อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 4 วันที่ 28 ม.ค.60

อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 4 วันที่ 28 ม.ค.60

อุรวศีตกใจลุกขึ้นหันกลับไปทันที เห็นอนลยืนมองด้วยท่าทีสำรวม ทั้งสองมองตากันสักพัก ท่านหญิงสัมผัสได้ถึงความห่วงใยของเขาจึงหลบสายตา ถามเขามาหาใคร

“กระหม่อมเห็นฝ่าบาทรีบเสด็จกลับ เกรงว่าจะมีเหตุจึงตามมา เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้างกระหม่อม”

“ขอบใจคุณมาก แต่คุณคงช่วยฉันไม่ได้หรอก” อุรวศีหน้าเศร้าลง

อนลเห็นท่านหญิงไม่เล่าจึงเปลี่ยนเรื่องถาม



คืนนี้ประทับที่นี่หรือ เธอพยักหน้ารำพึง “ฉันไม่มีที่จะไป ฉันกลับเข้าวังไม่ได้ หม่อมต่วนเข้าวังไปฟ้องเสด็จป้า ฉันไม่อยากถูกเสด็จป้ากริ้ว”

“ถ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจะกลัวอะไร ถึงใครจะประณามก็ไม่ได้ทำให้ถูกกลายเป็นผิดอยู่ดี”

คำพูดของอนลทำให้อุรวศีรู้สึกดีขึ้น “ถูกของคุณ ฉันไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ทำไมจะต้องกลัวล่วงหน้า แต่คุณรู้หรือไม่ อำนาจหม่อมใหญ่แผ่ไพศาลยิ่งกว่าวังนี้สักสิบเท่า แม้แต่ฉันออกมาอยู่นอกวังแล้ว ก็ไม่วายอยู่ใต้อำนาจท่าน”

“กระหม่อมยอมรับอำนาจเดียวคืออำนาจของความถูกต้องยุติธรรม ถ้าไม่ถูกต้องเรียกว่าข่มเหงรังแก ผู้นับถือเกียรติของตนเองไม่ควรจะยอมสงบได้โดยง่าย”

“ขอบใจคุณพูดถูก ฉันไม่ควรจะยอมแพ้โดยง่าย” อุรวศีคิดว่าตนก็เป็นลูกเสด็จพ่อ มีศักดิ์ศรีไม่ควรยอมก้มหัวให้คนที่มาใส่ร้าย

“ทรงสบายพระทัยขึ้นหรือยังกระหม่อม”

“ฉันหายกลุ้มใจแล้ว ขอบใจอีกครั้งคุณ...อนล ฉันเรียกถูกไหม”

อนลยิ้มรับว่าถูก อุรวศีไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ได้ยินแต่ชื่อพระนล อนลบอกชื่อตนแปลว่าไฟ ท่านหญิงรู้สึกฟังแล้วเป็นของร้อน อนลแย้ง

“หามิได้ ไฟเป็นของจำเป็นยิ่งแก่มนุษย์ หากขาดไฟหุงต้ม ฝ่าบาทจะขาดขนมจีนอย่างมื้อเที่ยง ขาดน้ำร้อนไว้ชงพระสุธารสชา หน้าหนาวชาวบ้านจะตายกันเป็นเบือเพราะขาดไฟผิง”

อุรวศีขำที่เขาช่างคิดเอาดีเข้าตัว อนลปฏิเสธไม่ใช่อย่างนั้น ทั้งสองเผลอสบตากันยิ้มๆ ท่านหญิงรู้สึกตัวว่าไม่สมควร หุบยิ้มเบนสายตาไปทางอื่น เท่านี้อนลก็มีความสุขเต็มหัวใจ

อุรวศีตัดสินใจกลับเข้าวัง อนลอาสาไปส่งทางเรือแต่เธอเห็นว่าไม่เหมาะสมเพราะไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เขาขอประทานอภัยไม่ทันได้คิดแล้วบอกว่ามะรืนเขาต้องไปตรวจราชการหัวเมืองตั้งแต่กรุงเก่าถึงพิษณุโลกหนึ่งเดือน ถ้ามีพระประสงค์จะใช้อะไรให้คนไปตามได้

ท่านหญิงได้ฟังถามสวนขึ้นว่าเขาไปนครสวรรค์หรือไม่ เมื่อรู้ว่าเขาไปก็อยากส่งข่าวถึงแม่ แต่ลังเลจะพูดอย่างไรไม่ให้เสียหาย

“ถ้าคุณสืบจนพบพ่อค้าชื่อนายบุญทัน เขาค้าขายล่องซุงที่ปากน้ำโพก็ช่วยส่งข่าวถึงแม่ฉันด้วย แต่...ฉันต้องรีบกลับเข้าวังคงเขียนหนังสือฝากคุณไปไม่ทัน”

“พรุ่งนี้ฝ่าบาททรงฝากหนังสือมากับเด็กก็ได้กระหม่อม ตอนเย็นๆเลิกงานแล้วสักห้าโมงเย็น กระหม่อมจะรออยู่แถวท่าราชวรดิฐ”

อุรวศีกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ อนลค้อมหัวทูลลาเดินเลี่ยงไป ผินและจันมองด้วยความอยากรู้ ท่านหญิงคิดว่าไม่อาจปิดบังอะไรได้อีก จันเป็นห่วงที่หม่อมต่วนรีบไปเฝ้าเสด็จคงเป็นเรื่องนี้ ท่านหญิงพยักหน้ารับว่าใช่

ooooooo

เมื่อมาถึงวัง อุรวศีพบอรุณวาสีกับสร้อยยืนรอสีหน้าร้อนใจ อุรวศีบอกสร้อยว่าพาจันมารับใช้เพราะที่นี่ไม่มีใครพูดกับตน สร้อยเข้าใจจัดหาห้องพักให้จัน อรุณวาสีกังวลใจเรื่องที่แม่กำลังทูลกับเสด็จ แต่ก็เป็นห่วงน้องชวนไปรับประทานอาหารเสียก่อน

“หญิงรับข้าวไม่ลงหรอกค่ะ อยากให้เสด็จป้าเรียกหญิงไปประหารเสียให้รู้แล้วรู้รอดมากกว่า นั่งรออยู่อย่างนี้แสนทรมานใจ”

“พูดเกินไปจะฆ่าจะแกงอะไรกัน รับข้าวแล้วอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นดีกว่าจ้ะ หน้าตาเหนื่อยอ่อนไม่น่าดูเลย เสด็จป้าไม่ชอบคนมอมแมมนะเชื่อพี่เถอะ”

จนใกล้ค่ำ อรุณวาสีปลอบใจอุรวศีอยู่ในห้องเพราะหม่อมต่วนยังคุยกับเสด็จไม่เสร็จ จู่ๆอทริกาเปิดประตูพรวดเข้ามา อรุณวาสีติงทำไมไม่เคาะประตู เธอกลับบอกว่าไม่จำเป็นเพราะไม่นานห้องนี้ก็จะไม่มีคนอยู่ ยิ้มเยาะบอกอุรวศีว่าเสด็จป้าให้หา อุรวศีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นึกถึงคำพูดของอนลที่ว่า...ถ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจะกลัวอะไร ถึงใครจะประณามก็ไม่ได้ทำให้ถูกกลายเป็นผิดอยู่ดี...

คิดแล้วให้มีกำลังใจเดินออกจากห้อง อรุณวาสีตามไปด้วยความห่วงใยน้อง

อุรวศีเข้ามากราบเสด็จ มีสายตาหม่อมต่วน

ติโลตตมาและอทริกายิ้มเยาะอยู่ เสด็จเปิดเรื่องว่า

หม่อมต่วนมาฟ้องว่าเธอพูดจาอวดดีจะว่าอย่างไร

หม่อมต่วนแทรก ไม่เพียงอวดดีแต่ก้าวร้าวไม่รู้จักผู้ใหญ่ ตนแก่จนป่านนี้ไม่เคยพบเคยเห็น ไม่เคยคิดว่าเด็กเมื่อวานซืนจะถอนหงอกผู้ใหญ่ ถือตัวว่าเป็นเจ้า ที่แท้ก็เลือดแม่...

อุรวศีพยายามระงับอารมณ์ทูลแจกแจง

“หม่อมใหญ่เรียกหญิงไปว่าเสียดสีถึงแม่ แม่ใครใครก็รัก ใครก็เคารพเพราะเป็นแม่บังเกิดเกล้า ไม่อยากให้ใครมาเรียกแม่ว่าเป็นตัวเสนียด คำก็ใฝ่ต่ำสองคำก็คนชั้นต่ำ หญิงเป็นลูกหญิงก็ต้องปกป้องแม่ จะให้นิ่งเหมือนยอมรับหญิงทำไม่ได้”

หม่อมต่วนลืมตัวแว้ดกลับ “หน็อย...ปกป้อง ก็แม่ของตัวชั่วจริงไหมเล่า หนีตามชู้ไปคนเขารู้กันทั่วบ้านท้ายบ้าน”

“แม่ไม่ได้หนีตามชู้ เสด็จพ่อสิ้นแล้ว แม่เป็นแม่ม่ายมีคู่ใหม่ไม่ใช่มีชู้” อุรวศีจ้องหน้า

ติโลตตมาแกล้งพูดลอยๆว่าของพรรค์นี้มันเห็นกันแค่วันสองวันหรือ อทริกาเสริม ต้องลักลอบพบปะกันมานาน อุรวศีปรายตามองพี่ทั้งสองไม่อยากเสียเวลาเถียงด้วย แต่ติโลตตมาจะใส่ต่อ เสด็จจึงขัดขึ้นเสียก่อน

“แม่ต่วน ไม่ว่าแม่ชั่วช้าสารเลวอย่างไรก็เป็นเรื่องของแม่ ลูกไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ โจรถึงถูกจับตัดหัวฉันก็ไม่เห็นหลวงท่านพลอยประหารลูกมันไปด้วยเลยสักราย”

สามแม่ลูกตกตะลึงนึกไม่ถึงว่าเสด็จจะเข้าข้าง

อุรวศี หม่อมต่วนลืมตัวแสดงอำนาจเสียงกร้าว “หม่อมฉันกลับเห็นอย่างโบราณว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวเพคะ ถ้าเลือดแม่มันเลวลูกจะดีไปได้อย่างไรนึกไม่ออก ก็รู้ๆกันอยู่ว่านางสลวยก็แค่พวกเต้นกินรำกิน ใจง่ายรักสนุกถนอมเนื้อถนอมตัวไม่เป็น แม่เป็นอย่างไรลูกก็ต้องเป็นอย่างนั้น เลือดเดียวกัน”

อุรวศีประสานมือที่ตักจิกเล็บเข้าเนื้อข่มความโกรธ เสด็จเห็นก็พอเข้าใจใช้สายตาปรามไว้ ก่อนจะชิงพูด “พูดจบแล้วรึแม่ต่วน ที่เธอพูดว่าเลือดเดียวกัน เธอคงลืมว่าหญิงหลงมีเลือดน้องชายฉันอยู่ครึ่งหนึ่งในตัว เท่ากับลูกๆเธอเหมือนกันนะแม่ต่วน”

อทริกาโวยวาย “เสด็จป้าเปรียบอย่างนี้ไม่ถูกนะเพคะ หญิงหลงมีเลือดดีครึ่งเดียวไม่เหมือนพวกเรา”

“แล้วหล่อนคิดว่าเลือดดีของพ่อหล่อนจะแพ้เลือดไม่ดีอย่างนั้นรึ...พูดไม่คิด”

“แต่หญิงเห็นว่าปลาเน่าตัวเดียวก็ทำให้เน่าไปทั้งข้องแล้วเพคะ ขายพระพักตร์มาถึงเสด็จป้าด้วย” ติโลตตมาเห็นน้องเถียงไม่ออกก็ไม่ยอมแพ้

“นางสลวยไม่ใช่ข้าหลวงตำหนักนี้ จะขายหน้ามาถึงฉันได้อย่างไรล่ะแม่นางงามสามโลก ฉันอายุปูนนี้แล้ว ถ้าจะเถียงเอาชนะคะคานก็ไปเถียงกับเด็กโน่น ถ้าจะพูดด้วยเหตุด้วยผลค่อยมาพูดกับฉัน จับโน่นโยงนี่เอาตามใจแล้วจะมาให้ฉันเห็นดีด้วยไม่ได้หรอกนะ”

สามแม่ลูกอับจนถ้อยคำ ไม่รู้จะเถียงอย่างไร จะอาละวาดก็ไม่กล้า อุรวศีมองเสด็จป้าด้วยความปลาบปลื้มในความยุติธรรม แม้จะดุด่าตนตลอดแต่ก็เป็นที่พึ่งแก่ตนได้

สามแม่ลูกกลับออกมาด้วยความโกรธแค้น หม่อมต่วนระบายอารมณ์ฟาดงวงฟาดงากับลูกๆ สั่งเก็บของออกจากวัง อรุณวาสีเกรงเสด็จป้าจะกริ้ว หม่อมต่วนไม่สนใจในเมื่อท่านไม่เห็นหัวพวกเรากลับไปถือหางลูกบ่าว ก็ไม่ต้อง เกรงใจกันอีก แต่ติโลตตมาไม่เห็นด้วย ถ้าไปกันหมดจะเป็นการเปิดทางให้อุรวศีกอบโกยทุกอย่าง หม่อมต่วนฉุกคิดจริงอย่างที่หญิงกลางพูด จึงให้อรุณวาสีกลับเพียงคนเดียวเพราะชอบเข้าข้างคนอื่นไม่เห็นแก่พี่น้อง

ติโลตตมายิ้มเจ้าเล่ห์บอกแม่ว่าตอนนี้ตนสั่งคนทั้งตำหนักห้ามพูดคุยกับอุรวศี ดูสิจะทนไปได้อีกกี่น้ำ หม่อมต่วนเห็นว่าแค่นั้นไม่พอ ต้องทำให้สร้อยรังเกียจด้วยอีกคน อทริการับปากจะช่วยพี่เต็มที่ อรุณวาสีได้แต่มองด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

ในขณะที่สร้อยกำลังถวายโอสถให้เสด็จ ชมว่าท่านยังแข็งแรง เสด็จว่าถ้าไม่แข็งแรงคงลมตีจนล้มหมอนนอนเสื่อไปแล้ว และเปรยว่าสงสารอุรวศีที่ขาดพ่อแล้วแม่ยังทิ้งไปอีก สร้อยยิ้มทรงเป็นห่วงแต่ไม่ตรัสตามตรง เสด็จบอกถ้าดีด้วยก็จะได้ใจเสียคน ตนมีหลานสาวทั้งหมดหกคน ที่ห่วงที่สุดก็อุรวศี ส่วนเมราแม้ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะเสกสมรสกับอธิป แต่ด้วยทรัพย์สมบัติของเขาคงทำให้สุขสบายได้

สร้อยเห็นว่าท่านหญิงอุรวศีเฉลียวฉลาดน่าเอาตัวรอดได้

อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 4 วันที่ 28 ม.ค.60

ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ บทประพันธ์โดย ว.วินิจฉัยกุล
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ บทโทรทัศน์โดย เอกลิขิต
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ กำกับการแสดงโดย อดุลย์ บุญบุตร
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ผลิตโดย บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ