อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 6 วันที่ 5 ก.พ.60

อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 6 วันที่ 5 ก.พ.60

ดวงแขสนุกกับการดูหุ่นกระบอก อนลคอยมองหาอุรวศีอยู่ตลอด เห็นสร้อยกำลังแนะนำให้ท่านหญิงรู้จักเจ้านายแต่ละพระองค์ อนลเผลอยิ้มไปกับกิริยาอ่อนหวานชวนมองของเธอ ดวงแขหันมาเห็นแปลกใจว่าเขายิ้มอะไร อนลกลบเกลื่อนทำเป็นมองทั่วงาน บอกว่าดูความโอ่อ่าหรูหราของงาน

หม่อมต่วนจับตามองอุรวศีที่เดินเฉิดฉายเด่นในงานด้วยความหมั่นไส้ ติโลตตมาแปลกใจทำไมแม่ถึงต้องมองให้เปลืองตา หม่อมแค้นใจน้ำเสียงห้วนใส่ลูกๆ

“พวกเธอตาบอดรึ ไม่เห็นเครื่องเพชรที่นังลูกเมียบ่าวใส่อยู่หรือยังไง”



“สวยมากเลยนะคะ สงสัยเสด็จพ่อจะประทานให้” อทริกาคาดเดา

“ใช่เสียที่ไหนเล่า นี่เป็นเครื่องเพชรที่พระพุทธ เจ้าหลวงทรงประทานให้เสด็จพระองค์หญิง ถือเป็นเครื่องเพชรประจำราชสกุลของเรา แล้วพระองค์หญิงทรงให้นังเลือดไพร่นี่ใส่มาได้ยังไง”

ติโลตตมาพาลเจ็บใจมากขึ้น “หญิงบอกแม่แล้วว่าเสด็จป้าลำเอียง ลูกนังสลวยมันจับเส้นถูกจนเสด็จป้าทรงลืมกำพืดชั้นต่ำของมันไปแล้ว”

หม่อมต่วนทนไม่ไหวยิ่งเห็นยิ่งแค้นใจลุกขึ้นสะบัดหน้าเดินเลี่ยงไป อรุณวาสีเห็นบรรยากาศตึงเครียดจึงหาทางเลี่ยงบ้าง บอกพี่ๆว่าจะไปหาของมาให้รับประทาน ...อทริกาเห็นท่านป้อมเดินมาก็ดีใจชวนนั่งร่วมโต๊ะ ท่านป้อมจับจ้องมองติโลตตมาสายตากรุ้มกริ่ม แต่ท่านหญิงเชิดใส่

อรุณวาสีเดินเลือกอาหาร ชนเข้ากับสุรคมโดยบังเอิญ จึงสนทนากัน ระหว่างคุยสายตาเขาสะดุดที่อุรวศี แค่มองก็ยิ่งหลงใหล ไม่ต่างจากอรุณวาสีที่นับวันก็แอบชอบเขามากขึ้นแต่ไม่กล้าแสดงออก

ติโลตตมาเบื่อท่านป้อม เดินเลี่ยงมาซุ้มเครื่องดื่ม ไม่วายยังเดินตามมาคุยอวดว่าเคยอยู่ต่างประเทศนาน รู้ว่าไวน์แบบไหนเป็นอย่างไร ท่านหญิงตัดบทว่าเสด็จพ่อไม่โปรดให้ดื่มของมึนเมา แต่พอเหลือบไปเห็นอุรวศียืนคุยอยู่กับสำอาง เกิดความหมั่นไส้คว้าแก้วไวน์แดงเดินเข้าไปชนอุรวศี ไวน์แดงหกราดเสื้ออันสวยงามของเธอ เสียงอุทานของอุรวศีทำให้ทุกคนหันมองรวมทั้งอนลที่มองอย่างห่วงๆ ติโลตตมาถลึงตาปรามสำอางให้หุบปากก่อนตำหนิอุรวศี

“ทำไมซุ่มซ่ามอย่างนี้ล่ะจ๊ะหญิงหลง พี่เรียกเธอเบาๆ ไม่เห็นต้องรีบหันกลับมาเลย”

ท่านป้อมอึ้งเห็นคาตาว่าติโลตตมาแกล้งอุรวศี แต่ด้วยความที่สนใจในตัวเธอจึงต้องเงียบไว้ เมราให้หม่อมเรี่ยมพาอุรวศีเข้าไปเลือกชุดของตนเปลี่ยนใหม่ อนลเป็นห่วงตามไปดักรอ

เมื่ออุรวศีเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเดินออกมา เห็นอนลยืนอยู่ห่างๆก็ชะงักมอง แต่พอหม่อมเรี่ยมกับสำอางเดินตามมา ท่านหญิงรีบโบกมือให้อนลหลบ หม่อมเรี่ยมขอตัวกลับเข้างาน สำอางรู้สึกผิดกล่าวขอประทานอภัยที่ไม่กล้าบอกความจริงใครๆ ท่านหญิงเข้าใจไม่ตำหนิ กลับขอให้สำอางไปรับหน้าสร้อย เกรงไม่เห็นตนจะตกใจ ขอตนอยู่แถวนี้สักพักแล้วจะตามเข้าไป สำอางโล่งใจขอไถ่โทษด้วยการซักฉลองพระองค์ให้สะอาดเอี่ยมไม่เหลือคราบ

พอเห็นว่าไม่มีใคร อนลออกจากที่ซ่อนเอาจดหมายยื่นให้อุรวศี เธอเปิดอ่านแล้วจำลายมือเขาได้ แม่คงบอกให้เขาเขียน อนลยิ้มรับดีใจออกนอกหน้า ท่านหญิงรู้สึกตัวไม่น่าให้เขารู้ว่าจำลายมือเขาได้ แสดงว่าตนอ่านจดหมายเขาบ่อย รีบเปลี่ยนเรื่องถามถึงแม่กินอยู่อย่างไร

“อยู่สบายมากกระหม่อม เถ้าแก่บุญทันเป็นเศรษฐี มีเรือนแพกว้างขวาง เขายกย่องหม่อมคนเดียว ไม่มีเมียอื่น”

ในจดหมายหม่อมสลวยจะลงมาคนเดียว อนลจะเอาเรือยนต์ไปรับที่ท่าช้างวังหน้า ส่วนบุญทันจะตามมาทีหลัง อุรวศีเศร้าใจที่ไม่สะดวกออกจากวังมารับแม่ อนลรับปากจะดูแลหม่อมสลวยอย่างดี ท่านหญิงมองเขาด้วยสายตาขอบคุณ แล้วเบือนหน้าหลบเพราะรู้ว่าไม่เหมาะสม

“คุณคงทราบเรื่องจากจันแล้ว ครั้งนี้ถือว่าเสด็จป้าทรงพระเมตตา แต่ต่อไปโปรดอย่าเขียนจดหมายมาอีก”

“กระหม่อมเสียใจมากที่เป็นต้นเหตุ ไม่มีข้อแก้ตัวอย่างใดทั้งสิ้น โปรดอย่าทรงวิตก กระหม่อมจะไม่ทำ ให้ฝ่าบาททรงเดือดร้อนอีก”

อุรวศีเชื่อว่าเขาจะรักษาคำพูด ทันใดเสียงสุรคมเรียกหาอุรวศี อนลเสียดายโอกาสแต่ก็รีบหลบทันที สุรคมหน้าตาเป็นห่วงเพิ่งรู้ว่าเธอโดนไวน์หกรดเสื้อ ท่านหญิง บอกไม่เป็นอะไรกำลังจะกลับเข้างานเกรงสร้อยเป็นห่วง สุรคมยิ้มแย้มเดินเคียงคู่ไปกับเธอ สร้อยเห็นทั้งสองเดินคุยกันมาก็ยิ้มปลื้มเพราะอย่างไรเสียสุรคมก็มีศักดิ์มีเกียรติเป็นถึงหม่อมเจ้า

อนลเดินเศร้าพยายามเตือนตัวเองว่าเป็นไปไม่ได้ ห้ามใจไม่ให้คิดถึงอุรวศี เห็นอนึกนั่งอยู่คนเดียวเข้าไปหา เขาบ่นเบื่อพวกคิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง ไม่ทำอะไรเพื่อบ้านเมืองบ้าง อนลฟังแล้วมีความคิดว่า การทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็ถือเป็นการทำเพื่อบ้านเมืองเหมือนกัน ฉะนั้นการคิดถึงแต่เรื่องตัวเองก็ไม่น่าเป็นความผิด

อนึกยิ้มเยาะหาว่าน้องชายคิดแบบนี้ถึงไม่อยากคุยด้วย ถึงวันแห่งการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่จะเข้าใจเอง อนลทำหน้างง อนึกรู้ว่าตัวเองพลั้งปากรีบกลบเกลื่อนว่าชีวิตคนเราต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรเหมือนเดิมได้ตลอด อนลรู้ว่าพี่ชายเฉไฉแต่ไม่กล้าซักถาม อนึกชวนกลับ ทั้งสองเดินมาตามดวงแข เธอบ่นเสียดายงานกำลังสนุก อนึกจึงบอกว่าคราวหน้าจะพาไปงานสโมสรทหารของตน สนุกกว่านี้

อุรวศีกับสร้อยขอตัวกลับเช่นกัน เนื่องจากพระบรมมหาราชวังปิดหลังหกโมงเย็น เธอจึงพักค้างคืนที่เรือนหม่อมเรี่ยมแล้วกลับตอนรุ่งเช้า อธิปเสียดายเธอน่าจะอยู่จนงานเลิกหรือไม่ก็ค้างที่วังของตน สร้อยตัดบทว่าไม่เหมาะสม ท่านหญิงรับปากเสด็จว่าจะค้างที่เรือนหม่อมเรี่ยม ไม่ควรผิดคำพูด หม่อมเรี่ยมต้องอยู่ส่งตัวเมราเข้าหอก่อนแล้วจะตามไป

สุรคมอาสาขับรถของอธิปไปส่งอุรวศี ระหว่างนั้นอนลชะเง้อมองอุรวศีตลอด ดวงแขเห็นว่าเขาไม่สนใจตนเลยจึงเรียกร้องความสนใจแกล้งร้องว่าฝุ่นเข้าตาให้เขาช่วยดู อนลหลงเชื่อช่วยเป่าผงในลูกตาให้เธอ

อุรวศีหันมาเห็นความใกล้ชิดของทั้งสองก็เข้าใจผิดคิดว่าพลอดรักกัน หงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ ครั้นกลับมาถึงเรือนหม่อมเรี่ยม นั่งนึกถึงคำพูดของเสด็จป้าที่ว่า เกี้ยวเราไม่ได้ก็ไปเกี้ยวคนอื่น มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่จะเสียหาย หม่อมเรี่ยมกลับมาแวะคุยด้วย อุรวศีแปลกใจทำไมกลับเร็ว หม่อมบอกว่าไม่มีญาติอาวุโสให้ศีลให้พรจึงเสร็จเร็ว ท่านหญิงยิ่งสงสัยพระญาติของอธิปออกมากมายทุกคนก็พักอยู่ในวัง หม่อมถอนใจ

“ท่านอธิปทรงถือองค์ไม่นับญาติด้วย และทุกคนก็ต้องคอยช่วยงานอยู่ข้างหลัง แถมต้องคอยกันด้วย”

อุรวศีงงหมายความว่าอย่างไร หม่อมเรี่ยมหน้าเสียรู้ว่าตัวเองพลั้งปากก็อึกอัก

“เอ่อ...ท่านอธิปมี...มีหม่อมเล็กๆเพคะ”

“นี่พี่อธิปมีเมียน้อยตั้งแต่ยังไม่ได้เสกสมรสหรือคะ แล้วพี่หญิงเมทราบหรือเปล่าคะ”

หม่อมเรี่ยมพยักหน้า เมราทราบดีว่าคนบุญหนัก ศักดิ์ใหญ่มักมีเมียน้อยกันทั้งนั้น อุรวศีพึมพำ ผู้ชายช่างเหมือนกันทุกคน

ooooooo

เช้าวันใหม่ คุณหญิงไกรอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ฟังดวงแขเล่าเรื่องงานเมื่อคืนว่างานสนุกแต่อนลยังมีท่าทีเหมือนเดิมคือไม่สนใจตนเลย คุณหญิงปลอบลูกว่าได้ลองเกริ่นกับนวม ท่าทางเธอเห็นดีเห็นงามด้วย ฉะนั้นเราจะมีผู้ใหญ่ช่วยหนุนอีกแรง

ส่วนสร้อยกำลังรายงานเสด็จว่ามีใครเข้าตาบ้าง... พระองค์ชายอิศรากำลังรุ่งเรืองในกองทัพเรือ ทรัพย์สินบริบูรณ์มั่งคั่ง พระชายาเอกสิ้นชีพิตักษัยไปแล้ว เสด็จท้วงว่าแก่เกินไปตั้งยี่สิบปีแถมมีลูกถึงหกองค์ องค์โตอ่อนกว่าอุรวศีแค่ปีเดียว และมีหม่อมเล็กๆอีกแปดคน หลานตนลำบากแน่

สร้อยเสนออีกคน ท่านตุลย์ รับราชการอยู่กระทรวงวัง มีบริษัทค้าไม้อยู่เมืองแพร่ ร่ำรวย มีหม่อมอยู่สองคนยังไม่มีโอรสธิดา แต่เสด็จรู้มาว่า ท่านตุลย์มีหม่อมแม่ร้ายกาจเป็นที่เลื่องลือไม่แพ้หม่อมต่วน สร้อยถอนใจเหลืออีกคนคือท่านชายสุรคม อนุชาท่านอธิป ท่าทางสนใจท่านหญิงมาก รับราชการอยู่กระทรวงมหาดไทย ผนวชแล้วยังไม่มีคู่ ไม่เที่ยวสำมะเลเทเมา

“เสียตรงยากจนล่ะสิ...” เสด็จเห็นสีหน้าสร้อยก็ดักคอ

“แม่นยำราวกับเสด็จไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองเลยเพคะ”

เสด็จรู้สถานะของสุรคมดี เป็นเพราะเสด็จพ่อของเขายกมรดกให้อธิปคนเดียวหวังว่าจะดูแลน้องๆ แต่คนอย่างอธิป อย่างมากก็แค่ให้บ้านเล็กๆไปคนละหลัง เรื่องนี้ไม่ถือเป็นข้อเสีย สำคัญที่สมศักดิ์สมตระกูล ส่วนเงินทองช่วยกันเก็บหาก็มั่งมีได้ไม่ยาก เพียงแค่หาทางให้ชอบพอกันก็พอ สร้อยคลายกังวล

เมื่อเสด็จเปิดทาง สร้อยจึงมาหยั่งเชิงบ้านสุรคมเพื่อดูความเป็นอยู่ ทำทีนำขนมหวานจากเสด็จมาขอบคุณน้ำใจสุรคมที่ขับรถไปส่งเมื่อคืนวันงาน หม่อมเอื้อนตื่นเต้นที่เสด็จกรุณาต่อลูกชายตน ยิ่งพอรู้เลาๆว่าเสด็จอยากเห็นอุรวศีเสกสมรสให้หมดห่วง ก็หูผึ่งรีบเล่าให้ลูกชายฟังหลังกลับจากทำงาน สุรคมไม่อยากเชื่อว่าเสด็จทรงเมตตาตน

“แม่เองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่คุณสร้อยพูดถึงขนาดนี้คงไม่ผิดหรอกจ้ะ เพียงแต่ท่านเป็นฝ่ายหญิง ออกหน้ามากกว่านี้ก็ไม่งาม”

สุรคมเสียดายที่ไม่ได้อยู่เจอสร้อย เขายอมรับกับแม่ว่ารักอุรวศีตั้งแต่แรกพบ แต่หม่อมเอื้อนกลับนึกถึงสมบัติของเสด็จ ถ้าได้ดองกันคงสบายไปทั้งชาติ

ต่างจากอนลที่พอแม่บอกเรื่องทาบทามดวงแขให้เขากลับเครียดขึ้นมาทันที นวมกล่อมว่าเขายังไม่มีใครชอบพอ ก็ขอให้มองดวงแขบ้าง เธอเหมาะสมทั้งฐานะและชาติตระกูล

ค่ำนั้นนวมคุยกับคุณหญิงไกรว่าได้บอกอนลไปแล้ว คุณหญิงตกใจเกรงจะกลายเป็นการบังคับ นวมส่ายหน้าถ้าให้พูดตรงๆ ตนไม่อยากเห็นลูกลอยชายอยู่แบบนี้ต่อไป คุณหญิงแอบดีใจ

ด้านอุรวศีไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกจับคู่กับสุรคม เสด็จนัดแนะให้สร้อยชวนอุรวศีไปเลือกซื้อผ้าให้ท่าน พอเธอตกลงสร้อยก็พามาขออนุญาตเสด็จ เคาะประตูห้องแล้วเปิดเข้ามา ทั้งคู่ต้องตกใจเมื่อเห็นเสด็จนอนหมดสติอยู่กลางห้อง อุรวศีให้สร้อยตามหมอหลวงโดยด่วน

ooooooo

เช้าวันใหม่ อุรวศีกับสร้อยช่วยกันประคองเสด็จลุกขึ้นเสวยโอสถแล้วนั่งพักสบายๆ เสด็จยังให้อุรวศีออกไปซื้อผ้ากับสร้อยให้ ไม่ต้องห่วงตน ตนยังแข็งแรงและจะให้อทริกามาดูแลแทน อทริกาหน้าเสียรีบบอกว่าวันนี้ไม่ใช่เวรตน เสด็จไม่พอพระทัย

“ถ้าไม่ใช่เวรตัวก็ปล่อยให้ฉันอยู่ตามเวรตามกรรมอย่างนั้นรึ”

อทริกาหน้าจ๋อยรีบกราบทูลว่าไม่ใช่อย่างนั้น ตนอยู่ปรนนิบัติได้ อุรวศีก้มกราบแล้วทูลอย่างห่วงใยว่าจะรีบไปรีบกลับ เสด็จพยักหน้ารับทราบ สบตาสร้อยอย่างรู้กัน พอมองเลยมาเห็นสีหน้าอทริกาที่ดูเบื่อหน่ายก็ส่ายหน้าคิดในใจว่าหลานคนนี้พึ่งพาไม่ได้จริงๆ

พอเสด็จบรรทม อทริกาออกมาบ่นกับสำอางว่าไปดูละครวันนี้ไม่ได้ เสียดายไม่ได้เห็นหน้าพระเอก สำอางจ๋อยเพราะท่านหญิงไม่ไปตนก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน ไม่อย่างนั้นจะถูกหาว่าเลี่ยงงาน สำอางแปลกใจทำไมเสด็จถึงให้อุรวศีและสร้อยไปซื้อของในวันนี้ทั้งที่ทรงประชวร

ที่วังแห่งหนึ่ง มีพ่อค้าเอาของดีมีค่าและผ้าสวยๆ งามๆมาขายให้ผู้ดีมีตระกูลหรือระดับเจ้านาย เพื่อไม่ต้องออกไปเลือกซื้อปะปนกับคนทั่วไป สร้อยบอกอุรวศีว่ารับรองของทุกอย่างเป็นของดีมั่นใจได้ ท่านหญิงเลือกผ้าได้หลายชิ้นแล้วชวนสร้อยกลับเพราะเป็นห่วงเสด็จป้า สร้อยท่าทีมีพิรุธชะเง้อเหมือนมองหาใคร แล้วบอกว่ายังกลับไม่ได้ ต้องเลือกซื้อเครื่องหอมอีก

ไม่ทันไรหม่อมเอื้อนเดินนำสุรคมเข้ามา ทำทีทักทายสร้อย สร้อยจึงแนะนำให้รู้จักอุรวศี

“ท่านหญิงนี่เอง ได้ยินชายสุรคมเอ่ยถึงหลายครั้ง เพิ่งจะได้เจอองค์จริง เห็นทีหม่อมฉันต้องตีสุรคมเสียหน่อยแล้ว” อุรวศีแปลกใจทำไมต้องตี “ก็เรื่องที่บรรยายความงามของท่านหญิงไม่ถึงครึ่งขององค์จริงน่ะสิเพคะ”

อุรวศีรู้สึกกระอักกระอ่วนที่ชมกันตรงๆ สร้อยรีบชวนหม่อมเอื้อนไปเลือกซื้อของหอมเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ท่านชายท่านหญิงอยู่คุยกัน อุรวศีเริ่มรู้สึกว่ามีการเตี๊ยมกันมา สุรคมชวนไปนั่งดื่มชาริมระเบียงและชวนคุย เรื่องของเขาไม่พ้นความลำบากที่ผ่านมา แม้ได้ไปร่ำเรียนเมืองนอกแต่ต้องทำงานช่วยเหลือตัวเอง อุรวศีชื่นชมว่าเขาน่าจะภูมิใจที่สู้อุตส่าห์ร่ำเรียนกลับมารับราชการเป็นเกียรติแก่ตนเองได้

“หญิงไม่รู้สึกว่าพี่...เอ่อ...ยากจนหรือคะ”

“คนเราจนทรัพย์ไม่เท่าจนปัญญาหรอกค่ะ จนทรัพย์ถ้ามีปัญญาวันหนึ่งก็ร่ำรวยได้ แต่ถ้าจนปัญญาเสียแล้วต่อให้มีแก้วแหวนเงินทองกองสูงเท่าภูเขา ก็รักษาไว้ไม่ได้”

“พี่มองหญิงไม่ผิดจริงๆค่ะ” สุรคมยิ้มปลื้ม สายตาเต็มไปด้วยความรักใคร่เปี่ยมล้น

อุรวศีเห็นสายตาแล้วหน้าเสีย เสหยิบถ้วยชาขึ้นจิบเมินหน้าไปมองทางอื่น

ด้านอนลนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน ดวงแขพยายามปรนนิบัติสารพัดตั้งแต่เช้ายันบ่ายจนเขารู้สึกอึดอัด ตกเย็นยังทำกับข้าวตักทุกอย่างให้ชิม จะปฏิเสธก็เกรงใจคุณหญิงไกรที่นั่งยิ้มปลื้มปริ่มอยู่ พอค่ำเขาจึงหลบมาอยู่บ้านเกื้อ บ่นให้ฟังจนเกื้อหัวเราะท้องแข็ง สัพยอกถ้าดวงแขใช้ธรรมเนียมอินเดียคงส่งขันหมากมาสู่ขออนลไปแล้ว เขายิ่งเครียดขอหลบอยู่ที่นี่จนทุกคนเข้านอนหมดค่อยกลับ เกื้อให้นอนที่นี่ได้เลย อนลย้อนถามถ้าอนึกมาหาจะคุยกันสะดวกหรือ

“เขาไม่มานานแล้วล่ะ บางทีอาจจะไม่มาอีกแล้วก็ได้” แววตาเกื้อเครียดและเป็นห่วง

ในขณะเดียวกัน อนึกกำลังดื่มฉลองกับเพื่อนที่ยังคงรวมตัวอยู่ และสาบานกันว่าจะไม่มีใครถอนตัวออกไปอีก

ooooooo

รุ่งเช้าสร้อยรายงานความคืบหน้าว่าสุรคมมีท่าทางชอบพออุรวศีอย่างเห็นได้ชัด แอบชื่นชมท่านหญิงกับตนหลายครั้ง แต่พอเสด็จถามถึงท่าทีของอุรวศี สร้อยขรึมลงเพราะไม่ทรงแสดงท่าทีใดๆ และดูเหมือนจะรู้ทันว่าเสด็จหมายตาท่านชายไว้ให้

เสด็จเห็นว่าดีเพราะเป็นหญิงต้องสงวนท่าทีไว้ ถ้าไม่แสดงว่ารังเกียจรังงอนก็เบาใจได้ ไม่ทันคุยจบอุรวศีคลานเข่าเข้ามาขออนุญาตกลับบ้านไปเยี่ยมแม่ เสด็จหน้าตึง สวน

“ไม่ต้องไป รู้ว่าเป็นลูกก็ต้องคิดถึงแม่ แต่คิดให้ไกลกว่านี้หน่อย ถ้าแม่เขาคิดถึงลูกเขาก็คงไม่เลือกสุขส่วนตัวเป็นใหญ่ ถ้าไปเป็นหม่อมของเจ้านายอีกสักองค์ก็ไม่สู้กระไรนัก แต่นี่...หญิงจงสำนึกเสมอว่าพ่อของหญิงเป็นใคร สูงยิ่งกว่านั้นคือปู่ของหญิงเป็นใคร”

อุรวศีก้มกราบ “หญิงขอรับโอวาทไว้ทั้งหมดเพคะ หญิงก็เห็นจริงตามนี้ เพียงแต่ถ้าหญิงไม่ทูลเสด็จป้าก็เหมือนหญิงโกรธเคือง ไม่ยอมพบแม่เสียเอง แม่จะตำหนิเอาได้เพคะ”

แม้เสด็จจะไม่พอใจหม่อมสลวย แต่ก็สงสารอุรวศี จึงสั่งสร้อยไปบอกหม่อมสลวยให้มาเยี่ยมลูกที่วังได้ ตนจะทำไม่รู้ไม่เห็น ไม่ต้องมาพบตน อุรวศีดีใจที่จะเจอแม่ ก้มกราบอีกครั้ง

สายวันนั้น เรือยนต์ของอนลพาหม่อมสลวยมาถึงเรือนจางวางสม ผินกับจางวางต้อนรับด้วยความดีใจ อนลเลียบเคียงถามผินว่าอุรวศีจะมาเมื่อไหร่ ผินบอกจันมารายงานว่าเสด็จไม่อนุญาตให้ท่านหญิงออกมา แต่ให้เข้าไปเยี่ยมในวังได้ อนลจ๋อยผิดหวังไม่ได้เห็นหน้าท่านหญิง

ผ่องโผกอดหม่อมสลวยด้วยความคิดถึง บอกน้องว่าแม่ป่วยกระเสาะกระแสะจึงมาดูแล หม่อมสลวยจึงบอกว่าจะอยู่ดูแลแม่จนกว่าอาการจะดีขึ้นเอง จางวางให้ผ่องไปดูว่าแสงตื่นหรือยัง หม่อมสลวยจะเดินตาม จางวางดึงมือไว้ เพราะจงใจให้ผ่องออกไปแล้วถามลูกสาวคนเล็กมาที่นี่ไม่กลัวหม่อมต่วนแล้วหรือ

“ตอนแรกฉันก็กลัวเหมือนกันจ้ะพ่อ แต่พี่บุญทันบอกว่าหม่อมต่วนเข้าใจว่าฉันหนีตามพี่บุญทันไป คนก็รู้กันทั่วแล้วว่าฉันมีผัวใหม่ ฉะนั้นถ้ากลับมาตอนนี้ หม่อมต่วนคงไม่ระแวงในตัวฉันอีกแล้วล่ะจ้ะ”

จางวางไม่เข้าใจ หม่อมสลวยยิ้มเจื่อนๆ ไม่รู้จะเล่าให้พ่อฟังอย่างไร...เป็นจริงอย่างที่คิด แปลกมารายงานหม่อมต่วน และหม่อมไม่คิดทำอะไรเพราะเชื่อว่าหม่อมสลวยไม่รู้เห็นการตายของดำ แต่กำชับให้แปลกเฝ้าดูว่าอุรวศีจะมาเยี่ยมแม่เมื่อไหร่ จะเอาไปทูลฟ้องเสด็จให้ลงโทษ ไม่ทันไรติโลตตมาเข้ามากะจะรายงานแต่พอเห็นหน้าแม่ก็คิดว่าคงรู้เรื่องจากแปลกแล้ว เธอยิ้มเยาะคงโดนผัวทิ้งถึงซมซานกลับมา อรุณวาสีซึ่งเดินตามพี่เข้ามา กลับคิดว่าหม่อมสลวยจะมาพาอุรวศีไปอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นน้องคงไปลำบากแน่ ติโลตตมาตวาดแว้ดทันที

“จะไปกลัวมันลำบากลำบนทำไม ห่วงเหลือเกินนะนังน้องนอกไส้นี่”

“แต่ที่หญิงเล็กพูดมาก็น่าห่วงอยู่ ถ้านังสลวยมันพาลูกไปอยู่ด้วยจริง ทรัพย์สมบัติที่เสด็จประทานให้มิต้องติดตัวมันไปด้วยรึ มีหวังคงถูกนังสลวยกับผัวใหม่ผลาญกันสนุกมือ”

ติโลตตมาคิดตามที่แม่บอกแล้วตกใจไปด้วย มีเพียงอรุณวาสีไม่เห็นด้วยที่จะไปยุ่งกับสมบัติที่เสด็จพ่อแบ่งปันกันแล้ว ติโลตตมาคิดจะไปฟ้องเสด็จป้าให้เรียกสมบัติคืน

“ถ้าพี่หญิงกลางไม่นับหญิงหลงเป็นน้อง แต่จะนับเฉพาะทรัพย์สมบัติของหญิงหลง หญิงก็ขอตัวนะคะหญิงอาย” อรุณวาสีตัดบทก่อนจะเดินหนีไป ปล่อยพี่สาวโกรธขึ้งลำพัง

ไม่ทันที่ติโลตตมาจะอาละวาด บ่าวถือดอกกุหลาบแดงมาบอกว่าท่านป้อมให้นำมาถวาย แม้จะไม่ชอบท่านป้อมแต่ติโลตตมาก็อดปลื้มที่มีผู้ชายให้ดอกไม้ไม่ได้ สั่งบ่าวห้ามไปบอกใคร

ooooooo

อ่านละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ตอนที่ 6 วันที่ 5 ก.พ.60

ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ บทประพันธ์โดย ว.วินิจฉัยกุล
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ บทโทรทัศน์โดย เอกลิขิต
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ กำกับการแสดงโดย อดุลย์ บุญบุตร
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ผลิตโดย บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด
ละครเรื่อง เพชรกลางไฟ ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ