อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 10 วันที่ 17 ก.พ.60

อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 10 วันที่ 17 ก.พ.60

สุรคมตามมาคุยกับอรุณวาสีแต่เธอจะเลี่ยงหนี เขากล่าวคำขอโทษที่พูดจารุนแรงเมื่อวันก่อน แต่น่าจะเข้าใจกันแล้ว ทำไมยังทำกิริยาไม่พอใจ ท่านหญิงน้อยใจหาว่าเขาเป็นเดือดเป็นร้อนแทนอุรวศี สุรคมว่าเธอพาล ท่านหญิงโกรธที่เขายังไม่รู้ตัวว่าเป็นคนทำให้ตนกับน้องต้องผิดใจกัน ทั้งที่แต่ก่อนรักกันมาก สุรคมฟังแล้วยังไม่เข้าใจอยากตามคุยกันให้รู้เรื่อง...

อรุณวาสีเดินออกจากตำหนักเพื่อไปฟังสวดที่หออุเทศทักษิณาในพระบรมหาราชวัง เจอกับอุรวศีเข้าพอดี ด้วยความโกรธจึงเชิดใส่จะเลี่ยงหนี แต่อุรวศีเดินตามขอให้เห็นแก่ความเป็นพี่น้องหยุดฟังตนสักครู่ อรุณวาสียอมหยุดหันกลับมามองหน้า อุรวศีพูดทุกอย่างตามความจริง ตนเพิ่งรู้เรื่องทั้งหมดจากหม่อมเอื้อน ขอยืนยันว่าไม่เคยมีใจให้สุรคมสักนิด และที่แม่ไปพูดกับเขาก็คงแค่อยากปกป้องตนเท่านั้น ไม่ได้คิดร้ายแต่อย่างใด อรุณวาสีเริ่มอ่อนลงถามย้ำว่าไม่คิดชอบท่านพี่บ้างจริงหรือ อุรวศียืนยันอีกครั้ง ไม่ทันพูดจบหม่อมต่วนเดินมากับติโลตตมา



อรุณวาสีสีหน้าหวาดกลัวแม่กับพี่ ถอยห่างจากอุรวศีแต่ไม่วายโดนตำหนิรุนแรงและไล่ให้เดินไปก่อน หม่อมต่วนหันมาจ้องอุรวศี ต่อว่าอย่าคิดว่าตนไม่รู้คิดจะดึงสุรคมกลับไปเพื่อฉีกหน้าตน ไม่มีวันสำเร็จ อุรวศีอ่อนใจตอบกลับไปว่าอย่าคิดว่าตนจะทำอย่างหม่อม เพราะตนมีศักดิ์ศรีพอ ติโลตตมาโกรธแทนตวาดว่าอุรวศีเลือดไพร่จะมีศักดิ์ศรีอะไร

“ศักดิ์ศรีของคนอยู่ที่การกระทำค่ะ ไม่ใช่อยู่ที่สายเลือด และหญิงก็ไม่เคยเกลียดใครจนไปยุแยงให้พี่น้องเขาทะเลาะกันด้วย”

“ปากเก่งเหมือนเคย ก็ดี หวังว่าจะเก่งให้มากกว่ากำพืดข้างแม่ จะได้ไม่ต้องไปเต้นกินรำกิน” หม่อมต่วนเหยียดปากดูถูก ก่อนจะพากันเดินไปพร้อมติโลตตมา

พ้นออกมาติโลตตมาหาว่าแม่ใจดีเกินไป น่าจะสั่งสอนให้หนักกว่านี้ หม่อมต่วนเห็นว่าช่วงนี้อยู่ในงานพระศพทำอะไรรุนแรงมีแต่จะถูกตำหนิ ที่สำคัญอย่าให้อรุณวาสีใจอ่อนเสียก่อน ตนไม่ปล่อยให้ลูกกาฝากลอยนวลได้นาน ถึงคราวต้นไม้ที่มันอาศัยโค่นลง มันก็ต้องตายตามอยู่ดี รอให้กลับเรือนปั้นหยาก่อนจะได้ทำอะไรถนัดมือ...แววตาหม่อมต่วนน่าสะพรึงกลัว

ooooooo

พิธีสวดศพอนึกคืนแรกผ่านไปอย่างเงียบเหงา นวมยังร่ำไห้นั่งมองโลงศพลูก อนลเข้ามากอดปลอบชวนกลับไปพักผ่อน นวมรำพันอยากอยู่เป็นเพื่อนอนึก เพราะแต่เด็กเขาจะเป็นคนเรียนเก่งทำอะไรเป็นผู้นำเสมอ แต่สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือกลัวถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว

พระยารัชปาลีสงสารภรรยาอาสาจะอยู่เฝ้าทั้งคืนเอง นวมส่ายหน้าเพราะเจ้าคุณตรากตรำมาทั้งวันน่าจะกลับไปพัก ท่านเจ้าคุณประคองภรรยาออกไป อนลหันมาจุดธูปกล่าวกับศพอนึก ขออโหสิกรรมจากเขาและตนก็อโหสิกรรมให้เขาเช่นกัน ขออย่าห่วงสิ่งใดอีก จงรับส่วนกุศลที่ตนจะทำอุทิศไปให้เถิด

เช้าวันใหม่ ครอบครัวพระยาไกรจะเดินทางกลับนครสวรรค์ ดวงแขหน้าตาบูดบึ้งลงเรือก่อนไม่สนใจใคร พระยาไกรรู้สึกเกรงใจกล่าวคำขอโทษพระยารัชปาลีกับคุณหญิง ทุกคนเข้าใจ สำหรับอนลนึกดีใจที่ไม่ต้องเกี่ยวดองกับดวงแขอีก

สุดท้ายพระยารัชปาลีตัดสินใจสวดศพอนึกเพียงคืนเดียว เพราะอยากให้ใครๆลืมเรื่องเขาโดยเร็ว ถึกรายงานอนลว่าท่านเจ้าคุณไปกระทรวง ส่วนคุณหญิงนอนพักผ่อน อนลเศร้าใจที่บรรยากาศในบ้านเงียบเหงาไม่เหมือนก่อน

สายวันนั้น อุรวศีทยอยขนของกลับมาไว้ที่เรือนปั้นหยา บุญทันจัดการทำความสะอาดเรือนไว้ให้ สร้อยรับปากเสด็จว่าจะไม่ทิ้งอุรวศีจึงตามมาอยู่ด้วย หม่อมสลวยจึงให้อุรวศีย้ายมานอนห้องตนและยกห้องเดิมให้สร้อย... นานๆจะกลับมา อุรวศีจึงออกมาเดินเล่นรอบเรือน ระหว่างนั้นรู้สึกเหมือนมีคนอยู่ข้างหลังจึงหันไปมอง แล้วต้องตะลึงไม่คาดคิดว่าจะเป็นอนล ต่างคนต่างสบตากันนิ่ง แววตาบ่งบอกความคิดถึงความดีใจที่ได้เจอกันอีกโดยไม่ต้องเอ่ยปาก

อนลเดินตามอุรวศีด้วยท่าทางสำรวม อยากพูดคุยแต่ไม่กล้า ตะกุกตะกักเอ่ยไปว่า ไม่นึกว่าฝ่าบาทจะเสด็จกลับมาแล้ว อุรวศีแกล้งย้อนแสดงว่าเขาไม่ได้ตั้งใจมาหาตน แล้วมาหาใคร อนลหน้าเสีย ไม่กล้าบอกว่าใจจริงเพราะคิดถึงจึงมาแค่เห็นหลังคาบ้านก็ยังดี ท่านหญิงแอบขำชวนเขานั่งคุยกันตรงระเบียง อนลรักษากฎได้ดี นั่งห่างออกไปพอสมควร

ooooooo

เมื่อได้พบเจอกัน อนลคิดว่าอุรวศีจะกลับมาอยู่เรือนปั้นหยา ท่านหญิงรับว่าใช่หลังเสร็จพระราชพิธีศพเสด็จป้า ตอนนี้ทยอยขนของมาแล้วท่านหญิงนึกได้ถามอนลถึงเรื่องที่เขาถูกนำตัวขึ้นศาล สีหน้าอนลเศร้าลงเล่าว่า

“ศาลตัดสินให้กระหม่อมพ้นผิด เพราะพี่ชายกระหม่อมเขียนหนังสือสารภาพผิดและยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดกระหม่อมไม่เกี่ยวข้องด้วย จากนั้นพี่ชายกระหม่อมก็อัตวินิบาตกรรม”

อุรวศีตกใจแสดงความเสียใจและเห็นใจที่เขาประสบเคราะห์กรรมหนัก อนลรับว่าทุกข์มากในวันแรก คิดว่าไม่นานพี่ชายคงมาช่วย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มา มันเลวร้ายตรงที่ความหวังเริ่มหมดไปทีละวันๆ แต่ก็ถือว่ายังมีบุญที่ได้

อนลสบตาท่านหญิง เพราะคือกำลังใจจากท่านหญิง อุรวศีอ่านสายตาเขาออก หลบตาและเปลี่ยนเรื่องถามทำไมเขาไม่พูดความจริงว่าพี่ชายเป็นคนผิด อนลนิ่งไปสักครู่ราวเรียบเรียงคำพูด

“เลือดข้นกว่าน้ำกระหม่อม ถึงไม่เห็นด้วยกับพี่ใหญ่ แต่จะส่งเขาขึ้นตะแลงแกงด้วยตัวเอง กระหม่อมก็ใจไม่แข็งพอจะทำได้ ใครเป็นพี่น้องกันก็คงเข้าใจ ขอประทานอภัยถ้ากระหม่อมจะทูลถามว่า ฝ่าบาทเองทำได้หรือไม่ ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเจ้าพี่ของฝ่าบาท”

“ฉันเข้าใจคุณ ฉันคงไม่ใจแข็งพอจะทำเหมือนกัน...” อนลมองด้วยสายตารักใคร่ชื่นชม อุรวศีเขินเบือนหน้าหนีเปลี่ยนเรื่อง “คุณจะเข้ารับราชการอีกไหม”

“กระหม่อมทำหนังสือขอไปแล้วแต่จะได้หรือไม่ก็แล้วแต่ท่านเสนาบดี กระหม่อมผ่านทุกข์ใหญ่หลวงมาแล้ว เรื่องอื่นๆจึงเล็กลงไปถนัดใจ ต่อให้ราชการไม่เลี้ยง กระหม่อมก็คงหาทางเลี้ยงชีพได้ไม่อดตาย

จะว่าไปเวลาที่ถูกขัง มองให้เป็นโทษก็เป็นโทษ มองให้เป็นคุณก็เป็นคุณ ทำให้กระหม่อมเข้าใจชีวิตได้มากขึ้น”

“ถูกขังน่ะหรือเป็นคุณ ข้อนี้ฉันไม่เข้าใจ”

“เมื่อก่อนกระหม่อมรู้จักทุกข์และสุขเพียงผิวเผิน เมื่อได้ดังใจก็เรียกว่าสุข ไม่ได้ดังใจก็เรียกว่าทุกข์ เมื่อถูกคุมขังวันแรกๆ กระหม่อมทุกข์เท่ากับภูเขาหลวง เหมือนอยู่ในนรกไม่มีผิด แต่มันก็ผ่านไปจนได้ วันๆ กระหม่อมเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ ไม่ว่าอารมณ์เท่าใดพุ่งขึ้นมา เมื่อรู้เท่าทันว่านี่คือทุกข์ มันก็ทำร้ายเราไม่ได้อีกต่อไป เหมือนตัวอะไรตัวหนึ่งบินมาเกาะ แล้วเราก็สลัดมันออกไป”

“คุณพูดมีคติน่าฟังมาก ฉันจะจำไว้ หากเมื่อใดที่เจอทุกข์มากๆ จะได้รู้วิธีสลัดออกไป ส่วนทุกข์เล็กๆ น้อยๆฉันไม่เก็บมาเป็นอารมณ์อยู่แล้ว” อุรวศีทึ่งกับความคิดของอนล

อนลรู้สึกสุขใจ แม้จะผ่านทุกข์ครั้งใหญ่มา แต่พอได้คุยกับท่านหญิงก็รู้สึกดีขึ้นมากอย่างน่าอัศจรรย์

ooooooo

ตำหนักหม่อมต่วน มีคุณหญิงท่านหนึ่งนำเครื่องเพชรชุดใหญ่มาขายให้ด้วยอับจนเงินทอง และขายให้ในราคาที่ไม่แพง ติโลตตมาเห็นเครื่องเพชรชอบใจมาก แต่หม่อมต่วนมีรึจะยอมจ่ายอะไรง่ายๆ ต่อราคาแค่แปดพัน คุณหญิงท่านนั้นไม่อาจขายให้ได้จึงนำเครื่องเพชรกลับ

ติโลตตมาเสียดายมากบอกแม่ว่าราคานั้นไม่แพงเลย หม่อมต่วนเอ็ด เธอไม่ได้เป็นคนหาเงิน อยู่เฉยๆ ตนได้กำไรจากเรื่องพวกนี้มานักต่อนัก ไม่ทันไรแปลกเข้ามารายงานว่าหม่อมเอื้อนกับสุรคมมา หม่อมต่วนยิ้มเหยียดสั่งแปลกให้ไปตามอรุณวาสี เรื่องแบบนี้ต้องพูดกันต่อหน้า

หม่อมเอื้อนนั่งหน้าตาบอกบุญไม่รับอยู่ที่ระเบียงกับสุรคม เลื่อนกล่องเครื่องเพชรและถุงใส่โฉนดที่ดินที่เป็นของรับไหว้คืนให้หม่อมต่วน สีหน้าหม่อมต่วนนิ่งแต่แววตาดุดันจนหม่อมเอื้อนหวาดกลัว ยกมือไหว้ขอโทษที่สุรคมไม่มีวาสนาจะเป็นคู่ครองท่านหญิง สุรคมมองหน้าอรุณวาสีอย่างรู้สึกผิด บอกเธอว่าของหมั้นที่ให้ไปก่อนหน้า ตนไม่ขอคืน ถือเป็นค่าทำขวัญเพราะตนเป็นฝ่ายผิด

ท่านหญิงขบกรามแน่นอยากร้องไห้ ถูกชายที่รักถอนหมั้นอย่างไม่ไยดีราวกับคนไร้ค่า หม่อมต่วนหยิบกล่องเครื่องเพชร หม่อมเอื้อนโล่งใจคิดว่ารับคืน

แต่ทันใดนั้น หม่อมต่วนปากล่องเครื่องเพชรลงพื้นตกกระจาย ทุกคนตกใจรวมทั้งแปลกที่รีบคลานไปเก็บรวบรวมเครื่องเพชรใส่กล่อง อรุณวาสีไม่คิดว่าแม่จะทำขนาดนี้ จะอ้าปากพูด

“หยุดประเดี๋ยวนี้นะหญิงเล็ก ที่แม่ให้เธอมาก็เพื่อที่จะได้รู้ไว้ว่าแม่ไม่ยอมให้มีการถอนหมั้นเป็นอันขาด ไม่ว่าเธอหรือใครจะมาขอก็ตาม”

“แต่เจ้าพี่ไม่ทรงรักหญิง ถึงหมั้นกันต่อไปก็มีแต่จะเสียใจด้วยกันทุกฝ่าย แล้วแม่จะฝืนไปทำไมคะ” อรุณวาสีเสียงสั่นน้ำตานองหน้า

สุรคมแปลกใจที่ท่านหญิงกลัวแม่มากยังกล้าช่วยพูด หม่อมต่วนเอ็ดที่ตนทำเพื่อรักษาเกียรติยังไม่เข้าใจอีก แล้วย้ำ “ส่วนท่านชายก็ขอให้ทรงตระหนักไว้ด้วยนะเพคะ ว่าการหมั้นครั้งนี้เกิดจากที่หม่อมฉันสงสาร ไม่อยากให้ได้เชื้อสายผู้หญิงคบชู้มาเป็นชายา ถึงได้ยกหญิงเล็กให้ ทั้งๆที่หญิงเล็กก็เป็นลูกที่เกิดจากหม่อมเอก แต่ท่านชายเป็นโอรสที่เกิดจากหม่อมปลายแถว”

หม่อมเอื้อนลมแทบจับ สุรคมโกรธจัดขนาดพี่ชายตนที่ว่าร้ายกาจยังไม่เคยจิกด่าขนาดนี้ หม่อมเอื้อนชวนลูกกลับ สุรคมยืนจ้องหน้าหม่อมต่วนด้วยความโมโหหมดความนับถือกันอีก

“กลับแน่จ้ะแม่ เพราะชายได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว ว่ากิตติศัพท์หม่อมต่วนสมคำร่ำลือจริงๆ เอาเถิด เมื่อหม่อมไม่ยอมให้ถอนหมั้น ก็หมั้นกันไปอย่างนี้เรื่อยๆ แต่อย่าหวังว่าจะมีขันหมากจากฉันมาสู่ขอเลย เพราะฉันก็รังเกียจเกินกว่าจะดองกับหม่อมเหมือนกัน”

พูดจบสุรคมเดินหนีไปทันที หม่อมเอื้อนจะตามแต่แปลกเรียกไว้ให้รับกล่องเครื่องเพชรไปด้วย หม่อมเอื้อนสะบัดหน้าหนีอย่างเคืองๆ

หม่อมต่วนมองอรุณวาสีนั่งร้องไห้อย่างรำคาญในความอ่อนแอของลูกคนนี้ ก่อนจะยิ้มเย้ยสุรคม ยังอ่อนนักคิดจะงัดข้อกับตน แล้วพาลโทษว่าเป็นเพราะอุรวศียุแยง อยากจะให้ตนเสียหน้า เมื่อคิดแย่งสุรคม ตนอาจต้องใช้วิธีเดียวกับที่ทำกับหม่อมพิณ แปลกสะดุ้งมือไม้อ่อนกล่องเครื่องเพชรหล่นเพราะไม่เคยลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น

“หม่อมเจ้าขา จนถึงตอนนี้บ่าวยังกลัวอยู่เลยเจ้าค่ะ มันเสี่ยงนะเจ้าคะ คราวหม่อมพิณเป็นแค่นางเอกละคร หายไปก็ไม่มีใครสนใจไยดี แต่ท่านหญิงหลงทรงเป็นถึง...” แปลกเดินตามพูด

“หุบปาก นังเด็กนั่นก็ไม่ต่างจากนังพิณสักเท่าใดดอก เชื้อสายเต้นกินรำกินเหมือนกัน จะมีปัญญามาทำอะไรข้าได้” หม่อมต่วนขบกรามแน่นด้วยความเกลียดชัง

ในขณะที่ด้านหลังตำหนัก ติโลตตมาแอบมาพบท่านป้อม เธอเริ่มเคลิ้มไปกับคำหวานของเขา จนยอมให้ฝ่ายชายจับไม้จับมือ ขอคำมั่นสัญญาที่จะเปิดเผยความสัมพันธ์ให้ใครๆรับรู้เสียที แต่ท่านป้อมยังอ้างไม่อยากมีปัญหากับท่านพี่ ท่านหญิงจึงอ้อนขอให้ซื้อเครื่องเพชรที่คุณหญิงนำมาขายแม่ ท่านป้อมรับปากจุมพิตมือท่านหญิง แต่ในใจไม่รู้เลยว่าจะหาเงินจากไหน

ooooooo

คำพิพากษาศาลออกมาว่าเกื้อถูกลงโทษจำคุกสิบสองปี อนลเป็นกังวลที่สุขภาพอาไม่ค่อยดี เกรงจะเป็นอะไรไปในคุก พระยารัชปาลีก็ห่วงน้องแต่พยายามทำใจถ้าเวรกรรมทำให้เป็นเช่นนั้น แล้วท่านเจ้าคุณหันมาบอกเรื่องทางกระทรวงเรียกตัวอนลกลับไปทำงานเดือนหน้า

คล้องหน้าตาตื่นเข้ามาบอกว่านวมเป็นลมล้มที่สวนหลังบ้าน ทั้งสองตกใจมากรีบไปช่วยปฐมพยาบาลจนฟื้นจะให้หมอมาดูอาการ แต่นวมห้ามไว้ขอแค่ยาหอมก็พอ นวมเล่าให้สามีกับลูกฟังว่า เมื่อครู่ฝันเห็นอนึกหน้าตาเศร้าหมอง ยืนมองไม่ยอมพูดจา ถามอะไรก็ไม่ตอบ

อนลรีบปลอบ “คุณแม่คงคิดถึงพี่ใหญ่น่ะครับก็เลยเก็บเอาไปฝัน ไม่มีอะไรมากหรอกครับ คล้อง...พรุ่งนี้ฉันจะใส่บาตรทำบุญให้พี่ใหญ่ แกไปจัดการให้ทีนะ”

พระยารัชปาลีเป็นห่วงนวมมากถึงขนาดออกปากว่า สะสางงานราชการหมดจะลาออกมาอยู่เป็นเพื่อน อนลตกใจ ท่านเจ้าคุณวิเคราะห์แล้วว่ารับราชการต่อไปก็ไม่ก้าวหน้า ออกมาอยู่เป็นเพื่อนภรรยาดีกว่า นวมรู้ว่าสามีรักงานราชการมากจะห้าม แต่เจ้าคุณปรามไม่ให้พูดอะไร ตนตัดสินใจแล้ว อนลรับรู้ถึงความรักและความห่วงใยกันของพ่อกับแม่

แต่แล้วเหมือนฟ้าที่มืดมิดกลับสว่างขึ้นอย่างไม่คาดฝัน เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ลดหย่อนโทษทุกคนลง ไม่มีโทษประหาร ฉะนั้นเกื้ออยู่ในกลุ่มโทษน้อยที่สุดจึงได้รับการรอลงอาญาไว้ ทำให้ได้ออกจากคุก เขาปลาบปลื้มก้มกราบพื้นสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 6

ทุกคนที่บ้านรัชปาลีดีใจมาก เกื้อกราบพี่ชายและสัญญาจะจำเป็นบทเรียน เกื้อให้อนลพาไปไหว้ศพอนึกที่วัด เสียดายไม่น่าด่วนคิดสั้น อนลรู้ว่าพี่ชายเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี คงทนความตกต่ำและสายตาหยามเหยียดของคนอื่นไม่ได้ และที่สำคัญคือความรู้สึกผิดที่ทิ้งเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ทิ้งน้องชายเอาตัวรอด มันเป็นโทษทัณฑ์ที่หนักกว่าตายเสียอีก เกื้อเห็นจริงถ้าย้อนเวลาได้ตนก็คงทำแบบนี้อยู่ดี เพราะทนเห็นอนลรับผิดในสิ่งที่ไม่ได้ทำไม่ได้

ooooooo

วันนี้อุรวศี สร้อยและจันขนของมาไว้เรือนปั้นหยาอีก บุญทันกับหม่อมสลวยดูแลต้อนรับสร้อยอย่างดี ขณะคุยกันยิ้มแย้ม เสียงหม่อมต่วนขัดขึ้น ช่างครึกครื้นกันเหลือเกิน ทุกคนตกใจไม่คิดว่าหม่อมจะบุกมา ทุกคนยกมือไหว้หม่อมต่วนยกเว้นสร้อย หม่อมปรายตามอง

“ไม่คิดเลยนะคะว่าคุณสร้อยจะย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย”

“อิฉันทำตามรับสั่งของเสด็จค่ะ เสด็จทรงห่วงท่านหญิงหลง เลยให้อิฉันตามมาดูแล”

หม่อมต่วนยิ้มเยาะไม่เคยเห็นสร้อยอยู่ในสายตา หันไปมองบุญทันเหยียดๆ ก่อนจะถามว่านั่นใคร แปลกรีบรายงานว่าผัวใหม่หม่อมสลวย คงหลงกันมากถึงตัวติดกันไม่ยอมห่าง ผินกับจันไม่พอใจคำพูดของแปลก จึงเถียงแทน อุรวศีปรามคนของตัวเอง แม้จะไม่พอใจเช่นกัน

หม่อมต่วนออกตัว “ถึงไม่ใช่ตำหนัก แต่ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของตำหนักมาก่อน ทำไมฉันจะมาไม่ได้”

“เสด็จพ่อทรงแยกโฉนดเรือนปั้นหยาออกมาแล้ว และหม่อมเองก็เป็นคนสั่งก่อกำแพงให้เรือนนี้แยกออกจากกันกับตำหนักไม่ใช่หรือคะ แต่ถ้าหม่อมต้องการมาเยี่ยมเยียนก็เชิญค่ะ”

หม่อมต่วนหน้าตึงที่โดนย้อน หันไปเล่นงานหม่อมสลวยแทนว่าเอาผัวใหม่เข้ามาอยู่ ดวงวิญญาณเสด็จคงจะสงบสุขหรอก...หม่อมสลวยโต้กลับว่าบุญทันไม่ได้พักที่นี่ ไม่เคยค้างคืนที่นี่ หม่อมต่วนยิ้มเยาะ

“ก็ดีที่รู้ตัว ไพร่ก็ควรอยู่อย่างไพร่ มันก็ถูกแล้ว”

พ่นพิษเสร็จหม่อมต่วนก็เดินเชิดเข้าไปนั่ง คลี่พัดจีบออกพัด ปรายตามองทุกคนก่อนจะบอกว่าคนเยอะน่ารำคาญ อยากจะคุยกับอุรวศีสองคน สร้อยระแวงไม่ยอมไป หม่อมต่วนจึงให้แปลกชูจดหมายหลายฉบับที่มัดรวมกัน ขู่จะเอาจดหมายของท่านชายวิสสุกรรมไหม อุรวศีแปลกใจทำไมจดหมายไปอยู่ที่หม่อมต่วน หม่อมตวาดแว้ด

“อย่ามาทำน้ำเสียงใส่ฉันอย่างนี้นะ ฉันไม่ได้ขโมยมา จดหมายมันส่งไปที่ตำหนัก ฉันก็รับไว้ แต่ไม่ใช่เรื่องของฉันที่ต้องเอามาให้ไม่ใช่หรือ”

อุรวศีรู้ว่าหม่อมต่วนมีเรื่องต่อรอง จึงขอให้ทุกคนออกไปก่อน จันกับผินลากแปลกออกไปด้วย หม่อมต่วนเมินหน้ารำคาญต้องการเล่นงานอุรวศีลำพัง

พอทุกคนออกไป หม่อมก็โยนจดหมายลงตรงหน้า อุรวศีพยายามระงับอารมณ์หยิบจดหมายขึ้นมา หม่อมต่วนเปิดฉากต่อว่าอุรวศีคิดแย่งสุรคมกลับไป ท่านหญิงจะแย้งแต่หม่อมตวาดสวนไม่ต้องมาโกหก หาว่าเพราะมารยาสาไถยของเธอ สุรคมถึงกล้าขอถอนหมั้นอรุณวาสี อุรวศีสุดทน

“เท่านี้หรือคะที่หม่อมอยากบอก เอาเป็นว่าฉันรับรู้แล้วกันค่ะ หมดธุระแล้วใช่ไหมคะ”

หม่อมต่วนโมโหลุกพรวดเอาพัดชี้หน้า “กล้าไล่ฉันรึนังเด็กเมื่อวานซืน สำเหนียกไว้บ้างเถอะนะ ว่าไม่มีใครคุ้มกะลาหัวแล้ว ยังจะจองหองอยู่อีก”

“การไม่ทนให้หม่อมด่าเอาเปล่าๆ เรียกว่าจองหองหรือคะ ขอโทษค่ะเพราะฉันเรียกว่าเป็นการปกป้องเกียรติของตัวเอง” อุรวศีใช้สรรพนามแทนตัวว่าฉันแสดงว่าโกรธ ท่าทางนิ่งสงบ

หม่อมต่วนจ้องกลับราวอยากฆ่าให้ตาย “ปากดี ฉันจะจำคำพูดของหล่อนไว้ แล้วหล่อนก็จำคำพูดของฉันไว้ด้วย หญิงเล็กต้องได้เสกสมรสกับชายสุรคมเท่านั้น ฉันไม่มีวันยอมให้หล่อนมาหักหน้าเป็นอันขาด หากหล่อนยังไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับชายสุรคม ก็ขอให้รู้ไว้เลยว่าเรือนปั้นหยาของหล่อนต้องร้อนเป็นไฟ หน้าไหนก็อยู่ไม่ได้ทั้งนั้น”

อุรวศีมองหม่อมต่วนที่สะบัดหน้าออกไปถอนใจรู้ว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆแน่...

อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 10 วันที่ 17 ก.พ.60

ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ บทประพันธ์โดย ว.วินิจฉัยกุล
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ บทโทรทัศน์โดย เอกลิขิต
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ กำกับการแสดงโดย อดุลย์ บุญบุตร
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ผลิตโดย บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ