนแรกผวา “ใครจะเอาก็เอา กูเผ่นล่ะ !”
โจรทั้ง 3 เผ่นแน่บป่าราบไม่คิดชีวิต
คำแก้วซมซานกลับมาหาคำปอง
คำปองเห็นสภาพคำแก้วที่ยืนอยู่หน้าบ้านก็ตกใจ “คำแก้ว!” คำปองรีบวิ่งเข้ามาหา “เจอพ่อทศพลมั้ย ?”

อ่านละครนาคี ตอนที่ 9/4 วันที่ 10 ต.ค.59

ละครเรื่อง นาคี บทประพันธ์โดย ตรี อภิรุม
ละครเรื่อง นาคี บทโทรทัศน์โดย สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์
ละครเรื่อง นาคี กำกับการแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ผลิตโดย บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ละครเรื่อง นาคี ควบคุมการผลิตโดย ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละครเรื่อง นาคี ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ