อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 4 วันที่ 26 ม.ค.60

อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 4 วันที่ 26 ม.ค.60

สองท่านหญิงติโลตตมากับอทริกายังไม่เลิกกลั่นแกล้งอุรวศี สั่งสำอางไปบอกข้าหลวงทุกคนห้ามพูดกับอุรวศีแม้แต่คำเดียว

มีเพียงอรุณวาสีที่ปลอบใจ ชิมขนมกลีบลำดวนชมว่าอร่อยแต่คงไม่ถูกพระทัยเท่านั้น และเห็นด้วยกับที่สร้อยบอกไม่ต้องพยายามเอาใจเสด็จป้าเพราะอยู่ไม่นาน แต่ถ้าเหงาไม่มีอะไรทำก็เอาเด็กรับใช้มาอยู่เป็นเพื่อนสักคน อุรวศีขอบคุณกลับเข้าห้องพัก หยิบหนังสือมาอ่าน เห็นจดหมายขอโทษของอนลให้นึกถึง อดแปลกใจตัวเองไม่ได้ ทำไมมักจะคิดถึง...ท้าวแสนเปื้อน

ในขณะเดียวกัน อนลก็เฝ้าคิดถึงแต่อุรวศีทุกคืน แล้วคืนนี้เขาเห็นเกื้อเดินกะเผลกตัดสวนออกไปอีก จึงตัดสินใจแอบตามดูอาไปไหน เผอิญอนึกกำลังจะออกไปสมทบกับเกื้อ เห็นหลังคนด้อมๆมองๆก็คิดว่าเป็นคนร้ายจึงฟาดเข้าที่ต้นคอและเตะจนสลบ เกื้อได้ยินเสียงวกกลับมาดู อนึกบอกว่ามีคนแอบตามอาตนไม่อยากประมาทจึงจัดการไว้ก่อน แต่พอพลิกร่างขึ้นก็ตกใจที่เป็นอนล...อนึกตัดสินใจปลดสร้อยทองที่คอน้องชายออกและทิ้งร่างเขาไว้อย่างนั้น



เวลาผ่านไปสักพัก ถึกเดินยามมาเจอร่างอนลรีบหามเข้าบ้าน พระยารัชปาลีและนวมตกใจที่เห็นสภาพลูกชาย ปฐมพยาบาลจนฟื้น เกื้อห่วงหลานไม่น้อยทำทีเพิ่งรู้เรื่องจึงเอายามาให้

ooooooo

เรื่องที่อนึกกับเกื้อร่วมมือกันทำชักจะบานปลาย เมื่ออนลเริ่มสงสัยสะกดรอยตามจนโดนทำร้ายสลบ เกื้อเอายานวดอย่างดีมาให้ด้วยความเป็นห่วงเพราะอย่างไรก็เป็นหลานแท้ๆ และจับสังเกตว่ารู้อะไรบ้าง ส่วนอนลรู้ว่าอาของตัวโกหกแต่ไม่มีหลักฐานจะพูดออกไป

อนึกเอาสร้อยพระและเงินของอนลวางลงบนโต๊ะต่อหน้าเกื้อ “ดีที่ผมเอาสร้อยและเงินของเจ้านลมาด้วย เลยไม่มีใครสงสัยคิดว่าเป็นโจรปล้นจริงๆ”

เกื้อไม่สบายใจคิดอยากดึงอนลเป็นพวก แต่อนึกค้านเต็มที่เพราะรู้นิสัยน้องชายดีว่าเป็นคนหัวเก่าเหมือนพ่อ ไม่มีทางคิดเห็นเหมือนเรา ตอนนี้ตนเชื่อว่าอนลยังไม่ สงสัยเพราะคิดว่าพวกเราแอบไปเที่ยวสำนักโคมเขียว เกื้อขอให้เป็นอย่างนั้น ตนไม่อยากให้ครอบครัวต้องมาแตกแยก

วันต่อมาอุรวศีรู้สึกว่าคนในวังไม่มีใครพูดหรือตอบคำถามตนเลย จนถึงเวลาทำอาหารเธอเห็นว่าสร้อยไม่อยู่ ถามข้าหลวงในครัวว่าใครทำเครื่องเสวยแทน แต่ก็ไม่มีใครตอบ ต่างหลบสายตา ชักมั่นใจว่ากำลังโดนแกล้ง สำอางแอบมองแล้วไปเล่าให้อทริกาฟังอย่างเป็นเรื่องตลกขบขัน อทริกาสะใจกับแผนการของพี่สาวที่จะบีบให้อุรวศีทนไม่ได้ออกจากวังไป

มื้อเย็นวันนั้น เป็นเวรติโลตตมาปรนนิบัติเสด็จ พอรับของคาวเสร็จไม่มีของหวานตามก็ทรงกริ้ว ติโลตตมา ทูลว่าสร้อยไม่อยู่ ไม่มีใครกล้าทำของหวานแทน เกรง ไม่ถูกพระทัย

“สร้อยไม่อยู่ก็เลยไม่ทำ ดีเหลือเกินนะจ๊ะ คนทั้งตำหนักต้องรอคนคนเดียว แล้วที่เหลือก็ไม่ยอมฝึกปรือต้องรอสร้อยสั่งไปเสียทุกอย่าง ไปๆรกหูรกตา แต่ละคนไม่ได้เรื่องได้ราวสักคน”

ติโลตตมาหน้างอทูลลา ข้าหลวงคนอื่นก้มกราบลา พอเปิดประตูออกเจออุรวศียืนอยู่ เธอได้ยินที่เสด็จป้ากริ้วใส่พี่สาว จึงครุ่นคิดบางอย่าง

ช่วงหัวค่ำเสด็จนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้โยก พอจะลุกรู้สึกปวดเข่าปวดข้อมาก พอดีอุรวศีถือถาดขนมกลีบลำดวนเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า ทูลว่าตนหัดทำตามที่คุณสร้อยสอนไว้ เห็นว่าเสด็จป้ายังไม่ได้เสวยของหวาน จึงนำมาถวาย เสด็จอารมณ์ไม่ดีจากอาการปวดเข่าเหลือบมอง

“ก็ฉันบอกแล้วยังไงว่าไม่ต้องทำ”

“หญิงจำต้องขัดรับสั่งเพคะ เพราะหญิงอยากฝึกฝนให้เก่งขึ้น คนเราถ้าผิดครั้งแรกก็ท้อเสียแล้ว คงไม่มีวันเก่งขึ้นได้หรอกเพคะ” แววตาอุรวศีมุ่งมั่น

เสด็จรู้สึกทึ่งแต่ยังรักษาหน้านิ่งดูไม่ออกว่าอารมณ์ไหน หยิบขนมขึ้นมาชิม อุรวศีลุ้น...เสด็จเอ่ยสร้อยคงบอกว่าตนชอบรสไหน ดีขึ้นแต่ยังไม่พอ ท่านหญิงยิ้มรับจะหัดทำให้ถูกใจ

“เรื่องอะไรต้องมาเอาใจฉันด้วย ชอบโดนดุหรือยังไง”

“ไม่มีใครชอบหรอกเพคะ แต่สิ้นเสด็จพ่อแล้ว เสด็จป้าก็เป็นพระญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เหลืออยู่ หญิงจึงอยากรับใช้เสด็จป้าให้ดีที่สุดเพื่อทดแทนที่ไม่มีโอกาสได้รับใช้เสด็จพ่อเพคะ”

เสด็จพระองค์หญิงยิ้มมุมปากทิ้งค้อน เหน็บว่าปากหวาน จะคอยดู แล้วเสวยขนมกลีบลำดวนอีกชิ้น อย่างไม่สนใจท่านหญิงอีก

ooooooo

ผ่านไปสองอาทิตย์ จันยืนชะเง้อหน้าตำหนัก อยากพบอุรวศี ไม่มีนางข้าหลวงคนไหนพูดด้วยสักคน พักใหญ่อุรวศีเดินออกมา ต่างดีใจที่พบกัน จันรายงานเรื่องกำแพงก่อเสร็จ หม่อมสลวยยังไม่กลับ ตนจึงมาทูลให้ทราบ อุรวศีดีใจจะได้กลับเรือนปั้นหยาเสียที

จันไม่สบายใจแต่ต้องพูดอีกเรื่อง “หม่อมท่านไม่อยู่เพคะ ตั้งแต่วันที่มาส่งท่านหญิงเข้าวัง กลับไปหม่อมก็บอกว่ามีธุระรีบด่วนต้องไปทำ แล้วก็ยังไม่ได้กลับมาจนป่านนี้เลยเพคะ”

อุรวศีตกใจมากว่าแม่ไปไหน จันไม่ทราบถามจางวางสมก็ไม่พูด แต่มีข่าวลือไม่ดี

“พวกปากชั่วมันลือกันว่าหม่อมท่านหนีตามผู้ชายไปเพคะ”

ได้ยินเช่นนั้น อุรวศีไม่รอช้ามายืนกระสับกระส่ายลังเลหน้าห้องเสด็จ อยากเข้าไปขออนุญาตกลับบ้าน

ระหว่างนั้นอรุณวาสีเดินคุยมากับติโลตตมา อรุณวาสี ทักทายยิ้มแย้มในขณะที่ติโลตตมาชักสีหน้าไม่เป็นมิตร ถามดักคอน้ำเสียงเย้ยหยัน ว่าจะทูลลากลับหรือ ดีเหมือนกันเพราะรบกวนนานเกินไปแล้ว อุรวศีตอบหน้านิ่งๆ

“มิได้ค่ะ หญิงยังต้องอยู่จนกว่าแม่จะมารับ ต้องขอประทานโทษพี่หญิงกลางด้วยนะคะ”

อรุณวาสีกำลังจะถามมีเรื่องอะไร อทริกาเปิดประตูร้องไห้ออกมาจากห้องเสด็จ พอเห็นหน้าพี่สาวก็โวยวายว่าเสด็จป้าปวดข้อพระบาทมาก ทำอะไรทรงกริ้วไปหมด ตนทนไม่ไหวขอให้พี่เข้าไปแทน ติโลตตมาหน้าตึงไม่ยอมเข้าไปแล้วโบ้ยให้น้องคนเล็กเข้าไปแทน อรุณวาสีไม่อาจทำแทนได้เพราะต้องไปทำธุระแทนแม่ พี่ๆก็ทราบ

อุรวศีคิดสักครู่อาสาเข้าไปรับใช้เสด็จป้าเอง อรุณวาสีหน้าเสียเป็นห่วงน้องร่วมบิดา ติโลตตมายิ้มเหยียดสะใจ อยากหาเรื่องเดือดร้อนเองช่วยไม่ได้

เสด็จทรงหลับอยู่บนเก้าอี้โยก อุรวศีเปิดประตูเข้ามาแล้วปิดอย่างเบา สำอางกำลังใช้ลูกประคบประคบข้อเท้าเสด็จอยู่ สีหน้าหวาดกลัวที่ถูกทิ้งไว้คนเดียว อุรวศีจึงเอ่ยลอยๆว่าจะทำแทน มีอะไรให้ไปทำเสีย สำอางรีบวางลูกประคบก่อนจะคลานเข่าออกไปโดยเร็ว

อุรวศีประคบข้อเท้าเสด็จอย่างเบามือเกรงจะตื่นบรรทม ประคบอยู่ไปมาครู่หนึ่งก็ร้องเพลงออกมาเบาๆ ตามความเคยชิน ร้องไปสักพักเสด็จเปรยออกมาโดยไม่ลืมตาว่านางคนไหนร้องเพลง อุรวศีเอ่ยชื่อตัวเองแล้วเตรียมรับคำดุ แต่ผิดคาดเสด็จกลับบอกให้ร้องต่อไป อุรวศีค่อยๆร้องเพลงจนจบ เห็นสีหน้าเสด็จอมยิ้มบางๆ

“ชอบเพลงพัดชาหรือ เนื้อหามาจากเรื่องอะไรรู้หรือไม่”

“เรื่องกากีเพคะ”

“อุตส่าห์รู้กับเขาด้วย รู้จักไหมว่านางกากีมันเป็นยังไง”

“เพคะ เป็นหญิงชั่วมากชู้หลายผัว”

เสด็จตกใจว่าใครเล่าให้ฟัง ท่านหญิงตอบว่าเสด็จพ่อ ทรงหน้าบึ้งไม่คิดว่าน้องชายจะเล่าเรื่องแบบนี้ให้ลูกฟัง...อุรวศีเห็นเสด็จป้าพูดคุยด้วยจึงเอ่ยปาก ขออนุญาตกลับไปเยี่ยมบ้านสักสองสามวัน เสด็จหน้านิ่งไม่ดุด่าอย่างที่คิด กลับเห็นว่าเป็นสาวไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้ ต้องมีผู้ใหญ่ไปด้วย จะถามสร้อยให้ว่าพอจะไปเป็นเพื่อนได้ไหม ท่านหญิงรับคำเบาๆ...พอกลับออกมา อุรวศีครุ่นคิดจะทำอย่างไรดี ถ้าสร้อยไปด้วยแล้วตนจะถามเรื่องแม่ได้อย่างไร

ด้านอรุณวาสีพาสุรคมมาดูที่ดินที่หม่อมต่วนจะขายให้กับกระทรวงมหาดไทย สุรคมเห็นว่าที่แปลงนี้สวยน่าเสียดาย ท่านหญิงบอกว่าแม่มีที่หลายแปลง ถ้าขายแปลงใหญ่ก็จะมีเงินไปซื้อแปลงเล็กที่งามๆได้อีกหลายแปลง แม่ย้ำเสมอว่าเงินต้องเอามาต่อเงิน สุรคมยิ้มย่อง

“มิน่า ใครจะขึ้นหรือลง หม่อมแม่ของหญิงก็ยังร่ำรวยเหมือนเดิม”

พลันมีลมพัดเศษผงปลิวเข้าตาอรุณวาสี สุรคมช่วยเขี่ยออกให้ หญิงสาวเห็นใบหน้าชายหนุ่มอยู่ชิดใกล้ก็หน้าแดงเขินอาย สุรคมเขี่ยผงออกเห็นเธอหน้าแดงคิดว่าอากาศร้อนชวนกลับ ท่านหญิงรีบปฏิเสธไม่ได้ร้อน ท่านชายจึงเลียบเคียงถามถึงอุรวศีว่าเข้าไปอยู่ในวังเป็นอย่างไรบ้าง อรุณวาสีโล่งใจที่เขาเปลี่ยนเรื่อง รีบตอบตามความเป็นจริงโดยไม่ทันคิด

สุรคมกลับถึงกระทรวงนำเรื่องมาเล่าให้อนลฟังว่าอุรวศีถูกพี่ๆกลั่นแกล้ง อนลไม่อยากเชื่อพี่น้องจะไม่รักกัน สุรคมหน้าเจื่อนนิดๆประชดไฉนเลยจะรักกันเหมือนพี่น้องพ่อแม่เดียวกันอย่างลูกพระยารัชปาลี อนลเข้าใจความรู้สึกท่านชาย เป็นห่วงอุรวศีป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

“คิดๆดูหญิงหลงก็ไม่ต่างจากฉันสักนิด เป็นลูกเมียรอง พี่น้องส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยชอบหน้า แต่ฉันยังดีที่เป็นผู้ชาย ยังได้เรียนหนังสือหนังหา รับราชการสร้างเนื้อสร้างตัวได้ แต่นี่...”

อนลเครียดตามแต่ก็พยายามปลอบว่าเสด็จพระองค์หญิงยังอยู่ทั้งองค์ อย่างมากก็แค่โดนกลั่นแกล้ง เท่านั้น สุรคมยังเป็นห่วงอยากเข้าไปรับกลับออกมาให้รู้แล้วรู้รอด อนลกลัดกลุ้มขนาดระดับหม่อมเจ้าสุรคมยังทำอะไรไม่ได้ แล้วอย่างตนยิ่งไม่มีทาง

ooooooo

เย็นวันนั้น อนลกลับบ้านทางเรือจึงต้องเดินผ่านสวน ได้ยินเสียงเกื้อคุยกับทับดังออกมาจากบ้าน จึงหยุดแอบฟัง เสียงเกื้อพูดว่าทับไม่เห็นด้วยกับตนก็ไม่เป็นไร แค่มาฟังที่ตนพูดก็ขอบคุณมากแล้ว เสียงทับตอบว่าไม่ใช่ไม่เห็นด้วยทั้งหมด

“แต่บางอย่างผมเห็นว่าเร็วเกินไป แล้วความคิดแบบนี้มันอันตราย ผมเป็นห่วงว่าวันหนึ่งคุณเกื้อกับหลานชายจะเดือดร้อน”

“แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ผมว่ามันจำเป็น นะครับคุณทับ”

ขณะนั้นเองอนลตัดสินใจเดินออกมาให้เห็น เกื้อทักทาย อนลไหว้ทั้งสองคนแล้วถามทับจะกลับหรือ ตนยินดีไปส่ง ทับเกรงใจแต่อนลอ้างว่ากำลังจะเอารถพ่อไปขับอยู่พอดีเพราะจอดไว้นานต้องนำไปวิ่งบ้าง เกื้อไม่ติดใจสงสัยยุให้ทับกลับไปกับหลานชาย

พอมาถึงบ้านทับ ภายในบ้านเล็กๆนั้นมีหนังสือมากมายจัดเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย ทับเตรียมชงชาต้อนรับ อนลเกริ่นว่าสุขภาพอาของตนไม่ค่อยดี ไม่อยากให้ไปไหนคนเดียวแต่ห้ามก็ไม่ฟัง จึงอยากให้เขาช่วยปราม ทับหัวเราะรู้ทันดักคออย่ามัวพูดอ้อมค้อม ตนแก่แล้วเกรงจะตายก่อนเขาพูดจบ อนลจึงมีท่าทีจริงจังขึ้น ถามตรงๆว่าเกื้อไปที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่ ทับเครียดแทนไม่อาจบอกได้ ควรรู้จากปากเกื้อเอง แต่รับรองได้ว่าไม่ต้องกังวล

“ตอนนี้ไม่ต้องกังวล แล้วภายภาคหน้าล่ะครับ”

“ฉันไม่รู้ คุณเกื้อมีหลักการของตัวเอง อย่างไรก็คงไม่เลยเถิด แต่พี่ชายของหลานฉันดูว่าเป็นคนใจร้อน และเรื่องที่คิดอยู่ก็เกินตัวนัก เห็นทีจะร้ายมากกว่าดี”

อนลเครียดมั่นใจแล้วว่าตัวเองคิดไม่ผิด...กลับมาเล่าให้พระยารัชปาลีฟัง แต่ท่านไม่เชื่อเพราะรักอนึกมาก อนลอ้างว่าถ้าเรื่องที่ทำดีจริงทำไมต้องหลบๆซ่อนๆ ตนไม่มีพยานหลักฐานมายืนยัน แต่เพราะตนเป็นห่วงพี่กับอาจริงๆถึงได้มากราบเรียน

“ถ้าคุณพ่อจะกรุณาไปกับผมสักครั้งนะครับ เราจะได้เห็นกันว่าพี่นึกกับอาเกื้อแอบไปที่ไหนและทำอะไรกันอยู่ ถ้ามันเป็นเรื่องไม่ดีจริง จะได้ช่วยกันห้ามปรามไงครับ”

พระยารัชปาลีครุ่นคิดตามคำลูกชายคนเล็ก... ตกดึกจึงซุ่มดูอยู่กับอนล เห็นอนึกเดินมีพิรุธตัดสวนออกไป ก็รีบเดินตามห่างๆไม่ให้รู้ตัว อนลเคยตามเกื้อไปจนถึงหัวถนน และคิดว่าอนึกคงไปที่นั่นเช่นกัน แต่แล้วทุกอย่างกลับตาลปัตรกลายเป็นอนึกยืนรอเพื่อนมายืมเงินเท่านั้น

พระยารัชปาลีตำหนิอนลจะไม่เชื่ออะไรอีก เพราะเชื่อว่าอนึกไปเรียนถึงเมืองนอก ไม่น่าทำอะไรนอกลู่นอกทาง สั่งเลิกระแวงและกลับไปตั้งใจเรียนดนตรีให้ตนได้มีวงมโหรีเสียที

ooooooo

เช้าวันใหม่ อุรวศียืนรอหน้าห้องอรุณวาสีไม่กล้าปลุกจนเธอออกมา เพื่อจะขอให้เธอเป็นคนพาตนออกจากวังแทนสร้อย อรุณวาสีไม่รู้เรื่องอะไรและตนก็ต้องออกไปพบหม่อมต่วนเรื่องที่ดินอยู่แล้ว จึงยินดีทูลขอเสด็จป้าให้

เมื่อผินกับจันเห็นอุรวศีกลับมาดีใจกันยกใหญ่ ท่านหญิงมองกำแพงสูงตระหง่านราวกำแพงคุกก็ให้สะท้อนใจ ตัดบทถามผินเรื่องแม่ ผินกับจันไม่ได้ข่าวจากหม่อมสลวย ได้ยินแต่ข่าวลือเสียๆหายๆ ถามจางวางสมทีไรก็พูดเหมือนเดิม แต่เรื่องนี้กระจายไปทั่วคุ้งน้ำ อุรวศีคิดว่าเรื่องไม่มีมูลจู่ๆจะเอามาลือได้อย่างไร ถ้าไม่มีคนจงใจทำ จันฉุกคิดต้องเป็นฝีมือหม่อมต่วนแน่

“ตอนนี้จะฝีมือใครก็พักไว้ก่อนเถิด ฉันอยากรู้ ความจริงเรื่องแม่มากกว่า”

อุรวศีตรงมาเรือนจางวางสม ถามตาทันทีว่าอยากรู้เรื่องแม่ จางวางกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“เอ่อ แม่สลวยอยู่ปากน้ำโพกระหม่อม แม่สลวยลงทุนซื้อแพไว้ค้าขาย มัวยุ่งจึงยังไม่ได้กลับมา เพราะไม่มีสิ่งใดห่วงทางนี้แล้ว ท่านหญิงก็ประทับอยู่ในวังหลวง”

อุรวศีไม่อยากเชื่อว่าแม่จะหันไปค้าขายตัวคนเดียว จางวางสมถูกต้อนให้ต้องโกหกว่ามีญาติอยู่ทางโน้นจึงไม่ห่วงอะไร ท่านหญิงเหน็บ น่าแปลกตาเป็นคนสามเสน บ้านเดิมยายก็อยู่แค่ข้ามฟากไปบางยี่ขัน แต่ตนกลับมีญาติอยู่ปากน้ำโพ จางวางกระอักกระอ่วนตอบไม่ถูก ท่านหญิงน้อยใจเรื่องใหญ่ขนาดนี้แม่ไม่บอกตนกลับให้ตนรอแม่มารับอยู่ในวัง

จางวางสมปลอบอย่าทรงห่วง ตนจะให้เจ้าแดงเจ้าจ้อนขึ้นไปเยี่ยมแล้วจะส่งข่าวเข้าไปทูลในวัง อุรวศีเห็นตากระอักกระอ่วนจึงไม่อยากคาดคั้นอีก ขอเข้าไปเยี่ยมแสง จางวางโล่งใจ

วันนี้อนลมาเรียนดนตรี ซ้อมเพลงไปพลางๆ รอจางวางสม ลูกหลานที่นั่งฟังเขาเล่นเพลิน บอกอนลว่า ท่านหญิงเสด็จมาคงอีกนานกว่าจางวางจะมา ถ้าเขามีธุระกลับก่อนได้ อนลตาวาวดีใจปฏิเสธไม่กลับ นั่งซ้อมด้วยใจสั่นรัว จนจางวางเข้ามา

“หยุดก่อนคุณอนล ท่อนนี้เสียงต้องสะอาดกว่านี้ คุณเกร็งเกินไปกระมัง ลองดูใหม่นะ”

อนลรู้ว่าไม่มีสมาธิ พยายามคุมสติเล่นใหม่ให้ดีกว่าเดิม ระหว่างนั้นผ่องเดินมานั่งด้านหลังอนลจึงไม่เห็นหน้ากัน จางวางสมเอ่ยปากให้ผ่องทำขนมจีนน้ำยาถวายท่านหญิง ไม่ไว้ใจคนอื่นทำ กลัวไม่ถูกปากเพราะแสงป่วยลุกมาทำไม่ไหว อนลได้ยินชื่อท่านหญิงก็เขวเล่นผิดอีก

ผ่องได้ยินจางวางสมบอกว่าท่านหญิงคุยอยู่กับแม่ก็ตกใจรีบดึงมือให้ออกมาจากบริเวณนั้น เตือนพ่อว่าป่านนี้แม่คงเล่าหมดไส้หมดพุงแล้ว จางวางร้อนใจรีบเดินไปที่ห้องแสง

แสงร้องไห้ดีใจกอดหลานรัก ท่านหญิงเลียบเคียงถามเรื่องแม่จนแสงพลั้งปาก “ถ้าค้าขายยายจะว่ากระไรเพคะ บ้านไหนๆ แม้แต่บ้านพระน้ำพระยาเขาก็ทำกัน ไม่เห็นเสียเกียรติตรงไหน มันคนละเรื่องกับมีผัวใหม่...”

อุรวศีผงะ แสงตกใจนึกได้เม้มปากก้มหน้านิ่ง ท่านหญิงแทบสิ้นสติที่ได้ยินคำนี้จากปากยาย แสดงว่าข่าวลือทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เอ่ยถามใช่คนชื่อบุญทันไหม แสงเข้าใจว่าหลานทราบเรื่องราวมาก่อน จึงเล่าว่าหม่อมสลวยชอบพอกับบุญทันมานาน จนเขาให้แม่มาทาบทามจึงได้รู้ว่าจางวางสมถวายลูกให้เสด็จในกรม ตอนนั้นก็สงสารลูกร้องไห้เสียใจจะเป็นจะตาย แต่ลูกมีบุญวาสนา พ่อแม่ที่ไหนจะขัดขวาง

อุรวศีแทรกถามว่าแม่ลักลอบติดต่อกับบุญทันมาตลอดหรือ

“มิได้เพคะ มิได้ แม่สลวยไม่ทำสิ่งใดให้เสียพระเกียรติถึงเสด็จในกรมดอกเพคะ อันที่จริงพ่อบุญทันก็เงียบหายไปยี่สิบกว่าปีเห็นจะได้ ถ้าแม่เขาไม่ตายก็คงไม่ได้เจอกันอีก"

อุรวศีโล่งใจที่แม่ไม่ได้คบชู้ แต่ยังเสียใจที่หลอกทอดทิ้งตนไว้ในวัง แสงปลอบให้คิดเสียว่าแม่มีบุญคุณแค่นี้ ต่อไปเขาจะรับเวรรับกรรมอย่างใดก็เรื่องของเขา ถ้าอับอายเรื่องนี้ตนก็จนใจ

อุรวศีประคองแสงออกจากห้องเพื่อมารับประทานอาหาร จางวางสมเห็นสายตาหลานก็รู้ว่ากำลังเคือง คงรู้เรื่องหมดแล้ว จึงหาทางเอาใจ “ตาทราบว่าคุณอนลเคยเล่นจะเข้ถวายท่านหญิง วันนี้คุณอนลมาเรียนพอดี ตาเลยไหว้วานให้เล่นถวายท่านหญิงอีกกระหม่อม”

อุรวศีเกรงใจ ขณะนั้นอนลเดินขึ้นมาบนเรือนพอดีกล่าว “มิได้เลยกระหม่อม กระหม่อมเต็มใจและถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงเสียด้วยซ้ำ”

ทั้งสองสบตากันนิ่งชั่วครู่ อนลค้อมหัวเป็นการให้เกียรติ ลงนั่งฝั่งตรงข้ามท่านหญิง เล่นเพลงกราวในสองชั้นอย่างไพเราะกินใจ แสงฟังแล้วชื่นชม จางวางสมเองก็ยิ้มปลื้มกล้าพูดเต็มปากว่าคนนี้เป็นศิษย์เอก

ooooooo

อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 4 วันที่ 26 ม.ค.60

ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ บทประพันธ์โดย ว.วินิจฉัยกุล
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ บทโทรทัศน์โดย เอกลิขิต
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ กำกับการแสดงโดย อดุลย์ บุญบุตร
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ผลิตโดย บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ